หนี้พันล้าน! แต่ไม่ยอมแพ้ ลุกสู้เร่ขายแซนวิช จนยืนได้อีกครั้ง

หนี้พันล้าน! แต่ไม่ยอมแพ้ ลุกสู้เร่ขายแซนวิช จนยืนได้อีกครั้ง

หากตอนนี้ใครที่กำลังท้อแท้และสิ้นหวัง ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่น่าเป็นห่วงในยุคปัจจุบัน วันนี้เราได้นำเรื่องราวของ คุณศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ อดีตเซียนหุ้น ผู้ถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลาย มีหนี้สินติดตัวนับพันล้าน ต้องผันตัวมาเป็นพ่อค้าขายแซนด์วิชข้างถนน

ด้วยหัวใจที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาและอุปสรรค จึงทำให้เขาประสบความสำเร็จ จนสามารถกลับมาลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง

แม้ต้องเดินขายแซนด์วิชข้างถนน ศิริวัฒน์แซนด์วิชตำนานของคนที่ไม่ยอมแพ้ “ผมยอมรับ ผมเจ๊ง เพราะผมโลภ” คำพูดจากชีวิตจริงของคุณศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณจริง เจ้าของแบรนด์ศิริวัฒน์แซนด์วิช ที่อดีตเคยเป็นนักลงทุนหุ้นรายใหญ่ทำเงินได้เป็นร้อยล้าน จนก้าวสู่วงการนักลงทุนอสังหาฯ แต่ชีวิตก็พลิกผัน เมื่อประสบกับวิกฤตต้มยำกุ้งปี 40 เปลี่ยนชีวิตกลายเป็นบุคคลล้มละลาย หนี้พันล้าน จนต้องไปเดินขายแซนด์วิชริมถนน เพื่อเลี้ยงลูกน้องในบริษัทอีก 20 กว่าชีวิต

บทเรียนชีวิตครั้งนี้สอนอะไรบ้าง?

อยากรวย “ห้ามทำ” 3 ข้อ ต่อไปนี้เด็ดขาด โบราณว่าไว้!!

“3 สิ่งอัปมงคลที่ไม่ควรทำ” ถ้าอยากมีเงินใช้และมีความสุขตลอดปี

หากเริ่มต้นปีไม่ควรแสดงออกซึ่งความหม่นหมอง ทุกข์ระทม เศร้าโศก เสียน้ำตา จิตจะดึงดูดความทุกข์ระทมเข้ามาเป็นสิ่งที่ตั้งมั่น จึงพบกับความหม่นหมองทุกข์ระทมตลอดทั้งปี โดยเฉพาะคำว่า เหนื่อย สูญเสีย หรือ ไม่มีเงิน จะทำให้ในปีนั้นคุณจะเหนื่อยกับหลายๆ สิ่ง สูญเสียหลายๆ อย่าง ควรสั่งจิตให้คิดแต่ ความสุข ความสมหวัง ร่ำรวยที่ต้องเกิดขึ้นในปีนั้น ด้วยหัวใจที่สดใส ซึ่งถึงแม้ไม่สดใสก็ต้องซ่อนความรู้สึกแย่ๆ นั้นเอาไว้ อย่าให้มันแสดงออกมา และพยายามผลักมันออกไปให้เร็วที่สุด เพราะยิ่งมันอยู่นานจิตของคุณก็จะยิ่งถูกความทุกข์ระทมครอบงำมากขึ้นเท่านั้น และพยายามทำสิ่งต่างๆ ต่อไปนี้

1. อย่าพูดจาไม่เป็นมงคล

หากจะกล่าวถึงสุภาษิตของไทยก็คงไม่พ้นพูดดีเป็นศรีแก่ปาก เพราะการพูดที่ออกมาจากปากสามารถสร้างได้ทั้งการสร้างสรรค์และทำลาย ไม่ว่าจะเป็น คำนาม รูปประโยค ประธาน กรรม กิริยา เช่น เจ็บ จากไป ซี้ เจ๊ง ล้มละลาย พินาศ ผี แค้น ฯลฯ อันคำพูดลบ มีแต่จะนำความเสื่อมมาให้ ที่สำคัญเป็นสิ่งขัดขวางความเจริญ และความร่ำรวย แต่เมื่อพูดดีในวันเริ่มต้นปีใหม่ของจีน ก็จะมีแต่สิ่งดีๆ ตามมาตลอดทั้งปี เช่นพูดว่า ร่ำรวย เฮง เฮง เงินทอง มั่งคั่งมั่งมี จึงเป็นคำตอบของคำถามที่ว่าทำไมชาวจีนจึงนิยมพูด ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้ ในวันตรุษจีน

2. อย่าคิดเรื่องทุกข์

แน่นอนมีจำนวนคนน้อยเหลือเกินที่จะไม่มีปัญหาต่างๆ ในชีวิต ที่สำคัญคือการที่จะหยุดไม่คิดถึงปัญหาเหล่านี้เป็นไปได้ยาก แต่ในช่วงเวลาขึ้นปีใหม่เช่นนี้ไม่ควรนึกถึงปัญหา หรืออุปสรรคค้างคาข้ามปี เพราะชาวจีนจะถือว่า คนๆ นั้นจะต้องพบกับอุปสรรคทั้งเก่าและใหม่ ที่จะผ่านเข้ามาตลอดทั้งปี โดยเฉพาะการคิดว่า “ไม่มีเงิน” ทั้งปีก็จะไม่มีเงิน หางานยาก หาเงินลำบาก ธุรกิจไม่ก้าวหน้า ติดๆ ขัดๆ ติดลบจนต้องเจ๊ง และปิดกิจการ

แม้เคล็ดเช่นนี้เกิดจากมายาคติที่บรรพบุรุษชาวจีน ที่ต้องการให้ลูกๆ หรือคนในบ้านซึ่งได้กระจายกันไปเพราะภาระหรือหน้าที่ซึ่งห่างไกลกันมาทั้งปีได้กลับมารวมกัน เพื่อพักผ่อน เพื่อพบกับความสนุกสนาน เพื่อพบกับความอบอุ่นของครอบครัว ผู้หลักผู้ใหญ่จึงมักจะบอกลูกหลานให้ระงับเรื่องปัญหา ซึ่งเมื่อผ่านตรุษจีนไปแล้วจึงค่อยกลับมาคิดใหม่ จึงควรคิดแต่สิ่งดีๆ ที่ความหวัง ตั้งใจและใฝ่ฝันถึงอนาคตที่สดใส ซึ่งอยากจะรวยๆ ตลอดทั้งปี ก็ควรคิดแต่เรื่องรวย คิดแต่เรื่องการได้โชคได้ลาภตั้งแต่ต้นปี แล้วพลังของจิตจะตั้งมั่นที่ความรวย และความมั่งคั่งในปีนั้นอย่างแน่นอน

3. อย่าตัดโชค ตัดลาภ ของตัวเอง

หมายถึงการตัดผมหรือสระผม และ การใช้กรรไกร เพราะการตัดผมนั้นชาวจีนเชื่อว่าจะเป็นการชำระความโชคดีที่กำลังจะเข้ามาในช่วงตรุษจีนให้ออกไปจากชีวิต-ปีนั้น ผู้ที่สระผม ตัดผมจึงไม่ประสบความสำเร็จ ไม่พบโชค ไม่สามารถสร้างความร่ำรวยให้เกิดขึ้นได้ ส่วนการใช้กรรไกรพร่ำเพรื่อในวันตรุษจีนนั้นบรรพบุรุษชาวจีนฟันธงลงไปว่า เป็นการตัดโชคลาภที่จะได้รับ หากตัดผม สระผม และใช้กรรไกรพร่ำเพรื่อ จึงควรเตรียมตัวเข้าสู่ชีวิตที่อับโชคในปีนั้น

ขอขอบคุณข้อมูลจาก tnews

คนหน้าซื่อใจคด เขาดูกันอย่างไร? 7 วิธีอ่านคนของขงเบ้ง…รับรองไม่ถูกหลอก

“หน้าซื่อแต่ใจคด สุภาพแต่ใจทราม เกรี้ยวกราดแต่ตาขาว แข็งขันแต่กลิ้งกลอก ใจคนนั้นดูยาก แต่ก็ใช่ว่า มิอาจจะหยั่งถึง” ขงเบ้งได้เขียนถึงวิธีการหยั่งรู้ใจคนไว้ในบทที่ 3 ของ “ตำราพิชัยสงครามขงเบ้ง” ตำราวิชาการทหารเล่มสำคัญ ที่ขงเบ้งมอบให้แก่เกียงอุยนายทหารเอก และตำราเล่มนี้ยังคงสืบทอดกันมาถึงปัจจุบัน ซึ่งในบท ๆ นี้มีใจความสำคัญว่า

“อันการหยั่งรู้ ดูอุปนิสัยใจคอคนนั้นเป็นเรื่องยาก คนมีดีชั่วแตกต่าง

นิสัยใจคอหาใช่จะสัมพันธ์กับรูปลักษณ์ภายนอก

บางคนหน้าซื่อแต่ใจกลับคิดคด บางคนสุภาพอ่อนหวาน

แต่กลับมีจิตใจเลวทราม บางคนเกรี้ยวกราดห้าวหาญแต่กลับขี้ขลาดตาขาว

บางคนมีมานะแข็งขันแต่กลับกลิ้งกลอกหาความสัตย์มิได้

ใจคนนั้นแม้นจะดูยาก แต่ก็พอมีโอกาสหยั่งถึง”

วิธีที่จะหยั่งรู้จิตใจมนุษย์นั้น มีอยู่ด้วยกัน 7 ประการดังนี้

1. ลองใจด้วยความผิดและถูก เพื่อหยั่งรู้คติธรรม
ลองใจด้วยปัญหาทางศีลธรรม สอบถามประเด็นทางการเมือง เพื่อทดสอบจุดยืน ความคิดจิตใจ ทัศนคติ รวมทั้งความปรารถนาลึก ๆ ภายในจิตใจ

2. โต้แย้งให้จนมุม เพื่อดูปฏิภาณ
หาปัญหาต่าง ๆ มาซักไซ้ไล่เลียง ยั่วยุให้เขาโกรธเพื่อทดสอบการควบคุมอารมณ์ ไหวพริบปฏิภาณ

3. ซักถามด้วยกลอุบาย เพื่อดูสติปัญญา
ปรึกษาแผนการ เรื่องราวต่าง ๆ กับเขา เพื่อทดสอบภูมิความรู้ สติปัญญา และความเข้าใจ

4. แจ้งภัยให้รู้ เพื่อดูความกล้า
แจ้งเขาให้ทราบว่า ภัยอันตรายกำลังคืบคลานเข้ามาหาตัวเพื่อพิจารณาให้เห็นความกล้าหาญและความอดทน

5. มอมเมาด้วยสุรา พิจารณานิสัย
จัดงานเลี้ยงสังสรรค์ให้เพียบพร้อมด้วยสุรายาเมาเพื่อดูอุปนิสัยใจคอในยามขาดสติ รวมทั้งวินัยในการควบคุมตน

6. สรรเสริญด้วยลาภยศ เพื่อดูความสุจริต
ใช้ผลประโยชน์ทั้งลาภ ยศ และคำสรรเสริญเข้าล่อใจเพื่อทดสอบความซื่อสัตย์สุจริต

7. มอบงานให้ทำ เพื่อดูความรับผิดชอบ
มอบหมายงานให้เขาทำเพื่อทดสอบว่ามีความรับผิดชอบ น่าไว้วางใจ สามารถทำงานได้ถูกต้อง ครบถ้วนและตรงต่อเวลาหรือไม่ อย่างไร

“7 วิธีดูคนของขงเบ้ง” จะต้องนำไปประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสมด้วยสติปัญญา ตามโอกาสอันอำนวย หาไม่แล้วก็อาจเกิดผลเสียกับตัวผู้ใช้เสียเอง หากมีโอกาสให้ทำก็จงทำ เพราะการหยั่งรู้อุปนิสัยใจคอของคน คือ “สิ่งแรกสุดของการใช้คน”

 

ขอขอบคุณข้อมูล จาก เพจ smilejung

จงจำ 10 ข้อ นี้ไว้เตือนใจหากวันหนึ่ง ต้องพบ “มรสุมชีวิต” จําไว้ว่าคุณไม่ได้มีตัวคนเดียว

ขอเพียงแค่คุณจดจำ 10 ข้อเตือนใจนี้ไว้ และจำไว้ว่าคุณไม่ได้มีตัวคนเดียว

1. จงพยายามมองหาสิ่งดีๆ ในทุกวัน แม้ว่ามันจะยากเพียงใด

ไม่มีทางที่ทุกวันจะสวยงาม ตามที่คุณวางแผนไว้หรอก หากวันใดเจอเรื่องท้าทาย จงใช้มันเปลี่ยน ไปในทางที่ดีขึ้น!!

2. บางครั้งสิ่งร้าย ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต อาจเป็นตัวนําทางเราไปสู่สิ่งที่ดีที่สุดได้

จงมองให้เห็นถึงความงาม ในช่วงเวลาอันเลวร้าย และรับรู้ว่ามีสิ่งที่ดีกว่ารออยู่ ใช้ประสบการณ์ที่ไม่ ช่วยให้คุณเติบโต เรียนรู้ และเปิดรับมุมมองใหม่

3. ชีวิตที่สวยงาม ไม่จําเป็นเลยที่จะต้องเพอร์เฟกต์ แม้อะไรๆ จะผิดพลาดไปหมด

แต่ขอให้คุณตระหนักถึงสิ่งที่มีค่ามากสําหรับคุณที่ยังคงอยู่ ถ้าคุณยังหายใจ มีครอบครัวอันน่ารักและเพื่อนฝูงที่รักคุณ มีอาหารอร่อย ๆ และมีหลังคาคอยกําบังฝน เท่านี พอและครบถ้วนแล้ว

4. ในยามสุข จงกล่าวขอบคุณ และ เฉลิมฉลอง แต่พอถึงยามทุกข์

จงกล่าวขอบคุณและก้าวต่อไปข้างหน้า โลกของเราล้วนมีสิ่งตรงข้ามกัน หากไม่มีความมืดก็ไม่มีแสงสว่าง แน่นอนว่าชีวิตไม่ได้มีแต่เรื่องไม่ดี มันเกิดขึ้นแล้ว ให้คุณกล่าว “ขอบคุณ” แล้วพลิกวิกฤตนั้นให้เป็นโอกาสในการก้าวไปข้างหน้าดีกว่า

5. ให้จําไว้เสมอว่า สถานการณ์ปัจจุบัน ไม่ใช่จุดหมายสุดท้ายของชีวิตคุณ สิ่งทีดีที่สุดนั้น

ถึง คุณจึงไม่จําเป็นต้องยืนอยู่ทีเดิมไปตลอด เพราะคุณไม่ใช่ต้นไม้ เมื่อทุกอย่างไม่เป็นไปตามใจหวัง ที่ดีที่สุดคือการก้าวต่อไป เปิดโลกทัศน์ใหม่ให้ตนเอง และก้าวเข้าสู่บทใหม่ของชีวิต

6. ลองจับที่ชีพจรของคุณดู แล้วจงขอบคุณที่คุณยังมีชีวิตอยู่ เมื่อทุกอย่างผิดพลาดไปหมด

เรามักจะลืมนึกถึงคุณค่าของสิ่งที่เรามีอยู่ จําไว้ว่าแม้ในเวลาที่ชีวิตเป็นฝันร้าย คุณมีโอกาสที่จะทําให้ทุกอย่างกลับมาดีเหมือนเดิมได้ เพราะคุณยังมีชีวิตและลมหายใจอยู่

7. ไม่ว่าตอนนี้จะรู้สึกอย่างไร จงลุกจากที่นอนและแต่งตัวเสีย มุ่งสู่จุดหมาย อย่าเพิ่งยอม

อย่าปล่อยให้ชีวิตทําร้ายคุณนานจนเกินไป การพยายามรักษาวิธีคิดที่ดี และเปลี่ยนวันร้ายๆ ให้กลายเป็นความเข้มแข็ง มันจะทําให้คุณสามารถก้าวไปข้างหน้า และพร้อมเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น

8. หนึ่งการตัดสินใจของคุณ สามารถพลิกผันทั้งชีวิตของคุณได้ ถ้าคุณไม่ชอบชีวิตที่เป็นอยู่

จงจําไว้ว่า “คุณสามารถเปลี่ยนแปลงมันได้เสมอ” จริงๆ แล้วคุณมี อิทธิพลและความสามารถในการควบคุมให้ชีวิตเป็นดั่งฝันได้ เพราะฉะนั้นจงอย่าให้ความเป็นจริงทำหมดกําลังใจ คุณสามารถเอาชนะมันได้ด้วย วิธีคิดมุมมองและทัศนคติเชิงบวกของตัวคุณเอง

9. การคิดมากจะทําให้คุณอารมณ์เสียซะเปล่า จงหายใจเข้าลึกๆ แล้วปล่อยวางเรื่องราวร้ายๆทิ้งไป

บางครั้งเราก็ชอบ สร้างปัญหาทีไม่มีจริงขึ้นมาให้หนักสมอง จงมีสติตระหนักรู้ความคิดของตนเอง ปล่อยให้มันควบคุมคุณ จงถามตนเองว่า “นี่ทุกอย่างกําลังผิดพลาดจริงๆ หรือว่าฉันแค่คิดมากกันนะ?”

10. ยิ่งฉันอายุมากขึ้นเท่าไหร่ ฉันก็ยิ่งตระหนักมากขึ้นว่า เราทุกคนต่างก็ไม่รู้ว่าตนเองกําลังทำอะไรอยู่เลย

เราก็แค่แกล้งทําเป็นรู้เท่านั้นเอง เมื่อไหร่ที่คุณเครียดกับชีวิต ให้จําไว้ว่าเราทุกคนต่างก็ต้องดิ้นรนเหมือนกันหมด ไม่มีใครรู้มากกว่าใครในเรื่องการใช้ชีวิตหรอก ดังนัน ถ้าหลาย ๆ อย่างผิดพลาด จงจําไว้ว่าคุณไม่ได้มีตัวคนเดียว เพราะเราทุกคนอยู่บนเรือลําเดียวกัน

ขอขอบคุณข้อมูล จาก  108resources และ share-si

“มีข้อคิดดีๆ มาฝากค่ะ” สละเวลาอ่านเป็นกำไรชีวิต เลื่อนผ่านขาดทุนนะ

“มีข้อคิดดีๆ มาฝากค่ะ” สละเวลาอ่านเป็นกำไรชีวิต เลื่อนผ่านขาดทุนนะ

1. ในแต่ละปี… จงทำชีวิตให้ “ดีขึ้น”

เพราะในแต่ละวัน… ชีวิตเรากำลัง “สั้นลง”

2. การ “อยู่กับปัจจุบัน”

ไม่ใช่การ “หยุดทำ” ในเรื่องสำคัญ

แต่มันคือการ “หยุดทุกข์” ไปกับเรื่องที่ไม่สำคัญ

3. อารมณ์ “ลบ” ทุกชนิด จะทำร้ายเรา

ก่อนที่จะทำร้ายคนอื่นเสมอ…

ส่วนอารมณ์ “บวก” ทุกชนิด จะให้พรเรา

ก่อนที่จะให้พรคนอื่นเสมอ เช่นกัน…

4. วิจารณ์คนอื่นทุกวัน… ใจต่ำลงทุกวัน

วิจัยตัวเองทุกวัน… ใจสูงขึ้นทุกวัน

5. ถ้าไม่มีคนมาทำให้คุณโกรธ

…คุณจะไม่รู้เลยว่าระดับจิตคุณอยู่ตรงไหน

ถ้าไม่มีใครมาทำให้คุณทุกข์ใจ

…คุณจะไม่รู้เลยว่าตัวเองยังมีอะไรต้องพัฒนา

6. ไม่ว่า “ภายนอก” เราจะอยู่กับคนมากแค่ไหน

แต่ “ภายใน” เรายังอยู่ตัวคนเดียวเสมอ

จงหาวิธี “รักตัวเอง” ให้เจอ

เพราะไม่มีใครในโลกนี้ที่จะอยู่กับเธอ

สม่ำเสมอเท่ากับ “ตัวเธอเอง”

7. การฝึกจิตและพัฒนาตัวเอง

อาจไม่ได้ทำให้เรา “พ้นทุกข์ตลอดกาล”

แต่มันจะทำให้เรา “เป็นทุกข์นานน้อยลง”

8. การ “แก้กรรม” ที่ดีที่สุด

คือการแก้ไข “ความคิด” “คำพูด”

และ “การกระทำ” ของตัวเอง

9. ความดีเล็กๆ ที่ทำไปนานๆ

สุดท้ายอาจสร้าง “ปาฏิหาริย์” ให้ชีวิต

10. “ไป” ได้เร็วแค่ไหน ก็ถึงเร็วเท่านั้น…

“ปล่อย” ได้เร็วแค่ไหน ก็สุขเร็วเท่านั้น

11. จำไว้ว่า “ความทุกข์”

และ “ความเจ็บปวด” ทั้งมวล

ไม่ได้ผ่านเข้ามาในชีวิตเรา… เพื่อมอบ “คำสาป”

แต่มันผ่านเข้ามาในชีวิตเรา… เพื่อมอบ “คำสอน”

12. ก้าวแรกของการใช้ชีวิตอย่าง “ผู้ตื่น”

คือการหยุดยุ่งวุ่นวายเรื่อง “คนอื่น”

แล้วหันกลับมาวิเคราะห์ใจ “ตัวเอง”

13. ความทุกข์ทั้งหมดในชีวิต ไม่ได้เกิดจาก

“สิ่งที่คนอื่นคิดเกี่ยวกับคุณ”

แต่มันเกิดจาก

“สิ่งที่คุณคิด ว่าคนอื่นคิดเกี่ยวกับคุณ”

14. ต้องขอบคุณคนที่ทำ “ไม่ดี”

ที่ช่วยเป็นตัวอย่างที่ “ดี”

ว่าอะไร “ไม่ควรทำ”

15. ไม่ว่าจะทุกข์หนักหนาสาหัสสักแค่ไหน

ทางออกก็ไม่เคยอยู่ไกลไปกว่า “ใจ” ของเราเอง…

16. เกลียดเขา “เราทุกข์”

เมตตาเขา “เราสุขเอง”

17. คนเราฝึกเดินจนเก่งได้ ฉันใด

ก็สามารถฝึกใจจนเป็นสุขได้ ฉันนั้น…

18. “ความจากไป” เป็นเรื่องธรรมดา

แต่การได้ใช้ชีวิตอยู่อย่างมีคุณค่า

เป็นเรื่อง “อัศจรรย์”

19. โปรดสังเกตดูให้ดี…ว่าสิ่งที่ทำให้เราทุกข์

บ่อยที่สุดในแต่ละวัน

ไม่ใช่ “พฤติกรรม” ของคนอื่น

แต่คือ “ความคิด” ของเราเอง

20. อย่าถือโทษ โกรธคน ไม่คู่ควร

อย่าตีตรวน ตนไว้ กับอดีต

ชะตาเรา อย่าให้ใคร มาเขียนขีด

อย่าเอาคำ ที่เหมือนมีด มากรีดใจ

21. หากคุณคิดว่าตัวเองมีค่า เพราะมี “เงิน”

วันไหนเงินหมด คุณค่าคุณก็หมด

หากคุณคิดว่าตัวเองมีค่า เพราะ “หน้าตา” ดี

วันไหนคุณแก่ลงจนหน้าตาไม่ดี คุณค่าคุณก็หมด

แต่ตราบใดที่คุณรู้ว่าตัวเองมีค่า เพราะเป็น “คนดี”

ตราบใดที่คุณยังมีความดี

คุณก็จะ “มีคุณค่า” ได้ตลอดไป

ขอขอบคุณข้อมูล จาก rugyim

หนี้พ้นล้นตัว! ลองขอ “สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” สวดบทนี้จะดีขึ้น ช่วยปลดหนี้

หนี้พ้นล้นตัว! ลองขอ “สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” สวดบทนี้จะดีขึ้น ช่วยปลดหนี้

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระมหากษัตริย์ผู้ทรงกอบกู้เอกราชจากพม่าเมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 พระองค์ไม่เพียงจะได้รับการเทิดทูนอย่างสูงจากชนชาวไทย ในฐานะพระมหากษัตริย์นักรบเท่านั้น พระองค์ยังเป็นที่พึ่งทางใจของคนทั่วไปตลอดมา ด้วยความเชื่อว่าบารมีแห่งพระองค์ท่านจะช่วยให้ประสบความสำเร็จในเรื่อง การค้าขาย การเรียน การงาน หนี้สินจากการค้าขาย

สำหรับการ “บน” หรือ “ขอ” เพื่อให้หลุดจากภาระหนี้สินนั้นดูเหมือนเพิ่งจะได้รับความนิยมมากที่สุดในช่วงฟองสบู่แตกเมื่อปี 2540 เพราะในช่วงนั้นคนในประเทศส่วนใหญ่เกิดภาวะการเป็นหนี้เป็นสินมากที่สุด ซึ่งสิ่งที่พวกเขาหันไปพึ่งพาเพื่อให้พาชีวิตครอบครัวอยู่รอดคือการพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช วงเวียนใหญ่ ซึ่งคนที่ไปบนบานที่นั่นเชื่อว่าท่านจะสามารถช่วยเหลือในเรื่องของหนี้สินได้ เพราะในอดีตนั้นเคยเป็นหนี้เป็นสินประเทศจีนจึงทำให้พระองค์เข้าใจหัวอกของคนเป็นหนี้นั่นเอง

นอกจากนี้ผู้ไปบนบานยังสามารถขอให้ท่านช่วยเรื่อง ค้าขาย การเรียน การงาน อีกด้วย สำหรับวิธีบนนั้นจะต้องใช้ธูป 16 ดอก มาลัยดาวเรือง มาลัยมะลิ และหลังจากสำเร็จแล้วต้องการจะแก้บนจะต้องแก้บนตามคำกล่าวที่เคยขอท่านไว้หรือโดยการนำอาหารคาว หวาน มาถวายท่าน

เหล่าข้าราชบริพาร และประชาราษฏร์ผู้รู้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ จึงเทิดทูนยกย่องถวายพระเกียรติของพระองค์ท่านว่า “”มหาราช” สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระผู้ทรงเป็นมหาวีรบุรุษของชาติไทย ตราบจนเท่าทุกวันนี้ ต่อมาในปี พ.ศ. 2497 คณะรัฐบาลไทยในสมัย ฯพณฯ จอมพล แปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยข้าราชการ พ่อค้า และประชาชนทุกหมู่เหล่าได้พร้อมใจกันสร้างอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ประดิษฐานอยู่ ณ วงเวียนใหญ่ กรุงธนบุรี เมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๔๙

ตัวอนุสาวรีย์สูง 8.59 เมตร กว้าง 1.8 เมตร ยาว 3.50 น. ด้วยรูปหล่อทองสัมฤทธ์บรมรูปทรงม้า ทรงพระมาลา ยกกรข้างขวาชูดาบ พร้อมที่จะเผชิญกับข้าศึกอย่างฉับพลัน เพื่อน้อมรำลึกถึงในพระเกียรติประวัติ เกียรติยศ เกียรติคุณ ให้ทรงปรากฏกับอนุชนรุ่นหลังสืบต่อมา โดยถือกำหนดเอาวันที่ 28 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันถวายบังคมราชสักการะคล้าย “วันปราบดาภิเษก” เสด็จขึ้นเสวยราชย์ฯ

การถวายเครื่องสักการะบูชา สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มีดังต่อไปนี้

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเป็นดวงพระวิญญาณที่สถิตย์เป็นหนึ่งในสมเด็จพระสยามเทวาธิราชเจ้า คอยปกป้องรักษาแผ่นดินไทยให้มีความเจริญรุ่งเรืองไพบูลย์และมีชัยชนะเหนืออริราชศัตรู ทรงโปรดสิ่งเหล่านี้

1.ผู้มีความซื่อสัตย์ต่อ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และราชบัลลังก์ ตลอดจนผู้ที่เป็นนักรบรั้วของชาติ

2.พระกระยาหารที่ทรงเสวยนั้น ส่วนใหญ่เป็นแบบไทยง่ายๆ และอาหารแบบเดินทัพทั้งหลาย เช่น เครื่องของแห้งต่างๆ

3.แต่บางแห่งเช่น ที่วัดหนองนกไข่ ทรงนิมิตรแก่ท่านเจ้าอาวาส ว่า ทรงโปรดข้าวต้มผัดและไข่ต้ม อันเป็นอาหารสำหรับเดินทัพ

4.ผลไม้ไทยและจีน เครื่องเซ่นไหว้แบบจีนเต็มชุด เช่น เป็ด ไก่ หัวหมูบายศรี และซาแซ เป็นอาทิ

5.น้ำเปล่า น้ำผลไม้ และน้ำหวานอื่นๆ ไม่ทรงโปรดเสวยน้ำจัณฑ์

6.ดอกไม้ที่ใช้บูชา โปรดสีแดง อันเป็นสีแห่งวันพระราชสมภพของพระองค์

7.เครื่องถวายแก้บนโปรดดาบไทย ครั้งละ 2 เล่ม และปืนใหญ่จำลอง

8.โปรดเสียงประทัด และเสียงปืน

เมื่อจะขอพระบารมี ต้องจุดธูป 16 ดอก กลางแจ้ง แล้วกราบขอพระราชทานพระบารมี ตามที่ต้องการ

คำบูชาสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

(นะโม 3 จบ)

อาราธนาดวงพระวิญญาณ

โอม สิโน ราชาเทวะ ชะยะตุภะวัง สัพพะศัตรู วินาสสันติ

ถวายเครื่องสักการะ

โอม สิโน ราชาเทวะ นะมามิหัง

พระคาถาให้โชคลาภ

(นะโม 3 จบ)

นะชาลิติ มะหาลาโภ ลาโภ มหาโชค มหาลาภ

ขอบคุณข้อมูลจาก เพจ share-si

รู้ซะ!! กรรมที่เงินขาดมือ ชักหน้าไม่ถึงหลัง เงินทองไม่พอใช้ สงสัยกันไหมว่าเกิดจากอะไร!?

กรรมที่เงินขาดมือ ชักหน้าไม่ถึงหลัง เงินทองไม่พอใช้ สงสัยกันไหมว่าเกิดจากอะไร

การกระทำที่ทำให้เกิดผลกรรมนี้ มีอยู่สองเหตุ เหตุจากกรรมเก่าที่มองย้อนหลังในอดีตชาติ รู้ซะ!! กรรมที่เงินขาดมือ ชักหน้าไม่ถึงหลัง เงินทองไม่พอใช้ สงสัยกันไหมว่าเกิดจากอะไร!?

คนที่มีปัญหาเรื่องเงินขาดมืออยู่บ่อยๆ มาจากในอดีตชาตินั้นทำทานมาไม่ครบ ซึ่งหมายถึง เวลาในการทำทานนั้นยังมีจิตที่ตกอยู่ยังคงเสียดายทานที่ทำไป

อย่างเช่น ตั้งใจว่าจะทำทานด้วยอาหารคาวหวาน 4 อย่าง ผลไม้ 5 อย่าง พอเอาเข้าจริงหรือเวลาลงมือปฏิบัติในทานนั้นกลับรู้สึกเสียดายหรือว่าด้วยเหตุอะไรก็ตามจึงทำทานนั้นน้อยลงไปจากที่เคยตั้งใจไว้ ไปลดปริมาณของลงเสีย ให้เหลือเพียงอย่างหรือ สองอย่าง อีกสาเหตุหนึ่งมาจากการที่วัตถุทานนั้นไม่บริสุทธิ์มีบาปเจือปน คือ ทานนั้นอาจจะซื้อมาด้วยเงินที่ไม่บริสุทธิ์ เป็นเงินมาจากการเล่นการพนัน เงินมาจากการเบียดเบียนผู้อื่น หรือมาจากการทำร้าย ทำลายชีวิตเบียดเบียนผู้อื่น เช่น การไปม่าไก่มาต้มข่าถวายพระ การไปเด็ดดอกไม้จากสวนเพื่อนบ้านโดยไม่ขออนุญาตเอามาถวายพระ เป็นต้น

ด้วยเหตุนี้บุญกุศลที่เคยทำมาจึงมีลักษณะแบบครึ่งๆ กลางๆ เดี๋ยวมีเงิน พอผ่านไประยะเงินหมดขาดมือหมุนไม่ทัน จะไปหยิบยืมใครเขาก็ยาก หรือเกิดความยากลำบากที่เขาจะช่วยเหลือ บางครั้งต้องโดนเขาต่อว่าต่อขานหรือดูถูกเอาด้วยซ้ำ คนที่เขาต่อว่าดูถูกเหล่านี้ เขาเป็นเจ้ากรรมนายเวรคือเคยเป็นเจ้าของวัตถุทานที่เราเคยไปขโมยเขามานั่นเอง

ส่วนเหตุจากกรรมใหม่ ในภพชาติปัจจุบัน

การที่เราหาเงินได้แบบชักหน้าไม่ถึงหลังนั้นไม่ใช่ว่าเกิดจากกรรมเก่าเพียงอย่างเดียว เราต้องมาพิจารณาว่าเราทำเหตุให้ตรงกับผลหรือไม่ สิ่งที่เราทำนั้นสมบูรณ์เพียงพอที่จะทำให้มีเงินทองใช้อย่างไม่ขาดมือหรือไม่ ถ้าดูแล้วว่ายังไม่พอ ยังไม่ถึงเหตุต้องเปลี่ยนกรรมของตนเสีย ทำให้สมบูรณ์พร้อมยิ่งขึ้น เรายังเป็นคนใจเร็วตัดสินในเร็วบางครั้งทำให้ชวดโอกาสสำคัญ ก็ให้ใช้ปัญญาตรึกตรองให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ หากบอกว่าไม่มีความรู้ความสามารถก็ต้องพยายามขวนขวายเรียนรู้ เพื่อเอาความรู้นั้นมาเปลี่ยนเปลี่ยนเป็นเงิน

เราอาจยังเป็นคนที่ใช้เงินด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผล ก็หันกลับด้านความคิดเสีย ให้ดูว่าของที่เราจะซื้อนั้นสมควรหรือไม่ที่จะซื้อ เมื่อซื้อแล้วทำให้เราต้องเงินขาดมือหรือไม่ ของที่จะซื้อรอได้อีกหรือไม่ พิจารณาให้ดีๆ ส่วนหนึ่งที่เงินขาดมือมาจากการซื้อของโดยไม่คิดเน้นซื้อของโดยมุ่งประโยชน์เทียมมากกว่าประโยชน์แท้ เช่น เงินเดือนน้อยอยู่แล้วแต่ชอบซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ๆ เป็นประจำ เปลี่ยนมือถือทุก 3 เดือนโดยเน้นเรื่องฟังก์ชั่นใช้งานให้หลากหลายอยู่ตลอดเวลา

ทั้งที่จริงแล้วโทรศัพท์ก็เป็นเพียงอุปกรณ์เอาไว้ติดต่อสื่อสารรับส่งข้อมูลเท่านั้น คือต้องเปลี่ยนพฤติกรรมโดยหันมาประหยัดเน้นประโยชน์แท้มากกว่าประโยชน์เทียม การแก้ไขควรเป็นไปทั้งสองทางทั้งทางโลกและทางธรรมเพื่อให้เกิดการเสริมแรงบุญซึ่งกันและกัน ควรให้หมั่นทำทานเสียใหม่ประกอบไปด้วยทาน 3 อย่างที่เกิดบุญมากอย่างสม่ำเสมอ คือ วัตถุทาน ธรรมทาน และ อภัยทาน

วัตถุทาน ที่จะทำเอาแบบที่ตั้งใจทำแบบไหน แค่ไหนให้ทำแบบนั้น อยากทำ 1บาท ก็ 1 บาท อยากทำ 100 บาท ก็ 100 บาท อยากถวายข้าวเปล่าก็ข้าวเปล่าไม่ต้องเสียดาย อย่าให้จิตตกไปพะวงว่าคนที่รับทานนั้นเขาจะเอาไปทำอะไรไม่ว่าจะเป็นพระภิกษุสงฆ์ คนทั่วไปแม้แต่ขอทานก็อย่าไปคิด เอาแบบให้แล้วให้เลยขาดกัน เป็นการทำด้านวัตถุทาน

ธรรมทาน คือ การเอาความรู้ไปช่วยให้เขาพ้นทุกข์ ไม่ว่าจะเป็นทางโลกและทาง เช่น ไปสอนเขาปลูกผักให้ถูกต้อง ไปสอนเขาทำอาหารให้ดีให้เก่งไปทำเป็นอาชีพได้บอกทางให้เขาได้เดินชีวิตถูกต้อง การให้กำลังใจเขาให้สู้ชีวิต การไปร่วมพิมพ์หนังสือธรรมะ หนังสือสวดมนต์ หรือแม้แต่เราไม่มีเงินแม้แต่บาทเดียว

ก็เป็นผู้นำบุญไปบอกไปเชิญชวนให้คนมาร่วมพิมพ์หนังสือหรือชวนคนทำบุญ ถือว่าเป็นธรรมทานทั้งสิ้น

อภัยทาน เรื่องนี้เป็นบุญใหญ่ที่สุด ทำลักษณะการทำนั้นทำได้ง่ายด้วยตัวเองไม่ต้องเสียเงินทอง แต่อภัยทานแม้รูปแบบจะทำได้ง่าย แต่ทว่ากลับทำได้ยากที่สุดในทานทั้งหมดเพราะว่าวิสัยของปุถุชนย่อมมีความโกรธเคือง,อาฆาตพยาบาท อยู่ในกมลสันดานอยู่แล้ว ซึ่งต้องหมั่นฝึกฝนทำให้เป็นประจำ

การให้อภัยนั้นควรเริ่มจากการตั้งจิตให้สงบเสียก่อน คือให้ละจากอารมณ์โกรธเคียดแค้นใด ๆให้ได้ก่อน แม้ความขัดเคืองในใจยังมีอยู่แต่อย่างไรก็ตามต้องทำให้จิตสงบนิ่งให้ได้ จากนั้น ให้อโหสิกรรมต่อเจ้ากรรมนายเวรเขาเสียไม่ให้มีเวรกรรมติดค้างกันอีก

ต้องให้อภัยต่อคนรอบข้างทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นใครเป็นพ่อแม่ พี่น้อง ลูก ญาติมิตร คนร่วมงานกัน คู่ค้า ลูกค้า สัตว์เลี้ยง สรรพสัตว์ต่างๆ หมั่นให้อภัยทานบ่อยๆ จิตเราจะมีกำลังมาก ทำอะไรก็สำเร็จไม่มีกรรมมาเหนี่ยวมาขวางเอาไว้ แต่ต้องให้อภัยทั้งหมดทั้งกาย วาจา และใจ และที่สำคัญพยายามให้คนรอบข้างที่มีส่วนในชีวิตของเราให้อโหสิกรรมต่อกันและกัน

เคล็ดลับสำคัญ คือ เมื่อทำทานครั้งใดเสร็จสิ้นให้อุทิศบุญไปให้เจ้ากรรมนายเวรเขาทันที พูดด้วยภาษาง่ายๆ ก็ได้ให้เขามารับบุญกุศลนี้ ถ้าเขาพอใจแล้ว ยินดีในบุญแล้วขอให้เขาอโหสิกรรมให้ ถอนตัวไปจากการขัดขวางในเรื่องเงินนี้ ระบุไปอย่างเจาะจงเลย และต้องอุทิศบุญให้กับเทวดาประจำตัว ดวงวิญญาณที่ดูแลคุ้มครองเราอยู่ ซึ่งจะบอกให้ทราบว่า ทุกคนมีเทวดาประจำตัวแน่นอนอย่างน้อย 2 ตนขึ้นไปและดวงวิญญาณที่คุ้มครองด้วย

ท่านเหล่านี้มาจากคนที่รักเรา เมตตาเราอย่างจริงใจและมีกรรมดีผูกพันกันมา อาจจะเป็นบรรพบุรุษในอดีตชาติ พ่อแม่ ปู่ย่าตา ยาย พี่น้อง ลูก ญาติหรือเพื่อนสนิท ครูบาอาจารย์ที่จากไปไปแล้วและอยู่ในภพภูมิอื่น

หมั่นอุทิศบุญส่งไปให้ท่านเพื่อให้ท่านมีบุญเพิ่มขึ้น และสายใยแห่งบุญที่เหนียวแน่นมั่นคง ท่านจะรักและเมตตาเรามากขึ้นไปอีก ท่านเหล่านี้มีอำนาจในระดับหนึ่งที่จะช่วยดลใจให้เราพบช่องทางการหาเงินที่ถูกต้องถูกธรรม ไม่มีกรรมชั่วติดมาด้วย ช่วยดลใจให้เราพบคนดีที่จะช่วยเหลือ ดลใจให้เราพบโชคลาภที่ถึงเวลาจะได้จากที่เคยช้าก็จะเร็วขึ้น ส่งผลให้มีเงินทองไม่ขาดมือแน่นอน

การสร้างทานใหญ่ด้วยวัตถุทาน ธรรมทาน อภัยทานแล้วอุทิศบุญไปตามที่บอกไว้ ควรทำในทุกๆ วันอย่างสม่ำเสมอ ทุกท่านจะเห็นผลแบบอัศจรรย์

พร้อมกับเปลี่ยนกรรมใหม่ให้ตรงกับผลที่อยากได้คือ อยากมีเงินทองใช้จ่ายไม่ขาดมือ

 

ขอขอบคุณข้อมูล :เพจจิตสุข

12 วิธี เปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนคิดบวก ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

มนุษย์เราสามารถสร้างนิสัยคิดบวกได้พอๆ กับนิสัยคิดลบ แต่นิสัยคิดลบเกิดได้ง่ายกว่า เพราะต่างทำกันเป็นประจำอยู่แล้ว ฉะนั้น ลองทำตามวิธีต่อไปนี้ดูนะคะ เพื่อสร้างนิสัยคิดในด้านดี และขจัดความคิดด้านร้ายให้หมดไป วิธีการฝึกคิดบวกนั้นไม่ยาก ลองดู 12 ขั้นตอนง่ายๆ ต่อไปนี้ค่ะ

1. ให้มองไปข้างหน้า อย่ามองย้อนหลัง ทุกคนเคยทำผิดมาแล้วทั้งนั้น แต่ต้องไม่จมอยู่กับอดีตที่ผิดพลาด เพราะชีวิตต้องดำเนินต่อไป จงวางเป้าหมายเล็กๆที่เป็นไปได้ และพยายามทำให้สำเร็จ

2. รู้จักให้อภัยตัวเองและผู้อื่น สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิต เป็นผลพวงมาจากการกระทำของตนเองทั้งสิ้น ในบางครั้งบางคราว เราต่างตัดสินใจผิดพลาด แต่เมื่อรู้สำนึกแล้ว ก็ต้องปล่อยให้มันผ่านไป เรียกว่าเป็นการให้อภัย และต้องให้อภัยตัวเองเมื่อทำผิดพลาด เพื่อที่จะเดินหน้าต่อไป รวมทั้งใช้ความผิดพลาดจากอดีตเป็นบทเรียน เพื่อก้าวย่างที่ดีกว่าในอนาคต

3. ถ้าแก้วมีน้ำแค่ครึ่งเดียว จงเติมให้เต็มแก้ว การมองว่า มีน้ำเหลืออยู่ครึ่งแก้ว หรือน้ำหายไปครึ่งแก้วนั้น ถูกทั้ง 2 อย่าง อยู่ที่ว่าผู้มองเป็นคนมองโลกในแง่ดีหรือร้าย และไม่ผิดอะไรที่คุณจะเติมน้ำให้เต็มแก้ว

4. มองหาบุคคลต้นแบบ ทุกคนควรมีบุคคลต้นแบบที่เป็นแรงบันดาลใจ คนคนนั้นอาจเป็นผู้ที่เอาชนะอุปสรรคใหญ่ๆได้สำเร็จ และประสบความสำเร็จอย่างงดงามในที่สุด หรือเป็นผู้ที่ทำงานหนักและสัมฤทธิ์ผล จงเอาคนนั้นเป็นแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิต

5. พาตัวเองเข้าไปอยู่ในแวดวงของคนที่ประสบความสำเร็จ และมอง โลกในแง่ดี มันเป็นเรื่องมหัศจรรยู์ที่พลังอำนาจของคนอื่น สามารถส่งผลกระทบต่อพลังในตัวเราได้ คนที่คิดในด้านบวกจะช่วยกระตุ้นและเป็นแรงบันดาลใจให้เรา เชื่อมั่นในตัวเองว่า เราสามารถทำสิ่งที่มุ่งมั่นไว้ให้สำเร็จได้ จำไว้ว่า..จงอยู่ให้ห่างคนที่คิดแต่แง่ร้าย ซึ่งจะขัดขวางการเดินหน้าของคุณ ดังพุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า “คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล”

6. เห็นคุณค่าสิ่งดีๆ ในชีวิต เมื่อเราพอใจกับทุกเรื่องดีๆที่เกิดขึ้น ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ตาม มันจะช่วยให้เราขจัดความคิดในด้านลบออกไป การโฟกัสแต่สิ่งดีๆเหล่านี้ จะทำให้อุปสรรคที่เราเผชิญอยู่ กลายเป็นเรื่องเล็กน้อยที่เราจัดการได้ง่ายขึ้น

7. รู้จักบริหารเวลาอย่างชาญฉลาด อย่าเสียเวลากับเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับสิ่งที่คุณตั้งเป้าไว้ในชีวิต ข้อสำคัญคือ มุ่งทำในเรื่องที่ทำให้ชีวิตของคุณเป็นไปดังที่หวังไว้ ซึ่งจะส่งผลให้คุณมีทัศนคติที่ดี

8. จินตนาการว่ามีสิ่งดีๆ เกิดขึ้น แปลกแต่จริงที่ว่า คนส่วนมากมักชอบวาดภาพเรื่องเลวร้ายกำลังเกิดขึ้น โดยมักจะพูดว่า “ถ้ามันเกิดขึ้น…” จงฝึกนึกถึงเรื่องดีๆกำลังเกิดขึ้น มองเห็นภาพงานที่กำลังทำเดินไปด้วยดี (ไม่ว่าจะเป็นงานที่บ้านหรือที่ทำงาน) และได้รับคำชมจากคนรอบข้างว่า“เยี่ยมมาก” เพราะนั่นจะเป็นกำลังใจให้คุณคิดบวกต่อไป

9. ความผิดพลาดมีไว้ให้เรียนรู้ มิใช่แส้ที่เอาไว้เฆี่ยนตี ทุกคนล้วนเคยทำผิดทั้งนั้น และถึงแม้ว่าได้พยายามอย่างดีที่สุดแล้ว แต่ก็ยังทำพลาด ขอให้จำไว้ว่า ยังมีโอกาสให้เริ่มต้นใหม่ ความผิดพลาดต่างๆที่ผ่านมาถือเป็นบทเรียน เพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไข สิ่งที่จะทำต่อไปในอนาคต

10. อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ถ้ารอบๆตัวเต็มไปด้วยข้าวของวางระเกะระกะ กระจัดกระจายไปทั่วห้อง ลองหาเวลาจัดเก็บ ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ซึ่งจะช่วยให้คุณเปลี่ยนมุมมอง ความคิดได้มาก ใครจะมองโลกในแง่ดีได้ ถ้าต้องอยู่ท่ามกลางสภาพสกปรกรกรุงรังตลอดเวลา เพราะสภาพแวดล้อมที่ดี จะช่วยสร้างและเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดทัศนคติด้านบวก

11. รับข้อมูลข่าวสารที่ดี หมั่นอ่านบทความที่สร้างแรงจูงใจ (ถ้าเป็นของ จิตเป็นสุข จะดีมาก 😉 ) หรือฟังธรรมะที่กระตุ้นให้รู้สึกตื่นตัว และเกิดปัญญา ซึ่งจะช่วยให้มองโลกและชีวิตได้อย่างเข้าใจ มีความหวัง และความสุข

12. ให้คำมั่นสัญญากับตัวเอง และบอกตัวเองซ้ำๆ เพราะคำมั่นสัญญาดีๆมีผลต่อกระบวนการคิดของตัวเอง เช่น ถ้าคุณมีอาการซึมเศร้าเป็นประจำ คำมั่นสัญญาของคุณก็คือ “ฉันมีความสุข ฉันควบคุมตัวเองได้” บอกตัวเองเช่นนี้หลายๆครั้งในแต่ละวัน แล้วคุณจะรู้สึกถึงพลังความคิดด้านบวกที่เกิดขึ้น

ขอบคุณข้อมูลดีดีจาก : เพจจิตสุข

10 ข้อคิดเปลี่ยนชีวิต!! จากมุมที่คับแคบให้กลายเป็นกว้างใหญ่

10 ข้อคิดเปลี่ยนชีวิต!! จากจุดที่คับแคบให้กลายเป็นท้องฟ้ากว้างใหญ่

1. ถ้าคิดว่าบ้านของท่านคือสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ในโฉนด ท่านจะเป็นผู้ยากจน แต่ท่านจะเป็นผู้ร่ำรวย ต่อเมื่อคิดว่าบ้านของท่านคือโลกทั้งใบ เมื่อท่านมีความคิดที่จะครอบครอง

มีความคิดในการทำสัญลักษณ์แห่งความเป็นเจ้าของ สิ่งที่เป็นของท่านย่อมมีอยู่น้อยนิด เมื่อท่านยุติความคิดครอบครอง สิ่งทั้งปวงที่มีอยู่ย่อมเป็นของท่านโดยปริยาย

2. จงมองผู้อื่นดุจคนในครอบครัว แบ่งปันอาหารที่ดีที่สุดให้เขา ท่านไม่จำเป็นต้องกินอาหารดีๆ เพื่อให้ตนเองมีความสุข จงกินอาหารพื้นๆ ธรรมดาๆ จงดื่มกินอาหารทิพย์จากความเมตตา จงเปลี่ยนรอยยิ้มและความสุขของผู้คนรอบข้างให้กลายเป็นอาหารของท่านเถิด

3. อย่าได้เป็นผู้ให้เลย เพราะการเป็นผู้ให้นั้นมีอัตตาแฝงอยู่ จงเป็นผู้รับใช้เถิด เพราะการเป็นผู้รับใช้คือการเป็นรองเท้าให้ผู้คนเหยียบย่ำ ท่านจะไม่สูญเสียสิ่งใดๆ จากการเป็นผู้รับใช้

เพราะการสูญเสียและการเสียเปรียบนั้น เป็นหน้าที่ของผู้รับใช้อยู่แล้ว ต่อเมื่อท่านได้รับสิ่งใด แม้เป็นสิ่งเล็กน้อยแค่ไหน สิ่งนั้นย่อมกลายเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ทันที นับเป็นความฉลาดอย่างยิ่งที่ท่านจะกระทำตนเป็นผู้รับใช้เสียแต่วันนี้

4. จงยุติความต้องการทั้งปวง แม้ความต้องการนั้นดีงามเพียงไร ขึ้นชื่อว่าความต้องการแล้วย่อมนำมาซึ่งความทุกข์ ท่านจงเป็นผู้ปลูกต้นไม้ด้วยการทำหน้าที่ในปัจจุบัน จงรดน้ำลงไป แต่อย่าใส่ความปรารถนาลงไป ต้นไม้เติบโตด้วยแร่ธาตุและน้ำ มิได้เติบโตด้วยความปรารถนาใดๆ ของท่านเลย

5. วาทศิลป์ที่ดีที่สุด มิใช่คำพูดที่ดูฉลาด เมื่อท่านจะพูดจา จงพูดแต่ความจริง ขอให้ท่านใคร่ครวญว่า พูดอย่างไรจึงเป็นความจริงมากที่สุด ท่านอาจเสียผลประโยชน์ไปบ้าง แต่มันช่างคุ้มค่ากับการแลกมาซึ่งจิตแห่งความเปิดเผย

6. จงอย่าเป็นผู้กล้า แต่จงบอกใครๆ ว่าท่านเป็นคนขี้ขลาดแค่ไหน เมื่อท่านเป็นผู้กล้า ท่านกำลังปกปิดและวิ่งหนีตนเอง ต่อเมื่อท่านยอมรับในความขี้ขลาดของตน ท่านจึงกลับสู่ความผ่อนคลายของชีวิตอีกครั้ง

7. อย่าคาดหวังว่าท่านจะเปลี่ยนโลก เพราะไม่มีใครเลยที่จะเปลี่ยนโลกได้ เมื่อโลกในนี้มีแต่ความธรรมดา จึงไม่มีใครเปลี่ยนแปลงความธรรมดาไปได้ ความคาดหวังที่จะเปลี่ยนโลก ก็คือความธรรมดาอย่างหนึ่ง มันเกิดขึ้น คงอยู่ และดับไป

จงปล่อยให้โลกเป็นอย่างที่เป็น จงเป็นผู้กวาดใบไม้ด้วยปัญญา ใบไม้ร่วงสู่พื้นทุกวัน ท่านจงกวาดเท่าที่กวาดได้ เพราะพรุ่งนี้ใบไม้ก็จะร่วงสู่พื้นดินอีก ชีวิตของท่านก็เช่นกัน

8. หน้าที่ของท่านไม่ใช่หน้าที่ของท่าน ทุกสิ่งที่ท่านทำอยู่ ขอให้เป็นไปเพื่อความเบิกบานที่เป็นประโยชน์ อย่าทำหน้าที่ด้วยความเคร่งเครียด และอย่าหาความเบิกบานด้วยการทำสิ่งไร้ประโยชน์

จงหาสมดุลของความเบิกบานและการทำประโยชน์ให้พบ เพราะนั่นคือวิถีแห่งความดีงามของชีวิต

9. อย่าเรียกหาความดีใดๆ แต่จงเป็นความดีนั้นเสียเอง อย่าแสวงหาแสงสว่างใดๆ แต่จงเป็นแสงนั้นเสียเอง ท่านจงเป็นในสิ่งที่ท่านฝันถึง

จงอย่าหาผู้คนที่น่ากราบไหว้ แต่จงสร้างตนเองให้กราบไหว้ตนเองได้ อย่าเรียกหาสิ่งศักดิ์ แต่จงสร้างตนเองให้มีความศักดิ์สิทธิ์ ความดีงาม ความสว่าง และความศักดิ์สิทธิ์ล้วนซ่อนอยู่ในตัวตนของท่านทั้งหมด

10. จงอย่าเป็นผู้มีชีวิตรกรุงรัง แต่จงเป็นผู้มีความเรียบง่ายอย่างยิ่ง จงเป็นผู้กินง่าย อยู่ง่าย และนอนง่าย จงเป็นผู้พูดง่ายๆ คิดง่ายๆ และยอมรับอะไรง่ายๆ อย่าสะสมสิ่งใดเกิดความจำเป็นของชีวิต เพราะเราต่างเป็นผู้มาชั่วคราว

เราต่างเป็นนักผจญภัยที่ต้องการความคล่องตัว ขอท่านจงเป็นผู้เร่รอนในวิถีชีวิต อย่าได้เป็นมหาเศรษฐีผู้ลงหลักปักฐาน จงเป็นผู้โลดโผนโจนทะยานที่สะสมร่องรอยบาดแผล ขอท่านจงคุ้นชินกับความหิวโหยและเจ็บปวด เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นแก่นสารของชีวิตซึ่งนำท่านมายังโลก เมื่อการเรียนรู้ในสิ่งเหล่านี้สิ้นสุด ท่านย่อมเป็นผู้บรรลุแล้วซึ่งการศึกษาทั้งปวง

 

ขอบคุณข้อมูลจาก คุณพศิน อินทรวงค์

#เมีย2018 กับข้อคิดเรื่องสามีนอกใจ “จะสู้หรือว่าจะเลิกดี ?” จากปาก อรุณา

 #เมีย 2018 ให้ข้อคิดเรื่องสามีนอกใจ ศีลไม่เสมอกัน…สุดท้ายก็ต้องจากกัน

อรุณา กับการตอบคำถามคนดู เรื่องสามีนอกใจ มีมือที่สาม ถ้ามันไม่ใช่สำหรับเขา ก็ปล่อยไป ให้ถือว่าศีลไม่เสมอกัน เด็ด!!สมเป็น เมีย 2018

เรียกว่าเป็นอีกฉากที่ได้ใจผู้ชมไปเต็ม ๆ สำหรับเรื่องราวของ อรุณา ในเมีย 2018 ที่ในตอนล่าสุดซึ่งมีฉากที่เธอทำรายการ และไลฟ์สดตอบคำถามจากผู้ชม ซึ่งก็มีคำถามสุดจี๊ดแทงใจ ตรงกับชีวิตของเธอสุดๆ เกี่ยวกับปัญหาครอบครัว เรื่องของสามีกับมือที่สาม “จะสู้หรือว่าจะเลิกดี ?”

แต่งานนี้ อรุณา ก็ได้ตอบคำถามนี้อย่างสมเป็น เมีย 2018 แบบสุดสตรองว่า…

“การเป็นเมียในยุค 2018 เนี่ยนะคะ มันเป็นเรื่องที่ยากค่ะ สิ่งเร้ามันเยอะ ศีลธรรมต่ำ

คนก็เอาแต่ได้กันมากขึ้น และเรื่องการแก้ปัญหามือที่สามเนี่ย

จะให้ผู้หญิงเป็นฝ่ายแก้อย่างเดียวก็คงไม่ได้ ผู้ชายก็ต้องมีวุฒิภาวะพอเช่นกัน

และถ้าเกิดว่าเราดีพอแล้ว แต่มันยังไม่ใช่สำหรับเขา ก็ปล่อยเขาไปเถอะค่ะ

ถือว่าศีลไม่เสมอกัน ยื้อไว้ก็เหนื่อยเปล่า ๆ …ขอให้ผ่านเรื่องนี้ไปได้นะคะ สู้ ๆ ค่ะ”

เรียกได้ว่า คมกริบ…โดนใจ สมเป็นไอดอลของเมียยุคนี้จริง ๆ ค่ะ !!

เคยได้ยินไหม?

ให้ “อภัย” กับ “ให้โอกาส” นั้นคนละเรื่องกัน

การให้อภัย คือ การยกโทษทางจิตใจในสิ่งผิดที่เขาทำต่อเรา

เมื่อคนคนหนึ่งทำไม่ดีกับเรา และ เขาได้รับโทษของความผิดนั้น

เขาพยายามชดใช้ต่อสิ่งนั้น เขาขอโทษ เขาแก้ไข เขาชดใช้ เขาเสียใจ

ทำให้ความรู้สึกแย่ๆของเราบรรเทา เรารู้สึกว่าเราให้อภัยเขาได้

เราจึงให้อภัย ให้อภัยเขาเราสุข โกรธเขาเราทุกข์

การให้อภัยเขาจึงเป็นผลดีต่อจิตใจเราด้วย

สำหรับบางคนนั้น ความผิดยิ่งใหญ่ เกินให้อภัย

ก็ต้องใช้เวลา และ การตัดสิน บางครั้งเราไม่ให้อภัยบางคน

เพราะคิดว่าเราทำไม่ได้ มันยากเกินไป มันหนักหนาเกินไป

หรือไม่เราก็รู้สึกว่า เราไม่อยากให้อภัย เราจะเก็บความโกรธแค้นนี้ไว้

เพราะเขาไม่สมควรได้รับการให้อภัย แต่ในขณะเดียวกันนั้น

เรากลับไม่รู้ตัวว่าจิตใจที่โกรธนั้นมาพร้อมกับการกัดกินหัวใจ

และมันทำให้เรารู้สึกแย่เสมอ แล้วมันไม่ได้ส่งผลต่อคนที่ทำผิดเลย

มันคือขยะที่เรานำมันมาถมจิตใจไปทุกวัน

และ ตั้งจิตปณิธานว่าทุกครั้งที่เรานำขยะนั้นมาถมจิตใจเรา

จะทำให้ความรู้สึกเหล่านี้ ขยะเหล่านี้ ถูกส่งผลไปยังคนที่ทำแย่ๆกับเรา

แต่ไม่จริงเลย เขากลับไม่ไดรู้สึกอะไรเลย เราต่างหางที่รู้สึกแย่

เพราะ ความโกรธ กำลังค่อยๆทำลายความรู้สึกเราไปอย่างช้าๆ

และ มันไม่ใช่การให้อภัย ไม่ได้ทำให้เราหรือเขาดีขึ้นเลยในสักทาง

แต่ ยิ่งทำให้เรามีจิตใจที่เจ็บปวดต่างหาก

ถึงเราจะกลับไปแก้ไขอดีตไม่ได้ แต่เราสามารถปลดปล่อยเรา

จากกองขยะเหล่านี้ได้ ให้อภัยเขา เพื่อที่เราจะได้ไม่ทุกข์

คนที่ให้อภัยได้คือคนที่ชนะไม่ใช่พ่ายแพ้

จริงๆ แล้วการให้อภัยกับการให้โอกาส

เป็นคนละส่วนกัน เคยได้ยินไหม… ให้อภัย แต่ ไม่ให้โอกาส

เพราะการให้อภัยคือการยกโทษทางจิตใจ ที่ปลดปล่อยตัวเราจากความคิดแย่ๆ

แต่การให้โอกาสต้องมาพร้อมกับการพิสูจน์ตัวเองของคนทำผิด

ถ้าคนทำผิดไม่ได้กลับใจ ไม่ได้เสียใจ เราไม่จำเป็นต้องให้โอกาสเสมอไป

และบางครั้งเขายังต้องรับโทษจากความผิดนั้น

แต่ส่วนของเรานั้น แค่เดินออกมา แล้วยกโทษให้เขา

ออกจากที่คุมขังแห่งความแค้น เอาความสุขของเรากลับคืนมา

และเอาไปใช้ให้กับการเริ่มต้นใหม่ดีกว่า การให้อภัย ทำให้เราได้ความสุขกลับมา

 

ขอขอบคุณเรื่องราวดีๆ จากละครเมีย 2018และ บอร์นเก้าสาม