5 ข้อพิสูจน์รักแท้..คนรักจริงต้องมีสิ่งนี้

การพิสูจรักแท้ ของคนรักจริง

เมื่อคุณได้พบคนที่ถูกตาต้องใจจนอยากจะฝากชีวิตไว้กับเขา คุณจะต้องดูให้ดีก่อน ว่าเขารักคุณจริงหรือไม่ คนบางคนทำเหมือนว่ารักคุณมาก แต่เอาเข้าจริงกับไม่ได้จริงใจกับคุณเลย จึงมี 5 ข้อพิสูจน์รักแท้ มาฝากทุกคนกัน ไม่ใช่เฉพาะกับสาวๆ เท่านั้น 5 ข้อนี้สามารถพิสูจน์ได้ทั้งชายและหญิงเลยค่ะ มาดูกันดีกว่าว่า คนที่รักคุณจริง เขาต้องมีคุณสมบัติอย่างไร

1.อยู่ข้างคุณเวลาลำบาก

จะดูคนจริงใจ เราต้องดูในยามลำบาก คนรักจริงเขาจะไม่คิดทิ้งคุณไปไหน ไม่ว่าคุณจะไม่มีอะไรให้เขาแล้วก็ตาม

2.ปกป้องคุณเวลาเจออันตราย

ช่วงเวลาขับขันที่คุณต้องพบเจอกับอันตราย เป็นช่วงเวลาที่พิสูจน์รักแท้ได้ดีมากๆ คุณต้องดูว่าเขาออกมาปกป้องคุณได้มั้ย หรือวิ่งหนีไปก่อนคุณเสียอีก

3.ช่วยเหลือคุณเวลาคุณเดือนร้อน

ในยามที่คุณเดือดร้อน คนรักจริงเขาต้องพร้อมที่จะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถ ไม่ใช่หายเงียบไปเลย ปล่อยให้คุณผจญกับปัญหาต่างๆ ตัวคนเดียว

4.เข้าใจคุณเวลาคุณร้องไห้

ในเวลาที่คุณเสียน้ำตา จะมีผู้ชายสักกี่คนที่พร้อมเข้าใจ และไม่รำคาญคุณ เข้ามาโอบกอดคุณให้คุณหายดี ถ้าเจอผู้ชายแบบนี้ อย่าได้ปล่อยเขาหลุดมือไปเชียวนะ

5.ให้อภัยคุณเวลาคุณทำผิด

ก็เหมือนกับพ่อแม่ของคุณ ไม่ว่าคุณจะดีร้ายยังไง ท่านก็พร้อมจะให้อภัยคุณได้เสมอ ซึ่งถ้าคุณเจอผู้ชายที่มีคุณสมบัตินี้ นั่นคือรักแท้จริงค่ะ

เป็นยังไงกันบ้าง คุณพบรักแท้แล้วหรือยังคะ ถ้าได้เจอแล้วก็จงรักษาเขาไว้ให้ดีๆ ถ้ายังไม่เจอก็ตามหากันต่อไปค่า

ขอบคุณเรื่องราวดีๆ จาก gangbeauty

ทำอะไรติดขัด จุดธูป 16 ดอก บอก 16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดิน ให้ช่วยเปิดทาง

จุดธูปกลางแจ้ง 16 ดอก แล้วท่อง นะโม 3 จบ

ตั้งจิตอธิฐานอันเชิญ ครูบาอาจารย์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ บิดามารดา พ่อเกิดแม่เกิด พ่อซื้อแม่ซื้อ ในทุกชาติ และเทพเทวดาที่คุ้มครองตัวเราทุกพระองค์ รวมทั้ง องค์มหาเทพ มหาโพธิสัตว์ ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย ใน 19 ชั้นฟ้า 16 พรหมมา 15 ชั้นดิน 14 ภูมิบาดาล 21 ภูมิพระแม่ธรณี พระแม่คงคา ที่ข้าพเจ้าอาศัยและยืนอยุ่นี้

พระภูมิเจ้าที่ ผีบ้านผีเรือน รวมทั้งเจ้ากรรมนายเวร และ เจ้าบุญนายคุณ เจ้าเกณฑ์ดวงชะตา ของข้าพเจ้า ทุกชาติภพ ที่เคยผูกพันธ์กันมาในอดีตให้มารับรู้รับฟัง การขอขมา และ ขอถอนคำสาบแช่งที่มีต่อกัน ในอดีตและปัจจุบัน ของข้าพเจ้าในครั้งนี้ และให้เอ่ยว่า….

 

 

ข้าพเจ้าชื่อ……นามสกุล……. ขอ ขมากรรม ในสิ่งที่ได้ล่วงเกินไป ทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ต่อท่านทั้งหลาย ไม่ว่าจะรู้ก็ดี ไม่รู้ก็ดี ระลึกได้ หรือ ไม่ได้ก็ดี ขอท่านผู้มีฤทธิ์ มีอำนาจ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และเจ้ากรรมนายเวร เจ้าบุญนายคุณ เจ้าเกณฑ์ดวงชะตาของข้าพเจ้าทั้งหลาย โปรดอโหสิกรรมให้กับข้าพเจ้าด้วยเถอะ อย่าได้โกรธเคือง อย่าได้จองเวร ต่อข้าพเจ้าอีกต่อไป และโปรดถอดถอนคำสาปแช่งที่ให้แกข้าพเจ้า หรือคำสาบใดๆอันเกิดจากข้าพเจ้าได้เป็นผู้กระทำ หรือถูกกระทำจากท่านทั้งหลายก็ดี ขอจงดับหมดสิ้นไปด้วย อนุภาพ พระบารมีแห่งพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ และด้วยบารมีแห่งองค์มหาโพธิสัตว์เจ้าและองค์มหาเทพ โปรดเมตตาและประทานพรแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด และช่วยเปิดทางและแสงสว่างทั้งทางโลกและทางธรรม และให้การดำรงชีวิตของข้าพเจ้า จงมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองยิ่งๆขึ้นไป และขอให้มีโชค มีลาภ มีเงินมีทอง เหลือกินเหลือใช้เหลือเก็บเป็นเศรษฐีมหาเศรษฐีด้วยเถอะ และขอให้ข้าพเจ้าได้พบแต่คนดีมีคุณธรรมอยู่ในศีลในธรรมเข้ามาช่วยเหลือข้าพเจ้าด้วยเถิด สาธุๆๆ

ตั้งนะโม 3 จบ แล้วเอ่ยคาถา ว่า

“ปะโตเมตัง ปะระชีวินัง สุขะโตจุติ จิตตะเมตะ นิพพานัง สุขะโตจุติ /

ขอให้สัตว์โลกทั้งหลายใน 3 ภพ จงพ้นจากภัยพิบัติและเคราะห์กรรมทั้งปวงเถิด สาธุๆ”

(พระคาถาพญายม ประชุมกับ พระอินทร์ พระพรหม ให้มีคาถาบทนี้ ไว้ช่วยคนให้รอดพ้นจากความทุกข์ยาก ลำบาก และภัยพิบัติทั้งปวง)

ขอบพระคุณแหล่งที่มา : หมอดูภูธร ชลรัตน์

กราบสาธุ! พระพุทธองค์กล่าวเอาไว้ว่า แม้จะรักษาศีลถึง 100 ปี ก็สู้การทำสิ่งนี้ไม่ได้เลย

กราบสาธุ! พระพุทธองค์กล่าวเอาไว้ว่า แม้จะรักษาศีลถึง 100 ปี ก็สู้การทำสิ่งนี้ไม่ได้เลย

“บุญเราไม่เคยสร้าง ใครที่ไหนจะมาช่วยเจ้า ลูกเอ๋ย ก่อนที่จะเข้าไปขอบารมีหลวงพ่อองค์ใด เจ้าจะต้องมีทุนของตัวเอง คือบารมีของตนลงทุนไปก่อนเมื่อบารมีของเจ้าไม่พอจึงค่อยขอยืมบารมีคนอื่นมาช่วย มิฉะนั้นเจ้าจะเอาตัวไม่รอด เพราะหนี้สินในบุญบารมีที่ไปเที่ยวขอยืมมาจนพ้นตัว…”

การเจริญภาวนานั้นเป็นการสร้างบุญสะสมไว้ที่ถือได้ว่าได้บุญบารมีมากที่สุด และยิ่งใหญ่ที่สุดในพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นแก่นแท้และได้บุญสูงกว่าฝ่ายศีลมากนัก เพราะว่าการเจริญภาวนาเป็นการเน้นระงับการทำความชั่วทาง “ใจ” คือเป็นการซักฟอกจิตให้สะอาดบริสุทธิ์

พระพุทธองค์กล่าวเอาไว้ว่า

“แม้จะรักษาศีล 227 ข้อให้ไม่ด่างพร้อยถึง 100 ปีก็สู้การทำสมาธิภาวนาเพียงแค่ชั่วไก่กระพือปีกหรือช้างกระดิกหูไม่ได้”

การเจริญภาวนานั้นสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

1. การทำสมาธิด้วยสมถะภาวนา

การทำสมาธิแบบสมถะภาวนาคือ การกำหนดใจให้นิ่งกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่เป็นอารมณ์เดียว ไม่ว่าจะใช้วิธีใดก็ตามขอให้เพียงแต่ใจอยู่นิ่งไม่วอกแวกก็คือเป็นสมาธิ ถ้าเป็นวิธีการที่ง่ายที่สุดและคนไทยเราคุ้นเคยที่สุดก็คือ “การไหว้พระสวดมนต์” การกำหนดจิตด้วยการสวดมนต์นี้จะทำให้จิตนิ่งอยู่ที่บทสวดก็เรียกได้ว่าเป็นการทำสมาธิระดับต้นขั้นที่หนึ่ง (ขณิกสมาธิ)

2. การเจริญปัญญา

การเจริญปัญญานั้นต่างไปจากความเป็นสมาธิ ตรงที่สมาธิเป็นเพียงการทำใจให้สงบนิ่งอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งแต่เพียงอารมณ์เดียวแน่นิ่งอยู่อย่างนั้นโดยไม่ได้นึกคิดอะไร แต่การเจริญปัญญา (คำพระท่านว่า วิปัสสนา) ไม่ใช่ทำให้แค่จิตใจตั้งมั่นอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเท่านั้น

การเจริญปัญญานั้นเป็นการคิด “ใคร่ครวญ” เพื่อหาเหตุผลในสภาวะที่เป็นธรรมและความจริงในแต่ละสรรพสิ่งว่า สิ่งทั้งหลายในโลกนี้เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้ เกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็ดับไป (อนิจจัง) ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นทุกข์ (ทุกขัง) คือทุกอย่างเป็นสภาพที่ไม่อาจทนอยู่ในสภาพเดิมได้ เกิดขึ้นแล้วไม่อาจทรงตัวต้องเปลี่ยนแปลงไป ทำให้อารมณ์เกิดความเปลี่ยนแปลงไปตามวัตถุซึ่งก่อให้เกิดความทุกข์ตามมา และ สุดท้ายคือ ทุกสิ่งไม่มีตัวตนและไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนหรือเป็นของๆ ใครใดๆ ทั้งสิ้น (อนัตตา)

ผลของการเจริญสมาธิและปัญญาจะทำให้พบความสุขที่แท้จริงได้อย่างไร

ความสุขที่ได้จากการเจริญภาวนานั้นเป็นความสุขที่เรียกได้ว่า “ละเอียด” กว่าความสุขทางกายมากมายนัก และมีถึง 3 ขั้นคือมีความสุขในปัจจุบัน สุขในโลกหน้า และมีความสุขเป็นที่สุดคือนิพพาน

1. ความสุขในปัจจุบัน

เมื่อฝึกทำสมาธิได้ในระดับเบื้องต้นเพียงแค่ปล่อยวางใจให้ผ่อนคลายกับเรื่องราวต่างๆ ได้ก็เกิดผลบุญขึ้นคือ ใจเป็นสุขที่ได้ปล่อยวางได้พบกับความสุขใจขั้นพื้นฐานได้แก่ เมื่อหลับก็เป็นสุข ตื่นก็เป็นสุข จะนั่ง นอน ยืน หรือเดิน ไม่ว่าอิริยาบถไหนๆ ก็มีความสุขทั้งสิ้น สุขไม่ต้องเลือกเวลาและสถานที่เพราะว่าจิตใจของเรานิ่งเป็นสุขแล้ว (พระท่านว่า “นัตถิ สันติปะรัง สุขัง” สุขอื่นนอกจากหยุดนิ่งนั้นไม่มี

2. ความสุขในโลกหน้า

ความสุขในระดับขั้นต่อไปคือ เมื่อได้ละจากโลกนี้ไปแล้วจะได้ไปเสวยสุขในภพภูมิที่เป็นสุขขึ้นไปในโลกหน้า เพราะการที่เราจะไปสู่ “สุคติ” หรือภพที่ดีนั้น ขึ้นอยู่กับความหมองหรือความใสของจิตเป็นหลักหากก่อนจากไปมีจิตใจที่ผ่องใสเป็นสุข ก็มีสุคติเป็นที่ไป หากก่อนจากไปจิตมีความขุ่นข้องเป็นทุกข์ก็มี ทุคติเป็นที่ไปตามหลักกรรมแห่งอาสันนกรรม

3. ความสุขอันเป็นนิพพาน

การเจริญภาวนานั้นเป็นเหตุให้หลุดพ้นจากกิเลส หากหมั่นเพียรฝึกฝนจนกระทำสำเร็จจนสิ้นกิเลสในภพชาติปัจจุบันก็จะทำให้จิตหลุดพ้นไม่ต้องกลับไปเวียนว่าย ในสังสารวัฏอีก อันหมายถึงพระนิพพาน ซึ่งความสุขแบบนี้มีแต่พระพุทธเจ้ากับเหล่าพระอรหันต์เท่านั้นที่สามารถไปถึงได้

หากเราต้องการที่จะไปถึงความสุขพ้นทุกข์ไปตลอดกาล ในภพชาติปัจจุบันก็ต้องพยายามฝึกฝนไปเรื่อยๆ หากไม่ถึงนิพพานในชาตินี้ชาติหน้าก็จะถึงได้แน่นอนต้องหมั่นสะสมบุญบารมีไปและต้องมีเคล็ดวิธีการฝึกสมาธิและการเจริญปัญญาที่ถูกต้องจากผู้ที่รู้จริงเท่านั้น

การสร้างและสั่งสมบุญนั้นจึงเป็น “งานสำคัญของชีวิต” ควรที่เราจะต้องกระทำให้เป็นนิสัยจนกระทั่งกลายเป็นส่วนหนึ่งไปเลยดังที่บรรพบุรุษของเราเคยกระทำมาโดยคนโบราณนั้นถึงกับมีคติในการสร้างบุญบารมีเอาไว้ว่า

“เช้าใดยังไม่ได้ให้ทานหรือทำทาน เช้านั้นก็อย่าเพิ่งกินข้าว”

“วันใดที่ยังไม่ได้สมาทานศีลเพื่อที่จะตั้งใจรักษาศีล วันนั้นก็อย่าเพิ่งออกจากบ้าน”

“คืนใดที่ยังไม่ได้สวดมนต์ นั่งเจริญสมาธิภาวนาคืนนั้นก็อย่าเพิ่งเข้านอน”

ลองถ้าเราตั้งเงื่อนไขการสร้างบุญซึ่งไม่ใช่เรื่องทำยากเลยไว้เช่นนี้เมื่อทำจนเป็นนิสัยมันก็จะติดตัวเราไปและยังประโยชน์ให้เกิดกับคนรอบข้างไปด้วยเพราะเขาจะพบเห็นความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นแล้วก็จะเริ่มเกิดศรัทธาหันมาทำตามเป็นการพากันสร้างบุญกลุ่มให้ยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก

เมื่อสร้างบุญมาดีแล้ว บุญนี้จะเก็บไว้กับตัวเสียก่อน เมื่อสร้างให้มากๆ ยิ่งดีเพราะเมื่อถึงเวลานำไปใช้แล้วจะได้มีใช้ไม่ขาดแคลน ดังคำสอนของสมเด็จของพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสีที่ท่านกล่าวเป็นอมตะวาจาว่า

“บุญเราไม่เคยสร้าง ใครที่ไหนจะมาช่วยเจ้า ลูกเอ๋ย ก่อนที่จะเข้าไปขอบารมีหลวงพ่อองค์ใด เจ้าจะต้องมีทุนของตัวเอง คือบารมีของตนลงทุนไปก่อนเมื่อบารมีของเจ้าไม่พอจึงค่อยขอยืมบารมีคนอื่นมาช่วย มิฉะนั้นเจ้าจะเอาตัวไม่รอด เพราะหนี้สินในบุญบารมีที่ไปเที่ยวขอยืมมาจนพ้นตัว เมื่อทำบุญทำกุศลได้บารมีมา ก็ต้องเอาไปผ่อนใช้หนี้เขาจนหมดไม่มีอะไรเหลือติดตัวแล้วเจ้าจะมีอะไรไว้ในภพหน้า หมั่นสร้างบารมีไว้แล้วฟ้าดินจะช่วยเอง จงจำไว้นะเมื่อยังไม่ถึงเวลาเทพเจ้าองค์ใดจะคิดช่วยเจ้าไม่ได้ ครั้นเมื่อถึงเวลา ทั่วฟ้าจบดินก็ต้านเจ้าไม่อยู่ จงอย่าไปเร่งเทวดาฟ้าดิน เมื่อบุญเราไม่เคยสร้างไว้เลยจะมีใครที่ไหนมาช่วยเจ้า”

หมั่นสร้างบุญอย่างสม่ำเสมอให้มากพอและยาวนานพอส่วนจะนำบุญไปใช้ให้เกิดผลเร็วๆ อย่างไรนั้นจะกล่าวในบทของ เคล็ดของการนำบุญมาใช้ต่อไป

ที่มา : ธ.ธรรมรักษ์

ถ้าคุณวัย 50 ต้อง ลด ละ เลิก สิ่งเหล่านี้ เพื่อความสุขของตัวคุณเอง

ถ้าคุณวัย 50+ ต้องลด ละ เลิก สิ่งเหล่านี้… เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในวัย(ใกล้)เกษียณ

ผู้ใหญ่วัยอายุ 50+ ฟังทางนี้! ต้องลด ละ เลิก หรือเริ่มต้นทำสิ่งเหล่านี้ได้แล้ว เพื่อชีวิตวัยใกล้เกษียณที่มั่นคง สงบ และมีความสุข บางอย่างวัยอย่างเราไม่สามารถทำตามอย่างพวกรุ่น หรือทำตามใจตัวเองได้อีก เพราะฉะนั้น อ่านข้อความด้านล่างแล้วจงปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของคุณ เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น!

1. เลิกแคร์ว่า

คนอื่นในสังคมจะคิดถึงคุณอย่างไร หน้ากากและหัวโขนจะอยู่กับคุณอีกไม่ถึงสิบปี หัดที่จะปล่อยวาง และลดตัวตนของคุณลงบ้าง กลับไปหาเพื่อนที่ดีและจริงใจกับคุณจริงๆ ออกห่างจากคนที่ไม่จริงใจกับคุณ หรือคนที่มาเพียงเพื่อจะเอาประโยชน์จากตัวคุณ หรือเอาเปรียบคุณ

2. ลดการทำงานหนักได้แล้ว

ถ้าคุณเป็นมนุษย์เงินเดือนภาคเอกชน อายุ 50 ถ้ายังไม่ขึ้นเป็นระดับผู้บริหาร แสดงว่า คุณคงไม่อยู่สายตาเจ้านายเท่าไร อย่าเสียพลังชีวิตไปกับการทำงานหนักเลย ใช้เวลาดูแลสุขภาพตัวเองให้มากขึ้นจะดีกว่า ถ้าคุณขึ้นเป็นระดับผู้บริหารที่ต้องทำงานหนักเพื่อบริษัท ก็จัดสรรเวลาให้กับครอบครัว และสุขภาพตัวคุณเองบ้าง

ถ้าคุณเป็นข้าราชการ คุณมีความมั่นคงและมีเวลาว่างพอสมควรแล้ว ใช้เวลาดูแลสุขภาพและเตรียมงานอดิเรกหลังเกษียณได้เลย เช่นกัน ถ้าคุณทำงานอิสระ freelance คุณสามารถทดลองเกษียณล่วงหน้าได้เลย ถ้าคุณมีเงินพอตามข้อ 1 แล้ว ถ้าคุณเป็นเจ้าของกิจการ คุณคงต้องเริ่มหาผู้ช่วยมือขวาที่ไว้ใจได้ มาช่วยคุณบริหารงานได้ โดยคุณสามารถออกมาดูแลห่างๆได้ แต่อย่าหวังว่า ลูกของคุณจะรับภาระนี้ ปล่อยให้เขาเลือกทางเดินชีวิตเองเถิด

3. หยุดการใช้จ่ายเงินอย่างฟุ่มเฟือย

ถ้าคุณเริ่มคิดเก็บเงินไว้ใช้หลังเกษียณ ดูเหมือนว่าค่อนข้างจะสายไปแล้วนะ อายุเกิน 50 เท่าไร คุณควรมีเงินสะสมที่ใช้หลังเกษียณต่อปี บวกไปอีก 10 ปี เช่น อายุ 51 ควรมีเงินสะสม 10+1=11 ปี อายุ 52 ควรมีสะสม 12 ปี อายุ 60 ควรมีเงินสะสม 20 ปี นั่นเป็นตัวเลขโดยประมาณว่า คุณจะจากไปที่อายุ 80 ปี

4. หยุดลังเลเกี่ยวกับการทำงานและการหางานใหม่

เมื่ออายุย่างเข้าวัย 50 คุณควรจะมีงานที่มั่นคง และเป็นงานที่คุณรักจริงๆ ได้แล้ว เพราะถ้างานนั่นไม่ใช่ตัวตนของคุณ มันก็คงจะสายเกินไปที่จะไปเริ่มใหม่ จงอดทนทำต่อไป เพราะคุณคุ้นชินกับมันแล้ว ถ้าจะหางานใหม่น่าจะเป็นงานที่คุณอยากทำหลังเกษียณมากกว่า

5. หยุดทำร้ายร่างกายของคุณ

เช่น การเมาค้าง, สูบบุหรี่, อดนอน, อาหารขยะ, กินโดยไม่ประมาณ, ขับรถเร็ว และหันกลับมาดูแลร่างกายด้วยการออกกำลังกาย หลายๆ คนคงจะผลัดวันและเลี่ยงการออกกำลังกายมาตั้งแต่ยังเป็นหนุ่มสาวแล้ว แต่เมื่ออายุเลขขึ้นห้า หมายความว่า ร่างกายคุณกำลังจะร่วงโรยแล้ว ดังนั้นควรหันมาใส่ใจกับการออกกำลังกายจริงๆ เสียที

6. เลิกกังวลถึงการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย

เช่น ถุงใต้ตา, ตีนกา, เหนียงที่คอ หรือรอยย่นทั้งหลาย ริ้วรอยเหล่านี้เป็นตัวบอกถึงประสบการณ์ที่คุณผ่านร้อนผ่านหนาวมา คุณไม่สามารถหลีกเลี่ยงความแก่ได้ จงภูมิใจกับมัน ยอมรับมัน และจงแก่อย่างสง่างาม

7. หยุดการเล่นอินเทอร์เน็ตที่มากเกินไป

คุณควรเริ่มทำอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันและมีคุณค่าดีกว่าเสียเวลากับ Social Network (ยกเว้นว่าคุณใช้ในการติดต่อเพื่อนฝูงเก่าๆ หรือหาข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์) การเล่นเฟซบุ๊ก เล่นไลน์ เล่นได้ แต่ต้องมีการจำกัดเวลา เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้คุณเสียเวลาและได้ประโยชน์น้อย

สำหรับคนที่มีครอบครัว กลับมาดูแลคู่ชีวิตและลูกของคุณให้มากขึ้น เขาเหล่านั้นเป็นคนที่หวังดีกับคุณเต็มร้อยโดยไม่มีเงื่อนไข สำหรับชายโสด ไม่ง่ายที่จะหาคู่ชีวิตที่รักตัวคุณมากกว่ากระเป๋าสตางค์ของคุณ หาหมามาเลี้ยงยังง่ายกว่า สำหรับหญิงโสด คุณคงเคยชินกับชีวิตโสดแล้ว และรู้ว่าอยู่คนเดียวสบายที่สุดแล้ว

8. หยุดนึกถึงความล้มเหลวในอดีตที่ผ่านมา

เพราะการคิดถึงแต่เรื่องร้ายๆ ที่ผ่านมา จะทำให้ความสุขที่คุณควรจะได้รับในปัจจุบันหายไป คิดเสมือนว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของคุณ แต่ลงมือทำเสมือนว่าคุณยังมีอายุยืนยาวได้ถึงแปดสิบ

9. หยุดปิดกั้นจิตใจตัวเองที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

ช่วงเวลาที่ผ่านมา คุณอาจจะพลาดอะไรหลายๆไปเพราะการปิดใจตัวเองไว้ เพียงแค่ลองเปิดใจและเรียนรู้ คุณจะพบว่าโลกมันกว้างกว่าที่คุณคิด อายุเลขห้าไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ คบกับเด็กรุ่นใหม่บ้าง จะได้เข้าใจสังคมปัจจุบันมากขึ้น และลดปัญหาช่องว่างระหว่างวัย

ขอบพระคุณแหล่งที่มา : ติดปีกชีวิต พิชิตความสำเร็จ

หัดรักตัวเองให้ได้ก่อน “แล้วจะรักคนอื่นเป็น…”

คนที่สำคัญที่สุด

คนที่เข้าใจเรามากที่สุด

คนที่สุขกับเรามากที่สุด

คนที่ทุกข์กับเรามากที่สุด

คนที่อยู่กับเราไปจนจากไป

คนคนนั้น….ไม่ใช่ใคร

คนคนนั้น คือ ตัวเราเอง

ไม่มีใครอยู่เคียงข้าง

ไม่มีใครมองเห็น

ไม่มีใครเข้าใจ

ไม่มีใครมารักมาชอบ

ไม่มีใครคอยปลอบ

ไม่เป็นไร

อะไรมากระทบก็ไม่เป็นไร

หัดที่จะให้กำลังใจตัวเองให้เป็น

หัวใจไม่จนมุม….รักตัวเองให้เป็น !!

1. เรียนรู้จากอดีต

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือร้าย มันก็คือส่วนหนึ่งของเส้นทางชีวิตที่ผ่านพ้นไปแล้ว คิดเสียว่า ถ้าไม่มีวันวาน จะมีวันนี้ได้อย่างไร

2. ทำในสิ่งที่รักและชอบ 

หากมีเรื่องที่รักที่ชอบและอยากทำมากมายในชีวิตนี้ แต่ไม่สามารถทำได้หมด ก็เลือกทำในเรื่องที่ทำให้รู้สึกเป็นสุขทุกครั้งที่ได้ลงมือกระทำ หรือแม้เพียงนึกถึงก็เกิดแรงบันดาลใจ หัวใจเต้นรัวอย่างเป็นสุข

3. ปรับเปลี่ยนความคิด 

โมโห ตกใจ น้อยใจ อย่าเศร้า…ชีวิตอับเฉา ต้องปรับเปลี่ยนความคิด เชื่อมั่นในตัวเอง กระตือรือร้นที่จะค้นหาสิ่งดีๆให้ตัวเอง เพราะถ้าไม่ทำ ก็คงไม่มีใครทำให้ได้ ดังนั้น เปลี่ยนความคิดที่มีต่อตัวเองแล้วเรื่องดีๆอีกมากมายก็จะเกิดขึ้นตามมา

4. อยู่กับปัจจุบัน 

เราไม่จำเป็นต้องวิ่งไปในอนาคต เพื่อแสวงหาความสุข เพียงแต่นำกายและใจมาดำรงอยู่ด้วยกันอย่างตั้งมั่น ก็จะสามารถสัมผัสกับความสุขที่มีมากเพียงพออยู่แล้ว

5. ก้าวข้ามเรื่องผิดพลาด

ไม่มีใครบนโลกนี้ที่ไม่เคยทำผิดมาก่อน ข้อสำคัญเมื่อทำผิด ให้เรียนรู้ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น และก้าวข้ามเพื่อเดินหน้าต่อไป

6. ทำกิจกรรมใหม่ๆ

ไม่มีใครแก่เกินที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เปิดตัวเองรับประสบการณ์ใหม่ๆ เช่น การเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ไปยังสถานที่ที่ไม่เคยไป ทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน เป็นต้น

7. ฟังเสียงสัญชาตญาณ 

การรักตัวเองนั้น จำเป็นต้องมีศรัทธาในตัวเอง ต้องเชื่อใจตัวเอง แม้ว่ามันไม่ง่ายเสมอไปที่จะหยุดฟังความคิดเห็นของตัวเอง แต่ต้องฟัง

8. ดูแลกายใจให้สมบูรณ์ 

ดูแลสุขภาพกาย ด้วยการทานอาหารที่มีประโยชน์ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายเป็นประจำ คิดบวกเข้าไว้ มองโลกในแง่ดี ทำสมาธิ และศึกษาธรรมะ จะช่วยให้เกิดความสงบในจิตใจ มีพลังจิตที่ดีพร้อมในการดำเนินชีวิต

9. ชื่นชมตัวเอง

ไม่ต้องรอให้คนอื่นชื่นชม อาจผิดหวังได้ หัดเห็นคุณค่า ชื่นชมตัวเองก็ไม่ผิดอะไร

10. ปลดปล่อยอารมณ์บ้าง 

อย่าเก็บกดเพราะการแสดงอารมณ์ที่แท้จริงจะช่วยให้ทุกข์เบาบางลง ดังนั้น เมื่อรู้สึกเศร้า เสียใจ เจ็บปวด กลัว ระบายมันออกมา จะด้วยด้วยการเขียน พูด ร้องไห้ ก็ทำไปเพื่อทำให้ความรู้สึกดีขึ้น

รักตัวเองเป็น กุญแจดอกแรกที่จะพาเราเข้าใกล้ความสุข คนที่รักตัวเอง คือ คนที่รักคนอื่นเป็น !!

ให้คิดเท่าที่จำเป็น

ไม่จำเป็นก็อย่าคิด

.. ปัญหาคือ เรามักไม่รู้ว่าอะไรไม่จำเป็นต่อการคิด

บ่อยครั้งเรามักเผลอเอาสายตาของคนอื่น

มาเป็นเครื่องวัดคุณค่าของเรา

ข้อคิดดีๆ รักตัวเอง รักให้เป็น

เรียนรู้..

เรียนรู้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์

ปฏิเสธสิ่งที่ใช้งานไม่ได้

และเติมเต็มในสิ่งที่เราเป็น

พยายาม..

อย่าพยายามเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ

แต่จงพยายามเป็นคนที่มีคุณค่า

ความสุขคืออะไร…

ความสุขคือ ความรู้สึกที่ทำให้พลังเพิ่มขึ้น

และเอาชนะแรงต้านทานได้

ความสุขเป็นพลังอย่างหนึ่งที่กระจายไปทั่วโลก

อาศัยอยู่ในที่ที่คุณต้องการ

ทำงานที่คุณรัก

มีความรักกับคนที่คุณเลือก

ใช้เวลาทำในสิ่งที่ต้องการ

ผ่านไปได้..

ไม่มีอะไรที่มันจะผ่านไปไม่ได้

มีแต่สิ่งที่ไม่อาจย้อนกลับไปใหม่ได้

ไม่ว่าวันนี้คุณจะพบเจอกับสิ่งใด เรื่องอะไร

คนรอบข้างที่หลากหลายอารมณ์เช่นไร

เวลาที่เหมาะที่ควร…

สิ่งต่างๆ เรื่องราวต่างๆ

ผู้คนต่างๆ อาจทำร้ายคุณ

ขอเพียงแค่คุณอย่าทำร้ายตัวเอง

ถึงเวลากิน ให้กิน

ถึงเวลาพัก ให้พัก

ถึงเวลานอน ให้นอน

เมื่อผ่านวันนี้ไป

พรุ่งนี้ก็คือวันใหม่…

ยอมรับในสิ่งที่เป็นอยู่

เลิกเปรียบเทียบกับคนรอบข้าง

เชื่อในตัวเอง กอดตัวเอง ยิ้มให้ตัวเอง

ทุกคนมีดี..

คนอื่นทำได้ เราก็ทำได้สิ

มาจากไหนไม่สำคัญ สำคัญก็คือเราจะไปที่ไหนต่างหาก

มันมีกฏอยู่ข้อหนึ่ง

คือ เรามักจะถูกล้อมรอบด้วย คนที่คล้ายเรา

คนที่ต่างจากเรา เขาจะไม่ชอบเรา

ดังนั้น มันก็ไม่มีเหตุผล

ที่ต้องทำให้คนที่ต่างจากเรามาชอบเรา

เป็นตัวของตัวเองดีที่สุด

เปลี่ยน..

เราไม่อาจเปลี่ยนใครได้
แต่เราอาจเป็นเหตุผลให้เขาเปลี่ยนตัวเองได้

คุณค่า..

หากไม่เห็นคุณค่าสิ่งที่เรามีในวันนี้

คิดหรือว่าตอนที่เรามีมากกว่านี้เราจะมีความสุข

สำหรับบางคน ชีวิตคือการมองไปข้างหน้า

ต้องดีกว่านี้ ต้องเก่งกว่านี้ ต้องทำให้ได้มากว่านี้

เมื่อดวงตาจับจ้องเพียงยอดเขาอันสูงส่ง

จึงอดชื่นชมดอกไม้ที่ขึ้นอยู่ริมทาง

ชอบ?

เวลาคบใครอย่าดูแค่ว่าเราชอบเขาไหม

แต่ให้ดูว่าเราชอบตัวเองไหมเวลาอยู่กับเขา

สองวิธี

มีสองวิธีที่ทำให้ล้มเหลว

ไม่ฟังใครเลย

กับ.. ฟังทุกคน

ชีวิต..

จำเป็นต้องมีบางช่วงเวลา

ที่ลดจังหวะลง

หาเวลาสงบ..

มาฟังเสียงดอกไม้บาน

มามองวินาทีที่ใบไม้ผลิ

แล้วบอกกับตัวเองว่า

การมีชีวิตอยู่..

ช่างดีนัก

คิดแต่เรื่องดีๆ

มีบางสิ่งบางอย่างที่กำหนดล่วงหน้าไม่ได้

คิดแตเรื่องดี ๆ เพื่อให้เกิดกําลังใจ

การบ้านชีวิตในวันนี้

ทำให้เรียบร้อยสมบูรณ์ก่อน

วันนี้ดี ก็ดีพอแล้ว

พรุ่งนี้ก็ค่อยว่ากัน

ค้นพบ ชีวิต..

มันอาจยาก ที่จะค้นพบว่า

อะไรคือเรา หรือ เป้าหมายของชีวิตเรา

วิธีที่ช่วยได้ คือ

เอาสิ่งที่เรามีทั้งหมด มากองรวมกัน

แล้วค่อยๆ โยนสิ่งที่ไม่ใช่ที่สุดทิ้งออกไป

ทีละอัน ทีละอัน

จนเหลือชิ้นสุดท้าย

ที่อาจจะยังไม่ใช่

แต่มันก็คือ ดีที่สุดที่เรามี

จงเลือกมันไว้ก่อน

แล้วพอใจว่า

ดีกว่าไม่มีอะไรเลย

อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าเรารักใคร

ทั้งที่ยังไม่รู้จักคน ๆ นั้นดีพอ

เพราะเมื่อผูกพันไปแล้ว

มันก็เป็นการทั้งผูกและพันกับสิ่งที่เราไม่ได้รัก

ทั้งรู้ว่าไม่ใช่ แต่ตัดใจออกห่างไม่ได้

ผูกพันกับทุกข์

ไม่ใช่ความรัก

เหตุเกิดจากความรัก

ขอขอบพระคุณที่มา: love.campus-star

ชายผู้ยากจน ถามพระพุทธเจ้าว่า เหตุใดข้าจึงยากจนยิ่งนัก อ่านเถอะคุ้มค่าจริงๆ

วันนี้เรามีเรื่องราวคติธรรมสอนใจมาฝากกัน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในสมัยพุทธกาล ชายยากไร้ได้ตั้งคำถามทูลถามสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า…“เหตุใดข้าจึงยากจนยิ่งนัก” พระพุทธองค์จะทรงตอบว่าอย่างไร ติดตามอ่านกันค่ะ

กาลครั้งหนึ่ง มีขอทานคนหนึ่งออกขอทานทุกวัน เขาอยากจะมีชีวิตเหมือนคนปกติ เพราะฉะนั้น เขาจึงมักจะขอทานเสบียงกรังและตุนไว้ แต่ว่าเขากักตุนเสบียงมาหลายปี ยุ้งฉางของเขาก็มีเพียงข้าวสารนิดหน่อย เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเป็นเช่นนั้น เขาจึงตัดสินใจค้นหาสาเหตุ

คืนวันหนึ่ง เขาแอบอยู่มุมหนึ่งของบ้านและจ้องไปที่เสบียง ในที่สุด เขาเห็นหนูตัวใหญ่มาขโมยกินเสบียงของเขา เขาโกรธมาก ตะโกนไปที่เจ้าหนูว่า “บ้านคนรวยมีอาหารเยอะแยะ แกทำไมไม่ไปกินทำไมเจาะจงมากินอาหารข้าที่กักตุนมาด้วยความลำบาก” เจ้าหนูพูดขึ้นว่า “ชะตาของเจ้ามีข้าวสารได้แค่8ส่วน เดินให้ทั่วหล้า ก็ไม่สามารถมีข้าวได้ครบถัง” ขอทานถามเจ้าหนู “ทำไมเป็นเช่นนั้น” เจ้าหนูตอบว่า “ข้าก็ไม่รู้ เจ้าไปถามพระพุทธองค์สิ

ขอทานจึงตัดสินใจ เดินทางไปทางทิศตะวันตกเพื่อถามพระพุทธองค์ ว่าเหตุผลอันใดถึงมีชะตาชีวิตเช่นนี้

เจ้าขอทานก็ออกเดินทาง เขาขอทานระหว่างทาง เดินทางไปไกลมาก วันหนึ่ง เขาเดินจนฟ้ามืดถึงจะพบบ้านคนหลังหนึ่ง รีบไปเคาะประตู มีพ่อบ้านเดินออกมาถามว่ามีเรื่องอะไร เขาบอกขอข้าวกินหน่อย พอดีเศรษฐีเจ้าของบ้านออกมาเห็นเข้า เลยถามขอทานว่า มืดอย่างนี้แล้วทำไมยังเดินทางอยู่อีก ขอทานจึงเล่าชะตาชีวิตให้เศรษฐีฟัง

บอกว่าจะไปถามเหตุผลกับพระพุทธองค์ เศรษฐีได้ยินดังนั้น รีบเชิญขอทานเข้าไปนั่งในบ้าน ให้เสบียงกรังและเงินกับเขาจำนวนหนึ่ง ขอทานถามว่าทำไมทำเช่นนั้น เศรษฐีจึงเล่าเหตุผลให้ฟังว่า ลูกสาวข้าอายุ16แล้ว ยังพูดไม่ได้ ขอร้องให้เจ้าช่วยถามเหตุผลกับพระพุทธองค์ด้วย

เศรษฐีเคยสาบานว่าใครก็ตามที่ทำให้ลูกสาวพูดได้ เขาก็จะให้ลูกสาวแต่งงานกับคนนั้น ขอทานได้ฟังเช่นนั้น คิดว่าไหนๆก็จะไปหาพระพุทธองค์อยู่แล้ว เราก็ถือโอกาสช่วยถามให้เขาก็ได้ ขอทานจึงรับปากจะถามให้

ขอทานเดินทางต่อไปผ่านภูเขาลูกแล้วลูกเล่า เดินถึงเขาลูกหนึ่ง เห็นวัดแห่งหนึ่งตั้งอยู่ ก็เลยเข้าไปขอน้ำดื่ม เห็นพระแก่รูปหนึ่งถือไม้เท้าดีบุก ท่าทางแก่มาก แต่ดูกระฉับกระเฉง พระชราให้น้ำเขาดื่มและบอกให้เขาพักผ่อนสักครู่ แล้วถามเขาว่าจะไปไหน ขอทานบอกจุดหมายที่จะไป พระชรารีบจับมือขอทานไว้และพูดว่า ขอร้องเจ้าต้องช่วยถามพระพุทธองค์ให้หน่อย ข้าเข้าฌานฝึกฝนมา 500 กว่าปีแล้ว ตามหลักควรจะขึ้นสวรรค์แล้ว ทำไมยังบินขึ้นไปไม่ได้ ขอทานก็เลยรับปากพระชรา

เดินไปข้างหน้า ผ่านหนทางทั้งห้วยหนองคลองบึง ขอทานมาถึงริมแม่น้ำสายหนึ่ง ในแม่น้ำไม่มีเรือสักลำ ขอทานร้อนรนใจ จะทำอย่างไรดี จะข้ามไปยังไง ขอทานร้องไห้และพูดว่า หรือว่าชีวิตข้าจะต้องลำบากเช่นนี้หรือ ทันใดนั้น เต่ายักษ์แก่ตัวหนึ่งโผล่ขึ้นเหนือน้ำ เต่าแก่พูดภาษาคนได้ ถามขอทานว่ามาร้องไห้ที่นี่ทำไม ขอทานเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง เต่าแก่พูดกับเขาว่า ข้าได้เข้าฌานปฏิบัติตนมา 1000 ปีแล้ว ตามหลักน่าจะกลายเป็นมังกรบินไปแล้ว ทำไมยังเป็นแค่เต่าแก่ๆตัวหนึ่ง ถ้าเจ้าไปพบพระพุทธองค์ช่วยถามให้ข้าด้วย ข้าจะให้เจ้าขี่ข้ามแม่น้ำไปฝั่งตรงข้าม ขอทานรับปากด้วยความดีใจ

ขอทานเดินไปจำไม่ได้ว่าอีกกี่วัน แต่ก็หาพระพุทธองค์ไม่เจอ คิดในใจว่าพระพุทธองค์อยู่ไหนนะ แดนสุขาวดีน่าจะถึงแล้ว ขอทานเสียใจมาก เลยผลอยหลับไปแบบงุนงง

ทันใดนั้นพระพุทธองค์ปรากฏองค์ขึ้น ขอทานดีใจมาก พระพุทธองค์ถามขอทานว่า เจ้ามาไกลขนาดนี้ น่าจะมีคำถามอะไรที่สำคัญมากใช่ไหม ใช่เจ้าค่ะ ข้าน้อยจะถามคำถามหลายคำถาม หวังว่าท่านจะอธิบายให้ข้าน้อยเข้าใจได้ พระพุทธองค์ตอบว่า ได้สิ แต่มีเงื่อนไขหนึ่งนะเจ้าถามได้สูงสุดแค่ 3 คำถามเท่านั้น เพราะว่าไม่เคยมีใครถามเกิน 3 คำถามมาก่อน ขอทานตอบตกลง คิดในใจว่า ข้าจะถามคำถามไหนดีขอทานรู้สึกว่าคำถามของตนเองช่างไม่มีความสำคัญเลย

เต่าแก่เข้าฌานมา1000ปีแล้ว ไม่ใช่เรื่องง่าย คำถามเขาน่าจะลองถามดู

พระชราปฏิบัติมา500ปี ก็ลำบากมาก คำถามเขาก็น่าจะถามดู

ลูกสาวเศรษฐีช่างน่าสงสารนัก พูดไม่ได้แล้วจะแต่งงานได้ยังไง

คำถามของเขาก็น่าจะถามดู และแล้วขอทานจึงไม่ลังเลที่จะถามคำถามที่1

พระพุทธองค์ตอบเขาว่า เต่าแก่ไม่ยอมสละกระดองของมัน ก็เลยไม่สามารถกลายเป็นมังกรได้ ในกระดองของเต่ามีไข่มุกราตรีอยู่24เม็ด ถ้ามันยอมสละกระดอง มันก็จะกลายเป็นมังกรได้

คำถามที่2 ท่านตอบว่า พระชราถือไม้เท้าวิเศษทั้งวัน ในใจพะวงแต่ไม้เท้าว่าเป็นของวิเศษ ใช้ไม้เท้าเคาะบนพื้น1ที บนพื้นก็จะกลายเป็นธารน้ำใส ถ้าหากพระชรายอมโยนไม้เท้าทิ้ง เขาก็จะขึ้นสวรรค์ได้แล้ว

ขอทานดีใจมาก จึงถามคำถามที่3 ท่านตอบว่า ถ้าเด็กสาวได้พบคนที่เธอรัก เธอก็จะพูดได้เอง และทันใดนั้นพระพุทธองค์ก็หายไป?

ขอทานรู้สึกว่า ปัญหาของตัวเองไม่มีอะไรสำคัญ กลับไปขอทานตามเดิมดีกว่า แล้วจึงรีบเดินทางกลับ ขอทานกลับมาถึงริมแม่น้ำ เต่าแก่คำนวนว่าขอทานน่าจะมาถึงแล้ว จึงรีบถามว่าพระพุทธองค์ตรัสว่ายังไง ขอทานพูดว่า เจ้าพาข้าข้ามแม่น้ำไปก่อน ข้าจะเล่าให้ฟัง เต่าพาขอทานข้ามแม่น้ำไป ขอทานเล่าสาเหตุให้ฟัง เต่าฟังแล้วเข้าใจทันที จึงถอดกระดองออกยกให้ขอทานและพูดว่า ในนี้มีไข่มุกราตรี24เม็ด เป็นของที่หาค่ามิได้ สำหรับข้าไม่มีประโยชน์แล้ว ข้าขอยกให้เจ้า เต่าแก่จึงกลายเป็นมังกร บินหายไป

ขอทานเอาไข่มุกราตรี24เม็ด รีบเดินทางกลับมาถึงบนเขาพบกับพระชรา พระชรารีบถามว่าพระพุทธองค์ท่านตรัสว่าอย่างไร ขอทานเล่าสาเหตุให้ฟัง พระชราได้ฟังดีใจมาก จึงมอบไม้เท้าวิเศษให้แก่ขอทาน พระชราจึงขี่เมฆบินขึ้นท้องฟ้าหายไป

ขอทานเดินทางมาถึงหน้าบ้านเศรษฐี ทันใดนั้น มีหญิงสาววิ่งออกมาและตะโกนเสียงดังว่า คนที่ไปถามพระพุทธองค์กลับมาแล้ว เศรษฐีก็วิ่งออกมา เขาตกใจมากที่อยู่ๆลูกสาวเขาพูดได้ ขอทานถ่ายทอดคำตรัสพระพุทธองค์ เศรษฐีดีใจมาก จึงให้ลูกสาวแต่งงานกับขอทาน

ความรักที่ให้ออกไป ความรักก็จะย้อนกลับคืนมา

ความสุขที่ให้ออกไป ความสุขก็จะย้อนกลับคืนมา

คิดเผื่อคนอื่น ย่อมจะต้องมีคนคิดถึงคุณ

นี่คือเหตุและผล นี่คือกฏเกณฑ์

เมื่อท่านอ่านบทความนี้จบ ท่านมี2ทางเลือก

1. ท่านเผยแพร่ออกไปเต็มความสามารถ ทำให้โลกนี้มีความรักเพิ่มขึ้น

2. ท่านสามารถไม่สนใจ เสมือนหนึ่งท่านไม่เคยเห็นมันเลย

การแบ่งปันเล็กๆของท่าน อาจสามารถส่องสว่างให้แก่ชีวิตคนมากมาย คนมีความฝันจึงทำให้ยิ่งใหญ่ การกระทำยิ่งทำให้ประสบความสำเร็จ การเรียนรู้ของท่านทำให้ท่านเปลี่ยนแปลง

ขอให้ท่านกระจายความรักของท่านจะช่วยให้คนส่วนมากเติบใหญ่ขึ้น

ขอบคุณการสนับสนุนของท่าน ข้าพเจ้าได้เลือกทำข้อที่1แล้ว

อาตมาไม่ได้ใช้เงินมาเป็นเวลา 25 ปีแล้ว “พระอาจารย์อมโร” ศิษย์หลวงปู่ชา หนุ่มฮิปปี้อังกฤษ สู่ทางสายกลาง ที่น่าเลื่อมใส !

ศิษย์หลวงปู่ชา “พระอาจารย์อมโร” จากวิถีฮิปปี้หนุ่มอังกฤษ สู่เส้นทางของสมณเพศที่น่าเลื่อมใส “อาตมาไม่ได้ใช้เงินมาเป็นเวลา 25 ปีแล้ว อาตมาอยู่ด้วยของที่มีคนนำมาถวายเท่านั้น อาตมาไม่ไปตามที่ต่างๆ นอกจากมีผู้นิมนต์ไปเท่านั้น”

พระอาจารย์อมโร ศิษย์หลวงปู่ชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี

ปัจจุบัน เป็นเจ้าอาวาสวัดอมราวดี (สาขาวัดหนองป่าพง) กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ชีวิตของเจเรมี ฮอร์เนอร์ เปรียบเสมือนเม็ดบัวที่ก่อกำเนิดและบ่มเพาะตัวอยู่ที่ท่ามกลางความหนาวเหน็บของประเทศอังกฤษ แต่เพราะสภาพแวดล้อมไม่พร้อมให้ผลิบาน เจเรมีผู้ตั้งคำถามถึงปรัชญาศาสนาและอิสรภาพแห่งชีวิต จึงเป็นได้เพียงฮิปปี้หนุ่มผมยาว ดื่มเหล้าเคล้ากัญชาไปวันๆ ก่อนที่จะตกเป็นอาหารปลาและเต่า โชคดีที่วันหนึ่งเมล็ดบัวถูกพัดพามาตกลง ณ วัดป่านานาชาติ เมล็ดบัวเริ่มแทงยอด แตกใบอ่อน ก่อนจะผลิบานเป็นดอกบัวงาม ณ แดนไกลในวันนี้

ก่อนจะมาเป็นพระอาจารย์อมโร ภิกขุ ชื่อเดิมของท่านคือ เจเรมี ชาร์ลส์ จูเลียน ฮอร์เนอร์

ตอนเด็กท่านต้องทำวัตรแบบคริสต์และท่องคำสอนจากคัมภีร์ไบเบิ้ลที่โรงเรียนทุกวัน พอท่านอายุ 6-7 ขวบก็เริ่มสงสัยว่าจริงหรือเปล่าที่ถ้าเชื่อพระเยซู ใจจะบริสุทธิ์ แล้วทุกสิ่งจะดีเอง บาทหลวงก็สอนให้ท่านอ้อนวอนแล้วพระเจ้าจะประทานให้ทุกสิ่ง ท่านดีใจมากในวันคริสต์มาสท่านอยากได้รถดับเพลิงจึงสวดขอพระเจ้า แต่ไม่ได้ ท่านจึงสงสัยหรือพระเจ้าจะไม่มีจริง มีบทสวดอยู่บทหนึ่งขึ้นต้นว่า “i believe in god ฉันเชื่อในพระเจ้า” ท่านจึงถามบาทหลวงว่า ถ้าเราไม่เชื่อแต่สวดว่าเชื่อ ถือว่าโกหกจริงไหม นั่นเป็นคำถามของท่านที่มีความหมายต่อท่านมากในตอนนั้น แต่บาทหลวงกลับตอบว่า “Don’t be cheeky อย่าลามปาม” และท่านถูกมองว่าท่านกลายเป็นเด็กมีปัญหา ทั้งที่นั้นเป็นคำถามสำคัญ แต่ถูกปัดทิ้ง ศรัทธาจึงเสียไปในครั้งนั้น

ท่านเล่าให้ฟังว่า “ตอนเด็กๆ อาตมาคิดว่าหัวใจของพระเจ้าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด อาตมาก็ไม่ทราบว่าคืออะไร หลายศาสนามักอธิบายว่าพระเจ้าเป็นคน เป็น super person แต่อาตมารู้สึกอยู่ลึกๆว่าพระเจ้าเป็น something ไม่ใช่ someone ตอนนั้นคิดว่าปรมัตถธรรมนั้นมีแน่และสำคัญมาก แต่ไม่ใช่เป็นพระเจ้าที่เป็นบุคคลแบบในคัมภีร์ พระเจ้าไม่ได้เป็นผู้ชายอายุมาก ไม่ใช่คนตั้งกฎเกณฑ์ข้อปฏิบัติต่างๆ แต่จริงๆแล้วพระเจ้าเป็นอย่างไร อาตมาไม่รู้และเมื่อไม่รู้ อาตมาอยากรู้ อยากจะถาม อยากจะเข้าใจ อยากจะเห็นสัจธรรมของชีวิต อยากเห็นปรมัตถธรรม แต่ตอนนั้นอาตมายังเด็กและยังไม่รู้หนทางที่จะพิจารณาให้เห็นความจริง”

ยุคของท่านเป็นยุคฮิปปี้ หนุ่มสาวในยุคนั้นส่วนใหญ่มีการคิดอิสระ (free thinking) คือ จะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่าง ปลดปล่อยตัวเองออกจากกฎหมาย กฎเกณฑ์ของสังคม และกฎระเบียบของครอบครัว

ตอนนั้นท่านก็เป็นฮิปปี้คนหนึ่ง เพราะชอบแนวคิด ชอบชีวิตไม่มีกฎ ไว้ผมยาวเฟี้อย ดื่มเหล้า สูบกัญชา ท่านอาจารย์อมโรเล่าถึงพวกฮิปปี้ให้ฟังว่า”พวกนี้ข้างนอกดูว่าอิสระเต็มที่ แต่ข้างในไม่ใช่เลย ฮิปปี้ไม่เคยเป็นอิสระ จากเหล้า ยาเสพติด และเซ็ก แถมยังยึดติดในความคิดของตัวเองอีกด้วย”

ต่อมาท่านสงสัยว่าจิตใจของเราทำงานอย่างไร อยากมีความสงบความสบายใจ ท่านจึงเลือกศึกษาจิตวิทยา(psychology)และสรีรวิทยา(physiology) ที่ University of London แต่พอท่านเรียนๆไปก็เห็นว่าต่อให้ศึกษาจนเป็นศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา จิตใจก็ยังสับสนและเป็นทุกข์อยู่ดี เลยคิดว่าจิตวิทยาไม่สามารถช่วยให้ใจสงบ เรียนต่อไปก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่ท่านต้องการแสวงหาความสงบ ก็เพราะจิตท่านมันไม่สงบเอามากๆ มีห่วงมาก กลัวมาก รู้สึกไม่มั่นคง กังวลไปซะทุกอย่าง

ภายนอกไม่มีอะไร ครอบครัวท่านดีมาก บ้านท่านมีสวนดอกไม้ตรงประตูบ้านเหมือนสวรรค์ พ่อแม่มีเงินพอใช้ โรงเรียนก็ดี สังคมก็ดี ภายนอกจึงไม่มีอะไรให้ห่วงแต่ท่านกลับรู้สึกหน่วงๆอยู่ภายใน นี่คือเหตุผลที่ท่านอยากเข้าใจจิตใจนี้ เพราะสงสัยทำไมจึงเป็นทุกข์ ทั้งที่ทุกอย่างก็มีพร้อมหมด

แม้จะมีความสุข แต่มันสั้นๆ ดื่มสุราหรือสูบกัญชาก็มีความสุขแต่มันไม่นานและไม่เคยเต็ม ท่านเรียนดี เรียนจบก่อนเพื่อนท่านสองปี ได้เกียรตินิยมอันดับสอง เป็นนักกีฬาได้รางวัลมากมายเพียบพร้อมไปหมด แต่ข้างในกลวง ..have a hole in a heart.. ไม่พอ ไม่เคยพอใจ ยากที่จะเข้าใจ

“พี่สาวอาตมาเป็นคนเรียบร้อย แต่อาตมาเป็นคนสุดโต่ง เรียกว่าคนอื่นทำ100 อาตมาทำ120 ถ้าลงมือทำอะไร อาตมาก็จะเป็นมากกว่าคนอื่น ตอนแรกอาตมาดื่มสุราหรือสูบกัญชาเพื่อจะมีความสุข ปาร์ตี้สนุกไปเรื่อย ต่อมาก็ดื่มและสูบเพื่อปิดประตูความรู้สึก หยุดคิด จะได้ลืมอะไรๆไปให้หมดโชคดีที่ วันหนึ่งได้เห็นว่า ถ้าใช้ชีวิตอย่างนี้คงจากไปก่อนอายุยี่สิบห้า ถ้าไม่เปลี่ยนเส้นทางอายุคงจะสั้น“

ในช่วงที่ท่านเป็นนักศึกษา ได้มีโอกาสฟังบรรยายของ เทรเวอร์ สเตนคอฟ ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของ รูดอล์ฟ สไตเนอร์ (Rudolf Steiner) อีกที เทรเวอร์อธิบายเรื่องกรรมและการอบรมจิตได้น่าสนใจมาก และเหมือนเขาจะมีฌานหยั่งรู้และเข้าใจคน วันหนึ่งเขาบอกแก่ท่านว่า”ผมไม่รู้ว่านี่คือข่าวดีหรือข่าวร้าย แต่คุณไม่มีทางพบความสุขในชีวิตทางโลกได้หรอก” และ”ชะตาชีวิตของเธออยู่ที่ตอนเหนือของอินเดีย”พูดจบเขาก็ไม่อธิบายอะไรอีก ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญกับชีวิตของท่านมาก

ซึ่งคงจะจริงเพราะที่ผ่านมาท่านไม่สนใจความสำเร็จทางโลกเลย แม้ตอนเรียนจะมีโอกาสทำปริญญาโทและเอก เมื่อเรียนจบแล้วก็สามารถเข้าทำงานในธุรกิจ จิเวลลี่ของพ่อทูนหัวได้เลย นอกจากนี้ท่านยังเขียนหนังสือและแสดงละครเรียกว่ามีช่องทางให้เลือกในชีวิตมากมาย ประตูหลายบานต่างเปิดรับ แต่สุดท้ายท่านกลับไม่ชอบไม่สนใจ ไม่เอาอะไรกับเส้นทางโลกเลย และท่านชอบอ่านวรรณคดีเกี่ยวกับจิตวิญญาณอยู่แล้ว เช่นปรัชญาอินเดีย จีน จึงพอเข้าใจว่าปรัชญาทางตะวันออกเป็นวิถีชีวิตที่เรียบง่ายและใกล้ชิดธรรมชาติ เมื่อทั้งสองเหตุมารวมกันท่านจึงตัดสินใจจะเดินทางไปตะวันออก ลองไปแบบไม่มีจุดหมาย ดูซิว่าจะค้นพบอะไรบ้าง

และในที่สุด ท่านก็ได้มาพบเจอกับวิถีชีวิต ในร่มเงาพุทธศาสนา เป็นจุดเปลี่ยนอีกครั้งที่ท่านได้พบว่าธรรมะในพุทธศาสนา ได้เริ่มหยั่งรากลงไปในใจของท่าน


ขอบคุณแหล่งข้อมูลจาก : สาขาวัดหนองป่าพง และ พุทธธรรมกรรมฐาน ม.ราชภัฏอุบลราชธานี

“ธรรมโอสถ 10 อย่าง” สละเวลาอ่านเถิด

“ธรรมโอสถ 10 อย่าง”

1.อย่าถามหาสิ่งที่หายไป…

แต่จงพอใจในสิ่งที่มีอยู่…

2.อย่าเอาเงินเป็นตัวชี้ขาด…

แต่จงเอาความสามารถเป็นตัวชี้นำ…

3.อย่าหวังมากกว่าที่เขาให้…\

แต่จงให้มากกว่าที่เขาหวัง…

4.อย่าพูดอะไรให้ใครเสียใจ…

อย่าทำอะไรให้ใครเสียคน…

5.อย่าชักช้ารีรอ…

เวลาอาจไม่พอสำหรับอีกชีวิต…

6.อย่าเอาปกติของเขา…

มาเป็นปกติของเรา…

7.อย่าอารมณ์เสียใส่ใคร…

อย่าใส่ใจถ้าใครใส่อารมณ์…

8.อย่าลงไปเล่นกับหมู…

เพราะว่าหมูจะสนุกเราจะสกปรก…

9.อย่านึกถึงบุญคุณที่เราทำให้แก่ใคร…

แต่จงนึกถึงบุญคุณคนที่ทำให้กับเรา…

10.อย่าเพ่งกรรมของใคร…

แต่จงเพ่งที่กรรมของเรา…

ขอบพระคุณแหล่งที่มา : พล.อ.ต.ตะวัน นาครทรรพ

เพื่อนแบบนี้ไม่น่าคบ…เสียเวลาชีวิต

สัญญาณบ่งบอก 7 ลักษณะนิสัยของคนที่คุณควรหลีกเลี่ยง

ในชีวิตปัจจุบันคุณต้องพบกับผู้คนหลากหลายรูปแบบเหลือเกิน บางคนที่คุณกำลังคบกำลังสนิทด้วย แน่นอนว่าบนโ,กใบนี้อาจไม่มีคนเพอร์เฟ็กซ์ไปซะทุกด้าน แต่ถึงเวลาที่ตัวคุณต้องพิจารณาคนรอบข้างของคุณแล้วว่าเขากำลังมีนิสัยที่ไม่น่าคบดังต่อไปนี้หรือไม่

1. สนใจแต่เฉพาะเรื่องตัวเอง มักจะโผล่มาเฉพาะเวลาที่ต้องการให้คนช่วยเสร็จแล้วก็หายเข้ากลีบเมฆ

คนประเภทนี้เอาคำว่า “เพื่อน” หรือความสัมพันธ์ต่างๆมาบังหน้าไว้เท่านั้น คุณสมบัติของคนเหล่านี้ ร้อยวันพันปีหากไม่มีเรื่องอะไรที่ที่เขาต้องการความช่วยเหลือ เขาจะไม่โผล่ตัวมาหาคุณเลย ยกตัวอย่างเล็กๆเช่น เขาจะ Line จะ Facebook ทักคุณมาก็ต่อเมื่อเขากำลังมีเรื่องให้คุณช่วยเท่านั้น กลุ่มบุคคลนี้มักเป็นผู้เห็นแก่ได้ฝ่ายเดียวซะด้วยสิ และพอเขาใช้งานคุณเสร็จแล้วก็หายตัวเข้ากลีบเมฆไปอย่างรวดเร็ว บุคคลเหล่านี้ขัดกับตำราเพื่อนที่ดีที่ได้กล่าวไว้ว่าคนช่วยต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน คนประเภทนี้หากคุณสังเกตดีๆว่าเวลาคุณต้องการความช่วยเหลือขึ้นมาบ้างบางครั้งเขาอาจจะไม่ปรากฏตัวเลยก็เป็นได้นะ

2. ทำตัวเป็น “งูเห่า” เลี้ยงไม่เชื่อง

สมัยเด็กคุณคงเคยได้ยินนิทานก่อนนอนเรื่อง “ชาวนากับงูเห่า” มาบ้างแล้ว บางทีคุณไม่ได้โง่หรอกที่เมื่อเพิ่งรู้จักกันระยะแรกคุณมองไม่ออกว่าคนรอบตัวคุณใครคือ “งูเห่า” ด้วยความที่คุณเป็นคนดีคุณก็เมตตาคนประเภทนี้ไปเรื่อยๆ แต่คนประเภทนี้นอกจากเขาอาจจะไม่ได้ตอบแทนคุณด้วยการขอบคุณหือความรู้สึกที่ดีต่อคุณ เขายังไปฉกกัดคุณ มีความริษยาในดวงใจ จ้องจะทำร้ายคุณเป็นผลตอบแทน

3. ทำตัวเป็น “นกสองหัว” ปากอย่างใจอย่างหรือต่อหน้าอย่างลับหลังอย่าง

สำหรับบุคคลเหล่านี้แล้ว ต่อหน้าเขาคุณจะเปรียบเป็นเทพบุตรผู้ไร้ราคี เขาจะไม่มีวันเอาข้อเสียหรือสิ่งที่เขาไม่พอใจมาพูดให้คุณได้ฟังต่อหน้าเป็นแน่ แต่อย่าได้เผลอเลยคนคนเดียวกันนี่เองลับหลังคุณเขาได้เอาคุณไปพูดไปนินทาไปพูดกระแนะกระแหนไปกุเรื่องเป็นสิบเป็นร้อยเรื่อง จนกลายเป็นอีกเรื่องที่คุณอาจไม่คิดมาก่อนก็ได้

4. กอบโกยผลประโยชน์อยู่ฝ่ายเดียว จ้องเอารัดเอาเปรียบไม่มีที่สิ้นสุด

บุคคลประเภทนี้มักจะแอบแฝงมาในรูปแบบเพื่อนหรือคนสนิทต่างๆเข้ามาหาคุณ ใครจะไปรู้ว่าแท้จริงแล้วเหตุผลที่เขาเข้าหาคุณนั้นเพียงเพื่อจะมาเอาผลประโยชน์จากคุณเท่านั้นซึ่งอาจจะเป็นทรัพย์สินที่คุณมีอยู่ อาจจะเป็นแรงกาย หรือทรัพย์สินทางสติปัญญาของคุณเพื่อโอนเข้าทางประโยชน์ของเขา มันเป็นเรื่องปกติมากที่คนเราทุกคนเกิดมาอย่าง “น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า” ความหมายคือคนเราต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกัน ย้ำอีกที “ซึ่งกันและกัน” แต่บุคคลนี้กลับใช้คตินี้ตีความผิดไปหรือไม่ก็ตีความไม่ครบ เขากลับเห็นแต่ประโยชน์ที่คุณจะสามารถให้เขาได้ ใช้เล่ห์กลเพื่อเอารัดเอาเปรียบคุณสารพัดรูปแบบ สำคัญแต่ตัวจะรับไม่คำนึงถึงการให้ โดยเบื้องลึกของจิตใจคนเหล่านี้บางคนไม่ได้คิดแม้แต่จะหาทางตอบแทนคุณอย่างใด

5. ไม่มีความ “เสมอภาค” ในมิตรภาพ ไม่เห็นความสำคัญของอีกฝ่าย

คุณอาจสงสัยว่าหมายถึงบุคคลประเภทนี้ใดกัน บุคคลประเภทนี้ก็หมายถึงบุคคลที่ชอบทำอะไรที่ไม่เป็นธรรม ตัวอย่างก็เช่นเวลาใดที่บุคคลเหล่านี้มีเรื่องทุกข์ใจอยากแชร์ก็ไปหาคุณได้ตลอดเวลา แต่พอคุณมีเรื่องต้องการคนปรับทุกข์บ้างคุณกลับไม่สามารถไปหาคนคนนี้ได้เนื่องจากเขากลับไม่ได้รับฟัง หรือ เขาอาจเรียกร้องน้ำใจของคุณอยู่ฝ่ายเดียวเช่น ช่วยงานให้เขาหรือให้คุณช่วยอะไรเขาจิปาถะ แต่เมื่อถึงทีของคุณบ้างคุณกลับไม่ได้รับน้ำใจนั้นกลับคืนมา เรื่องนี้ดูเผินๆอาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่มันมีความหมายว่าแท้จริงแล้วเขาไม่ได้มองเห็นความสำคัญในตัวคุณมากที่คุณคิด

6. เป็นนักกุเรื่อง ชีวิตไม่อยู่บนฐานความเป็นจริง

บุคคลประเภทนี้มักชอบพูดเรื่องเท็จเป็นกิจจะลักษณะ ไม่สนใจว่าสิ่งที่ตนเองได้ให้ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงต่อผู้อื่นไปแล้วฝ่ายตรงข้ามจะถูกคนในสังคมมองเช่นไร บุคคลประเภทนี้มักชอบพูดจาบิดเบือนความจริง จนบางครั้งคุณก็น่าจะรู้สึกได้ด้วยตัวคุณเอง

7. เป็นมิจจาชีพในรูปแบบคนรู้จัก

บุคคลประเภทนี้อาจเข้ามาทำความรู้จักกับคุณเพราะเขาต้องการบางอย่างจากคุณแบบไม่สุจริต เขาอาจเป็นมือขโมยในคราบของเพื่อน ไม่ว่าเป็นทรัพย์สินทางตัวหรือทางปัญหา หรือไม่ก็หลอกหาผลประโยชน์ด้วยวิธีแบบเดียวกับที่มิจฉาชีพเขาทำกัน สำหรับคนประเภทนี้แล้วเมื่อคุณต้องระวังตัวเมื่อเริ่มรู้ตัวว่ามีคนประเภทนี้เข้ามาในชีวิตทางที่ดีแนะนำให้ตีตัวออกห่างไปยิ่งไกลเท่าไหร่ก็ยิ่งดี

หากคนรอบข้างของคุณหรือขอให้ถือโอกาสนี้รวมไปให้ตัวคุณเองได้พิจารณาตัวเองมีลักษณะนิสัยข้อใดที่เป็นอยู่จงรู้ไว้ว่าเป็นนิสัยที่ไม่น่าคบหา หากเปลี่ยนได้ควรตั้งใจเปลี่ยนให้ดีตั้งแต่วันนี้ดีกว่า คุณต้องอย่าลืมว่าคนที่มีนิสัยดังกล่าวเหล่านี้นั้นจงเชื่อว่าล้วนจะไม่เป็นผลดีต่อตัวของบุคคลคนนั้นเอง บุคคลอื่นอาจจะรู้ไม่ถึงในครั้งแรกๆ แต่ทุกคนล้วนแล้วแต่มี Common sense เป็นของตนเองที่จะรับรู้และพิจารณานิสัย ชีวิตของบุคคลเหล่านี้จะแสแสร้งหรือทำนิสัยด้านลบเหล่านี้ต่อคนอื่นได้กี่ครั้งกันเชียว

ขอขอบพระคุณที่มา: earnps

7 เหตุผลที่ควรนิ่งเฉย เมื่อเริ่มรู้สึกไม่พอใจ (ข้อคิดเตือนใจดีๆ ที่อยากให้อ่าน)

1.เพราะความรู้สึกก็เป็นแค่เพียง “อารมณ์ชั่ววูบ”

คนเรามักชอบปล่อยให้อารมณ์ในด้านลบๆ ที่เกิดขึ้นแค่เพียงชั่วคราว เข้ามาครอบงำตัวเองกันอยู่เสมอ ซึ่งหลายต่อหลายครั้งแล้ว ที่อารมณ์ทั้งหมดทั้งมวลเหล่านั้น ได้ย้อนกลับมาทำร้ายแม้กระทั่งความรู้สึกของตัวเอง และคนรอบข้างไปพร้อมๆ กัน

เพียงเพราะการไม่รู้จักควบคุมอารมณ์ในระดับที่ดีมากพอ รวมถึงการไม่ยอมเตือนตัวเองไว้อยู่เสมอว่า อารมณ์โกรธ ก็เป็นแค่เพียงอารมณ์ชั่ววูบ ที่เกิดขึ้นมาชั่วครั้งชั่วคราว ทางที่ดีก็จงอย่าเอาตัวเองเข้าไปเสียหายเพราะมันจะดีกว่า

2.หลีกเลี่ยงการทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ลง

หากมองเห็นแล้วว่า สถานการณ์ที่ร้อนเป็นไฟตรงหน้าเริ่มเกิดความย่ำแย่ลง จนสัมผัสได้ถึงความรู้สึกไม่พอใจที่มีอยู่ในตัวเอง ก็ควรทำใจให้เย็นมากขึ้น โดยใช้ความนิ่งเงียบที่มี เข้าสยบต่อเหตุการณ์ทั้งหมดที่กำลังเผชิญ

และหลีกเลี่ยงการพูดคุย หรือปะทะคารมกับคนอื่นๆ หากกลัวว่าจะเผลอพูดอะไรที่รุนแรงออกไป จงรอให้ใจเย็นขึ้นมากกว่านี้ก่อน แล้วถึงจะเริ่มคุยกันอย่างตรงไปตรงมาด้วยเหตุและผลที่ดีพอ

3.สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับตัวเอง

เพราะภาพลักษณ์ที่ดี ถือเป็นสิ่งจำเป็นในการใช้ชีวิตของทุกๆ สังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสังคมคนวัยทำงาน ที่มักจะต้องพบเจอกับอุปสรรคและปัญหาต่างๆ รวมถึงผู้คนมากหน้าหลายตา ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของความขัดแย้งและความใจร้อนที่อาจเกิดขึ้น

ถ้าหากสามารถควบคุมอารมณ์ตัวเอง รวมไปถึงสถานการณ์ตรงหน้าได้อย่างเหมาะสม อาจทำให้ถูกมองด้วยความชื่นชมจากสายตาของคนรอบข้างได้ว่า เป็นผู้ที่มีวุฒิภาวะมากพอ

4.ตัวช่วยในการเรียกสติ

หลายครั้งที่ความนิ่งเงียบ มักเป็นตัวช่วยที่ดีในการใช้เรียกสติกลับคืนมา เพราะเปรียบเสมือนว่า เรากำลังจมอยู่กับตัวเอง และได้ทบทวนเรื่องราวต่างๆ ภายใต้ความเงียบเหล่านั้น ซึ่งมีส่วนทำให้สามารถฉุกคิดถึงอะไรบางอย่างที่เคยมองข้ามไป

5.ทำให้กลายเป็นคนใจเย็นมากขึ้น

เมื่อได้ฝึกให้ตัวเองได้หัดใช้สติภายใต้ความนิ่งเงียบที่มีอยู่มากขึ้น ก็อาจมีส่วนทำให้เราได้กลายเป็นคนที่มีความใจเย็นอยู่ภายในตัวเองมากขึ้นด้วย

ซึ่งสิ่งสำคัญของความใจเย็นนี้ จะเป็นข้อดีที่ทำให้เราเกิดความผิดพลาดกับสิ่งต่างๆ ได้น้อยลง และช่วยลดทอนการทำให้ตัวเองและคนรอบข้างเสียความรู้สึกได้มากยิ่งขึ้นด้วย

6.เป็นเรื่องที่ทำให้เสียเวลาชีวิต

เรื่องบางเรื่องก็ถูกจัดว่า เป็นเรื่องที่ทำให้เสียเวลาชีวิตไปโดยเปล่าประโยชน์ โดยเฉพาะกับเรื่องที่มักใช้แต่อารมณ์เป็นที่ตั้ง ไร้ซึ่งเหตุผลต่างๆ ที่สมควร

ทางออกที่ดีคือ ควรมองข้ามปัญหาด้านอารมณ์เหล่านั้นไปซะ แล้วหันมาเปลี่ยนเป็นการมองหาสาเหตุ รวมไปถึงเหตุและผลที่เหมาะสม ว่าอะไรที่มีส่วนทำให้เกิดสถานการณ์แย่ๆ พวกนี้ขึ้นมาจะดีกว่า

7.ไม่ก้าวขึ้นไปสู่จุดแตกหัก

เชื่อว่าใครต่างก็คงไม่อยากสร้างความร้าวฉาน หรือจุดแตกหักระหว่างความสัมพันธ์ให้เกิดขึ้นกับใครอย่างแน่นอน

เพราะมันคงดูไม่น่าจะใช่เรื่องที่สมควรเท่าไหร่นัก ถ้าหากวันหนึ่งจะต้องเลิกรู้จักกันไป เพียงเพราะปัญหาด้านอารมณ์ที่ไม่รู้จักควบคุมตัวเอง

ขอบคุณข้อมูล share-si