5 ประโยชน์ดีๆ ที่ได้ง่ายๆ..แค่ทานอาหารเย็นให้เร็วขึ้น

การกินอาหารเย็นให้เร็วขึ้น นอกจากจะช่วยลดหุ่นได้แล้ว เรายังจะได้ประโยชน์สุขภาพที่ดี๊ดีอีกหลายข้อ..

อย่างที่เราทราบกันดีว่าการเข้านอนให้เร็วขึ้นนั้นมีประโยชน์ และการนอนดึกบ่อยๆนั้นนอกจากทำให้ไม่กระฉับกระเฉงแล้วยังเป็นตัวการทำให้มีความเสี่ยงในการเกิดโรคมากมาย  ปัจจุบันมีการวิจัยแสดงให้เห็นว่าการที่เราปรับเวลาการใช้ชีวิตและเวลาการรับประทานอาหารเย็นให้เร็วขึ้นนั้นมีประโยชน์ ทั้งประหยัดเงิน แถมได้ตื่นมารับอากาศที่สดชื่น และยังมีข้อดีหลักๆอีก 5 ประการที่แนะว่าทำไมการรับประทานมื้อเย็นเร็วขึ้นเป็นแนวความคิดที่ดี

1.ทำให้เอวบางลง

การกินอาหารเย็นเร็วขึ้นจะทำให้ร่างกายมีเวลาเบิร์นแคลอรีออกไปได้หมด หรืออย่างน้อยก็ได้เบิร์นอาหารที่กินเข้าไปได้มากเท่าที่ระบบเผาผลาญจะทำได้ไหว

ผลการวิจัยพบว่าผู้ที่ทานอาหารเย็นเร็วขึ้น และให้ห่างกับมื้อต่อไปที่เป็นมื้อเช้าประมาณ 16 ชั่วโมงนั้น จะผอมกว่าคนที่ทานแคลอรี่เท่ากันที่ทานในเวลาปรกติ อ้างจากการวิจัยเรื่องระบบการเผาผลาญ ผู้วิจัยเชื่อว่าคนที่เว้นเวลาระหว่างมื้อยาวนั้นจะเป็นการปล่อยให้ระบบการย่อยอาหารทำงานได้อย่างเต็มความสามารถนั้นเอง ทำให้การดูดซึมดีขึ้นอีกด้วย จากเหตุผลนี้ก็เป็นไอเดียที่จะบอกลามื้อดึก และ ขนมยามดึกได้แล้ว

2.ทำให้นอนหลับได้ดีขึ้น

สำหรับคนที่ชอบรับประทานอาหารเย็นช่วงหัวค่ำ หรืออาจเลื่อนไปเป็นมื้อดึกแทน ขอเดาเลยว่าคุณน่าจะเจอปัญหานอนไม่หลับอยู่บ่อย ๆ เพราะเมื่อเรารับประทานอาหารเย็นในเวลาที่ใกล้เข้านอน อาหารที่กินเข้าไปอาจยังย่อยไม่หมด และระบบเผาผลาญก็ต้องทำโอทีเพื่อที่จะเบิร์นอาหารเย็นเหล่านี้จนจบสิ้นกระบวนการ แล้วอย่างนี้เราจะนอนหลับสบายได้ยังไง

อีกทั้งผลการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ The Mind and Body ยังเตือนมาด้วยว่า หากเข้านอนในขณะที่อิ่มจัดก็อาจกระตุ้นให้คลื่นสมองทำงานและก่อฝันร้ายได้เช่นกัน ดังนั้นการเลื่อนเวลารับประทานอาหารเย็นให้เร็วขึ้นกว่าเดิม ก็จะช่วยแก้ปัญหานอนไม่หลับและฝันร้ายได้ เนื่องจากร่างกายจะมีเวลาเผาผลาญอาหารเย็นได้มากขึ้นยังไงล่ะคะ

3. ลดความเสี่ยงโรคกรดไหลย้อน

เราน่าจะพอรู้ ๆ กันมาอยู่บ้างว่าพฤติกรรมกินแล้วนอนทันทีจะเสี่ยงต่อโรคกรดไหลย้อนให้ต้องทรมาน เพราะหากเรานอนทั้ง ๆ ที่กระเพาะอาหารยังย่อยอาหารไม่หมด กรดในกระเพาะอาหารอาจจะไหลย้อนมาที่หลอดอาหาร ทำให้เกิดอันตรายต่อหลอดอาหารและเยื่อบุในหลอดอาหารที่มีความบอบบาง กระทั่งก่อให้เกิดอาการอักเสบตามมาได้ ดังนั้นทางที่ดีเราจึงควรกินอาหารเย็นก่อนเข้านอน 2-3 ชั่วโมง หรือไม่ก็ลองเลื่อนเวลารับประทานอาหารเย็นให้เร็วขึ้นจากเดิมสักหนึ่งชั่วโมงก็ได้ค่ะ

4. เพิ่มความกระฉับกระเฉงให้ร่างกาย

อาหารที่เรารับประทานเข้าไปในแต่ละมื้อจะถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานเพื่อให้ร่างกายทำกิจวัตรประจำวันได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นหากเราสามารถกินอาหารเย็นในช่วงเวลาที่ห่างจากมื้อกลางวันไม่มากเกินไป (ห่างจากมื้อกลางวันไม่เกิน 4 ชั่วโมง) ระบบต่าง ๆ ก็จะทำงานกันได้อย่างเต็มที่ ทว่าหากกินมื้อเย็นเลทมากจนเกือบจะเป็นมื้อดึก ร่างกายอาจเข้าสู่โหมดระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ เหนื่อย อ่อนล้า และอาจจะทำให้รู้สึกหิวหนักมาก ลงท้ายด้วยการกินแบบไม่บันยะบันยัง เป็นการสะสมไขมันในร่างกายจนทำให้อ้วนและเสี่ยงต่อโรคได้

5. ปลอดภัยจากความเสี่ยงโรคเรื้อรัง

การมีไขมันสะสมอยู่ในร่างกายมาก ๆ ย่อมไม่ดีต่อสุขภาพแน่ ๆ โดยเฉพาะคนที่กินมื้อเย็นแบบจัดหนักมาโดยตลอด แถมยังกินมื้อเย็นค่อนข้างจะดึกด้วย แคลอรีจากอาหารที่ร่างกายเผาผลาญไม่หมดอาจเปลี่ยนเป็นไตรกลีเซอร์ไรด์ และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและเส้นเลือดอุดตันได้ในที่สุด

หากเป็นไปได้ก็อยากให้ปรับช่วงเวลากินอาหารเย็นให้เร็วขึ้นกว่าเดิมสัก 1-2 ชั่วโมงก็ยังดีนะคะ และหากอยากได้สุขภาพดีเพิ่มขึ้นไปอีก ก็อย่าลืมออกกำลังกายกันเป็นประจำด้วยนะคะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
lifehacker
eatingwell
indiatimes
thehealthsite
livestrong
fivespotgreenliving

9 พฤติกรรม ห้ามทำก่อนนอน ไม่งั้นร่างพังแน่ๆ

ในแต่ละวันการนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอนั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพหลายๆ ด้าน ซึ่งเป็นปัญหาของผู้คนในยุคสมัยนี้อย่างมาก และบางคนก็มีพฤติกรรมที่เอื้อให้ร่างกายไม่ได้หลับไม่ได้นอนโดยไม่ตั้งใจ ผลเสียของการนอนไม่พอไม่ใช่แค่ทำให้ร่างกายอ่อนเพลียเท่านั้น แต่ยังมีงานวิจัยระบุว่าคุณจะกลายเป็นคนอารมณ์แปรปรวน ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ตัวเองต่ำลง ไม่มีสมาธิส่งผลให้การตัดสินใจผิดพลาดบ่อย ระบบภูมิคุ้มกันจะค่อยๆ อ่อนแอ มีโอกาสเป็นโรคเรื้อรังสูง และเมื่อสะสมพฤติกรรมการนอนน้อยไปนานๆ จะบั่นทอนให้ชีวิตสั้นลงได้ หากไม่อยากให้สุขภาพแย่ตามที่ว่ามาก็ควรเลิกพฤติกรรมเสี่ยงๆ กันให้ได้ ไปดูกันเลยว่าพฤติกรรมใดไม่ควรทำก่อนนอน

9 สิ่งไม่ควรทำก่อนเข้านอน

1. ไม่ยอมอาบน้ำก่อนนอน ตลอดวันเราต้องเจอกับสิ่งสกปรก ฝุ่นละออง คราบเหงื่อที่ติดตัวมาด้วย ซึ่งอาจทำให้เกิดโรคผิวหนังถ้าไม่อาบน้ำก่อนจะเข้านอน เมื่อตื่นนอนตอนเช้าจะไม่สบายตัว

2. ก่อนจะนอนดื่มน้ำมาก กลางคืนเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายต้องการพักผ่อนอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการรบกวน แต่หากดื่มน้ำมากก่อนนอนอาจทำให้ต้องลุกขึ้นมาปัสสาวะกลางดึก ถ้าอั้นไว้ก็จะมีอาการบวมน้ำได้

3. เข้านอนไม่ตรงเวลา บางคืนนอนเร็ว บางคืนนอนดึก การไม่มีวินัยในการเข้านอนให้เป็นเวลาเดียวกันทุกๆ คืน จะทำให้ระบบการทำงานภายในร่างกายผันผวนเพราะปรับสภาพไม่ทัน

4. นอนกลางวันเป็นนิสัย หากนอนกลางวันวันละไม่เกิน 20 นาที ไม่เป็นไรจะช่วยให้ร่างกายสดชื่นระหว่างวันด้วย แต่การนอนเป็นเวลา 2-3 ชั่วโมง จะทำให้นอนหลับยากในเวลากลางคืน

5. กินมื้อเย็นเยอะ หรือชอบกินมื้อดึกบ่อยๆ สิ่งที่ไม่ควรทำก่อนนอนที่สุดเพราะแม้ว่าเราจะเข้านอนเพื่อพักผ่อนแล้ว แต่กระเพาะอาหารยังต้องทำงานต่อไปทั้งคืน โดยย่อยอาหารมื้อเย็นที่คุณกินเข้าไปยังไงล่ะ

6. ใช้โทรศัพท์มือถือ การคุย การแชต การเล่นโซเชียล หรือการเช็กอีเมล จนง่วงหลับไป นอกจากจะทำให้นอนหลับไม่เต็มที่แล้ว คลื่นของโทรศัพท์มือถือยังอาจมีผลกระทบต่อสมองอีกด้วย

7. เอางานกลับมาทำที่บ้าน จะทำให้เวลานอนในตอนกลางคืนสั้นลง ร่างกายไม่ได้หยุดพักเพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และอาจทำให้เกิดความเครียดซึ่งไม่ดีต่อสุขภาพมาก

8. ใส่นาฬิกาข้อมือนอน โดยเฉพาะนาฬิกาที่เรืองแสงอาจมีผลต่อสุขภาพในระยะยาว เนื่องจากร่างกายจะได้รับคลื่นเรืองแสงหรือพลังงานจากนาฬิกาเป็นเวลานาน 6-8 ชั่วโมง

9. ใส่เสื้อชั้นในนอน คนหน้าอกใหญ่สามารถใส่ได้แต่ไม่ควรรัดเกินไปและไม่มีโครง ส่วนคนหน้าอกเล็กไม่จำเป็นต้องใส่ก็ได้ เพราะมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่า ผู้หญิงที่ใส่เสื้อชั้นในแน่นกระชับยาวนานกว่า 12 ชั่วโมง มีความเสี่ยงโรคมะเร็งเต้านม

จากพฤติกรรมที่ไม่ควรทำก่อนเข้านอนทั้ง 9 ข้อ…หากใครมีพฤติกรรมต่างๆ ดังกล่าว คุณกำลังทำร้ายร่างกายของตัวเองกันอยู่นะ ดังนั้น เพื่อการมีสุขภาพดีไปนานๆ ควรรีบปรับเปลี่ยนการทำสิ่งที่ไม่ดีกันโดยด่วน

ขอบคุณข้อมูลดีดีจาก : sukkaphap-d
เรียบเรียงข้อมูลโดย : samunpraibann, eatrices.com 

เคล็ดลับการลดน้ำหนักง่ายๆ เอาใจคนที่อยาก ผอมไว!!!!

วันนี้ จะพาทุกคนไปดูเคล็ดลับการลดน้ำหนักง่ายๆ เอาใจคนที่อยาก ผอมไว โดยเฉพาะ แบบไม่ต้องอดอาหารกันเลยแต่สามารถผอมได้เหมือนกัน

ใครๆ ก็คงอยากมีรูปร่างที่ดูดี ไร้ไขมันส่วนเกิน หุ่นเฟิร์มกันทั้งนั้น แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยน่ะสิเพราะว่าทั้งอาหาร ของหวานบ้านเรานี่มันอร่อยเกินจะอดใจไหว ทำให้การผอมของคนปัจจุบันจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ดังนั้นมาพบกับ 20 วิธีลดน้ำหนักง่ายๆที่ไม่จำเป็นต้องอดอาหารก็ผอมได้กันดีกว่า ไปดูซิว่ามีวิธีไหนน่าสนใจกันบ้าง

1. เลี่ยงแป้งขาว อาหารที่ทำมาจากแป้งที่ผ่านการขัดสีจนขาว แม้ว่าจะให้คาร์โบไฮเดรตแก่ร่างกายแต่ก็ทำให้เราอ้วนได้เหมือนกัน เพราะแป้งขาวมีน้ำตาลสูงอีกทั้งยังแทบจะไม่มีไฟเบอร์เหลืออยู่เลย ถ้าอยากผอม เลี่ยงอาหารจำพวกนี้ให้เด็ดขาดหันมารับประทานอาหารที่มาจากแป้งที่ไม่ผ่านการขัดสีจะดีกว่า

2. ลาให้ขาดกับน้ำอัดลม น้ำอัดลมสามารถเพิ่มความเสี่ยงโรคอ้วนให้กับเราได้ถึง 65% เพราะในน้ำอัดลมมีน้ำตาลสูง ในขณะที่น้ำอัดลมแบบที่มีสารให้ความหวานแทนน้ำตาลก็ยิ่งทำให้เสี่ยงกับโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้อีก สรุปแล้วก็คือไม่ว่าน้ำอัดลมชนิดไหนก็ควรเลิก ถ้าคิดจะลดน้ำหนักจริง ๆ ละก็ดื่มน้ำเปล่าก็เพียงพอแล้วค่ะ

3. รับประทานสลัดให้ได้ทุกมื้อเที่ยง สลัดผักเป็นแหล่งของแร่ธาตุ วิตามิน และไฟเบอร์ ซึ่งจะสามารถช่วยให้คุณรู้สึกอิ่มท้องได้นานกว่าอาหารชนิดอื่น ๆ ในปริมาณแคลอรีที่ไม่สูง การรับประทานสลัดในมื้อเที่ยงให้ได้ทุกวัน จะช่วยทำให้อยู่ท้องไปได้จนถึงเย็น ส่งผลให้เรารับประทานมื้อเย็นได้น้อยลงด้วย ลองเพิ่มสลัดเข้าไปเป็นตัวเลือกของคุณในมื้อเที่ยงนี้ จะเริ่มจากการรับประทานคู่กับอาหารจานอื่น ๆ ก่อนก็ได้ แล้วคุณจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในการทานอาหารมื้อเย็นของตัวเอง

4. อย่าปล่อยให้ตัวเองหิวมากเกินไป ความหิวคือศัตรูตัวฉกาจของการลดน้ำหนัก การปล่อยให้ตัวเองหิวมาก ๆ แล้วค่อยกิน จะทำให้คุณหยิบอาหารทุกชนิดเข้าปากแบบไม่สนใจแคลอรี ถ้าอยากลดน้ำหนัก ควรกินอาหารในแต่ละมื้อให้เพียงพอ ถ้าหากอดใจไม่ได้จริง ๆ ควรหาขนมหรือของว่างที่มีแคลอรีต่ำรองท้องไปก่อน อย่าปล่อยให้หิวจนหน้ามืดเด็ดขาดเลย

5. นอนหลับให้เพียงพอ การนอนหลับอย่างเพียงพอสามารถลดความอยากอาหาร อันเป็นสาเหตุของความอ้วนได้ เพราะเมื่อคนเราพักผ่อนไม่พอ ร่างกายก็จะหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมาทำให้เรารู้สึกอยากอาหารอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นควรนอนหลับให้ได้วันละ 7-8 ชั่วโมง ถึงจะเรียกว่าเพียงพอ ที่สำคัญเลี่ยงการเล่นสมาร์ทโฟนในช่วงเวลาก่อนนอนด้วยเพราะอาจจะทำให้นอนไม่หลับได้ค่ะ

6. แปรงฟันทุกครั้งหลังจากรับประทานอาหารเสร็จ นอกจากจะได้ในเรื่องของความสะอาดแล้ว การแปรงฟันทุกครั้งหลังรับประทานอาหารจะเป็นการสั่งการให้สมองรู้ว่านี่เป็นการสิ้นสุดการรับประทานอาหารแล้ว ร่างกายของเราก็จะหยุดความอยากอาหารได้โดยอัตโนมัติ แต่ก็ควรแปรงฟันหลังการรับประทานอาหารอย่างน้อย 30 นาที เพื่อให้กรดต่าง ๆ ที่มาจากอาหารซึ่งอาจเกาะอยู่ตามฟันสลายตัวไปก่อนค่ะ

7. ดื่มน้ำมาก ๆ การดื่มน้ำมาก ๆ ไม่ได้แค่เพียงจะได้ผลดีกับสุขภาพ แต่ยังสามารถช่วยเติมเต็มกระเพาะอาหารของเรา ทำให้เราไม่รู้สึกหิวบ่อย นอกจากนี้การดื่มน้ำ 1 แก้วก่อนรับประทานอาหารก็ยังทำให้เรารับประทานอาหารน้อยลงด้วย เป็นวิธีการลดน้ำหนักแบบง่าย ๆ ที่ทำได้โดยไม่ต้องอดอาหาร

8. ลดเค็ม ลดอ้วน ไม่ใช่แค่รสชาติหวาน ๆ เท่านั้นที่ทำให้อ้วน แต่รสเค็มก็ยังเป็นสาเหตุของความอ้วนได้เช่นกัน เพราะการรับประทานเค็มจะทำให้เรารู้สึกอยากอาหารและกระหายน้ำมากขึ้นจนทำให้เราเผลอกินเยอะหรือหยิบของหวานเข้าปากมากเกินไป ซึ่งถ้าหากคุณเลิกกินเค็มได้ละก็ ไม่เพียงน้ำหนักจะลดลงสมใจ ความเสี่ยงสุขภาพต่าง ๆ ก็จะลดตามไปด้วย

9. เพิ่มรสแซ่บให้จานอาหาร รสชาติเผ็ดร้อนจากเครื่องเทศไม่เพียงแค่ช่วยเพิ่มความแซ่บให้กับจานอาหาร แต่ยังส่งผลดีต่อการลดน้ำหนักด้วยเช่นกัน จากการศึกษาที่ตีพิมพ์ใน British Journal of Nutrition พบว่าเครื่องเทศที่มีรสเผ็ดร้อนสามารถช่วยควบคุมความต้องการคาร์โบไฮเดรตของร่างกายได้ ไม่เพียงเท่านั้น สารแคปไซซิน (Capsaicin) ที่อยู่ในพริก ยังช่วยกระตุ้นสมองให้หลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน ทำให้ไม่รู้สึกหิวง่าย แถมยังสร้างเสริมอารมณ์ดีให้กับเราได้อีก ดีขนาดนี้มาแซ่บกันเถอะค่ะ !

10. สนใจในเรื่องสารอาหารที่ได้มากกว่าแคลอรีที่กิน การนับแคลอรีเป็นวิธีการลดน้ำหนักที่ได้ผลก็จริง ทว่าก็ไม่ได้ช่วยทำให้เราสามารถลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพเสมอไป โดยเฉพาะคนที่เคร่งครัดกับการนับแคลอรี การกินในปริมาณน้อยเพราะกลัวแคลอรีสูงจะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ และเกิดการเสียสมดุลของสารอาหารในร่างกายได้ แถมยังทำให้หิวบ่อยขึ้นอีกต่างหาก หันมาให้ความสนใจกับปริมาณสารอาหารที่จะได้รับจากการกินอาหารกันดีกว่า วิธีนี้จะช่วยทำให้คุณอิ่มนานขึ้น ไม่หิวบ่อยจนเผลอหยิบของหวานใส่ปากจนทำให้การลดน้ำหนักล้มเหลว

11. จดบันทึกทุกอย่างที่กินเข้าไป การจดบันทึกว่าวันนี้เราทานอะไรเข้าไปบ้าง ไม่ได้เพียงแค่ช่วยทำให้รู้ว่าเรากินเข้าไปมากขนาดไหน และเผลอกินอะไรไป แต่ยังช่วยให้คุณสามารถวางแผนในการลดน้ำหนักได้ดีขึ้น รู้ว่าควรลดอะไรหรือเพิ่มอะไรในระหว่างวัน หรือมีอาหารชนิดใดที่ควรตั้งใจเลิกอย่างจริงจังบ้าง ซึ่งจะทำให้การลดน้ำหนักของคุณเป็นไปอย่างยั่งยืนไม่กลับมาอ้วนอีก

12. ทำอาหารกินเองให้บ่อยขึ้น การรับประทานอาหารนอกบ้าน หรือซื้ออาหารที่ปรุงสำเร็จแล้วมารับประทาน เป็นวิธีที่สะดวก แต่ไม่เหมาะสำหรับคนที่กำลังลดความอ้วนเลยล่ะค่ะ เพราะเราจะไม่สามารถควบคุมปริมาณไขมัน น้ำตาล หรือแป้ง อันเป็นสาเหตุของความอ้วนได้ หันกลับมาทำอาหารรับประทานเองน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า อยากเพิ่มหรือลดอะไรก็ทำได้ตามต้องการ แถมยังช่วยให้การควบคุมน้ำหนักเป็นไปในแนวทางที่คุณพอใจด้วย

13. ใส่เสื้อผ้าที่พอดีตัว เสื้อผ้าที่พอดีตัวหรือเล็กกว่าปกติเล็กน้อยอาจไม่ใช่สิ่งที่คนที่กำลังลดน้ำหนักอยากจะไปยุ่งเกี่ยวเท่าไรเพราะรู้สึกอึดอัดเวลาสวมใส่ แต่ขอบอกว่านี่คือสิ่งที่จะช่วยควบคุมให้คุณไม่กินเยอะมากเกินไปได้โดยอัตโนมัติ เพราะคงไม่มีใครที่สวมเสื้อผ้าตัวเล็กแล้วจะกล้ากินเยอะ ๆ จนพุงยื่นหรอกจริงไหมคะ

14. เปลี่ยนมารับประทานด้วยตะเกียบ ตะเกียบเป็นอุปกรณ์ในการรับประทานอาหารที่ช่วยลดน้ำหนักได้อย่างน่าอัศจรรย์ เพียงแค่ใช้ตะเกียบก็จะทำให้เราลดปริมาณการกินและกินอย่างมีสติมากขึ้น เพราะเราต้องใช้เวลาในการคีบอาหารแต่ละคำเข้าปาก และยังคีบได้ทีละน้อย การใช้เวลาทานอาหารที่นานขึ้นจะทำให้สมองของเรารู้สึกเหมือนว่าเรารับประทานเยอะและทำให้รู้สึกอิ่มไวนั่นเอง

15. ใช้สีน้ำเงินหรือสีฟ้าเข้าช่วย สีแดงหรือสีสดใสเป็นสีที่ช่วยทำให้คุณรู้สึกเจริญอาหาร ในทางกลับกัน สีน้ำเงินหรือสีฟ้าก็ช่วยลดความอยากอาหารได้เช่นกัน ถ้าคุณคิดว่าตัวเองไม่สามารถควบคุมการรับประทานอาหารได้ ก็ลองใช้สีเหล่านี้เข้ามาช่วยค่ะ ด้วยการเปลี่ยนจานชาม หรือผ้าปูโต๊ะเป็นสีน้ำเงินหรือสีฟ้า หรือถ้าอยากให้ได้ผลมากขึ้นก็ลองนำสีฟ้าจากธรรมชาติ อย่างเช่น จากดอกอัญชันมาปรุงอาหาร ก็ดีไปอีกแบบ วิธีเหล่านี้จะทำให้คุณรับประทานอาหารน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

16. กินผลไม้สดแทนการดื่มน้ำผลไม้ แทนที่คุณจะรับเอาน้ำตาลและแคลอรีที่มากกว่าจากน้ำผลไม้ เปลี่ยนมารับประทานผลไม้สดกันดีกว่าค่ะ เพราะผลไม้สดมีน้ำตาลและแคลอรีน้อยกว่า อีกทั้งยังมีไฟเบอร์ช่วยลดความหิวในระหว่างมื้อ ทำให้อยู่ท้องได้นานกว่าการดื่มน้ำผลไม้อีกต่างหาก

17. รับประทานถั่วเปลือกแข็งเป็นของว่าง ถ้าอยากจะผอม บอกลาขนมขบเคี้ยวต่าง ๆ ที่เต็มไปด้วยแป้ง น้ำตาล และผงปรุงแต่งรสเลยค่ะ มาลิ้มลองถั่วเปลือกแข็งอบเปล่า ๆ กันดีกว่า มีทั้งสารอาหารต่าง ๆ มากมาย ทั้งแร่ธาตุ วิตามิน โปรตีน หรือแม้แต่ไฟเบอร์ แค่เพียงครั้งละ 1 กำมือ ก็ขจัดปัญหาการกินจุบจิบที่ทำให้อ้วนได้เลย

18. ใช้เครื่องนับก้าว เครื่องนับก้าวเป็นอีกวิธีในการช่วยทำให้คุณออกกำลังกายได้มากขึ้น สำหรับคนที่ต้องนั่งทำงานอยู่กับที่เป็นเวลานาน ๆ และไม่มีเวลาออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก เครื่องนับก้าวจะช่วยกระตุ้นให้คุณเดินมากขึ้น ซึ่งแค่เพียงการเดินวันละ 10,000 ก้าวก็เป็นการออกกำลังกายที่ดีเพียงพอแล้ว วิธีนี้ไม่เพียงดีต่อการลดน้ำหนักแต่ยังสร้างสุขภาพที่ดีให้เราด้วยเช่นกัน

19. ดมกลิ่นเมื่อรู้สึกหิว แค่ดมกลิ่นก็อิ่มได้ เรื่องนี้ไม่ใช่เล่น ๆ เพราะมีการศึกษาจากสถาบัน Smell & Taste Treatment and Research Foundation ในเมืองชิคาโก ซึ่งได้ทดสอบกับอาสาสมัครกว่า 3,000 คนแสดงให้เห็นว่า การได้ดมกลิ่นอาหารในเวลาที่เรารู้สึกหิวจะช่วยทำให้สมองคิดว่าเราได้รับประทานอาหารเข้าไปจริง ๆ ทำให้ความอยากอาหารลดลง ส่งผลให้การลดน้ำหนักได้ผลมากขึ้น

20. ทำความสะอาดบ้านอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เชื่อหรือไม่ว่าการทำงานบ้านสามารถช่วยให้ร่างกายเผาผลาญแคลอรีได้ถึง 120 กิโลแคลอรีในเวลาเพียง 30 นาที ซึ่งแคลอรีที่เผาผลาญไปนั้นเทียบเท่ากับปริมาณแคลอรีของไอศกรีมวานิลลาครึ่งถ้วยเลยเชียวล่ะ ดังนั้นถ้าอยากลดน้ำหนักก็หันมาออกกำลังกายด้วยการทำงานบ้านกันสัปดาห์ละครั้ง ได้บ้านสะอาด ๆ แถมยังผอม อะไรจะดีไปกว่านี้อีกล่ะ ! เทคนิคการลดน้ำหนักที่นำมาฝาก น่าจะเป็นตัวช่วยในการลดน้ำหนักให้หลาย ๆ คนได้ ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับวินัยของแต่ละคนด้วย เพราะถ้าหากใช้วิธีเหล่านี้แต่ยังแอบไปกินอาหารเพิ่มความอ้วน ยังไงก็ไม่มีทางผอมแน่นอนค่ะ

 

ขอขอบคุณเรื่องราวดีๆจาก health.kapook.com

มาดู 11 ประโยชน์ด้านดีของกาแฟดำ ที่คุณคาดไม่ถึง

ประโยชน์ 11 ประการของการ “ดื่มกาแฟ” ที่ไม่ใส่น้ำตาลและไม่ใส่คอฟฟี่เมท หมายถึงดื่มแต่กาแฟล้วนๆ อย่างเดียว

(1) การดื่มกาแฟเป็นประจำ ช่วยป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ B มีผู้วิจัยพิสูจน์แล้วว่า กาแฟมี
ประโยชน์ ในการป้องกันได้

(2) การดื่มกาแฟเป็นประจำ ช่วยป้องกันโรคหอบ โรคนี้คือ อาการภูมิแพ้ ชนิดหนึ่ง โดยทั่วไป เมื่อมีประสาทสำรองไม่ถูกกระตุ้นจะไม่มีอาการหอบเกิดขึ้นง่ายๆ แต่ถ้าหากประสาทสัมผัสสำรองถูก
กระตุ้น จะเกิดอาการหอบทันที คาเฟอีนในกาแฟจะระงับการตึงเครียดของ ประสาทสัมผัสสำรอง ลดการเกิดโรคหอบ

(3) การดื่มกาแฟเป็นประจำ ช่วยลดการเกิดโรคตับจากสุรา ตามที่นักวิชาการสำรวจแล้วพบว่า กาแฟช่วยลดผลร้ายที่จะมีต่อตับได้อย่างมีนัยสำคัญ

(4) การดื่มกาแฟเป็นประจำ ช่วยป้องกันมะเร็งตับ มะเร็งลำไส้ และมะเร็งในช่องปาก จากผลการทดลองจริง พบว่ากาแฟมีประสิทธิ ภาพป้องกันโรคขั้นต้น โดยเฉพาะ ในคาเฟอีนมีกรดอะซิติก ที่ช่วย ป้องกันโรคต่างๆดังกล่าวได้

(5) การดื่มกาแฟเป็นประจำ ช่วยขับไล่ความชรา อ็อกซิเจน เป็นสารที่ร่างกายต้องการมากก็จริง แต่ถ้ามีออกซิเจนมากไป ทำให้มี โอกาสเป็นมะเร็งสูงและแก่เร็ว โดยเฉพาะกาแฟที่เข้มข้น จะทำให้ออกไซด์แตกตัว ลดการเกิดมะเร็งได้ กระตุ้นการเผาผลาญอาหารในร่างกายได้ดี

(6) การดื่มกาแฟเป็นประจำ ช่วยลดอัตราคอเลสเตอรอล ป้องกันโรคหัวใจ ในกาแฟมีนิโคติน แต่ไม่ใช่ชนิดเดียวกับในบุหรี่ แต่เป็นวิตามิน B รวมชนิดหนึ่ง ที่ร่างกายต้องการ ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด จึงป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดแข็งตัวได้

(7) การดื่มกาแฟเป็นประจำ ช่วยละลายไขมัน กาแฟที่ดื่มหลังอิ่มอาหาร ช่วยให้ไขมันแตกตัว และให้พลังงานทดแทน จึงลดความอ้วนได้ด้วย

(8) กาแฟเพิ่มไขมันชนิดดีให้ร่างกาย ป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว ตามผลการวิจัยพบว่าคนที่ดื่มกาแฟ
บ่อยๆ จะมีไขมันชนิด HDLเพิ่มขึ้น ซึ่งไขมันชนิดนี้จะขับไล่คอเลสเตอรอลออกไป ป้องกันหลอดเลือด
แข็งตัวได้

(9) การดื่มกาแฟเป็นประจำ ช่วยแก้ปวดศีรษะ กาแฟมีส่วนผสมของคาเฟอีน ที่ขยายหลอดเลือด ระงับอาการปวดได้เช่นเดียวกับยาแก้ปวด และยังช่วยขับปัสสาวะ ละลายไขมันในเส้นเลือด และช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะ เนื่องจากเมาสุราได้

(10) การดื่มกาแฟเป็นประจำ ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในสมองและสมรรถภาพสมอง มีผู้ชี่ยวชาญสรุปผลการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ออกมาว่า ความหอมของกาแฟ ช่วยกระตุ้นสมองให้ทำงานได้เร็วขึ้น และมีสมาธิ ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น นั้นเป็นเพราะกลิ่นกาแฟ ทำให้เลือดไหลเวียนในสมองเพิ่มขึ้น

(11) ดื่มกาแฟเล็กน้อยทำให้น้ำย่อย ในกระเพาะหลั่งดีขึ้น ไขมันแตกตัว หากได้ดื่มกาแฟเล็กน้อยหลังทานอาหารเสร็จ คาเฟอีนในกาแฟจะมี ประโยชน์ต่อกระเพาะโดยตรง น้ำย่อยที่กระเพาะและตับอ่อนจะเพิ่มขึ้น ไขมันถูกเผาผลาญได้ดีมากขึ้น

ขอบคุณที่มา  wittyhealthy

โรคร่าเริงตอนกลางคืน กลางวันง่วงนอนไม่อยากตื่น กลางคืนตื่นไม่อยากนอน

เชื่อว่าหลายๆคนกำลังเป็นอยู่ ตกดึกมาไม่ง่วงไม่หลับไม่นอน นิ้วถูโทรศัพท์เลื่อนขึ้นเลื่อนลงทั้งคืน กว่าจะนอนก็ปาเข้าไปตีสองตีสาม กลางวันอ่อนเพลีย ขี้หงุดหงิด อารมแปรปรวนง่าย ไม่มีสมาธิ คิดอะไรก็คิดไม่ออก ถึงจะดูร่าเริงสนุกสนานเวลากลางคืน แต่ร่างกายของเราไม่ได้สนุกด้วยจริงไหม

การใช้ชีวิตของคนในยุคชีวิตติดโซเชียล พฤติกรรมการดำเนินชีวิตยิ่งแปรปรวน กลาวงันไม่อยากจะตื่น กลางคืนไม่อยากจะหลับ ทำให้วงจรชีวิตให้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย โรคอุบัติใหม่ที่ไม่แน่ใจว่าใครบัญญัติไว้อย่าง “โรคร่าเริงตอนกลางคืน” จึงเกิดขึ้นมา

โรคนี้จะเกี่ยวข้องกับคนที่ชอบเปลี่ยนพฤติกรรมไปทำงานในช่วงเวลากลางคืน พอถึงช่วงเวลากลางวันก็จะเกิดอาการง่วงเหงาหาวนอน คือ การใช้เวลาวงจรชีวิตผิด ซึ่งวงจรชีวิตของคนโดยปกติทั่วไป ต้องตื่นกลางวัน นอนหลับในเวลากลางคืน

ปัจจุบันพบว่าคนมีพฤติกรรมที่เข้าบ่ายในกลุ่มโรคร่าเริงกันมากขึ้น เนื่องจากในช่วงเวลากลางคืน เป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างเงียบ เหมาะกับการคิดงานหรือทำงาน บางคนก็เลือกที่จะทำงานในช่วงเวลากลางคืนแทน แต่ปัญหาคือเมื่อทำงานในช่วงเวลากลางคืน วงจรชีวิตแบบปกติก็จะเปลี่ยนไป เพราะร่างกายของคนเรามีการหลั่งฮอร์โมนตามนาฬิกาชีวิต คือ เมื่อถึงเวลานอนอวัยวะบางอย่างที่ต้องทำงานตามช่วงเวลา และหลั่งฮอร์โมนออกมาเพื่อฟื้นฟูร่างกาย หรือช่วงเวลาที่ร่างกายควรจะได้รับการพักผ่อน จะมีการหลั่งฮอร์โมนกลุ่มหนึ่งออกมา เพื่อช่วยซ่อมแซมและชาร์จพลังให้กับร่างกาย เตรียมพร้อมรับมือกับวันต่อไป แต่หากเราใช้ช่วงเวลาวงจรชีวิตที่ผิดไปจากปกติ ก็จะทำให้ฮอร์โมนผิดเพี้ยนไปด้วย นั่นจึงเป็นสาเหตุให้มนุษย์ร่าเริง มีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย

สภาพร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปของมนุษย์ร่าเริงตอนกลางคืน

1. ตื่นเช้าไม่ค่อยไหว เมื่อต้องทำงานในตอนกลางคืน ก็จะตื่นเช้าไม่ค่อยไหว

2. ร่างกายของคนเรา ถ้าตื่นมาในตอนเช้าลำไส้จะต้องมีการทำงาน แต่หากตื่นสายผิดช่วงเวลาไปก็จะทำให้ลำไส้มีการทำงานที่ผิดเพี้ยนไป ช่วงเวลาที่ต้องมีการกระตุ้นลำไส้ก็จะไม่ได้ทำงาน ทำให้ร่างกายไม่ได้ขับถ่ายของเสียออกไป เพิ่มความเสี่ยวเป็นมะเร็งลำใส้

3. กลางคืนหลับไม่สนิท ทำให้ร่างกายอ่อนเพลียกลางวันง่วงเหงาหาวนอน ไม่สดชื่น เวลาไปทำงานหรือทำกิจกรรมต่างๆในช่วงกลางวัน ก็ทำให้ทำได้ไม่เต็มที่ หลับในที่ทำงาน จนอาจเป็นสาเหตุให้โดนไล่ออก

4. เมื่อง่วงนอนตอนกลางวัน ก็ต้องฟื้นพลังด้วยกาแฟ ทำให้กลายเป็นคนติดกาแฟไปโดยอัตโนมัติ

5. ทำให้ต้องเสียเงินเพิ่มในการซื้อกาแฟ เป็นค่าใช้จ่ายที่เกินความจำเป็น สิ้นเปลืองเข้าไปอีก และ ในระยะยาวหากยังไม่ปรับพฤติกรรมก็อาจจะทำให้ต้องเสียเงินในการรักษาตัว กับโรคต่างๆที่อาจจะตามมาได้ทีหลังอีกมากมาย

รีบแก้ไขจัดการชีวิตตัวเองใหม่ซะ

1. ตั้งนาฬิกาปลุกเวลาเดิมๆทุกๆวัน เพื่อสร้างความเคยชิน ( ปลุกแล้วก็ต้องตื่นด้วยละ ไม่ใช่นอนต่อ )

2. หลีกเลี่ยง น้ำตาล แป้ง ในมื้อดึก เพราะเป็นตัวกระตุ้นให้สมองตื่นตัว ทำให้ไม่ง่วงนอน

3. ออกกำลังกายเป็นประจำ การทำให้ร่างกายเหนื่อยล้ามากๆ เป็นการเผาผลานพลังงานที่มีหลงเหลืออยู่ในวันนี้ให้หมดไป เมื่อร่างยากอ่อนล้าเต็มที่แล้วก็ต้องการการพักผ่อน จะนอนหลับสนิทได้อย่างเต็มที่

4. นำผลมะกรูดมาคลึงให้มีกลิ่นระเหยออกมา แล้วนำไปวางไว้ข้างเตียง กลิ่นของมะกรูดช่วยทำให้สมองผ่อนคลาย ทำให้หลับง่ายและหลับสนิทยิ่งขึ้น

ขอบคุณที่มา bitcoretech.com

แก้ปวดเข่า ปวดหลัง หายสิ้น ผู้ป่วยโรคกระดูกเสื่อม หลังหายไป 1 เดือนกลับมาตรวจใหม่ มวลกระดูกแน่นปึ้ก

โรคกระดูกเสื่อม เกิดจากการเสื่อมสมรรถภาพของกระดูกในร่างกายของเรา ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ จากการทาน จากการเคลื่อนไหวมากเกินไป

มักจะเกิดในวัยกลางคน วัยสูงอายุ สังเกตเห็นได้ชัดว่าเมื่อเคลื่อนไหวจะมีเสียงกร๊อบแกร๊บ กร๊อบแกร๊บ บางทีก็จะปวดตตรงข้อกระดูก รู้สึกขัดๆ ปวดๆ เคลื่อนไหวลำบาก นั่งคุกเข่า นั่งยองๆ นั่งพับเพียบก็จะลุกขึ้นยาก

การรักษาโรคกระดูกเสื่อมนั้นส่วนใหญ่คนมักจะพึ่งยาแผนปัจจุบัน อาหารเสริมต่างๆ เช่น แคลเซียมแคปซูล วันนี้เราขอแนะนำสูตรสมุนไพรพิเศษ อาจทำให้เราหายขาด หรือบรรเทาอาการโรคกระดูกเสื่อมได้ คือ ทานแบบภูมิปัญญาไทย ด้วย น้ำกระชาย น้ำมะนาว น้ำผึ้ง

เรื่องจริงจากผู้ป่วยโรคกระดูกเสื่อม
“หมอเพชร” หรือ ดร. กฤษณา รัตนชาลี ศัลยแพทย์ด้านหัวใจ วัย 60 ต้นๆ เรียน จบแพทย์จากอังกฤษ และทำงานประจำอยู่ที่ต่างประเทศ เพิ่งบินกลับมาปฏิบัติธรรม ที่วัดเขาฯ เป็นครั้งแรก เล่าให้ฟังถึงเพื่อนหมอ

ซึ่งไปตรวจที่ รพ.ศิริราช พบว่า เป็นโรคกระดูกเสื่อมเฉียบพลัน รพ.ให้ยามากินมากมาย หมอเพชรบอกเพื่อน เอายาทิ้งไป และลองกินน้ำกระชาย ซึ่งตามสูตรธรรมชาติบำบัดเป๊ะยิ่งกว่า


ท่าน อ.สุทธิวัสส์ ซะอีก คือ ห้ามเพื่อนใช้เครื่องปั่นไฟฟ้า ให้ใช้ครกหินอ่างศิลาตำๆ พอกระชายแหลก ก็เอามากรองด้วย “กระชอนไม้” ปูรองด้วยผ้าขาวบาง จนได้หัวเชื้อ มาผสมกับ น้ำผึ้ง และน้ำมะนาว กินอยู่ประมาณ ๑ เดือน ไปตรวจใหม่ หมอที่ รพ.ศิริราช ตกใจ สงสัยว่าไปทำอะไรมา มวลกระดูกถึงแน่นปึ้กขนาดนี้!

คนไข้ก็ไม่กล้าบอก หมอถามต่ออีกว่าแล้วยาที่ให้ไปกินหมดรึยัง?

…..ยังค่ะ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เพื่อนหมอเพชรคนนี้ก็กินน้ำกระชายเป็นเครื่องดื่มประจำตัว ประจำบ้าน แล้วไม่เคยป่วยด้วยโรคกระดูกเสื่อมอีกเลย อย่าลืมนำวิธีรักษาโรคกระดูกเสื่อม ด้วยภูมิปัญญาไทย ไปใช้กันด้วย

น้ำกระชาย น้ำมะนาว น้ำผึ้ง
เป็นสูตรธรรมชาติบำบัด ที่จะสามารถช่วยให้ร่างกายสร้างมวลกระดูกใหม่ขึ้นมา แล้วไปเสริมสร้างกระดูกที่เสื่อมอยู่ให้แน่นเหมือนเดิม

ส่วนผสม

1. กระชาย 1 ขีด

2. น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ

3. มะนาว 2 ลูก

 

วิธีทำ “น้ำกระชาย น้ำมะนาว น้ำผึ้ง” รักษาโรคกระดูกเสื่อม
1. นำกระชายล้างน้ำให้สะอาด แล้วนำมาตำ โดยใช้ครกหินอ่างศิลา หรือ ปั่นโดยใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า ให้ละเอียดเติมน้ำสะอาดลงไป 2 แก้ว

2. นำกระชายที่ตำหรือปั่น มากรองผ้าขาวบาง จนได้หัวเชื้อ เอาแต่น้ำหัวเชื้อ

3. ใส่น้ำผึ้ง และ มะนาวผสมลงไปปรุงรสตามใจชอบ

แนะนำให้ใช้วิธีการตำโดยใช้ครกหินอ่างศิลา จะช่วยในการบำบัดด้วยวิธีธรรมชาติ

เก็บในตู้เย็นทานไปจนกว่าจะหมด ครั้งละครึ่งแก้ว เช้า – เย็น

สรรพคุณ
1. บำรุงกระดูก (เพราะมี แคลเซียม สูง)

2. บำรุงสมอง เพราะทำให้เลือดเลี้ยง สมองส่วนกลาง ดีขึ้น

3. ปรับสมดุลของ ฮอร์โมน

4. ปรับสมดุลของ ความดันโลหิต (ความดันโลหิตสูงจะลดลงความดันโลหิตต่ำ จะสูงขึ้น)

5. แก้ โรคไต ทำให้ ไต ทำงานดีขึ้น

6. ป้องกัน ไทรอยด์ เป็นพิษ

7. บำรุง มดลูก

8. แก้ปัญหา ผมหงอก ผมร่วง

9. อาการ กระเพาะปัสสาวะ เกร็ง (กรณีนี้อาจใช้ เม็ดบัว ต้มกิน)

10. ควบคุมไม่ให้ ต่อมลูกหมาก โต

11. แก้ปัญหา ไส้เลื่อน

เป็นยังไงกันบ้าง กับสูตรน้ำกระชาย น้ำผึ้ง มะนาว สูตรธรรมชาติบำบัดรักษาโรคกระดูกเสื่อม อย่าลืมนำวิธีรักษาโรคกระดูกเสื่อม ด้วยภูมิปัญญาไทย ไปใช้กันด้วยนะครับ

ขอขอบคุณ จิตเป็นสุข

เช็คหน่อยคุณเป็นหรือไม่? ตัดใจทิ้งของไม่ได้ ระวังเข้าข่ายเป็น โรคทิ้งของไม่ลง Hoarding disorder

เช็คหน่อยคุณเป็นหรือไม่? ตัดใจทิ้งของไม่ได้ ระวังเข้าข่ายเป็น โรคทิ้งของไม่ลง Hoarding disorder

โรคเก็บสะสมของ หรือ Hoarding disorder ซึ่งเป็นโรคทางจิตเวช คนเป็นกันเยอะมากครับ บางบ้านนั้นน่าเสียดาย ซื้อบ้านดีๆ อยู่ แต่ทำบ้านเน่าเต็มไปด้วย “ขยะ” ที่ตัวเองเรียกว่า “ของสะสม”
บางคนก็ขยันไปเดินซื้อขยะของเก่ามือสองเข้าบ้านทุกสัปดาห์ ทั้งที่ยังบอกตัวเองไม่ได้ว่าซื้อมาทำไม เพียงแต่บอกว่ามันราคาถูก มันหายาก มันอยากได้มานานแล้ว จนบ้านกลายเป็นโกดังเก็บของไปทุกตรางนิ้ว ไม่เว้นแม้แต่ข้างที่นอนของตัวเอง

Hoarding disorder หรือโรคสะสมของนั้น ไม่จำกัดเพียงวัตถุ สัตว์เสี้ยงก็นับรวมเช่นกัน Cat hoarding บางบ้านเลี้ยงแมวเอาไว้เป็นสิบตัวจนเหม็นฉี่แมวไปทั้งบ้าน Dog hoarding ก็เลวร้ายไม่ต่างกัน หมานับสิบตัวเต็มบ้านเสียงเห่าและกลิ่นขับถ่ายรบกวนเพื่อนบ้าน

โรคนี้เกี่ยวข้องกับสภาพจิตของคนนั้นๆ ด้วยครับ ซึ่งเป็นเกณฑ์วินิจฉัยโรคทางจิตเวช บางคนนั้นคุ้มดีคุ้มร้าย บางครั้งดีก็ดีมาก เวลาวีนแตกก็ทำตัวร้ายจนคนวิ่งหนีแม้แต่คนใกล้ตัว พบได้ประมาณ 2-5% ในคนทั่วไป มักพบในคนโสดหรือครอบครัวแตกแล้วอยู่ตัวคนเดียวมากกว่าคนมีชีวิตคู่ เริ่มมีอาการตั้งแต่วัยรุ่น และเป็นหนักมากขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ ทำให้ประสิทธิภาพการตัดสินใจและการใช้เหตุผลที่ดีลดลง แต่สวนทางกับสิ่งของหรือสัตว์เลี้ยงที่สะสมเพิ่มจำนวนมากขึ้น จนรบกวนชีวิตประจำวัน

และสุดท้ายผู้ป่วยส่วนหนึ่งมักพบว่ามีความผิดปกติทางสมอง จากด้วยเพราะอายุที่มากขึ้น หรือมีอาการโรคสมองเสื่อม หรือสมองบางส่วนทำงานลดลง ส่งผลต่อการคิดและการตัดสินใจ

ผู้ป่วยส่วนมากมักจะมีความคิดว่าการกระทำของตัวเองนั้นถูกต้อง แต่คนอื่นนั้นผิดไปหมดทุกเรื่อง

ขอบคุณที่มา share-si

 

หมอเตือน! กินมื้อเย็น เสี่ยงเจ็บป่วยหลายโรค คนยุคนี้ป่วยล้นเมือง เพราะเน้นกินมื้อเย็น

หมอเตือน! กินมื้อเย็น เสี่ยงเจ็บป่วยหลายโรค

นพ.บุญชัย อิศราพิสิษฐ์. จากอดีตที่เคยป่วยถึง 6 โรค แต่ดีขึ้นด้วยการบำบัดโรคด้วย “วิธีธรรมชาติ” เผยคนยุคนี้ป่วยล้นเมือง เพราะเน้นกินมื้อเย็น

“นายแพทย์บุญชัย อิศราพิสิษฐ์” อดีตเคยป่วยถึง 6 โรค ได้แก่ ความดัน, เบาหวาน, ไขมัน, อ้วน, ตับอักเสบรุนแรง, ปริมาณเม็ดเลือดแดงมากเกินไป แต่ทั้งหมดนี้หายไปภายใน 4 เดือนด้วยวิธีธรรมชาติบำบัด

โดย “นายแพทย์บุญชัย อิศราพิสิษฐ์” เผยว่า “คนทั่วโลกเป็น โรคNCDs มาก โดยสถิติ 75% ดายเพราะโรคนี้ หลายคนไม่รู้ว่า โรคNCDs คืออะไร โรคNCDs ประกอบด้วย 4 กลุ่มโรคใหญ่ๆ คือ 1.กลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด 2.เบาหวาน 3.มะเร็ง 4.กลุ่มโรคระบบทางเดินอาหาร ซึ่งโรคที่คนไทยมักเป็นกันมากก็คือ โรคหัวใจและหลอดเลือด มะเร็ง และเบาหวาน การรักษาเราดี แต่มันไปในแนวทางที่ผิด คือให้ความสำคัญกับการกินยา แทนที่จะให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนพฤติกรรม ส่วนตัวผมมองวิธีการของธรรมชาติบำบัดเป็นทางออกทางหนึ่ง ขณะเดียวกันก็ยังยึดการแพทย์แผนปัจจุบันอย่างเข้มข้น เอาส่วนตัวที่สุดของการแพทย์แผนปัจจุบันมาสร้างบรรทัดฐานของข้อมูล

 ยิ่งเรารู้ข้อมูลคนไข้เยอะเท่าไหร่ ก็ยิ่งแก้ปัญหาของคนไข้ได้ดีเท่านั้น ส่วนตัวผมให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนพฤติกรรมนั่นเป็นทางออกที่ดีที่สุด ผมก็เคยเป็นหนึ่งในผู้ป่วยที่เป็นโรคพวกนี้ ตอนนั้นผมอ้วนเกือบ 120 กิโลกรัม เป็นแทบทุกโรคในกลุ่มนี้เลยก็ว่าได้ มีพฤติกรรมที่ไม่ดี ใช้ชีวิตไม่ดี อยากกินอะไรก็กิน ไม่ออกกำลังกาย ผมเลยกลับมาคิดว่า ไม่อยากเป็นผู้พิการในอนาคต เลยใช้ความกล้าเป็นพลังเปลี่ยนตัวเอง จึงลาออกจากโรงพยาบาล มาทำศูนย์ดูแลผู้ป่วยด้วยธรรมชาติบำบัด ทดลองทำวิธีนี้กับตัวเองมา 4 เดือน

ปัจจุบันผมหายขาดจากทุกโรคที่เป็นมา 7 ปีแล้ว อย่างที่บอกว่าอาหารนั้นสำคัญ แล้วปัจจุบันพืชผักผลไม้สมัยนี้ ฉีดยาม่าแมลงไปหมด ผมจึงจัดทำโครงการปลูกผักในวัด ขึ้น เพราะสมัยก่อนสังคมเริ่มจากวัด โรงเรียนก็เริ่มจากวัด ผมว่ามันเข้าถึงชุมชนได้ง่าย ทำให้วัดกลายเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ ผมตั้งเป้าว่าจะมีสัก 1,000 วัด ที่จะสามารถพลิกประเทศไทยได้ ตอนนี้ มีอยู่วัดหนึ่งที่เป็นวัดต้นแบบ คือ วัดเกตุมดีฯ ตรงสมุทรสาคร เราไม่ได้แค่นำผักไปปลูกอย่างเดียว แต่เรามีการสอนให้เลือกอาหารกินด้วย ตอนแรกอาจจะจำไม่ได้ แต่เดี๋ยวก็ชินถ้าทำบ่อยๆ เป็นประจำ แค่เปลี่ยนไปกินผัก ชีวิตก็ดีขึ้น”

ขอบคุณที่มา share-si

ง่ายๆวันละ 5 นาที การบริหารสมองง่ายๆ ด้วยท่าจีบ L กระตุ้นสมองให้สมดุล

การบริหารสมองง่ายๆ ด้วยท่าจีบ L กระตุ้นสมองให้สมดุล

การบริหารสมอง (brain activation) หมายถึง การบริหารร่างกายในส่วนที่สมองควบคุมโดยเฉพาะกล้ามเนื้อ corpus callosum ซึ่งเชื่อมสมอง 2 ซีกเข้าด้วยกันให้ประสานกัน แข็งแรงและทำงานคล่องแคล่ว จะทำให้การถ่ายโยงข้อมูลและการเรียนรู้ของสมอง 2 ซีกเป็นไปอย่างสมดุลเกิดประสิทธิภาพ

1. ยกมือทั้ง 2 ข้างขึ้นมา ให้มือขวาทำท่าจีบ โดยใช้นิ้วหัวแม่มือประกบกับนิ้วชี้ ส่วนนิ้วอื่นๆ ให้เหยียดออกไป

2. มือซ้ายให้ทำเป็นรูปตัวแอล (L) โดยให้กางนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ออกไป ส่วนนิ้วที่เหลือให้กำเอาไว้

3. เปลี่ยนเป็นจีบด้วยมือซ้ายบ้าง ทำเช่นเดียวกับข้อ 1 ส่วนมือขวาก็ทำเป็นรูปตัวแอล (L) เช่นเดียวกับข้อ 2

4. ให้ทำสลับกันไปมา 10 ครั้ง

ประโยชน์ของการบริหารท่าจีบซ้าย-ขวา

– เพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อมือให้ประสานกัน เพื่อไม่ให้เกิดอาการนิ้วล็อก

– เพื่อกระตุ้นสมองเกี่ยวกับการสั่งการให้สมดุล มีการเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว

– เพื่อกระตุ้นการทำงานความสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา

ขอบคุณที่มา share-si

ใครทำอยู่ระวัง!! สาวนอนอยู่เฉยๆ “เเต่หัวใจหยุดเต้น กะทันหัน” เพราะเธอพฤติกรรมซ้ำทุกๆ วัน

สวัสดีทุกท่านเรามีบทความสาระดีๆมาให้ท่านอ่านไปดูกันค่ะ วัยรุ่นหลายๆ คนอาจจะยังไม่รู้ว่าเพื่อนๆ หรือวัยรุุ่นหลายๆคน ต้องละเลยเเน่ๆ สำหรับสิ่งเล็กน้อย เเต่มันเป็นสิ่งที่อันตรายมากเลยนะ สำหรับสถานการณ์ที่เพิ่งตื่นนอน จะเป็นยังไงต้องไปดูกันเลย รู้เเล้วต้องเเชร์บอกต่อด่วนเลยเพราะว่ามันเป็นสิ่งที่อันตรายมาก..

– การลุกจากที่นอนอย่างกระทันหัน ทำให้ขาดเลือดไปเลี้ยงสมอง ความดันโลหิตลดต่ำ จนวิงเวียนล้มลงไป บางคนถึงกับกระดูกกะโหลกศีรษะแตก

– ส่วนบางคน หัวใจมีปัญหากลางวันเต้นเป็นปกติ แต่กลางคืนกลับขาดเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้หัวใจหดตัวเนื่องจากลุกจากที่นอนอย่าง กระทันหัน ความ ดันโลหิตลดต่ำลงขาดเลือด ไปเลี้ยงสมอง หัวใจก็หยุดเต้นได้ ถึงแม้จะไม่เสียชีวิตก็กลายเป็นโรคอัมพฤกษ์ไปก็มี

นักวิทยาศาสตร์มักจะย้ำประโยคหนึ่งอยู่เสมอ ๆ ว่า… “ครึ่งนาที 3 อย่าง และครึ่งชั่วโมง 3 อย่าง” วลีนี้เป็นวลีสำคัญ ที่ไม่ต้องเสียเงินหามา แต่ช่วยลดจำนวนผู้เสียชีวิตได้ เป็นจำนวนมาก

=ครึ่งนาที 3 อย่าง หมายถึง

1.เมื่อตื่นนอนขึ้นมาแล้ว อย่าลุกจากที่นอนในทันที ให้นอนไว้ก่อนครึ่งนาที

2.เมื่อนั่งขึ้นมาก็ให้นั่งอีกครึ่งนาที

3.แล้วเอาขาทอดไว้ที่พื้นอีกครึ่งนาที

=ส่วนครึ่งชั่วโมง 3 อย่าง หมายถึง

1. ตื่นขึ้นมาตอนเช้า ควรออกกำลังกายครึ่งชั่วโมง (หนักเบา แล้วแต่ละบุคคล)

2. ตอนเที่ยง ควรนอนกลางวัน ประมาณ ครึ่งชั่วโมง ตอนบ่ายจะมีพละกำลังเต็มที่ (เพราะผู้สูงอายุมักจะตื่นนอนแต่เช้า กลางวันจึง ควรพักผ่อนให้มาก)

3. ตอนเย็น ผู้สูงอายุควรเดินช้าๆ สักครึ่งชั่วโมง จะทำให้ตอนกลางคืนหลับสบาย สามารถลดอัตราการเป็นโรคที่เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจตีบและความดันโลหิตสูงได้

อย่าได้มองข้ามไปนะคะ บางทีเรื่องที่เราคิดว่าเล็กน้อย แต่ป้องกันไว้ก็ดีกว่าต้องมาแก้ทีหลังนะคะ การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ

ขอบคุณที่มา postsread