เทคนิคเปลี่ยนชีวิต เค้าทำกันแบบนี้ ยิ่งทำยิ่งมีแต่เจริญ

เทคนิค ปรับปรุงตัวเอง ง่ายๆ ที่สามารถทำให้ชีวิตเปลี่ยนได้

เรื่องง่ายๆ ที่ไม่ต้องใช้แรงลงมือทำมาก แต่กลับมอบผลลัพธ์ที่ดีให้ชีวิตได้อย่างไม่น่าเชื่อ เพียงแค่รู้จัก มองตัวเอง และ ปรับปรุงตัวเอง ให้ดำเนินไปในทิศทางที่เหมาะสม

1. หัดเป็นคนวางแผนก่อนลงมือ

การใช้ชีวิตให้ดำเนินอยู่ในรูปแบบของคนที่มีการวางแผนอยู่เสมอ จะเป็นวิธีที่สามารถช่วยเสริมสร้างความรอบครอบ และช่วยลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นในขณะที่กำลังลงมือทำสิ่งต่างๆ ได้

โดยเฉพาะ การลงมือทำงานใหญ่ๆ ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายจากความผิดพลาดได้อย่างมหาศาล ดังนั้น การวางแผนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยง และทำให้ภาพลักษณ์ของตัวคุณเองดูน่าเชื่อถือจากสายตาของบุคคลภายนอก

2. อย่าทำอะไรตามใจตัวเองเกินไป

การทำอะไรตามใจตัวเองบ้าง ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทาง ในการช่วยเพิ่มความสุขและความสบายใจให้เกิดขึ้นได้ แต่การสร้างความสุขที่ดี จำเป็นจะต้องไม่ทำให้คนรอบข้างหรือผู้อื่นเดือดร้อน

และไม่ควรทำอะไร ที่เรียกได้ว่าตามใจตัวเองมากจน “เกินขอบเขตุ” ที่เหมาะสมไป มิเช่นนั้น อาจกลายเป็นว่า คุณคือ คนที่กำลังมีความสุข แต่ดันยืนอยู่บน ‘ความทุกข์ของคนอื่น’

3. หยุดเป็นคนที่คิดแล้วทำเลย

ในบางครั้ง ก่อนที่จะลงมือทำอะไรบางอย่าง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการคิดทบทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ให้สมเหตุสมผล และไตร่ตรองให้ดีถึงผลลัพธ์ของการกระทำ

หากมัวแต่คิดอะไรได้ แล้วลงมือทำเลยทันที ไม่ได้ผ่านกระบวนความคิดที่รอบครอบก่อน อาจทำให้ผลลัพธ์ที่คาดหวังไว้ว่าดี ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองก็เป็นไปได้

4. หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้ชีวิตแย่ลง

คนเราทุกคนต่างก็ย่อมรู้ดีกันอยู่แล้วว่า สิ่งไหนบ้างที่สามารถเรียกได้ว่าดี หรือ สิ่งไหนบ้างที่หากหลีกเลี่ยงได้ ก็สมควรที่จะหลีกเลี่ยง

เพราะฉะนั้น ลองลด ละ เลิก พฤติกรรมที่บั่นทอนชีวิต ให้มีแต่แย่ลงดูบ้าง แล้วคุณอาจได้พบกับอะไรดีๆ ที่กำลังรออยู่ จนทำให้รู้สึกว่า ไม่น่าเสียเวลาไปกับสิ่งเหล่านั้นตั้งแต่แรกเลย

5. ลองหันไปสนใจสิ่งที่เคยมองข้าม

คนเรามักชอบไปแสวงหาความสุข หรือเรื่องราวต่างๆ จากสิ่งใหญ่ๆ โดยหลงลืม และมักมองข้ามเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ รอบตัวไป

ซึ่งหารู้ไม่ว่า การได้รับความสุขที่แท้จริง อาจมีจุดเริ่มต้นมาจาก การมองเห็นในสิ่งเล็กๆ ที่ไม่เคยถูกให้ความสำคัญ แต่วันนี้กลับสามารถมอบพลังที่ยิ่งใหญ่คืนมาได้

6. มองหาสิ่งใหม่ๆ ให้มากกว่าจมอยู่กับอะไรเดิมๆ

บางคนอาจกำลังคิดว่า สิ่งที่มีอยู่ในตอนนี้ เรียกได้ว่าดีและพอใจแล้ว จึงทำให้หยุดที่จะแสวงหา หรือนำตัวเองให้ออกไปค้นพบกับสิ่งใหม่ๆ

จนอาจหลงลืมไปว่า โลกใบเดิมใบนี้ ยังไม่เคยหยุดหมุน และสิ่งต่างๆ รอบตัวก็ยังไม่หยุดที่จะพัฒนา ดังนั้น ชีวิตคนเราก็คงไม่สามารถที่จะหยุดการรับรู้อะไรใหม่ๆ ไว้ได้เช่นกัน

7. ควบคุมตัวเองให้ได้

สิ่งที่ยากกว่าการควบคุมตัวเองให้ได้ ก็คงจะเป็น “การควบคุมอารมณ์ตัวเองให้ได้” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในตัวมนุษย์ทั้งหลายที่เต็มไปด้วยโทสะ ซึ่งยากที่จะระงับ และไม่รู้สึกไม่รู้สาอะไร

แต่ถ้าหากลองปรับตัวเอง ให้กลายเป็นคนที่สามารถควบคุมอารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ อาจทำให้เข้าใจว่า อารมณ์ก็เป็นแค่เพียงความรู้สึก ณ ช่วงเวลาหนึ่ง ที่เมื่อเวลาผ่านไป ก็พัดพาอารมณ์ให้จางหายลงไปตาม

8. อย่าพูดทุกอย่างที่กำลังรู้สึก

แม้ว่าภายในใจ จะเต็มไปด้วยความรู้สึกที่มากมายจนไม่สามารถเก็บงำเอาไว้ได้ แต่ในบางครั้ง และบางสถานการณ์ ก็คงไม่ใช่เวลาอันเหมาะสม ที่จะพูดทุกอย่างออกไปได้ การ ‘เงียบ’ บ้าง จึงอาจเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการกำจัดทุกคำพูดที่อยากจะพูดออกไป

9. รู้จักผูกมิตรกับคนรอบข้าง

การที่คนเราจะมีคอนเนคชั่นที่ดีได้ อย่างแรกอาจต้องเริ่มต้นมาจาก การลองเข้าหาผู้อื่นก่อน โดยเฉพาะในการทำงานที่ต้องอยู่ร่วมกับคนหมู่มาก ที่จำเป็นจะต้องใช้การสื่อสารและการสร้างความสัมพันธ์อันดี

10. สลัดตัวขี้เกียจออกไปให้หมด

บ่อยครั้งที่สิ่งเล็กๆ อย่าง “ความขี้เกียจ” มักสร้างความล้มเหลวอันยิ่งใหญ่ และมอบให้ใครหลายต่อหลายคน ทางที่ดีหากไม่อยากให้ตัวเองต้องพบเจอกับอะไรเดิมๆ ซ้ำซาก ลองละทิ้งความขี้เกียจออกไปบ้าง แล้วอาจจะมองเห็นพลังมากมายมหาศาลที่มีอยู่ในตัวเองอย่างไม่น่าเชื่อ

ขอบคุณ : sineenow , goodlifeupdate.com

อ่านให้จบนะ แล้วคุณจะรักตัวเองขึ้นอีกเยอะ…!! สรุป ชีวิตที่เรียบง่าย ให้ความสุข ความสะดวกกับการใช้ชีวิต ที่เหลืออยู่…

อ่านให้จบนะ แล้วคุณจะรักตัวเองขึ้นอีกเยอะ…!!

สรุป: ชีวิตที่เรียบง่าย ให้ความสุข  ความสะดวกกับการใช้ชีวิต ที่เหลืออยู่…

ไม่เจ็บปวดแต่ก็ต้อง : บำรุง

ไม่กระหายแต่ก็ต้อง : ดื่มน้ำ

ว้าวุ่นแค่ไหนก็ต้อง : ปล่อยวาง

มีเหตุมีผลแต่ก็ต้อง : ยอมคน

มีอำนาจแต่ก็ต้องรู้จัก : ถ่อมตน

ไม่เหนื่อยแต่ก็ต้อง : พักผ่อน

ไม่รวยแต่ก็ต้อง : รู้จักพอเพียง

ธุระยุ่งแค่ไหนก็ต้อง : รู้จัก พักผ่อน

หมั่นเตือนตน: ชีวิตนี้สั้นนัก

หากเวลาของคุณยังมีเหลือเฟือ ส่งต่อข้อความเหล่านี้ต่อให้เพื่อนของคุณ ให้เพื่อนได้อ่านบ้าง เพื่อจะได้ใส่ใจตัวเองบ้าง

ดังนั้น..!

อยากกิน…กิน

อยากเที่ยว….เที่ยว

เรื่องกลุ้มอย่าเก็บไว้

สุขสบายทุกเพลา

เวลาที่ยังจับมือไหว ให้เชิญเพื่อนมาสังสรรค์

เวลาที่ยังกอดไหว ให้โอบกอดให้ชื่นใจ

ทำหน้าที่พ่อ แม่ ลูก สามี ภรรยา พี่ น้อง เพื่อนที่ดีต่อไป

เวลาที่อยู่ด้วยกัน อย่าได้โกรธกันง่ายๆ

ถ้าคุณส่งให้เพื่อนๆ แสดงว่าคุณเป็นคนรักและหวังดีกับเพื่อนคุณ ถ้าไม่ส่งแสดงว่าคุณรักแต่ตัวเองไม่คิดจะเผื่อแผ่ความสุขให้คนรอบข้างและเตือนสติเพื่อนของคุณ..

“รักนะถึงเอามาให้อ่านกัน…”

กฎเหล็ก 9 ข้อ ของคนรักตัวเอง

1. อย่าประชดใครด้วยการเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยง

ต้นเหตุของความประชดประชัน มักเริ่มต้นมาจากความขาดสติทางอารมณ์ และต้องการที่จะทำให้ใครบางคนต้องเจ็บปวดด้วยคำพูด หรือพฤติกรรมที่มีส่วนทำให้บั่นทอนทางความรู้สึก จนหลงลืมไปว่า สุดท้ายแล้ว สิ่งเหล่านั้นที่ได้ทำลงไป ต่างก็ต้องย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองอย่างหลบเลี่ยงไม่พ้นอยู่ดี

2. อย่าตามใจตัวเองมากจนเกินพอดี

การเป็นคนที่ตามใจตัวเองมากจนเกินขอบเขตุ และได้มองข้ามถึงความพอดีอันเหมาะสมไป อาจเป็นผลร้ายที่สามารถทำให้เกิดสิ่งแย่ๆ หลายอย่างตามมาได้ ทั้งต่อร่างกายและจิตใจของตัวเอง รวมไปถึงในสายตาของคนรอบข้างที่มักจะมองมาด้วยความเอือมระอา เนื่องมาจากการไม่รู้ถึงความเหมาะสมว่าสิ่งใดควรหรือไม่ควรทำ

3. อย่าใจดีกับใครมากจนเกินไป

ทุกๆ อย่างบนโลกใบนี้ ต่างก็มีอีกหลากหลายมุมมองให้ได้พบเจอกับมันอยู่เสมอ รวมไปถึงข้อเสียของความใจดีที่มีอยู่ในตัวเองก็ด้วย ซึ่งถ้าหากยังมัวแต่เป็นคนที่มีจิตใจดี ในแบบที่คนอื่นสามารถเข้ามาเอาเปรียบได้อย่างง่ายๆ อยู่เช่นนี้ อาจส่งผลให้ตัวเองเกิดความรู้สึกว่าไม่มีความสุข จนกลับกลายเป็นว่า แอบมีความใจร้ายแฝงขึ้นมาภายในจิตใจแบบไม่ทันได้รู้ตัว

4. อย่ายึดติดกับอะไรจนเจ็บปวด

ควรทำความเข้าใจก่อนว่าทุกๆ สิ่ง ที่ได้พบเจอ มักไม่เคยมีอะไรแน่นอน ไม่เว้นแม้แต่ตัวเราเอง ที่ก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาอีกด้วยเหมือนกัน ดังนั้น การยึดติดกับอดีตหรือสิ่งต่างๆ ที่ผ่านไปแล้ว ไม่ใช่หนทางที่จะทำให้ได้สิ่งเหล่านั้นหวนกลับคืนมา นอกเสียจากว่า จะได้สัมผัสแต่ความรู้สึกเจ็บปวดจากการสูญเสียมันไปเท่านั้น

5. อย่าทุ่มเทให้กับสิ่งที่ไม่สมควร

เราทุกคนต่างก็มีสิทธิ์ในการเลือกใช้ความพยายามให้ไปกับสิ่งที่คิดว่าดีและเหมาะสมด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งวิธีที่ดีที่จะช่วยทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่ามากยิ่งขึ้น ก็คือการใช้ความพยายามที่มีอยู่ไปกับอะไรก็ตามที่สามารถเกิดขึ้นได้จริงและมีคนมองเห็นค่าในความพยายามเหล่านั้น

6. อย่ามองข้ามความรู้สึกของตัวเอง

การละเลยความรู้สึกของตัวเอง อาจไม่ได้เป็นสิ่งที่สามารถช่วยทำให้ใครต่อใครมองเห็นความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเราได้มากขึ้นกว่าเดิม ดังนั้น ก่อนที่จะหันไปใส่ใจในความรู้สึกของคนรอบข้าง ก็ควรที่จะมองเห็นถึงความต้องการจริงๆ ภายในจิตใจของตัวเองให้ได้เสียก่อน

7. ควรวางแผนให้กับชีวิต

ไม่ว่าจะลงมือทำในสิ่งใดก็ตาม การวางแผนยังคงถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่สุดอยู่เสมอ โดยเฉพาะการวางแผนให้กับชีวิตตัวเอง แตกต่างจากการมีชีวิตอยู่แบบไร้จุดหมาย ที่มักเป็นการลดคุณค่าให้กับตัวเองด้วยการดำเนินชีวิตอย่างไม่มีเป้าหมายไปวันๆ

8. หัดปฏิเสธให้เป็น

การรู้จักปฏิเสธคนให้เป็นบ้าง จะมีส่วนช่วยทำให้เราได้รับความเกรงใจจากคนรอบข้างมากยิ่งขึ้น ซึ่งก็ถือว่าเป็นผลดีที่จะไม่ต้องทำอะไรตามใจคนอื่นมากจนเกินไป เพราะถ้าหากไม่ยอมหัดพูดปฏิเสธใครไปบ้าง อาจทำให้ไม่สามารถปฏิเสธอะไรได้อีกเลย

9. ไขว่คว้าและหยิบยื่นแต่สิ่งดีๆ

ชีวิตที่ดี จะต้องเริ่มจากการไขว่คว้าหาอะไรดีๆ ให้กับตัวเอง รวมไปถึงการหยิบยื่นในสิ่งดีๆ เพื่อแบ่งปันให้กับคนอื่นก่อน ดังนั้น เมื่อชีวิตได้สัมผัสกับอะไรที่ดีมากๆ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะรู้สึกได้ถึงคุณค่าของการมีชีวิตอยู่และความภาคภูมิใจที่เกิดขึ้นภายในตัวเอง

 

 

 

ขอบคุณ : likekwamkid.com

ระวัง!! ข้อเสียของการเป็นคนที่อดทนมากจนเกินไป

ข้อเสีย ของ ” ความอดทน ” ที่มีมากจนเกินไป คนบางคน เลือกจะใช้ “ ความอดทน ” ที่มี ไปกับเรื่องราวอันไม่สมควร จนไม่รู้เลยว่า ต้องเผชิญหน้ากับข้อเสียที่เกิดขึ้นอย่างไม่จำเป็น

1. ไม่รู้ขีดจำกัดของตัวเอง

ทุกอย่างบนโลกใบนี้ มักมีขีดจำกัดในตัวของมันเองเสมอ โดยเฉพาะ “ความอดทน” ของมนุษย์ทุกๆ คน ซึ่งถ้าหากมัวแต่ตามใจ ในสิ่งที่คนอื่นต้องการ ทั้งๆ ที่ตัวเอง ก็ไม่ได้เห็นดีเห็นงามด้วย แต่จำเป็นต้องก้มหน้ายอมรับไป

เพราะหลีกเลี่ยงปัญหาต่างๆ อาจทำให้ต้องกลายเป็นคนอดทนกับเรื่องที่ไม่สมควร จนไม่รู้จักขีดจำกัดเกี่ยวกับความอดทนของตัวเอง ว่าสามารถอดทนกับเรื่องราวต่างๆ ได้มากน้อยเพียงใด

2. ไม่ได้แสดงออกถึงความรู้สึกที่แท้จริง

คนที่ยอมอดทนกับอะไรมากๆ มักจะเป็นพวกที่ไม่ได้แสดงออกถึงความรู้สึก และความต้องการที่แท้จริงของตัวเองเลยแม้แต่นิดเดียว

เพราะมัวแต่ห่วงใยในความรู้สึกของคนอื่น จนเกรงกลัวว่า หากแสดงอะไรออกไป อาจจะทำให้ผู้อื่นรู้สึกไม่พอใจ จึงเลือกที่จะเก็บงำความรู้สึกของตัวเองไว้ แล้วกลายเป็นว่า สุดท้ายก็ไม่ได้บอกกล่าวในสิ่งที่ตัวเองต้องการ

3. มักถูกมองข้าม เพราะไม่ค่อยมีใครเกรงใจ

คนประเภทนี้ จะชอบหลีกเลี่ยงการมีปากเสียงกับคนอื่น โดยการใช้ความอดทนเข้าช่วย เพื่อลดความขัดแย้งต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น จนทำให้ใครต่อใครเข้าใจไปเองว่า “เป็นบุคคลประเภทอะไรก็ได้”

ซึ่งข้อเสียก็คือ มักถูกมองข้ามในเรื่องของความรู้สึก และไม่ค่อยมีใครสนใจ ที่จะถามถึงความต้องการลึกๆ ภายในมากเท่าที่ควร

4. เป็นที่รองรับอารมณ์

การเป็นบุคคลแบบนี้ ก็เหมือนกลายเป็นพวกที่ต้องรองรับอารมณ์ของผู้อื่นไปโดยปริยาย เพราะด้วยความอดทนที่มีสูงกว่าคนอื่นมากๆ จึงมักจะกักเก็บอารมณ์ และความรู้สึกทุกอย่างไว้ได้ดีกว่า จนสุดท้ายแล้ว ทุกคนต่างก็เข้ามาโดยทิ้งอารมณ์แย่ๆ ไว้ให้แบกรับแค่เพียงคนเดียว

5. รู้สึกแย่ แต่ต้องหายเอง

บ่อยครั้งที่การใช้ความอดทนไปกับเรื่องที่ไม่ถูกไม่ควร จะเป็นตัวการสร้างความรู้สึกแย่ให้เกิดขึ้นภายในจิตใจได้มาก

ซึ่งสุดท้ายแล้ว คนเหล่านี้ ก็มักจะต้องเยียวยา และก้าวผ่านความรู้สึกร้ายๆ พวกนี้ไปด้วยตัวเอง เพราะเหตุผลที่ว่า เป็นคนที่มีความอดทนมากเพียงพอ

6. ทำร้ายจิตใจตัวเอง

อย่ามัวแต่คอยจ้องจะทำร้ายจิตใจตัวเอง ด้วยการอดทนไปกับเรื่องที่มองเห็นแล้วว่าไม่สมควร หรือการให้คนอื่นมามีอิทธิพลเหนือความรู้สึกของตัวเองมากจนเกินไป

ความอดทนของคนเรามีขีดจำกัดเสมอ ควรแสดงออกให้พูดอื่นได้เห็นว่า เราเองก็ไม่ใช่คนที่จะสามารถอดทนกับอะไรได้นานเช่นกัน

7. รู้สึกว่าไม่มีความสุข

ปฏิเสธไม่ได้ว่า การเป็นคนที่ใช้ความอดทนที่มากจนเกินขอบเขตุ สามารถส่งผลให้ชีวิต แตะต้องกับคำว่า “ความสุข” ได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น

เนื่องมาจาก การนำทุกอย่างมาแบกรับไว้เพียงคนเดียว จนกลายเป็นบุคคลที่ไม่รู้ซึ้งถึงคุณค่าภายในตัวเอง เพราะภายในใจมีแต่เรื่องราวแย่ๆ และอารมณ์ร้ายๆ จากคนอื่น

8. กลายเป็นคนเก็บกด

สิ่งแย่ๆ ที่อาจเกิดขึ้น และเป็นการทำร้ายตัวเองได้มากที่สุด อันเนื่องมาจาก การอดทนกับอะไรต่างๆ มากจนเกินไป อาจส่งผลให้กลายเป็น “คนเก็บกด” และกลายเป็นคนสวนทางกับความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง

ซึ่งบุคคลเหล่านี้ จะมีความน่ากลัวก็ตรงที่สิ่งต่างๆ ที่ได้เก็บสะสมอยู่ภายในใจ อาจเกิดการปะทุ จนสามารถทำร้ายคนรอบข้างได้ตลอดเวลา

 

ขอบคุณ : sineenow , goodlifeupdate.com

เปิดวิบากกรรม ข้อเสียของการใจดีมากเกินไป จนมันย้อนกลับมาทำร้ายตัวคุณเอง

ข้อเสียด้านลบของการเป็น คนใจดี มากจนเกินไป แง่มุมร้ายๆ ของการเป็น “ คนใจดี ” มากจนเกินไป ที่สามารถย้อนกลับมาทำร้ายได้ทั้งตัวเอง และคนใกล้ตัว อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

1. ตกที่นั่งลำบาก

เพราะความที่เป็นคนมีจิตใจดีมากจนเกินไป จึงมักชอบหยิบยื่นความช่วยเหลือให้กับคนอื่นอยู่บ่อยครั้ง จนลืมมองความเป็นจริงหลายอย่างไปว่า

ข้อเสียของการได้มอบความช่วยเหลือ อาจเป็นสิ่งที่สามารถย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองและคนใกล้ชิด โดยการนำพาทุกคนไปตกอยู่ในที่นั่งลำบาก และไร้ซึ่งการหลีกเลี่ยงหรือหลบหนีอะไรได้พ้น

2. คอยแก้ปัญหา ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีส่วนได้เสีย

ในบางครั้ง ความใจดีก็ทำให้เราต้องกลายมาเป็นคนที่คอยนั่งแก้ไขปัญหาให้กับคนอื่น ทั้งๆ ที่ตัวเองต่างก็ไม่ได้มีส่วนได้ หรือส่วนเสียให้กับเรื่องราวเหล่านั้น

แถมยังเป็นอีกหนึ่งสาเหตุ ที่สามารถช่วยสร้างความหนักหนาให้กับหัวใจได้เป็นอย่างดี เพราะการต้องมานั่งคิดและแก้ไขปัญหาแทนคนอื่น โดยที่ไม่ใช่เรื่องของตัวเองเลยแม้แต่นิด

3. กลัวคนอื่นจะไม่พอใจ

“ ความใจดี ” อาจเป็นสิ่งที่สามารถทำให้คนบางคนเกิดความเกรงกลัวได้ว่า คนอื่นจะต้องรู้สึกไม่พอใจแน่ๆ ถ้าหากมอบความช่วยเหลือให้คนเหล่านั้นออกไปได้อย่างไม่ดีพอ

ซึ่งก็ถือเป็นอีกหนึ่งความคิดที่สามารถย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองเอาได้อย่างง่ายๆ เพราะนอกจากจะต้องมานั่งแบกรับภาระปัญหาของคนอื่นแล้ว ยังต้องมาคอยหวาดระแวงว่า ใครจะเกิดความรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาอีกด้วย

4. เก็บการกระทำของคนอื่นมาคิดมาก

แง่ร้ายของการเป็นคนใจดีคือ มักกลายเป็นคนที่ชอบนำคำพูด รวมถึงการกระทำของคนรอบข้างมาคิดมากจนเกิดเป็นความทุกข์

และมักเป็นความคิดที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะด้วยพื้นฐานที่มีความใจดีซ่อนอยูในนั้น จึงทำให้ต้องคอยเก็บการกระทำของคนอื่นมาคิดเล็กคิดน้อยอยู่เสมอ

5. ต้องตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

หลายครั้งกับการต้องนำตัวเองเข้าไปยืนอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าและคายไม่ออก เพราะไม่สามารถบอกปัด หรือปฏิเสธความช่วยเหลือได้

จนทำให้เกิดความรู้สึกอึดอัดและลำบากใจ แต่สุดท้ายแล้ว ก็ไม่สามารถที่จะทำตามใจตัวเองได้อย่างที่ต้องการได้อยู่ดี

6. ห่วงแต่ความลำบากของคนอื่นจนลืมตัวเอง

บุคคลประเภทนี้ มักจะเป็นผู้ที่ไม่สามารถทนเห็นความลำบากที่เกิดขึ้นกับคนอื่นได้ และคอยแต่จะอยากยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ

คนใจดีบางคน จึงมักชอบห่วงแต่ความลำบากของคนไกลตัว มากกว่าที่จะมองเห็นถึงความรู้สึกของคนใกล้ตัว จนกลับกลายเป็นว่า ได้ลืมนึกถึงตนเองและครอบครัวไป

7. กลายเป็นคนใจร้าย เพราะการตอบปฏิเสธแค่ครั้งเดียว

ข้อเสียของความใจดี ที่มักจะไม่ค่อยได้ตอบปฏิเสธกับใคร เมื่อถูกเข้ามาขอรับความช่วยเหลือ จนในบางครั้ง หากสถานการณ์รอบข้างบีบบังคับให้ตอบปัดการช่วยเหลือ

ก็อาจมีผลทำให้คนบางคนต้องตกเป็นผู้ที่ถูกมองว่าใจร้ายจากคนอื่นโดยทันที ทั้งๆ ที่เพิ่งเคยตอบไปปฏิเสธไปแค่เพียงหนึ่งครั้งเท่านั้น

8. เสียความรู้สึก เมื่อหมดประโยชน์

คนบางประเภทก็มักชอบเดินข้ามาวนเวียนอยู่ในชีวิต เพื่อหวังเอาผลประโยชน์จากความใจดีที่มีอยู่ จนสุดท้ายก็ได้กลับกลายเป็นว่า

บ่อยครั้งที่คนใจดีหลายคน อาจจะต้องกลายเป็นคนใจร้าย เพียงเพราะการถูกมองข้ามความสำคัญ เมื่อหมดผลประโยชน์กับคนบางคน

 

สุดท้ายนี้ขอฝากธรรมะอีกหนึ่งเรื่อง คือ คุณดีเกินไปจริงหรือ ไว้เป็นข้อคิดเตือนใจด้วยครับ 

 

 

 

ขอบคุณ : sineenow , goodlifeupdate.com