10 เหตุผลที่ทำให้คุณ(ยัง)ไม่เป็นเศรษฐี

แน่นอนว่าใครๆ ก็อยากเป็นเศรษฐีกันทั้งนั้น ถึงแม้ว่าจะมีใครหลายๆคนที่คิดว่าเงินซื้อความสุขไม่ได้ แต่ลืมไปว่าเงินก็ช่วยเติมเต็มชีวิตเราได้ ทำให้พบเจอปัญหาน้อยลงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ แต่ก่อนที่คุณจะเป็นเศรษฐีได้นั้น คุณจะต้องมีกลยุทธ์ที่ถูกต้องและต้องรู้ก่อนว่าทำไมถึงยังไปไม่ถึงจุดที่ฝันเอาไว้เสียที

ทำไมผู้คนจำนวนมากที่อยากเป็นเศรษฐีแต่ยังไปไม่ถึงฝั่งฝันเสียที? เพราะพวกเขามักจะมีข้ออ้าง อย่างเช่น “เลือกอาชีพผิด” “ไม่มีเงินจ่ายค่าเรียน” และ “ไม่มีเวลา” ซึ่งนี่ไม่ใช่เหตุผลเลย แต่กลับเป็นเพียงแค่ข้ออ้างที่รั้งแต่จะขวางทางคุณจากความสำเร็จเท่านั้น และต่อไปนี้คือ 10 เหตุผลที่ว่าทำไมคุณถึงยังไม่ได้เป็นเศรษฐีเสียที

1. ไม่มีคนช่วยชี้แนะแนวทางที่ถูกต้อง

คุณควรจะอยู่ท่ามกลางผู้คนที่มีพลังด้านบวก และที่สำคัญที่สุดคือ คุณต้องมีคนที่คุณไว้เนื้อเชื่อใจคอยช่วยแนะนำคุณไปในแนวทางที่ถูกต้อง รวมทั้งช่วยผลักดันให้คุณไปสู่ความสำเร็จได้ไวขึ้นด้วย

2. ไม่พร้อมที่จะเสียบางสิ่ง เพื่อสิ่งที่ดีกว่า

คุณไม่สามารถได้ทุกอย่างที่คุณต้องการ ถ้าคุณไม่ยอมทิ้งบางสิ่ง เช่น การติดเพื่อน การออกไปเที่ยวหรือไปปาร์ตี้เป็นประจำ แทนที่จะมาทุ่มเทให้กับสิ่งที่คุณฝันใฝ่ คุณก็ไม่มีวันประสบความสำเร็จได้อย่างที่คุณมองหาแน่นอน

3. กลัวความล้มเหลว

คุณจะพบกับความล้มเหลวและทำเรื่องผิดพลาดนับไม่ถ้วน  ซึ่งคุณก็ต้องเรียนรู้ที่จะผ่านพ้นมันไปให้ได้ ถ้าคุณมัวแต่กลัวความล้มเหลว คุณก็จะไม่มีทางเอาชนะมันได้หรอก

“อย่ากลัวความสมบูรณ์แบบ เพราะยังไงคุณก็ไม่มีทางเอื้อมถึงมันได้หรอก” — ซัลวาดอร์ ดาลี (SALVADOR DALI)

4. วางเป้าหมายไม่ชัดเจน

ถ้าหากว่าคุณไม่มีเป้าหมายและวิธีบรรลุเป้าหมายนั้นอย่างเป็นขั้นเป็นตอนชัดเจน คุณก็ไม่มีทางจะกลายเป็นเศรษฐีได้ ดังนั้น จงใช้เวลาในการวางแผนให้ดีๆ และเจาะจงลงไปถึงเป้าหมายให้มากยิ่งขึ้น

5. คิดว่าคนอื่นๆ ประสบความสำเร็จได้ ยกเว้นตัวคุณเอง

ให้เชื่อมั่นว่าตัวคุณเองก็สามารถประสบความสำเร็จได้ จงคิดภาพตัวเองเป็นผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จที่คุณเคยอิจฉา ถ้าคุณคิดภาพตัวเองในฐานะเศรษฐีผู้ประสบความสำเร็จออกและเชื่อมั่นอย่างแท้จริงว่ามันเกิดขึ้นกับคุณได้ ก็ถือว่าคุณได้เข้าใกล้เป้าหมายไปอีกก้าวนึงแล้ว

6. คิดว่าพื้นเพหรือที่ที่คุณอาศัยอยู่ทำให้คุณประสบความสำเร็จไม่ได้

จำไว้เลยว่าไม่มีอะไรมาขวางกั้นคุณจากความสำเร็จได้ ขอย้ำอีกครั้ง ไม่มีอะไรที่จะขวางกั้นคุณจากความสำเร็จได้

7. ไม่ใช้อินเตอร์เน็ต 

อินเตอร์เน็ตได้เปลี่ยนแปลงโลกมามากแล้วและก็ยังคงสร้างความเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ ถ้าหากคุณยังไม่ได้ใช้อินเทอร์เน็ตเลย ก็แปลว่าคุณยังไม่ได้ใช้ประโยชน์จากหนึ่งในเครื่องมือทำเงินอันทรงพลังที่สุดในตอนนี้

8. คิดว่าเงินซื้อความสุขไม่ได้ และลืมไปว่าเงินสามารถซื้ออิสระภาพได้

เงินเป็นตั๋วใบหนึ่งที่จะพาคุณไปสู่อิสรภาพได้ ซึ่งเป็นที่ที่ผู้คนมากมายบนใบโลกนี้เฝ้าฝันอยากไปให้ถึง เพราะอิสรภาพก็จะนำไปสู่ความสุข จงสร้างแรงกระตุ้นให้ตัวเองด้วยการคำนึงถึงอิสรภาพทางการเงินที่คุณฝันไว้ แล้วลงมือทำมันให้เป็นจริงเสียดีกว่า

9. เลือกคบเพื่อนผิด

คนรอบตัวคุณควรจะเป็นฝ่ายที่คอยช่วยสนับสนุนคุณอยู่ข้างๆ คอยผลักดันให้คุณคิดบวกและแน่วแน่ไปกับงาน เพื่อนฝูงไม่ควรกลายเป็นสิ่งที่ทำให้คุณต้องวุ่นวาย หรือก้าวเดินไปในทางลบ เพราะมันจะมีผลเสียต่อคุณแน่นอน ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง หรือไม่อย่างนั้นก็อาจถึงเวลาแล้วที่คุณต้องหาเพื่อนกลุ่มใหม่แล้วล่ะ

10. เลือกที่เสี่ยงเพื่อผลตอบแทนที่สูงเหมือนเล่นการพนัน แทนที่จะพัฒนาทักษะของตัวเองให้เก่งขึ้น

การพัฒนาทักษะและพื้นฐานความรู้ของตัวเองนั้นมีผลดีในระยะยาว แน่นอนว่ามันต้องอาศัยเวลานานกว่าและเป็นงานที่หนักกว่า แต่มันก็จะนำพาคุณไปสู่ความสำเร็จในระยะยาวอย่างที่หวังไว้ได้

“ถ้าคุณเกิดมาจน มันไม่ใช่ความผิดพลาดของคุณ แต่ถ้าคุณจากไปทั้งๆ ที่ยังจนอยู่ นั่นแหละความผิดพลาดของคุณ” — บิล เกตส์ (BILL GATES)

ขอขอบคุณ เพจ ประสบความสำเร็จ

เพราะ 365 วันคือ “วันแม่” นักเรียน ป.4 กล่าวสุนทรพจน์วันแม่อย่างสุดซึ้ง เรียกน้ำตาทั้งโรงเรียน

เพราะ 365 วันคือ “วันแม่” นักเรียน ป.4 กล่าวสุนทรพจน์วันแม่อย่างสุดซึ้ง เรียกน้ำตาทั้งโรงเรียน

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2561 ที่ผ่านมา ที่โรงเรียนตากสินศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ต.ท่าช้าง อ.เมือง จ.จันทบุรี ได้จัดกิจกรรมวันแม่ โดยยึดนำคำขวัญวันแม่ที่กล่าวว่า “เมื่อเรารวมพลังกันทั้งชาติ ย่อมสามารถช่วยไทยไขปัญหา ผนึกแรงหลอมรวม ร่วมปัญญา จักนำพาชาติตน รอดพ้นภัย” มาปรับใช้ในชีวิต

ซึ่งทางโรงเรียนตากสินศึกษา ได้จัดงานวันแม่แห่งชาติขึ้น โดยได้มีกิจกรรมการกล่าวสุนทรพจน์ โดย ด.ช.กิตติบดินทร์ บานเย็น อายุ 10 ปี นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ได้เป็นตัวแทนนักเรียนขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ได้อย่างซึ้งใจ สามารถเรียกน้ำตาของเพื่อนๆ นักเรียนและผู้ปกครอง โดยได้ปิดท้ายด้วยบทกลอนที่ว่า

365 วัน คือวันแม่ มิใช่แค่วันใดให้นึกถึง รักเสมอในดวงจิต คิดคำนึง เหมือนแม่ซึ้ง รักลูกทุกคืนวัน

ด.ช.กิตติบดินทร์ เล่าทั้งน้ำตาว่า…

“ผมอาศัยอยู่กับตาและยาย ซึ่งคุณแม่และคุณพ่อได้ไปทำงานที่ต่างจังหวัด ไม่ค่อยได้พบหน้าแม่ จึงอยากที่เป็นตัวแทนของนักเรียนได้กล่าวสุนทรพจน์ออกมาจากใจจริง เพื่อระลึกถึงแม่”

กฎแห่งความโชคดี 10 ประการ มีอะไรบ้าง มาดูกัน!!

ความโชคดีของแต่ละคนนั้นคงแตกต่างกันไป ความโชคดีนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนเสมอ แต่จะโชคดีมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับการกระทำของคนคนนั้น แล้ววันนี้เรามีกฎแห่งความโชคดี 10 ประการ จากหนังสือขายดีทั่วโลก Good Luck มาฝากกัน มีอะไรบ้าง มาดูกันเลย

ข้อที่ 1

โชคนั้นอยู่กับเราไม่นาน เพราะมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเรา

แต่โชคดี เป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นด้วยตัวเอง

ดังนั้น มันจะคงอยู่ตลอดไป

ข้อที่ 2

คนที่อยากจะมีโชคดีมีมาก แต่คนที่ตัดสินใจไขว่คว้าหาโชคดีนั้นมีน้อย

ข้อที่ 3

หากตอนนี้คุณไม่ได้พบความโชคดี

บางทีอาจเป็นเพราะสภาพแวดล้อมยังเป็นสภาวะเดิมๆ

เพื่อให้โชคดีมาเยือน คุณจำเป็นต้องสภาวะแวดล้อมใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น

ข้อที่ 4

การเตรียมสภาวะที่เหมาะสมสำหรับโชคดี

ไม่ได้หมายความว่าให้หาผลประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว

การสร้างสภาวะที่เหมาะสมเผื่อให้คนอื่นได้รับผลประโยชน์ด้วย จะนำโชคดีมาให้

ข้อที่ 5

หากผลัดผ่อนการเตรียมสภาวะที่เหมาะสมไว้วันหน้า (ผลัดวันประกันพรุ่ง)

บางทีโชคดีอาจไม่มาเยือนเลย

การสร้างสภาวะที่เหมาะสมต้องมีก้าวแรก เริ่มก้าวซะตั้งแต่วันนี้ (ทำทันที)

ข้อที่ 6

แม้ในสภาวะที่ดูเหมือนว่าพร้อมแล้ว บางครั้งโชคดีอาจไม่มาเยือน

จงมองหารายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ สภาวะที่ดูเพลินเหมือนจะไม่จำเป็น

แต่แท้จริงแล้วเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

ข้อที่ 7

คนที่เชื่อแต่เรื่องโชคจะเห็นว่า

การสร้างสภาวะที่เหมาะสมเป็นเรื่องไร้สาระ

คนที่ลงมือสร้างสภาวะที่เหมาะสมให้เกิดขึ้น จะไม่กังวลเรื่องโชค

ข้อที่ 8

ไม่มีใครขายโชคได้ โชคดีนั้นไม่มีขาย จงอย่าเชื่อใจผู้เสนอขายโชค

ข้อที่ 9

เมื่อได้สร้างสภาวะเหมาะสมแล้วทุกประการแล้ว จงอดทนรออย่าละทิ้งไป เพื่อให้โชคดีมาเยือน จงเชื่อมั่น

ข้อที่ 10

การสร้างโชคดี ก็คือ การเตรียมสภาวะแวดล้อมให้พร้อมสำหรับโอกาส

แต่โอกาสไม่ใช่เรื่องของโชค หรือความบังเอิญ แต่โอกาสมีอยู่ตลอด

 

ขอขอบคุณเรื่องราวดีๆ จาก เพจจิตสุข

9 วิธี เปลี่ยนตัวเอง เป็น “คนใหม่” ที่ใคร ๆ ก็หลงรัก

คงจะมีสักครั้งในชีวิตที่คุณได้พบใครสักคน ซึ่งมองภายนอกก็ดูธรรมดาไม่ได้สวยเริดหรือหล่อเนี้ยบไปกว่าใคร แต่น่าแปลกที่คนส่วนใหญ่ รวมทั้งตัวคุณเองกลับรู้สึกถูกชะตาประทับใจในตัวเขาหรือเธออย่างไม่มีเหตุผล เผลอๆ บางคนอาจหลงรักเขาตั้งแต่แรกพบเลยด้วยซ้ำ แอดจะมาไขข้อข้องใจและเผยความจริงที่ว่า คุณเองก็สามารถเป็นเจ้าของมนต์เสน่ห์นี้ได้เช่นกัน เพียงทำตามเคล็ดลับ เปลี่ยนตัวเอง 9 ข้อต่อไปนี้

1. รอยยิ้มสะกดใจ

“รอยยิ้ม” เปรียบดังประตูด่านแรกที่จะทำให้ใครๆ รู้สึกประทับใจคุณตั้งแต่แรกพบ ซึ่งกฎมหัศจรรย์ข้อหนึ่งของรอยยิ้ม คือ ถ้าคุณมอบยิ้มที่จริงใจให้กับใคร ผู้รับก็มักจะส่งรอยยิ้มเดียวกันนั้นกลับคืนมาให้คุณทันทีเช่นกัน นอกจากนี้ รศ. ดร.พสุเดชะรินทร์  จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังกล่าวด้วยว่า “ผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ โดยใช้เครื่อง fMRI (เครื่องสแกนสมอง) ตรวจสอบปฏิกิริยาของเซลล์สมองพบว่า เมื่อเรายิ้ม เซลล์สมองส่วนของอารมณ์และความสุขจะถูกกระตุ้นให้ทำงาน แสดงให้เห็นว่าการยิ้มทำให้คนเรารู้สึกมีความสุขมากขึ้น…โดยการยิ้มเพียงหนึ่งครั้งจะกระตุ้นให้เซลล์สมองด้านความสุขทำงานเทียบเท่ากับการกินช็อกโกแลตถึง 2,000 ชิ้นเลยทีเดียว”

2. เปิดใจรับ “ฟัง”

แม้คนส่วนใหญ่มักชอบเป็นผู้พูดมากกว่าเป็นผู้ฟัง แต่แจ๊ค วู้ดฟอร์ด นักเขียนชื่อดัง กล่าวว่า “การตั้งใจฟังเป็นการเยินยอทางอ้อม ที่มนุษย์น้อยคนนักจะปฏิเสธได้” หรือพูดอีกอย่างก็คือการเป็นผู้ฟังที่ดีหรือฟังอย่างตั้งใจนั้น เป็นความลับเล็กๆ ที่จะทำให้ใครๆ ประทับใจในตัวคุณโดยไม่ต้องลงทุนหรือออกแรงใดๆ เลย

3. คุยเรื่องที่เขาสนใจ

บทสนทนาที่จะทำให้ใครต่อใครประทับใจในตัวคุณ คือ การเลือกพูดคุยในเรื่องที่เขาสนใจ ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักเป็นเรื่องที่เขาเคยพูดถึงอยู่บ่อยๆ การปล่อยให้เขาได้บอกเล่าหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็น นอกจากจะทำให้เขาเพลิดเพลินและประทับใจในการสนทนากับคุณแล้ว เขายังรับรู้ถึงความเอาใจใส่ที่คุณมีให้เขาด้วย

4. มาดดีมีชัย (ไปกว่าครึ่ง)

เราไม่ได้ขอให้คุณรีบไปตัดชุดสูทราคาแพง หรือทำศัลยกรรมให้ดูสวยกว่าความเป็นจริง เพียงคุณหันมาใส่ใจดูแลบุคลิกภาพให้ดูสะอาดสะอ้านและเรียบร้อยอยู่เสมอก็เพียงพอแล้ว เพราะไม่ว่าคุณจะมีอุปนิสัยน่ารัก พูดจาหวานหู หรือหน้าตาดีสักเพียงใด ก็คงไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ถ้าคุณยังแต่งกายสกปรก กลิ่นตัวเหม็นเปรี้ยว หรือมีกลิ่นปากรุนแรงแทบทุกครั้งที่พบกัน

5. สัมมาคารวะคือสมบัติอันล้ำค่า

อุปนิสัยสำคัญที่ทำให้ใคร ๆ ต่างให้ความเอ็นดูและชื่นชมคุณตั้งแต่แรกพบคือ กิริยาสุภาพนอบน้อมมีสัมมาคารวะกับทุกคน ไม่ควรเลือกปฏิบัติเฉพาะกับผู้ที่มีพระคุณหรือผู้ที่อาวุโสกว่าเท่านั้น แต่ควรให้เกียรติ และสุภาพกับผู้ที่อายุน้อยกว่าหรือเท่ากับคุณด้วย อย่าลืมว่าการเป็นคนมีสัมมาคารวะ ไม่ได้ทำให้คุณดูต่ำต้อยลงแต่อย่างใด ตรงกันข้าม คุณจะยิ่งได้รับการยกย่องชื่นชมอย่างจริงใจจากทุกคนที่ได้รู้จัก

6. อาสาช่วยด้วยหัวใจ

เพียงคุณมีน้ำจิตน้ำใจ  หยิบยื่นความช่วยเหลือให้ผู้อื่นด้วยใจจริงโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน ก็สามารถช่วยเพิ่มพื้นที่ความสุขในใจของผู้อื่นได้แล้ว สิ่งที่คุณมอบให้นั้น ไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่หรือมีค่าราคาแพงแต่อย่างใด การให้ในสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดต่างหากที่สำคัญกว่า อาจเป็นเพียงของเล็กน้อยหรือเป็นเพียงกำลังกายที่ช่วยหยิบจับช่วยเหลือด้วยความเต็มใจ ก็ถือว่ามีคุณค่าน่าจดจำแล้ว

7. ทำให้คนที่คุณได้พบรู้สึกว่าเขาเป็น “คนสำคัญ”

ควรให้ความสนใจจดจำรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับคนที่คุณได้รู้จักเอาไว้บ้าง เพราะหากมีโอกาสได้คุยกันอีกครั้ง แล้วเขารู้ว่าคุณจดจำเรื่องราวเล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับตัวเขาได้ เขาจะรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า เป็นคนสำคัญในสายตาคุณและความรู้สึกนี้จะประทับอยู่ในใจของเขาไปอีกนานแสนนาน

8. มหัศจรรย์แห่งความกตัญญู

เพียงคุณแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ อาทิ คุณพ่อ คุณแม่ ญาติ ครูอาจารย์ รวมทั้งคนอื่น ๆ ที่เคยเกื้อหนุนคุณมา นอกจากจะทำให้คนที่คุณรักมีความสุขแล้ว  อานิสงส์ผลบุญนี้ยังแผ่ไปยังบุคคลอื่น  ทำให้ผู้ที่ได้รู้จักคุณพลอยรู้สึกยินดีสรรเสริญ  และชื่นชมในตัวคุณ  โดยที่คุณไม่ต้องป่าวประกาศคุณงามความดีนั้นด้วยตัวเองเลย

9. ยึดมั่นใน “ความดี”

เคล็ดลับสุดท้ายคือ  คุณไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อให้ใครหรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมารุมรัก  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากการเปลี่ยนแปลงนั้นทำให้คุณต้องสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง  หรือต้องฝืนใจทำในสิ่งที่ผิดทำนองคลองธรรมเพราะนั่นหมายความว่า คนๆ นั้นหรือคนกลุ่มนั้นไม่คู่ควรกับมิตรภาพดีๆ ที่คุณมีให้เพียงแค่คุณคิด พูด ทำแต่สิ่งที่ดี ไม่ว่าใครก็ต้องรู้สึกสบายใจและอยากอยู่ใกล้คุณทั้งนั้น  เพราะเขาจะพลอยได้รับแต่สิ่งดีๆ และมีความสุขยามที่ได้อยู่กับคุณ

 

ขอขอบคุณเรื่องราวดีๆ จาก เพจจิตสุข

อย่ารักคนที่ไม่เห็นค่า เพราะมันคือการดูถูกตัวเอง

อย่ารักคนที่ไม่เห็นค่า เพราะมันคือการดูถูกตัวเอง

การดูถูกตัวเอง คือ การกระทำที่ทำให้คุณมีสภาพการที่แย่ลงกว่าเดิม เพราะเป็นช่วงที่คุณไม่ได้รักตนเอง ลงโทษตนเอง และดูถูกตนเอง ความสำเร็จต่างๆ ก็จะห่างไกลออกไปทุกที ทุกที  เมื่อคุณคิดในแง่ลบกับตนเองจะขาดซึ้งสติยั้งคิดในการพิจารณาบ่อเกิดของปัญหา มันยิ่งทำให้ปัญหาเลวร้ายลง เมื่อปัญหาชีวิตเดิมไม่ได้แก้ไข  เมื่อมีปัญหาใหม่เข้ามาทำให้เกิดความไม่มั่นใจ ท้อแท้เสียก่อนแล้ว ทำให้ปัญหาเดิมไม่ได้แก้ไข ปัญหาใหม่ก็เตรียมก่อตัว ปัญหายิ่งพอกพูนจนยากที่จะแก้ไข  อันเป็นการสร้างปมด้อยให้ตนเองไปโดยปริยาย

 

การดูถูกตนเอง กล่าวโทษตนเอง ดุด่าตนเอง เมื่อทำบ่อยครั้งเข้า จะทำให้ร่างกายและจิตของคุณบันทึกความล้มเหลว ความท้อแท้ของคุณไว้ จิตและสมองของคุณไม่ได้แยกแยะว่าคุณกำลังคิดอะไรอยู่กับตัวคุณเอง ไม่ว่าจะเป็นด้านบวก หรือด้านลบ จิตกับสมองของคุณจะสนับสนุนความคิดนั้นให้เกิดเป็นความจริง ยิ่งคุณคิดดูถูก กล่าวโทษตนเองซ้ำๆ ซ้ำๆ จะยิ่งเป็นการตอกย้ำให้คุณขาดความมั่นใจ เมื่อจะทำอะไรใหม่ๆ ก็จะท้อแท้ไปเสียก่อนแล้วทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ทำอะไรเลย  ฉะนั้นสิ่งที่คุณต้องทำ ณ ตอนนี้ก็คือ

“เลิกดูถูกตนเอง จงคิดว่าคุณนั่นแหละเจ๋ง และแน่จริง”

“ยัดเยียดความรักให้คนที่ไม่ต้องการ”

คือการดูถูกตัวเอง

“ตามง้อคนที่ไม่แคร์เรา”

คือการดูถูกตัวเอง

“ยอมเสียความเป็นตัวเองเพื่อให้เขาชอบ”

คือการดูถูกตัวเอง

“ยอมเจ็บปวดซ้ำแล้วซ้ำเล่า”

คือการดูถูกตัวเอง

“ทุ่มเทให้คนที่ไม่เห็นค่าเรา”

คือการดูถูกตัวเอง

“เหนี่ยวรั้งคนที่อยากไป”

คือการดูถูกตัวเอง

“เลือกคนที่ไม่ดีพอ”

คือการดูถูกตัวเอง

 

อย่า “รัก” ใครบางคน ถ้ามันคือการ “ดูถูกตัวเอง” เพราะเขาก็จะ “ดูถูก” และไม่เห็นค่าเราเช่นกัน !

“การดูถูกและทำร้ายตนเอง มีแต่จะทำให้คุณแย่ลง จงรักตนเอง แล้วโลกนี้จะเป็นของคุณ”

 

ขอบคุณเรื่องราวดีๆ จาก Chermarn Ratanapongtrakoon, coachtawatchai 😀

คนเราที่เจอกันไม่ใช่เรื่อง “บังเอิญ” อยู่ที่ “บุญ” ที่เคยร่วมทำกันมา ค่อยๆ อ่านไปนะแล้วจะเข้าใจ

ค่อยๆ อ่านไปนะเข้าใจแล้วส่งต่อไปให้คนที่คุณรักอ่านกันด้วยนะ คนเราที่เจอกันไม่ใช่เรื่อง “บังเอิญ” อยู่ที่ “บุญ” ที่เคยร่วมทำกันมา เมื่อมีวาสนา ไม่ต้องเรียกร้อง ถึงเวลาก็มาเจอกัน เมื่อสิ้นวาสนา… ก็ต้องจากกันไป… รั้งอย่างไรก็ไม่อยู่ ดังนั้น….. ในตอนที่เรา…ยังไม่จากกัน เราได้กระทำดีต่อคนที่แวดล้อมเราแล้วหรือยัง… เพราะเมื่อหมด “สัญญากรรม” แล้ว… ไม่ว่าเราจะมีเงินหรือ มีอำนาจจนล้นฟ้า ก็ไม่สามารถเรียกร้อง กลับคืนมาได้… และไม่รู้ว่าจะกี่ภพกี่ชาติถึงจะได้เจอกันอีก

เรื่องที่ควรลืม ทิ้งสามเรื่อง

1. ลืมอายุ

2. ลืมเรื่องที่ผ่านมา

3. ลืมเรื่องที่จะกล่าวโทษ คนอื่น

สี่เรื่องที่ควรมีไว้

1. มีคนที่รักคุณ ด้วยความจริงใจ

2. มีเพื่อนที่รู้ใจ

3. มีงานมีการทำ

4. มีบ้านที่อบอุ่น

ห้าอย่างที่ต้องเอา (ต้องทำ)

1. ต้องร้อง

2. ต้องเต้น

3. ต้องใช้

4. ต้องหัวเราะ

5. ต้องรักษา สุขภาพ

ความโกรธ ทำให้หัวใจ “ทำงานหนัก” ความรัก ทำให้หัวใจ “ทำงานดี” ความดี ทำให้หัวใจนั้น “พองโต” ความโง่ ทำให้หัวใจ “เสียหาย” ความแก่ เจ็บ ดายนั้น เป็นเรื่อง “ธรรมดา” บุคคลใดเข้าใจหลักศาสนา บุคคลนั้นย่อมเห็นทุกสิ่งเป็นธรรมดา

สิ่งที่สูงกว่าเงิน มี 7 อย่าง

1. การได้เกิดมา เป็นคน

2. การได้ยล ศาสนา

3. การมี กัลยาณมิตร

4. การมีความ สุจริตเป็นนิสัย

5. การมีใจ ปราศจากริษยา

6. การมีเวลา ให้บุคคลอันเป็นที่รัก

7. การรู้จัก สะกดคำว่า พอ

ชีวิตคน มี 1 หนทางคือ.. ..ทางเดินของตัวเอง.. มีของมีค่าอยู่ 2 อย่าง

1. สุขภาพกาย

2. สุขภาพจิต

ทุกข์ มี 4 ทุกข์

1. มองไม่ทะลุ

2. สละไม่ลง

3. แพ้ไม่เป็น

4. ปล่อยวางไม่ได้

มี 5 คำพูด

1. ยิ่งลำบาก ยิ่งต้องสู้

2. ยิ่งดียิ่งถ่อมตน

3. ยิ่งแย่ยิ่งต้องเชื่อมั่น

4. ยิ่งมียิ่งประหยัด

5. ยิ่งหนาวเหน็บ ยิ่งมีน้ำใจต่อมิตร

ใครคือเพื่อน18คนที่คุณจะไม่สามารถลืมได้เลยในชีวิต? ส่งให้แค่18คนนั้น แล้วคอยดูว่าคุณเองได้กลับมาเท่าไหร่. เริ่มส่งได้! แค่18คนนะ! วันนี้เป็นวันเพื่อนนานาชาติ ส่งให้เพื่อนคนพิเศษของคุณ (รวมถึงส่งกลับมาให้ฉันด้วย ถ้าฉันพิเศษ) คุณเป็นคนที่คนรักมากๆเลยนะ ถ้าคุณได้รับกลับมาอย่างน้อย5คน

“ลองดูเลย ส่งให้คนที่คุณรักและ เพื่อนที่ดีของคุณ”

 

ขอบพระคุณแหล่งที่มา : roongee.com

5 เรื่องร้ายๆ ที่จะทำให้คุณกลายเป็นคนรักตัวเองมากขึ้นกว่าที่เคย

บางครั้ง เหตุการณ์เลวร้าย หลายอย่างในชีวิตของเรานั้นก็มักจะเกิดขึ้นในแบบที่เราเองต่างก็ไม่ทันได้เตรียมพร้อมรับมือ จนทำให้เราแทบจะล้มทั้งยืน โซซัดโซเซไปหลายรอบ แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เราก็ต้องลุกขึ้นสู้ต่อ ขอเพียงอย่าเพิ่งหันหน้าหนีแล้วยอมแพ้  แต่จงหันหน้าเข้าหามันและรับมือ อย่างผู้ชนะจะดีกว่า !

โดยวันนี้เราจะมาไล่เรียงกันว่า เหตุการณ์ร้ายๆ ที่มักจะ สร้างให้เรากลายเป็นคนรักตัวเองมากขึ้น มันมีเหตุการณ์อะไรบ้าง

1.ถูกหักหลังจากคนที่รัก 

การถูกหักหลังจากคนที่เรารัก ไม่ว่าจะเป็น เพื่อนสนิท ครอบครัว คนใกล้ตัว หรือคนรักของเราเองก็ตาม ต่างก็มักจะเป็นเรื่องที่มีผลกระทบกระเทือนต่อจิตใจได้เป็นอย่างดีมากที่สุด จนทำให้บางคนถึงกับไม่สามารถที่จะอยู่ร่วมโลกกับคนเหล่านี้ได้อีก เรียกได้ว่า มีเขาที่ไหน จะต้องไม่มีฉันที่นั่น !

ซึ่งข้อเสียของเหตุการณ์ประเภทนี้ อาจส่งผลให้เราไม่กล้าที่จะไว้ใจใครได้อีก เพราะแม้กระทั่งคนที่เรารักยังสามารถทำร้ายกัน และหักหลังกันเองได้อย่างลงคอ แล้วจะไปเชื่อถืออะไรได้กับคนนอกที่เพิ่งจะเดินเข้ามา !?

2. ความสัมพันธ์อันห่วยแตก

เชื่อว่าหลายๆ คน ต่างก็ต้องเคยพบเจอกับความสัมพันธ์ที่สามารถเรียกได้ว่า ‘ ห่วยแตก ’ กันมาแล้วทั้งนั้น เพราะนอกจากจะก่อให้เกิดแต่ความเสียใจ และบั่นทอนหัวใจให้แย่ลงไปทุกวันๆ แล้ว ยังทำให้เราไม่ได้สัมผัส และเรียนรู้ถึงรักแท้ที่มันมีอยู่จริงเสียอีก

ผลกระทบของเรื่องราวในลักษณะนี้ มักทำให้เราไม่อยากที่จะรักใครอีกต่อไป เพราะกลัวความผิดหวัง และความเสียใจต่างๆ นานา ที่อาจจะต้องพบเจอกับมันอยู่แบบนั้นซ้ำๆ จนสุดท้ายแล้ว ก็กลับกลายเป็นว่ารักใครไม่เป็น หรือไม่สามารถรักใครได้อีกเลย

3. คนที่เข้ามาเพื่อหวังผล

หลายต่อหลายครั้งที่เราเองก็มักจะสามารถสัมผัส และรับรู้ได้ว่า ใครบ้างที่กำลังเดินเข้ามาในชีวิต เพื่อคาดหวังผลประโยชน์บางอย่างจากตัวเรา มากกว่าที่จะหยิบยื่นมิตรภาพและความจริงใจให้ ซึ่งศัตรูตัวร้ายที่คอยจ้องแต่จะทำลายความรู้สึกของเรา ก็คงหนีไม่พ้นบุคคลในลักษณะนี้เนี่ยแหละ

เพราะนอกจากจะไม่มีความจริงใจอะไรมอบให้แก่กันแล้ว ยังคงคอยจ้องแต่จะฉกฉวยผลประโยชน์ที่เราสร้างขึ้นมากับมืออีกด้วย ซึ่งการได้พบเจอแต่บุคคลประเภทนี้ อาจทำให้เรากลายเป็นคนหวาดระแวง และมองโลกในแง่ร้ายไปโดยปริยาย

4. การถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า การถูกทิ้งให้ต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ต่างๆ แค่เพียงลำพังอยู่บ่อยครั้ง จะทำให้เรากลายเป็นคนที่สตรองไปพร้อมๆ กับความใจแข็งที่เริ่มก่อตัวขึ้นภายในจิตใจ จนในบางครั้งอาจทำให้กลายเป็นคนที่ดูใจร้ายไปโดยไม่ทันได้ตั้งใจเลยจริงๆ

แต่ข้อดีของการถูกทิ้งให้อยู่คนเดียวบ่อยๆ นี้ มันอาจเป็นสิ่งที่สามารถช่วยทำให้เราได้หัดรู้จักปกป้องตัวเอง เพื่อไม่ให้เจ็บปวดกับสิ่งต่างๆ รอบตัว ได้ง่าย ซึ่งจะทำให้เกิดความรักตัวเอง และรู้สึกถึงคุณค่าในตัวเองมากยิ่งขึ้นด้วย

5. พบเจอแต่คนเห็นแก่ตัว

การพบเจอแต่คนเห็นแก่ตัวเต็มไปหมดในชีวิตประจำวัน อาจมีส่วนบั่นทอนตัวเราเอง จนทำให้เกิดความรู้สึกย่ำแย่ขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะกับคนที่มีความใจดีอยู่ในตัวเองสูงมากจนเกินไป ที่อาจถูกทำร้ายจิตใจได้ง่ายมากกว่าคนอื่นๆ

จนสุดท้ายแล้ว มันก็อาจจะเป็นข้อเสีย ที่ทำให้เราต้องยอมกลายเป็นคนเห็นแก่ตัวใส่คนอื่น และรักตัวเองขึ้นมาบ้าง

วิธีรักษาแผลใจให้ลุกขึ้นมาก้าวเดินได้อีกครั้ง

1. ฟื้นฟูหัวใจ ด้วยการทำหรือหาอะไรใหม่ๆ

เป็นธรรมดาเมื่อเจอ เหตุการณ์เลวร้าย มันก็ยังจะวนเวียนอยู่ในความทรงจำของเรา ทำให้ไม่เป็นอันกิน อันนอน แต่ถ้าคุณอยากฟื้นจากความรักผิดหวังนี้ให้ได้โดยเร็ว ก็คือ เราต้องรู้จักลุกขึ้นมาฟื้นฟูหัวใจของเราเองค่ะ อย่าจมอยู่กับอะไรเดิมๆ ลองมองหาคนใหม่ๆ ประสบการณ์ใหม่ๆ หรือสิ่งที่ท้าทายในชีวิต แล้วคุณจะพบว่า โลกนี้ยังกว้างไกล มีอะไรให้ต้องทำ มากกว่าการมานั่งร้องไห้ เสียใจอยู่แต่ในห้อง

2. แสร้งทำเป็นยิ้มบ้าง

เจอ เหตุการณ์เลวร้าย ใครจะมายิ้มออกใช่ใหม่ล่ะ? แต่บางทีการแสร้งเป็นยิ้มก็ดีต่อสุขภาพใจของเราเองค่ะ เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจค่ะว่า ถ้าเราฉีกยิ้ม แม้เราไม่ได้อยากจะยิ้มจริงๆ แต่สมองของเราก็จะรับรู้ไปอัตโนมัติค่ะว่า นี่เป็นสัญญาณของความสุข สิ่งที่เกิดขึ้นคือ คุณจะรู้สึกดี มีความสุขขึ้นอีกนิดๆ ทั้งๆ ที่เพิ่งถูกหักอกมาหมาดๆ หรือให้คิดเสียว่า ไม่ใช่เรื่องแย่นะ  อย่างน้อยก็ยังเคยมีช่วงเวลาดีๆ ที่ทำให้เราได้รู้จักกับความรัก

3. ออกกำลังกาย ลืมความเศร้า

เหตุการณ์ที่ทำให้เราเครียด และทำให้ซึมเศร้าได้ วิธีหนึ่งที่จะทำให้เราฝืนตัวเราก็คือ การลุกขึ้นมาออกกำลังกายค่ะ เจ็บ แค้น เสียใจมากแค่ไหน ก็ระบายออกมาด้วยการออกกำลังหายเลย มีงานวิจัยออกมาบอกว่า การออกกำลังกายจะสัมพันธ์กับความรู้สึก ออกกำลังกายจะช่วยลดฮอร์โมนความเครียด และหลั่งสารความสุขออกมาได้ และข้อดีของการออกกำลังกายอีกอย่างคือ เป็นกิจกรรมที่ทำให้เราได้ทบทวนตัวเองค่ะ ได้สัมผัสถึงหัวใจที่กำลังเต้นอยู่ และมองไปยังเป้าหมายอื่นในชีวิต ที่ไม่ได้มีแค่เรื่องความรัก

4. อยู่กับปัจจุบัน

คนเราเจอเหตุการณ์แย่ๆ สิ่งที่เรามักนึกถึงก็คือ มองภาพของตัวเองในอนาคตว่า ต่อจากนี้จะใช้ชีวิตโดยไม่มีเขาได้อย่างไร ซึ่ง 2 ความคิดนี้เป็นเรื่องของอดีตและอนาคตค่ะ ซึ่งมันไม่มีประโยชน์ที่จะไปนึกถึงอดีตที่ย้อนกลับไปไม่ได้ และก็ทำให้เราเครียดเปล่าๆ กับการนึกถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ทางที่ดีที่สุดคือ อยู่กับปัจจุบัน ลองมองดูรอบๆ ตัวเราว่า มีใครบ้างที่อยู่เคียงข้างเรา อย่างเช่น พ่อ แม่ เพื่อน ญาติพี่น้อง ลองนึกถึงสิ่งที่ตัวเองทำได้ดี และทำปัจจุบันให้ดีที่สุดค่ะ แม้ตอนนี้จะไม่มีเขาแล้ว แต่ชีวิตคุณก็ดำเนินต่อไปได้ โดยไม่มีเขา

5. อย่าอยู่คนเดียว

ยิ่งอยู่คนเดียวก็จะยิ่งทำให้เราฟุ้งซ่าน และลืมเขายากมากขึ้น ในช่วงเวลานี้ ควรออกไปพบปะพูดคุยกับเพื่อน ระบายความในใจให้เพื่อนฟัง และเราอาจจะได้คำแนะนำดีๆ จากเพื่อนเรา พร้อมกับทำให้เรารับรู้ว่า แม้คนรักเราจะจากไปหรือทิ้งเราไป แต่เราก็ยังมีสิ่งล้ำค่าอย่าง “เพื่อน” หลงเหลืออยู่

6. เขาไม่รัก ก็หันมารักตัวเอง

เขาไม่รักเราแล้วก็ไม่เป็นไรค่ะ แต่ถ้าไม่รักตัวเองเนี่ย มีปัญหาแน่ๆ เพราะเราอาจจะป่วยทั้งทางกายและทางใจ ให้ถือซะว่า ไหนๆ เขาก็ไม่รักเราแล้ว ลองเอาเวลานี้หันมารักตัวเราเองดีกว่า อย่าให้ตัวเองต้องรู้สึกแย่ไปกว่านี้เลย ด้วยการหันมาใส่ใจกับตัวเองมากขึ้น เช่น กินอาหารที่ดีๆ ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่แข็งแรง พัฒนาทักษะอื่นๆ ในการทำงาน ดูแลผิวพรรณตัวเองให้สวยขึ้น ดีไม่ดี นี่อาจจะเป็นโอกาสใหม่ ให้เราพบเจอรักครั้งใหม่ที่ดีกว่าเดิมก็ได้นะคะ

ขอบคุณ : sineenow , goodlifeupdate.com , idskinexpert.com

เรื่องจริงที่ผู้หญิงควรอ่าน รักตัวเองให้เป็น…อย่าฝากชีวิตไว้กับใคร โดยเฉพาะเรื่องเงินทอง

เรื่องราวความรักที่มีจุดเริ่มต้น ช่วงเตรียมตัวที่จะแต่งงานกัน ของคู่รักคู่นึง…

 

ฝ่ายชายมีเงินหนึ่งแสนห้าหมื่น ผู้หญิงมีเงินหนึ่งแสน ก่อนที่จะแต่งงาน ผู้ชายนำเงินหนึ่งแสนห้าหมื่นไปดาวน์บ้าน ผู้หญิงนำเงินหนึ่งแสนไปตกแต่งบ้าน และซื้อเครื่องใช้ต่างๆ หลังแต่งงาน ผู้ชายผ่อนส่งค่างวดบ้าน สามพันหยวนทุกเดือน เงินเดือนคงเหลือหนึ่งพันหยวน ผู้หญิงเงินเดือนเดือนละสามพันหยวน ชายหญิงทั้งสองใช้ร่วมกัน

สามปีต่อมา ผู้หญิงตั้งครรค์ จากนั้นคลอดลูกออกมา ผู้ชายได้เลื่อนตำแหน่งในหน้าที่การงาน เงินเดือนเพิ่มเป็นเจ็ดพันหยวน ยามนี้ เด็กต้องการคนดูแล หากจ้างพี่เลี้ยง ต้องจ่ายเดือนละสองพันหยวน ชายและหญิงทั้งสอง ปรึกษาหารือกัน ตกลงตัดสินใจ ให้ผู้หญิงลาออกจากงาน เพื่ออยู่ดูแลลูก เช่นนี้แล้ว ผู้หญิงจึงกลายเป็นแม่บ้านเต็มตัว

สิบปีต่อมา ผู้ชายประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน รัศมีเปล่งปลั่ง ผู้หญิงคลุกคลีอยู่กับลูก สามี บ้าน ทุกๆวัน ราศีหม่นหมอง ยามนี้ ผู้ชายรู้สึกว่า ภรรยาตนไม่สามารถพาเข้าสังคมอีกแล้ว สิ่งยั่วยวนภายนอกก็ ช่างร้อนแรงเย้ายวนใจ สุดท้ายเลยมีภรรยาน้อย

หลังจากภรรยารู้เรื่องเข้า ทะเลาะ วิวาท สุดท้าย เศร้าเสียใจ ผู้ชายและผู้หญิงเตรียมตัวหย่า ตามคำอธิบาย ในตัวบทกฎหมาย ว่าด้วยการสมรส “บ้าน” ผู้ชายได้ซื้อก่อนแต่งงาน ผู้หญิงไม่มีสิทธิ์ ผู้หญิงไม่ยอม บอกว่า “พวกเราทั้งสองช่วยกันผ่อนค่างวด” ทนายถามว่า “เธอมีหลักฐานที่ร่วมกันผ่อนส่งค่างวดหรือไม่?” ผู้หญิงตอบว่า “ไม่มี ทุกเดือนจะหักจากบัญชีเงินเดือนของผู้ชายโดยตรง”

ผู้หญิงบอกอีกว่า “ลูก..ฉันเป็นคนคลอดเอง ฉันเลี้ยงดูจนเติบใหญ่มากับมือ ลูกต้องตกเป็นของฉัน”

ทนายพูดว่า “ลูก..จะตกเป็นของใคร เราจะดูว่า ใครมีความสามารถที่จะเอื้อประโยชน์ให้แก่เด็กมากที่สุด เธอ..ไม่มีงานทำ ไม่มีรายได้ ไม่มีบ้าน ย่อมไม่เป็นผลดีต่อการเจริญเติบโตของเด็ก ทางศาลจะตัดสินให้ตกเป็นของผู้ชาย”

ยามนี้ ผู้หญิง..ไม่มีบ้าน ไม่มีงาน ไม่มีเงิน ไม่มีลูก เธอสิ้นหวังแล้ว โลกของเธอล่มสลายไปแล้ว ส่วนผู้ชาย เริ่มต้นชีวิตใหม่ของของเขา

ผู้หญิง… เธอยังกล้าที่จะนำเอาความสุขของทั้งชีวิต ฝากฝังไว้กับคนอื่นอีกหรือไม่ ? บนโลกใบนี้ ไม่มีใครให้คุณพึ่งพิงได้ตลอดชีวิต แม้แต่เงาของเธอเอง ก็จะห่างหายไปจากเธอ ในความมืด

ใช่แล้ว…แรกเริ่ม ผู้ชายรักเธอมาก แต่…ผู้หญิงโดยส่วนมากแล้ว มักจะละเลยสิ่งสำคัญที่สุดไป นั่นก็คือ“คน” ขอเพียงยังมีชีวิตอยู่ ล้วนที่จะแปรเปลี่ยนไป ได้ทุกเมื่อทุกเวลา

ผู้หญิงที่มีอาชีพ มีความอิสระของตนเอง จึงจะดำรงชีวิตได้ตามแบบฉบับตัวตนที่แท้จริงของตนเอง จึงสามารถสร้างความมั่นคงในการใช้ชีวิตคู่ เพราะ..ทุกๆคน ล้วนชื่นชอบชื่นชมสิ่งสวยๆงามๆ ใครจะยอมทนอยู่กับคนที่ไม่แต่งหน้าแต่งตัว ไม่พัฒนาตนเอง เกียจคร้าน ซังยังกะดาย อีกทั้งเป็นผู้หญิงที่เสื่อมโทรมแล้ว ได้ทุกวัน

ผู้หญิงเอ๋ย…ดีกับตัวเอง ทะนุถนอมตัวเองให้มากหน่อยเถิด “ต้องสูงส่งถึงจะล้ำค่า” คิดอยากจะเป็นผู้หญิงที่แกร่ง รูปลักษณ์ของผู้หญิงเอง เป็นตัวตัดสินกำหนดว่า “สำเร็จหรือล้มเหลว”

ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก

  • Cr : Niwat Rungvicha
  • share-si.com

อย่าไปหาคนที่เห็นค่าคุณ แค่เวลาที่เขาต้องการ เพราะบางครั้ง “ความรัก” เกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว

ลองคิดตาม แล้วคุณจะเห็นอะไรอีกเยอะ

อย่า ‘ฝืน’ อะไรก็ตาม
ที่จะต้องเกิดขึ้น

อย่า ‘พยายาม’
เพื่อคนที่ไม่เคย ‘พยายาม’ เพื่อคุณ

อย่า ‘ไปหา’
คนที่ ‘เห็นค่า’ คุณ
แค่เวลาที่เขา ‘ต้องการ’

อย่า ‘เสียสละ’ ความสุขของคุณ
เพื่อทำให้ทุกคนมีความสุข

เริ่ม ‘ใช้ชีวิต’ ของคุณ
และทำให้ ‘ตัวเอง’ มีความสุข

‘ตัด’ คนบางคนออกไปจากชีวิต
แล้วคุณจะมี ‘เวลา’ มากขึ้น
ที่จะทำเพื่อตัวเอง

เรียนรู้ว่าถ้าคุณ ‘แคร์’ มากไป
คุณจะลงเอยที่ ‘ความเจ็บปวด’

‘ดูแลตัวเอง’ ให้ดีที่สุด
เพราะสุดท้ายไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น
คุณจะเหลือแค่ ‘ตัวคุณเอง’

บอกคนที่คุณ ‘หาย’ ไปจากชีวิตเขา
ว่าไม่ใช่เพราะคุณ ‘ไม่แคร์’
แต่เพราะเขา ‘ไม่เห็นค่า’ คุณมากพอ

‘ลืม’ ทุกอย่างที่ทำให้คุณอ่อนแอ
และอยู่กับสิ่งที่ทำให้คุณ ‘เข้มแข็ง’

‘รักตัวเอง’
แล้ว Move on !

 

เคยไหม..ที่ “ความรัก” เกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว

ทุก ๆ วัน เราเฝ้ามอง เฝ้าถาม
อยากพูดคุย อยากเจอหน้า
หากใครคนนั้นมีไมตรีกลับมาสักนิด
ก็ทำให้อมยิ้มได้แล้วทั้งวัน

แต่โชคร้ายที่ “ความรัก”
ไม่สามารถทำให้ทุกคนสมปรารถนาได้
เพราะฉะนั้นจึงมีหลายคนได้แค่ “แอบรัก”
และหลงเข้าข้างตัวเองไปเพียงวัน ๆ เท่านั้น

ซึ่งหากวันใดที่เรามี “สติ” พอสักนิดว่า
เรากำลังเดินถึงจุดนั้นแล้ว ก็ถึงคราวที่ต้องเลือก
ว่าจะ “เดินหน้า” ในความฝันต่อไป

หรือจะ ” ถอยหลัง” กลับมาอธิบายให้ตัวเองเข้าใจ
และปลุกตัวเองให้ตื่นจาก “ความรัก” ครั้งนั้นเสียที
แล้วเฝ้ามองใครคนนั้นอยู่ห่าง ๆ
เพื่อไม่ให้การโกหกตัวเอง สร้างความเจ็บปวดให้หัวใจต่อไปอีก

ไม่ว่า “ความรัก” ของคุณจะเป็นแบบใด
จะได้รับการตอบสนองจาก “เขา” หรือ “เธอ” คนนั้นหรือไม่

แต่ขอให้คุณโปรดจำไว้ว่า “ความรักคือสิ่งที่สวยงาม”
แม้ว่าบทสรุปของ “ความรัก”
ที่อาจไม่ได้จบลงด้วยคำว่า “รัก”
อย่างแฮปปี้เอ็นดิ้งก็ตาม

ปลายทางของความรัก
หลายครั้งที่ไม่ได้จบลงด้วยคำว่า…รัก
แต่ยังสวยงาม..ในมุมที่ต่างกัน

 

ขอบคุณเรื่องราวดีๆ โดย Chermarn Ratanapongtrakoon

ที่สุดของคน คือเป็นคนธรรมดาที่มีความสุข ข้อคิดดีๆ ที่จะทำให้คุณมีความสุข

ที่สุดของคน คือเป็นคนธรรมดาที่มีความสุข

1. ท่ามกลางกระแสโต้เถียงร้อนแรงแห่งโลกโซเชี่ยล คนที่สบายใจที่สุดคือ…คนที่อ่านแล้ว ไม่แสดงความเห็นเพิ่มความขัดแย้งใดๆ เลย

2. ท่ามกลางกระแสกลุ้มใจกับการหาเงินเพื่อใช้หนี้ก้อนโตให้เร็วที่สุด คนที่ปลดหนี้ได้ก่อนใครๆ คือ…คนที่หยุดสร้างหนี้ใหม่ขึ้นอีกต่างหาก

3. ท่ามกลางกระแสพัฒนาโครงข่ายสื่อสารให้รวดเร็วระดับ 2G, 3G, 4G คนที่ได้ประโยชน์มากที่สุดคือ…คนที่ค่อยๆ เลือกรับข่าวสารที่เป็นประโยชน์และไม่ขาดการติดต่อกับครอบครัวเมื่อมีเหตุจำเป็น…หาใช่คนที่จมไปกับกองขยะข้อมูลปฏิกูลข่าวสาร

4. ท่ามกลางคำคม-ข้อคิดที่สรรหามาแชร์กันจนนับไม่หวาดไหวบนโลกโซเชี่ยล…คนที่ดำรงตนให้เป็นสุขอยู่ได้คือ คนที่เก็บคำคม-ข้อคิดบางอย่างที่เคยผ่านมา แล้วนำไม่กี่ข้อมาปรับใช้เข้ากับตัวเอง…มิใช่คนที่แสวงหาคำคม-ข้อคิดใหม่ๆที่ผ่านตาเข้ามาทุกวัน

5. ท่ามกลางการวิพากษ์วิจารณ์มากมายถึงข้อดีข้อเสียในตัวตนของเรา…คนที่ยืนยิ้มเชิดหน้าในสิ่งที่ถูกต้องแห่งตัวตนอยู่ได้คือ คนที่ไม่สนใจกับเสียงวิจารณ์ที่ไม่รู้จริง…มิใช่คนที่พยายามอธิบายให้ทุกคนเข้าใจอย่างเหน็ดเหนื่อย.

6. ท่ามกลางกระแสการแข่งขันเล่าเรียนสะสมปริญญาเพื่อแสวงหาความก้าวหน้าทางการงานและอยู่ดีกินดี….คนที่เอาตัวรอดกับภาวะเศรษฐกิจขาลงได้ดี…ส่วนหนึ่งคือ คนที่มีปฏิภาณไหวพริบ รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา เข้าใจในโลกธรรมและยอมรับทุกความเปลี่ยนแปลงอย่างรู้เท่าทันมากกว่า

7. เสื้อสวยที่ติดยศถาบรรดาศักดิ์สูงสุด…ย่อมติดภาระหน้าที่รับผิดชอบจนหมดอิสรภาพแห่งการใช้ชีวิต…คนที่ยิ้มกว้างอย่างมีความสุขที่สุดหลายคน…จึงแค่ใส่เสื้อเก่าๆ ที่ปราศจากตำแหน่งหรือหัวโขน หรือบางคนยิ่งมีความสุขกว่าใครๆ…แม้ถอดเสื้ออยู่ก็มาก

8. ทุกข์ที่สาหัสในหมวดของความยากจนก็คือ ทุกข์เพราะไม่เท่า…หลายคนผ่านทุกข์เพราะไม่มี มาได้ด้วยความขยัน…แถมผ่านด่านทุกข์ที่ไม่พอ มาด้วยอดออม…แต่ต้องมาติดกับดัก เพราะเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นว่ามีมากกว่า…หยุดเปรียบเทียบ…ชีวิตหลุดบ่วงทุกข์อย่างมหัศจรรย์

9. คนปฏิบัติธรรมแล้วชีวิตดีขึ้นทันตาเห็น…คือคนที่เข้าใจว่า ต้องรู้เท่าทันจิตที่กำลังปรุงแต่ง…มิใช่บังคับจิตให้หยุดฟุ้งซ่าน…เพราะทันทีที่รู้ทัน ความรู้เท่าทันจะหยุดสภาวะทุกข์ โลภ โกรธ หลงได้ทันทีนั่นเอง

Cr : คุณเสก มดงาน บ้านรอยยิ้ม, นุสนธิ์บุคส์