11 แนวคิด…ที่ช่วยให้ชีวิตดี จงอย่ามีคำว่า “เดี๋ยว”

อัจฉราพรรณ ไพบูลย์สุวรรณ (อายุ 64 ปี)

นักแสดง  ครูสอนโยคะ และผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัว ปทุมธานี

1. คนเราไม่ควรจะปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยที่ไม่ทำอะไรเลย

อย่างชีวิตป้าบางทีเหมือนจะไม่มีอะไร ก็ยังมีอะไรให้ทำ ให้ตื่นเต้นอยู่ทุกวัน

แต่ไม่ต้องไปมองหาความตื่นเต้นหรอก เพราะมันจะกลายเป็นการเสแสร้ง

แค่เอาใจใส่ไปกับทุกสิ่งที่เราทำ อย่าคิดว่ามันเป็นแค่หน้าที่ที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

2. พอมาถึงวัยนี้แล้ว มันทำให้ป้ารู้ว่าเรื่องเงินไม่ใช่สิ่งสำคัญในชีวิต

แต่สิ่งสำคัญคือทุกกิจกรรมในชีวิตและผลประโยชน์ที่คนอื่นได้รับจากการกระทำของเราต่างหาก

3. ถ้าเรารู้ตัวดีว่ากำลังทำอะไรอยู่ และสิ่งที่ทำเป็นเรื่องที่ดีก็ไม่ต้องไปแคร์ว่าคนอื่นจะคิดอย่างไรหรอก

ไม่ต้องห่วงหน้าตาเลย เพราะเราไม่ได้ทำเพื่อหน้าตา เราทำเพราะเป็นงาน เป็นหน้าที่เป็นสิ่งที่ควรทำ

คุณค่ามันเกิดจากหลายๆ อย่างรวมกัน ทั้งผลงาน การมีเงินไว้เลี้ยงชีพ ไปจนถึงประโยชน์ที่เกิดกับตัวเองและผู้อื่น

4. เราทุกคนมีบทบาท มีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน

อย่าไปคิดว่า ‘มันไม่ใช่เรื่องของฉัน’ บางเรื่องในสังคมเกิดมาจากช่องว่างเล็กๆ ที่เราอาจจะแก้ไขได้ด้วยตัวเอง

5. บางคนเจอปัญหาเลวร้ายในชีวิต อยากม่าตัวดาย

ไม่ต้องม่าตัวดายตอนนี้หรอกเชื่อสิ เดี๋ยวสักวันก็ต้องดายเหมือนกันหมด ทำวันนี้ให้ดีที่สุดดีกว่า จะได้ไม่ต้องเสียดายอะไร

6. มันเป็นเรื่องสำคัญมากที่คนเราจะต้องใส่ใจกันทุกวัน

อย่ารอไปเสียใจในวันที่เขาจากไปแล้ว บางทีเราช่วยคนไม่ได้ทั้งหมดหรอก

แต่คนเราต่างก็ต้องการมีใครรับฟัง มีใครทำให้เขารู้สึกไว้วางใจและอบอุ่นใจ

7. ป้าไม่อยู่กับความฝัน ป้าอยู่กับความจริง

เพราะไม่รู้ว่าความฝันจะเกิดขึ้นจริงไหม แต่ความจริงมันเกิดขึ้นแน่ๆ มันมาอยู่ตรงหน้าแล้ว

ถ้ามัวแต่อยู่กับความฝันและความคิดที่ว่า ‘ฉันน่าจะทำอย่างโน้น ฉันน่าจะทำอย่างนี้’ ก็ไม่ได้เต็มที่กับสิ่งที่กำลังทำอยู่สักที

8. เวลามีอะไรเข้ามา ป้าจะพิจารณา

ถ้าเหมาะสมที่จะทำก็ทำเลย วิธีการใช้ชีวิตแบบนี้ทำให้ป้าไม่เสียดาย

อย่างตอนนี้ถ้าถามว่าอยากย้อนกลับไปในช่วงวัยไหนหรือเปล่า?

คำตอบก็คือ ไม่ เพราะในทุกๆ ช่วงชีวิตเหล่านั้น ป้าได้เต็มที่กับมันแล้ว

9. ชีวิตป้าไม่มีคำว่า ‘เดี๋ยว’ มีแต่ ‘เดี๋ยวนี้’ ‘ทันที’

เพราะเมื่อเวลามันผ่านไปแล้ว เราไม่สามารถเรียกเวลานั้นกลับมาได้ ฉะนั้น เวลาจะทำอะไรต้องทำทันที

10. เราต้องรู้จักรักตัวเอง เห็นคุณค่าตัวเอง มีศักดิ์ศรี แล้วก็รักพ่อแม่

เรามักจะคิดว่าคนที่อยู่ใกล้ตัวเป็นหมูในอวย จะพูดให้เขาชอกช้ำยังไงก็ได้

เขารักเรา เขาทนเราได้ ในขณะที่คนอื่นที่เดินผ่านเข้ามาในชีวิตเราเดี๋ยวเดียว

กลับพุ่งทั้งตัวไปหาเขา กลัวเขาอยากเอาใจเขา

ก็ลองคิดดูว่าที่เราทำแบบนั้น เราให้เกียรติตัวเองพอหรือยัง

11. สำหรับเด็กๆ รุ่นใหม่ อย่าไปเซ็ง อย่าไปเบื่อ

ช่วงชีวิตตอนนี้เป็นเวลาสำหรับการเรียนและการงาน เต็มที่กับมัน

ถ้าผ่านช่วงของการเรียนไปแล้ว มันผ่านแล้วผ่านเลยนะ

ช่วงเวลาที่ลุ้นว่าจะได้เงินเดือนเท่าไหร่ในตอนทำงานแรกๆ ก็ผ่านแล้วผ่านเลยนะ

มันจะมันเฉพาะช่วงเวลานั้น เข้มข้นเฉพาะช่วงเวลานั้น และถ้าผ่านไปแล้วก็ผ่านไปเลย…

 

ขอขอบคุณเรื่องราวดีๆ จาก a day bulletin และเพจ คิดเป็น

จงเรียนรู้ที่จะเดินลำพัง เพราะไม่มีใครเดินเคียงคู่คุณไปตลอด

เพราะไม่มีใครเดินเคียงคู่คุณไปตลอด

1. หนทางของชีวิตนั้นยาวไกล จงเรียนรู้ที่จะเดินลำพังบ้าง เผื่อวันใดที่คนอื่นไม่ได้สนใจคุณเหมือนเดิม ก็ไม่ต้องเสียใจ เพราะทุกคนต่างมีเส้นทางของชีวิตที่ต้องเดินเหมือนกัน ไม่มีใครเดินเคียงคู่คุณไปจนถึงหลายทาง อย่าให้ใครคนใดคนหนึ่งหรือเรื่องราวใดเรื่องราวหนึ่งกลายเป็นทั้งหมดในชีวิตคุณ

2. ความซาบซึ้งทดแทนความผูกพันไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นไคร เพื่อนหรือคนแปลกหน้า คุณต้องเรียนรู้ที่จะยิ้มแม้ในใจจะร่ำไห้สะอื้นสักเพียงใด เพราะมนุษย์ทุกคนต่างมีความเห็นแก่ตัว จึงอย่าไปคาดหวังว่าจะมีใครดีต่อคุณโดยปราศจากเงื่อนไข หากใครคนหนึ่งไม่มีค่าเพียงพอให้คุณถนอม ก็ต้องฝึกปล่อย ฝึกวาง ฝึกทิ้ง

3. กำแน่นเท่าใดก็สูญเสียมากเท่านั้น เหมือนกับการกำทรายนั่นแหละ ยิ่งคุณกำแน่นทรายก็ร่วงออกจากมือมากเท่านั้น ที่ควรถนอมจงรู้ถนอม เพราะเมื่อใดที่คุณสูญเสียไป สิ่งนั้น คนนั้น อาจเป็นสิ่งที่มีค่าที่ทำให้คุณเจ็บปวดและเสียใจที่สุดก็เป็นได้ เมื่อใดที่รู้สึกสิ้นหวัง หากอยากร้องไห้ก็ร้องออกมาเถอะ แต่เมื่อร้องจนหนำใจแล้วก็ต้องลุกขึ้นยืนหยัดอีกครั้งให้ได้

4. อย่าเลือกคบคนที่รูปร่างหน้าตา จงเรียนรู้ที่จะชื่นชมคนที่ความสามารถ และหากคุณคิดว่าตัวเองสู้คนอื่นเขาไม่ได้ อย่าได้น้อยเนื้อต่ำใจ เพราะคุณก็เป็นคนธรรมดาเหมือนคนอื่นทั่วๆไป

5. พ่อแม่คือคนที่รักและปรารถนาดีต่อคุณมากที่สุด อย่าคิดถึงท่านเฉพาะตอนไม่มีเงิน อย่าคิดว่าในสายตาพ่อแม่คุณยังเป็นเด็กอยู่ตลอดเวลา อันนี้ก็ถูก(ถูกในมุมของพ่อแม่) แต่ไม่สงสารพ่อแม่เหรอ ที่มีลูกไม่รู้จักโตสักที..

6. ไม่มีอะไรเหมือนเดิม เพราะทุกสิ่งเปลี่ยนไปทุกเวลานาที..อย่าเอาวิธีการเก่าๆมาแก้ไขปัญหา..คนสองคนรักกัน อาจไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอดเวลา อย่าเอาแต่พร่ำเพ้อ อย่าเอาแต่เรียกร้อง เพราะสิ่งนี้อาจเป็นชนวนที่ทำให้คนสองคนยิ่งมากยิ่งห่าง ยิ่งมายิ่งกลายเป็นคนแปลกหน้า

 

ขอบคุณเรื่องราวดีๆ โดย นุสนธิ์บุคส์ 😀

อย่าทิ้งวาสนาที่คุณมี….สละเวลาของท่านสักนิด อยากให้ทุกคนค่อยๆอ่านจนจบ

อยากให้ทุกๆ อ่านให้จบ
ชีวิตคนเราไม่ได้ง่ายเหมือนในละคร..

อย่าหัวเราะเยาะคนอื่น

เพราะต่างคนต่างก็มีสิ่งที่ต้องข้ามผ่าน

ในความง่ายของเรา

เขากลับมองเป็นเรื่องยาก
ในความยากของเรา

เขากลับมองเป็นเรื่องง่าย

คนที่โดดเด่นเป็นสง่าในปัจจุบัน

เบื้องหลัง เขาเหล่านั้น…

ต้องหวานอมขมกลืนมาสักเท่าไหร่
ต่อให้ดูเหมือนมีความสุข และมีวาสนา

ในจิตใจของเขา….

อาจมีสิ่งที่ยากจะอธิบายให้ใครฟังได้

ไม่ว่าเป็นชีวิตของใคร ต่างก็ไม่ได้ง่ายเลย

หัวเราะเยาะคนอื่น ก็เหมือนหัวเราะเยาะตัวเอง
เคารพคนอื่น ก็คือการเคารพตัวเอง

ชีวิตใครเพียบพร้อมสมบูรณ์

ชีวิตใครไม่เคยเหน็บหนาว

ใครรับประกันว่าชีวิตนี้จะสมหวังเสมอไป!

เป็นมนุษย์ ควรมีความจริงใจ มีไมตรี
คนเรา มีชีวิตเพื่อพิสูจน์ตัวเอง

อย่าหวังให้ใครมาเข้าใจตัวเรา

เพราะบางครั้ง แม้แต่ตัวเรา

ก็ยังไม่เข้าใจตัวเราเองเลย

ในยามทุกข์ ในยามเหนื่อยล้า

จงรู้จักปลอบตัวเอง

ต่อให้ไม่มีใครรัก ก็ต้องเข้มแข็ง

ไม่มีใครปรบมือให้ ก็ต้องยืดอกแสดงให้เต็มที่

ไม่มีใครชื่นชม ก็ต้องรักษาความดีงามนั้นไว้

ยามกลัดกลุ้ม ต้องรู้จักหาความสุข

อย่าทิ้งวาสนาที่มี

ยามวุ่นวาย ต้องรู้จักพักผ่อน

อย่าทิ้งสุขภาพที่แข็งแรง

ยามเหนื่อย ต้องรู้จักวางมือ อย่าทิ้งความสุข

บุพเพฯ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่ต้องมีใจต่อกัน

มิตรสหาย ไม่ใช่คบตามอำเภอใจ

แต่ต้องศรัทธาต่อกัน

ความรัก ไม่ใช่ละคร แต่ต้องรู้ถนอมรักษาต่อกัน

รู้จัก ไม่ใช่ความแปลกใหม่ แต่ต้องจริงใจต่อกัน

เข้าใจ ไม่ใช่ยังไงก็ได้ แต่ต้องซื่อสัตย์ต่อกัน

ความจริงใจไร้ภาษา อยู่ที่รู้ถนอม อยู่ที่ใจจริง

คนเรานี้หนอ …
ต่อให้เก่งกล้า ก็ต้องพึ่งอาชาฝีเท้าดี

ต่อให้สละอุทิศ ก็ต้องอยู่ว่าใครรู้สำนึกคุณ

ต่อให้จริงใจ ก็ต้องถูกที่ถูกคน

ต่อให้สุภาพนอบน้อม ก็ต้องอยู่ที่คนรู้คุณค่า

ขอเตือนผู้ที่แล้งน้ำใจดั่งบัวแล้งน้ำทั้งหลาย

จงรู้ไว้ใจอีกสักหน่อย จงรู้ถนอมอีกสักหน่อย

ที่ทำดีกับคุณก็เพราะใส่ใจ มิใช่ติดหนี้คุณ

อย่ารอจนถึงวันหนึ่ง เขาจากไปอย่างไม่มีวันหันกลับมาอีก

จึงรู้ค่าเมื่อได้สูญเสีย

ไม่ว่าจะเป็นญาติ มิตร คู่ชีวิตก็ดี

ความจริงใจยากได้มา

คนรู้ใจ…..ยากพบเจอ

ถนอมรักษาคนที่อยู่ตรงหน้าคุณไว้เถิด

คนที่เลี้ยงข้าวมื้อเย็นคุณมีมาก

คนที่ซื้อข้าวมื้อเช้าให้คุณมีน้อย

คนที่เลี้ยงเหล้าคุณมีมาก

คนที่ดูแลคุณยามเมามีน้อย

คนถามไถ่ยามคุณเจ็บป่วยมีมาก

คนที่ซื้อยาพาคุณไปหาหมอมีน้อย

คนที่ชอบคุณเอาใจคุณมีมาก

คนที่ดีกับคุณสม่ำเสมอตั้งแต่ต้นจนจบมีน้อย

คนที่ถามไถ่ทุกข์สุขมีมาก

คนที่อุปถัมภ์ค้ำจุนมีน้อย

คนที่พูดคำโตโออวดมีมาก

คนที่ช่วยเหลือยามยากมีน้อย

หากคุณมีคนเหล่านี้อยู่ข้างกาย

ถนอมรักษาเขาเหล่านั้นไว้ อย่าให้หลุดมือ

ทางเส้นหนึ่ง เดินมาตั้งนาน

เมื่อรู้ว่าเดินไปก็ไร้ความหมาย จงเปลี่ยนทิศทาง

เรื่องๆหนึ่ง คิดมาตั้งนาน

แต่ก็ยังเป็นปมแก้ไม่หาย จงคลายใจวางลง

คนบางคน คบมาตั้งนาน

แต่ไม่เคยได้ความจริงใจ จงเลิกคบแล้วเดินจากไป

หากสิ่งที่ยึดมั่น ถือไว้เป็นเวลานาน

ขอบพระคุณแหล่งที่มา : สาระน่ารู้ และ rugyim

“มีข้อคิดดีๆ มาฝากค่ะ” สละเวลาอ่านเป็นให้เป็นกำลังใจ เลื่อนผ่านพลาดโอกาสดีๆนะ

1. ในแต่ละปี… จงทำชีวิตให้ “ดีขึ้น” เพราะในแต่ละวัน… ชีวิตเรากำลัง “สั้นลง”

2. การ “อยู่กับปัจจุบัน” ไม่ใช่การ “หยุดทำ” ในเรื่องสำคัญ แต่มันคือการ “หยุดทุกข์” ไปกับเรื่องที่ไม่สำคัญ

3. อารมณ์ “ลบ” ทุกชนิด จะทำร้ายเรา ก่อนที่จะทำร้ายคนอื่นเสมอ… ส่วนอารมณ์ “บวก” ทุกชนิด จะให้พรเราก่อนที่จะให้พรคนอื่นเสมอ เช่นกัน…

4. วิจารณ์คนอื่นทุกวัน… ใจต่ำลงทุกวัน วิจัยตัวเองทุกวัน… ใจสูงขึ้นทุกวัน

5. ถ้าไม่มีคนมาทำให้คุณโกรธ…คุณจะไม่รู้เลยว่าระดับจิตคุณอยู่ตรงไหน ถ้าไม่มีใครมาทำให้คุณทุกข์ใจ…คุณจะไม่รู้เลยว่าตัวเองยังมีอะไรต้องพัฒนา

6. ไม่ว่า “ภายนอก” เราจะอยู่กับคนมากแค่ไหน แต่ “ภายใน” เรายังอยู่ตัวคนเดียวเสมอ จงหาวิธี “รักตัวเอง” ให้เจอ เพราะไม่มีใครในโลกนี้ที่จะอยู่กับเธอ สม่ำเสมอเท่ากับ “ตัวเธอเอง”

7. การฝึกจิตและพัฒนาตัวเองอาจไม่ได้ทำให้เรา “พ้นทุกข์ตลอดกาล” แต่มันจะทำให้เรา “เป็นทุกข์นานน้อยลง”

8. การ “แก้กรรม” ที่ดีที่สุด คือการแก้ไข “ความคิด” “คำพูด” และ “การกระทำ” ของตัวเอง

9. ความดีเล็กๆ ที่ทำไปนานๆ สุดท้ายอาจสร้าง “ปาฏิหาริย์” ให้ชีวิต

10. “ไป” ได้เร็วแค่ไหน ก็ถึงเร็วเท่านั้น… “ปล่อย” ได้เร็วแค่ไหน ก็สุขเร็วเท่านั้น

11. จำไว้ว่า “ความทุกข์” และ “ความเจ็บปวด” ทั้งมวล ไม่ได้ผ่านเข้ามาในชีวิตเรา… เพื่อมอบ “คำสาป” แต่มันผ่านเข้ามาในชีวิตเรา… เพื่อมอบ “คำสอน”

12. ก้าวแรกของการใช้ชีวิตอย่าง “ผู้ตื่น” คือการหยุดยุ่งวุ่นวายเรื่อง “คนอื่น” แล้วหันกลับมาวิเคราะห์ใจ “ตัวเอง”

13. ความทุกข์ทั้งหมดในชีวิต ไม่ได้เกิดจาก “สิ่งที่คนอื่นคิดเกี่ยวกับคุณ” แต่มันเกิดจาก “สิ่งที่คุณคิด ว่าคนอื่นคิดเกี่ยวกับคุณ”

14. ต้องขอบคุณคนที่ทำ “ไม่ดี” ที่ช่วยเป็นตัวอย่างที่ “ดี” ว่าอะไร “ไม่ควรทำ”

15. ไม่ว่าจะทุกข์หนักหนาสาหัสสักแค่ไหน ทางออกก็ไม่เคยอยู่ไกลไปกว่า “ใจ” ของเราเอง…

16. เกลียดเขา “เราทุกข์” เมตตาเขา “เราสุขเอง”

17. คนเราฝึกเดินจนเก่งได้ ฉันใด ก็สามารถฝึกใจจนเป็นสุขได้ ฉันนั้น…

18. “ความดาย” เป็นเรื่องธรรมดา แต่การได้ใช้ชีวิตอยู่อย่างมีคุณค่า เป็นเรื่อง “อัศจรรย์”

19. โปรดสังเกตดูให้ดี…ว่าสิ่งที่ทำให้เราทุกข์ บ่อยที่สุดในแต่ละวัน ไม่ใช่ “พฤติกรรม” ของคนอื่น แต่คือ “ความคิด” ของเราเอง

20. อย่าถือโทษ โกรธคน ไม่คู่ควร อย่าตีตรวน ตนไว้ กับอดีต ชะตาเรา อย่าให้ใคร มาเขียนขีด อย่าเอาคำ ที่เหมือนมีด มากรีดใจ

(แถมให้อีกหนึ่งอัน!)

21. หากคุณคิดว่าตัวเองมีค่า เพราะมี “เงิน” วันไหนเงินหมด คุณค่าคุณก็หมด หากคุณคิดว่าตัวเองมีค่า เพราะ “หน้าตา” ดี วันไหนคุณแก่ลงจนหน้าตาไม่ดี คุณค่าคุณก็หมด แต่ตราบใดที่คุณรู้ว่าตัวเองมีค่า เพราะเป็น “คนดี”

ตราบใดที่คุณยังมีความดี

คุณก็จะ “มีคุณค่า” ได้ตลอดไป..

ทรงพลัง! ภูเขาไฟคิลาวา ในฮาวาย กลืนบ้าน-รถยนต์บนเกาะฮาวาย

ทรงพลัง! ลาวาภูเขาไฟคิลาเว กลืนบ้าน-รถยนต์บนเกาะฮาวาย

ภูเขาไฟ “คิลาเว” ในฮาวาย พ่นลาวาไหลบ่าทำลายบ้านเรือนแล้วอย่างน้อย 31 หลัง

สื่อสหรัฐรายงานว่าสถานการณ์ภูเขาไฟคิลาเวปะทุบนเกาะใหญ่ ของรัฐฮาวาย ตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยขณะนี้มีรายงานว่าลาวาจำนวนมากได้ไหลทะลักเข้าพื้นที่บ้านเรือนของประชาชนอย่างน้อย 31 หลัง ถูกลาวาทำลายจนได้รับความเสียหาย ขณะที่ประชาชนราว 1,800 คนในย่าน Leilani Estates และ Lanipuna Gardens ซึ่งตั้งอยู่โดยโดยรอบภูเขาไฟ ต้องอพยพออกไปจากพื้นที่

ซึ่งขณะนี้มีรายงานว่าปริมาณค่าซัลเฟอร์ไดอ๊อกไซด์ที่ภูเขาไฟปลดปล่อยออกมาได้ลดต่ำลงแล้ว แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่ไม่ปลอดภัย ซึ่งเป็นอันตรายกับผู้สูงอายุและผู้ที่ปัญหาด้านระบบทางเดินหายใจได้ โดยทางการได้อนุญาตให้ผู้อพยพบางส่วนสามารถเดินทางกลับเข้ายังที่พักอาศัยของตนเพื่อตรวจสอบความเสียหายเป็นเวลาสั้นๆได้ แต่ยังไม่ทราบว่าผู้อพยพทั้งหมดจะสามารถกลับเข้าบ้านของตนเองได้เมื่อไร

รายงานระบุว่าลาวาได้ไหลออกจากปากปล่องภูเขาไฟเป็นเวลา 3 วันแล้ว ด้านนาย Talmadge Magno หัวหน้าฝ่ายป้องกันอัคคีภัยของฮาวายระบุว่า ยังไม่มีท่าทีการชะลอตัวของลาวาแต่อย่างใด ขณะที่ประชาชนราว 12 คนตัดสินใจยังอยู่ในพื้นที่พักอาศัยของตนแม้ว่าจะมีคำประกาศเตือนและอพยพของทางการก็ตาม

ด้านสำนักข่าวซีบีเอสของสหรัฐ ได้รายงานว่าปริมาณลาวาที่ไหลบ่าเข้าสู่พื้นที่อยู่อาศัยได้ทำลายถนน บ้านเรือน ต้นไม้ และรถยนต์ของชาวบ้าน อีกทั้งยังพบรอยแตกจำนวน 10 รอยในย่าน Leilani Estates ที่ลาวาจากใต้ดินแทรกตัวขึ้นสู่พื้นดิน โดยบางจุดลาวาได้พุ่งขึ้นสูงราว 200 ฟุต

ทั้งนี้สำหรับเหตุการณ์ภูเขาไฟคิลาเวปะทุนั้น มีขึ้นหลังจากที่เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 6.9 แมกนิจูด ซึ่งนับเป็นการสั่นไหวครั้งใหญ่สุดในรอบ 40 ปี ของรัฐฮาวาย รวมไปถึงแรงสั่นสะเทือนจากอ๊าฟเตอร์ช็อคตามมานับร้อยครั้ง

ข้อมูลจาก https://www.posttoday.com/world/550541

ภาพและคลิปจาก WXChasing

คุณหวังอะไรกับความรัก

บางคนเวลาจะรักใคร ก็ไม่เคยหวังอะไรตอบแทน
ไม่หวังที่จะให้เขารักเราตอบ
ไม่หวังที่จะให้เขาหันมาสนใจ
ไม่หวังที่จะให้เขารู้ว่ารัก

ขอเพียงแค่รักเขาอยู่ห่าง ๆ
เห็นเขามีความสุข..ก็พอใจ

แต่บางคน..เวลารักใครก็อยากให้เขารักตอบ

ถ้าเขารักตอบก็ดี แต่ถ้าไม่ล่ะ
ยิ่งคาดหวังอะไรไว้มากเท่าไหร่
เมื่อไม่ได้สิ่งนั้นมาก็จะทำให้ “เจ็บ เจ็บ และเจ็บ”

และก็จะเกิดคำถามมากมายขึ้นภายในใจ…

ทำไมเขาไม่รัก
ทำไมเขาไม่แคร์..ไม่สนใจ

และสิ่งเหล่านี้มันก็จะยิ่งทำให้เราเป็นทุกข์ และเป็นทุกข์มากขึ้น

ความรู้สึกของคนเรามันต่างกัน
เวลาเราให้ความหวังกับใคร
เราก็ควรทำความหวังของคนคนนั้นให้เป็นจริงซะ

แต่ถ้าเราไม่ต้องการที่จะให้ใครมาหวังอะไร

ก็อย่าไปให้ความหวังใคร
เพราะเมื่อความหวังพัง!
ไม่เพียงเขาคนนั้นที่เจ็บ..เราก็จะพลอยเจ็บไปด้วย

และถ้าถึงเวลาที่คุณหวังบ้าง…

คุณก็อย่าหวังอะไรให้มากเกินไป
เพราะถ้าไม่ได้ตามที่หวัง มันก็จะทำให้คุณเจ็บ และเจ็บได้เช่นกัน

ขอบคุณเรื่องราวดีๆ โดย Bloggang 😀

ขอโทษที่พูดความจริง ลองอ่านและพิจารณาดู “นี่คือเรื่องจริงของสังคมในยุคนี้”

ขอโทษที่พูดความจริง ลองอ่านและพิจารณาดู “นี่คือเรื่องจริงของสังคมในยุคนี้”

ผู้หญิง….ถ่ายหน้าอก

ผู้ชาย….ถ่ายรถ โชว์ลงเฟส

ใคร ?? จะไปรู้ว่า

อกนั้น ! …. ปลอม หรือ จริง

รถนั้น ! …..เป็นของเขา หรือของใคร ?

สัตว์ …. เริ่มสวมใส่เสื้อผ้า เหมือนกับ คน

คน … เริ่มอวดเนื้อหนังเหมือนกับ สัตว์

เด็ก …. ทำตัวแก่แดดเหมือน ผู้ใหญ่

ผู้ใหญ่ … ทำตัวแอ๊บแบ๊วเหมือนกับ เด็ก

ผู้หญิง …. ทำตัวห้าวเป็นเหมือน ผู้ชาย

ผู้ชาย ….. ทำตัวมุ้งมิ้งเหมือน ผู้หญิง

คนจน …. ทำรวยเป็น เศรษฐี

คนรวย ….ทำจนเหมือน ยาจก

เถ้าแก่ …. แต่งตัวเหมือน ลูกจ้าง

ลูกจ้าง ….แต่งตัวเหมือน เถ้าแก่

พ่อแม่ …. เรียกลูกว่า พี่

ลูก ……….แทนตัวเองว่า น้อง

คนโสด …. ทำตัวเหมือน แม่บ้าน

แม่บ้าน …..ทำตัวเหมือนคน โสด

เพราะในโลกออนไลน์ คุณจะเป็นใครก็ได้ที่คุณอยากจะเป็น ทำให้คนจำนวนมาก สร้างภาพที่ลืมตัวตนของตัวเอง

สักวันหนึ่ง ! ….

คุณจะเข้าใจ ใส่นาฬิกาเรือนละสามร้อย

หรือสามหมื่น วันหนึ่ง ก็มี 24ชั่วโมงเหมือนกัน

ดื่มเหล้าแก้วละสามสิบ หรือแก้วละสามพัน …….

ก็อ๊วกออกมาเหมือนๆกัน !

อยู่บ้านกว้าง 30 ตารางเมตร

หรือ 300 ตารางวา ……

ความโดดเดี่ยว ก็ไม่ต่างกัน !

สูบบุหรี่มวนละสิบบาท หรือมวนละร้อย …….

ก็เป็นมะเร็งปอดเหมือนกัน

สักวันหนึ่ง …..

คุณก็จะเข้าใจ ความสุขในจิตใจ

ไม่มีทางหาได้จาก วัตถุภายนอก

เพราะฉะนั้น ! จงพอใจ พอมี พออยู่ พอเพียง

และพอประมาณ จึงจะมีความสุข …..

ใช้ชีวิตอยู่กับใครนั้น ! สำคัญมาก ….

ใครอยู่กับเราตลอดไปนั้น ! หาได้ยากยิ่งกว่า !!

#คนในโลกใบนี้ มีตั้ง 7.2 พันล้านคน

#ที่เราได้มารู้จักกัน มาอยู่ร่วมกัน

#หากไม่ถนอมรักษา ก็น่าเสียดาย ! …

#เก็บรักเก็บมิตรภาพดีๆกันไว้บ้าง !

#ก่อนที่มันจะเหือดแห้งหายไป …..

….. จนเหลือเป็นเพียงแค่ เรื่องเล่า…..

ขอบคุณที่มา rugyim.com

ปล่อยคนที่ไม่รักเราไป

รักษาหัวใจโดยการรักตัวเอง…ดีที่สุด

คำว่าไม่เป็นไรจะช่วยให้เราทำใจง่ายขึ้น เพราะคำๆ นี้ เป็นคำที่ใช้กับความรักในมุมมองของการให้อภัย ที่แม้เขาจะจากไปด้วยความผิดมากขนาดไหน…แต่ “ไม่เป็นไร” ฉันจะปล่อยเธอไป…เพราะ “ฉันรักเธอ”

เวลาที่เราผิดหวังจากใครสักคนนั้น ไม่ว่าจะสาเหตุของการเลิกราจะมาจากอะไร เราผิด..เขาผิด..หรือใครผิด ไม่สำคัญ เพราะสิ่งสำคัญจริงๆ ที่ทำให้ความรักลงเอยในจุดนี้คือ…”เขาไม่รักเราอีกแล้ว”

แค่เหตุผลเดียวสั้นๆ ง่ายๆ หากความหมายช่างเฉียบขาด และหยุดทุกความรู้สึกและความต้องการของหัวใจ ที่กำลังเรียกสิ่งดีๆ ของคืนวันแห่งรักกลับคืน

บางคนรักมาก…พอถึงคราวที่ต้องเลิกรากันจริงๆ ไม่ว่าเขาจะมีคนอื่นหนือเหตุผลอะไรก็ตาม หัวใจของเราที่เจ็บช้ำจากส่ิงที่เกิดขึ้น ก็จะย้ำและคิดอยู่เสมอว่า “ทุกสิ่งทุกอย่าง คือความผิดของเขาคนเดียว!” และเมื่อเราคิดว่าเขาผิด เราก็เริ่มรู้สึกว่าความผิดนี้ “ไม่น่าให้อภัย!”

“เรารู้สึกว่ามันไม่น่าให้อภัย ทั้งๆ ที่เขาไม่รักเราอีกแล้ว แล้วเราจะทำอย่างไรต่อไปได้ ในเมื่อคำว่า ไม่น่าให้อภัยของเรา..คือสิ่งที่เขาต้องการที่สุดในเวลานี้ เพราะมันคือจุดเริ่มต้นของการแยกทาง”

เขาต้องการที่จะจากเราไปอยู่แล้ว อย่างนี้ก็เท่ากับว่าเราเปิดประตูแห่งการลาจากให้เขาอย่างเสรี เส้นทางของคนที่คิดจะตีจากชีวิตเราไป..ที่เราเปิดออกให้นั้น มันสร้างความเจ็บให้เกิดขึ้นในหัวใจของเราเพียงคนเดียว โดยที่เขาเองก็รู้ตัว…ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น ใคร “เจ็บ” ที่สุด

แต่ความจริงก็คือความจริง ถึงแม้ว่าเขาจะรู้ว่าเราเจ็บมากมายขนาดไหน ก็ไม่ได้ทำให้เขาอยากจะกลับมาดูและกันและกันเหมือนเคย เพราะไม่รัก…ก็คือไม่รัก และตัวแทนของความสงสาร มีค่าได้แค่เพียง “คำปลอบใจ” เท่านั้น

หลายคนเลือกใช้วิธีที่ค่อนข้างรุนแรงต่อความสัมพันธ์ รุนแรงขนาดที่ว่า “เธอไม่รักฉัน ก็อย่าหวังว่าจะไปรักใครได้” คอยขัดขวาง คอยตามตื้อ และทุกช่องทางของการดึงความสัมพันธ์กลับคืน หลับหูหลับตา ไขว่คว้าสิ่งที่กลายเป็นอดีต..ให้กลับคืนสู่ปัจจุบัน ทั้งหมดนั้นมันมาจากความแค้นและความอยากเอาชนะ

ซึ่ง 2 ความรู้สึกนี้ มันได้เข้ามาบดบังและแทนที่ความรักไปแล้ว ซึ่งผลที่ได้จากการกระทำนี้มันมีค่าเพียงศูนย์ เมื่อเขาไม่รักเรา เรายังอยากชนะใจเขาโดยการกระทำแบบนี้ แล้วถ้าเราทำสำเร็จ เราคิดว่าจะได้ทุกสิ่งทุกอย่างของควานรักกลับคืนมาหรือไม่ สิ่งที่เราได้กลับคืนมา มี “หัวใจ” ของเขากลับคืนมาด้วยหรือเปล่า

มันเป็นเหมือนสัจธรรมของชีวิตอย่างหนึ่งเหมือนกัน เราต้องคิดให้ได้ว่า..สิ่งที่เกิดขึ้นนั้น เราไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากปล่อยเขาไปแม้ว่าเขาอาจทำร้ายจิตใจ และทำให้เราต้องเสียน้ำตานับครั้งไม่ถ้วน

แม้ว่าสิ่งที่เขาทำออกจะเห็นแก่ตัว และดูเหมือนคนที่ไร้หัวใจเหลือเกินสำหรับเรา แต่เรื่องของหัวใจ…บางครั้งการให้อภัยและปล่อยให้เขาไป…โดยเอ่ยคำว่า “ไม่เป็นไร” ก็อาจเป็นทางออกที่ดีที่สุด ที่จะทำให้หัวใจไม่เจ็บร้านเกินไปนัก

เพราะบางครั้งทางออกของการเสียใจ ก็คือ…การปล่อยวาง แม้ว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นนั้น จะยากต่อการทำใจมากมายขนาดไหน แต่ทั้งหมดนั้น ก็ล้วนเป็นความรู้สึกพื้นฐานที่ก่อเกิดมาจากคำว่า “รัก” ทั้งนั้น

แล้วถ้าเรารักเขาจริงๆ เราก็ควรยอมรับการตัดสินใจในสิ่งที่เขาเลือก เพราะสิ่งที่เขาเลือกคือสิ่งที่ทำให้เขามีความสุข และความรักจริงๆ ก็คือการที่ได้เห็นคนที่เรารัก…มีความสุข

หยุดทุกการกระทำที่ทำให้หัวใจเจ็บปวดระยะยาว ยอมเจ็บครั้งเดียว…เพื่อความเข้มแข็งของหัวใจที่ยาวนาน หากว่าโชคชะตาส่งเขามาเพื่อเราจริงๆ สักวันเขาจะกลับมาหาเรา…แต่หากไม่…ก็ไม่เป็นไร…เพราะหัวใจของเรายังคงเต้นอยู่ด้วยแรงสม่ำเสมอ และเรายังมีลมหายใจอยู่เพื่อวันใหม่และสิ่งใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตต่อไป

โลกใบนี้กว้างใหญ่ ผู้คนก็มีมากมาย ปลดปล่อยคนที่ไม่รักเราไป แล้วรักษาหัวใจโดยการรักตัวเอง…ดีที่สุด

 

ขอบคุณเรื่องราวดีๆ โดย Happy Hurt Day…อกหักไม่ดาย ยังหายใจอยู่, เขียนโดย : หนุ่ม ทัศนัย 😀

 

นิสัย 5 อย่างที่ “คนโง่” ต่างจาก “คนฉลาด”

ในสังคมทุกๆ วันนี้ คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า มีคนอยู่หลากหลายประเภทจริงๆ ซึ่งบางคนก็เข้าข่ายไม่มีใครอยากคบหาด้วย และบ่อยครั้งที่พวกเขาไม่รู้ตัวเองว่านิสัยส่วนตัวทำให้คนรอบข้างต้องเบื่อหน่าย ในจำนวนนี้ มีอยู่จำพวกหนึ่งที่ถูกเรียกว่าเป็น “คนโง่ชอบอวดฉลาด” ซึ่งจากผลการศึกษาพบว่า “คนโง่” มักมีนิสัยที่แตกต่างจาก “คนฉลาด” อยู่ 5 อย่างด้วยกัน

1.คนโง่ชอบโยนความผิดของตัวเองให้คนอื่น

คนโง่ไม่ชอบรับผิดในสิ่งที่ตัวเองทำ และมักโยนความผิดให้ผู้อื่น ซึ่งผลการศึกษาด้านประสาทวิทยา โดย เจสัน เอส. โมเซอร์ จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน สเตท พบว่า สมองของคนฉลาดจะมีปฏิกิริยาที่ต่างออกไปเมื่อมีความผิดพลาดเกิดขึ้น เพราะพวกเขารู้ว่าความผิดพลาดทุกอย่างจะเป็นบทเรียนให้ได้เรียนรู้เพื่อไม่ทำผิดซ้ำสอง

2.คนโง่มักจะคิดว่าตัวเองถูกเสมอ

ในสถานการณ์ที่มีความขัดแย้ง คนโง่จะเถียงอย่างเอาเป็นเอาดายเพื่อให้ตัวเองเป็นผู้ชนะ และแทบจะไม่สนเลยว่าในวงสนทนานั้นมีคนที่ฉลาดกว่าตัวเองอยู่ด้วยหรือไม่ ขณะที่คนฉลาดจะเข้าใจและพร้อมยอมรับในความคิดเห็นที่ต่างไปจากตัวเอง ซึ่งนักจิตวิทยาชื่อดัง เดวิด ดันนิ่ง เผยว่า คนฉลาดจะตั้งใจฟังและพิจารณาเรื่องทั้งหมด ก่อนจะตัดสินใจหรือพูดอะไรออกไป

3.คนโง่จะแสดงอาการโมโหและก้าวร้าว เพื่อกลบเกลื่อน

เวลาที่คนโง่รู้สึกว่าอะไรไม่เป็นไปอย่างที่คิด หรือเริ่มจะคุมสถานการณ์ไม่ได้ พวกเขาจะแสดงอาการโมโหและก้าวร้าว เพื่อเป็นการกลบเกลื่อน ซึ่งจากการศึกษาเรื่องพฤติกรรมก้าวร้าว กับระดับไอคิว โดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมิชิแกนที่ใช้เวลานานถึง 22 ปี พบว่ามีความสัมพันธ์กัน โดยคนที่มีระดับความฉลาดน้อยจะมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวมากกว่า

4.คนโง่จะไม่สนความต้องการและความรู้สึกของผู้อื่น

จากผลการศึกษาคนอเมริกันหลายพันคน โดย รัสเซล เจมส์ แห่งมหาวิทยาลัยเท็กซัส เทค พบว่า คนที่มีไอคิวสูงมีแนวโน้มที่จะเข้าใจ เห็นอกเห็นใจผู้อื่น และหยิบยื่นความช่วยเหลือให้ใครโดยไม่หวังผลตอบแทน ต่างจากคนโง่ที่แทบจินตนาการไม่ออกว่าคนอื่นจะมีความคิดต่างไปจากตัวเองได้อย่างไร อีกทั้งยังมองด้วยว่า การทำอะไรให้ใครโดยไม่ได้อะไรกลับคืนมาถือเป็นเรื่องแปลก

5.คนโง่คิดว่าตัวเองดีกว่าคนอื่น

คนโง่มีแนวโน้มที่จะชอบวิจารณ์หรือติคนอื่นเพื่อให้ตัวเองดูดีกว่า เพราะพวกเขาเชื่อว่าตัวเองเหนือกว่า และมักเป็นพวกชอบตัดสินคนอื่นไปก่อนโดยมีความลำเอียงเป็นที่ตั้ง นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยบร็อค ยังพบด้วยว่า คนที่ไอคิวต่ำมีแนวโน้มชอบการลงโทษที่รุนแรง เกลียดคนที่รักชอบเพศเดียวกัน และเหยียดเชื้อชาติมากกว่า

หากในชีวิตเราต้องเจอคนจำพวกนี้ และไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ก็ให้นึกเสียว่า เป็นนิสัยของคนโง่ที่คนฉลาดเขาไม่ทำกัน เผื่อจะช่วยให้เข้าใจและรู้สึกเห็นใจคนเหล่านี้ได้มากขึ้น

ที่มา : tonkit360.com

9 นิสัยของผู้ที่มีบุญมาก มักจะมีลักษณะดังนี้

9 นิสัยของผู้ที่มีบุญมาก มักจะมีลักษณะดังนี้

ลักษณะนิสัยของผู้ที่มีบุญมาก หรือจิตของผู้มีบุญ มักจะเป็นเช่นนี้ โดยหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

จิตของผู้มีบุญ

๑. ไม่บ่น

เมื่อมีบุญแล้ว ผลแห่งบุญนั้นก็จะแปรสภาพให้เป็นปัญญา ทำให้ยอมรับต่อความเป็นจริงของชีวิต ทำให้รู้เห็นและเข้าใจถึงระดับวาสนาของตนและบุคคลอื่น ความเป็น ไปของชีวิตนั้นขึ้นตรงต่ออำนาจบุญกรรมที่ทำไว้ บ่นไปก็แค่นั้นเอง ที่ได้มา ที่มีอยู่ ที่เสียใจ ที่ไม่ได้ดั่งใจ ทุกสิ่งทุกอย่างนั้น มันคือ “ผลแห่งกรรม” อันเป็นสมบัติของเราเอง

๒. ไม่กลัว

เมื่อมีบุญแล้ว ผลแห่งบุญนั้นก็จะแปรสภาพให้เป็นความเข้มแข็ง กล้าหาญ ตามกำลังของบุญฤทธิ์ ทำให้ไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรคและปัญหาที่จะเกิดขึ้น เพราะมีความมั่นใจในความเป็นผู้บริสุทธิ์ ความเป็นผู้มีบุญของตน เมื่อจะคิด จะทำอะไรลงไป ล้วนมีกำลังบุญมารองรับทั้งหมดทั้งสิ้น

๓. ไม่ทำชั่ว

เมื่อมีบุญแล้ว ผลแห่งบุญนั้นก็จะแปรสภาพให้เป็นตัวควบคุม บริหารจัดการ ตามกำลังของบุญฤทธิ์ ทำให้เกิดความกลัว ความละอายต่อบาป ต่อกรรม ความผิดน้อยใหญ่ ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง เห็นถึงความเสียหาย หลายภพหลายชาติ เห็นถึง ผลกระทบต่อครอบครัว ต่อโลกต่อสังคม อย่างมากมายมหาศาล

๔. ไม่คิดมาก

เมื่อมีบุญแล้ว ผลแห่งบุญนั้นก็จะแปรสภาพให้เป็นความสะอาด ความสว่าง ความสงบ ตามกำลังของบุญฤทธิ์ ทำให้เกิดพลังแห่งความสงบ แห่งจิตแห่งใจ ไม่ฟุ้งซ่านรำคาญใจ ไม่คิดเป็นทุกข์ ความคิดทุกความคิด ล้วนนำมาซึ่งความเบิกบานกายใจ ไม่คิดเบิกความทุกข์ มาใช้ก่อน

๕. รอได้ คอยได้

เมื่อมีบุญแล้ว ผลแห่งบุญนั้นก็จะแปรสภาพให้เป็นความใจเย็น มีความยืดหยุ่น ตามกำลังของบุญฤทธิ์ ไม่ใจร้อน ใจเร็ว เห็นถึงจังหวะ และโอกาสของชีวิต

๖. อดได้ ทนได้

เมื่อมีบุญแล้ว ผลแห่งบุญนั้นก็จะแปรสภาพให้เป็นพลังงานเข้มแข็ง ตามกำลังของบุญฤทธิ์ ทำให้มีความอดทน ที่เป็นหนึ่งเป็นเลิศ มีความคิดที่ไม่หวั่นไหว เห็นความสำเร็จทุกชนิดมาจากความอดทน อดทนอย่างมีความสุข

๗. สงบได้ เย็นได้

เมื่อมีบุญแล้ว ผลแห่งบุญนั้นก็จะเป็นสภาพให้เป็นคนที่สงบได้ เย็นได้ ตามกำลังของบุญฤทธิ์ ไม่เป็นคนที่ร้อนรน กระวน กระวาย สับส่าย วุ่นวาย ในสิ่งที่ไม่เป็นสาระ ในสิ่งกำลังจะเกิดขึ้น แม้จะตกอยู่ใน เหตุการณ์ที่เลวร้าย ก็ทำใจได้ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

๘. ปล่อยได้ วางได้

เมื่อมีบุญแล้ว ผลแห่งบุญนั้นก็จะแปรสภาพให้เป็นคนที่รู้จักการละ การวาง ตามกำลังของบุญฤทธิ์ ไม่เป็นคนที่แบกทุกอย่างที่ขวางหน้า ยึดทุกอย่างที่เกิดขึ้น

๙. รู้ได้ ตื่นได้ และเบิกบานได้

เมื่อมีบุญแล้ว ผลแห่งบุญนั้นก็จะแปรสภาพให้เป็นความรู้ตื่น เบิกบาน ตามกำลังของบุญฤทธิ์ เป็นผู้รู้ ต่อความ เป็นจริงของชีวิต ไม่ปล่อยชีวิตให้ตกไปในกระแสของความโลภ ความโกรธ ความหลง จิตใจมีความอิสระเต็มที่ ทุกวันทุกเวลาทุกนาที

ขอบคุณ โอวาทธรรม : หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด ต.บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี

Cr. chonburipost