10 ประโยคที่ “คนมีความสุข” ชอบพูด!!

เพราะ ความสุข…

ไม่ได้ดูจากเสื้อผ้าที่ใส่ กระเป๋าที่ถือ

รถที่ขับ ร้านที่นั่ง

เพื่อนที่คบ สังคมที่มี

‘หรู รวย เริ่ด’

ไม่ได้หมายความว่า ‘มีความสุข’

แต่ ‘ความสุข’

ดูจาก ‘แววตา’ ที่เรามองคนอื่น

‘รอยยิ้ม’ ที่เราให้คนอื่น

‘คำพูด’ ที่เราพูดกับคนอื่น

และ ‘ความรัก’ ที่เรามีต่อคนอื่น

ถ้าเราไม่ ‘เรียกร้อง’ จากคนอื่น

และ ‘แบ่งปัน’ ให้คนอื่นได้

นั่นคือ ‘ความสุข’

‘เพอร์เฟตค์’ ข้างนอก

คือ ‘ความสุขที่จอมปลอม’

‘เพอร์เฟคต์’ ข้างใน

คือ ‘ความสุขที่แท้จริง’ !

ความสุข เป็นคำที่มีความหมายหลากหลาย ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน สำหรับบางคนแล้ว ความสุขอาจหมายถึงความสำเร็จในชีวิต หรือความสำเร็จในเป้าหมายที่ตัวเองเคยตั้งเป้าไว้ และการได้รับค่าตอบแทนสูงๆ หรือสำหรับบางคนอาจเป็นเพียงแค่ความพึงพอใจกับการได้จิบกาแฟอุ่นๆ สักแก้วในยามเช้าที่อากาศเย็นสบาย ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นความสุขในรูปแบบไหน การที่จะ “ค้นหา” มันให้พบนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องให้นิยามให้ได้ก่อนว่าสิ่งไหนในชีวิตที่จะทำให้เรามีความสุขที่สุด จากนั้นจึงค่อยไขว่คว้า และโอบกอดช่วงเวลาเหล่านั้นเอาไว้

10 ประโยคที่ คนมีความสุข ชอบพูด !

1.ช่างมัน

2.เดี๋ยวมันก็ผ่านไป

3.เลือกมองในด้านบวก

4.ขอบคุณสิ่งที่มีอยู่

5.ไม่มีใครเพอร์เฟคต์

6.อยู่กับปัจจุบัน

7.ปล่อยวางบ้าง

8.ทำอะไรที่มีความสุข

9.มันคือบทเรียนที่มีค่า

10.เริ่มใหม่ได้

12 วิธี เปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนคิดบวก ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

มนุษย์เราสามารถสร้างนิสัยคิดบวกได้พอๆ กับนิสัยคิดลบ แต่นิสัยคิดลบเกิดได้ง่ายกว่า เพราะต่างทำกันเป็นประจำอยู่แล้ว ฉะนั้น ลองทำตามวิธีต่อไปนี้ดูนะคะ เพื่อสร้างนิสัยคิดในด้านดี และขจัดความคิดด้านร้ายให้หมดไป วิธีการฝึกคิดบวกนั้นไม่ยาก ลองดู 12 ขั้นตอนง่ายๆ ต่อไปนี้ค่ะ

1. ให้มองไปข้างหน้า อย่ามองย้อนหลัง ทุกคนเคยทำผิดมาแล้วทั้งนั้น แต่ต้องไม่จมอยู่กับอดีตที่ผิดพลาด เพราะชีวิตต้องดำเนินต่อไป จงวางเป้าหมายเล็กๆที่เป็นไปได้ และพยายามทำให้สำเร็จ

2. รู้จักให้อภัยตัวเองและผู้อื่น สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิต เป็นผลพวงมาจากการกระทำของตนเองทั้งสิ้น ในบางครั้งบางคราว เราต่างตัดสินใจผิดพลาด แต่เมื่อรู้สำนึกแล้ว ก็ต้องปล่อยให้มันผ่านไป เรียกว่าเป็นการให้อภัย และต้องให้อภัยตัวเองเมื่อทำผิดพลาด เพื่อที่จะเดินหน้าต่อไป รวมทั้งใช้ความผิดพลาดจากอดีตเป็นบทเรียน เพื่อก้าวย่างที่ดีกว่าในอนาคต

3. ถ้าแก้วมีน้ำแค่ครึ่งเดียว จงเติมให้เต็มแก้ว การมองว่า มีน้ำเหลืออยู่ครึ่งแก้ว หรือน้ำหายไปครึ่งแก้วนั้น ถูกทั้ง 2 อย่าง อยู่ที่ว่าผู้มองเป็นคนมองโลกในแง่ดีหรือร้าย และไม่ผิดอะไรที่คุณจะเติมน้ำให้เต็มแก้ว

4. มองหาบุคคลต้นแบบ ทุกคนควรมีบุคคลต้นแบบที่เป็นแรงบันดาลใจ คนคนนั้นอาจเป็นผู้ที่เอาชนะอุปสรรคใหญ่ๆได้สำเร็จ และประสบความสำเร็จอย่างงดงามในที่สุด หรือเป็นผู้ที่ทำงานหนักและสัมฤทธิ์ผล จงเอาคนนั้นเป็นแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิต

5. พาตัวเองเข้าไปอยู่ในแวดวงของคนที่ประสบความสำเร็จ และมอง โลกในแง่ดี มันเป็นเรื่องมหัศจรรยู์ที่พลังอำนาจของคนอื่น สามารถส่งผลกระทบต่อพลังในตัวเราได้ คนที่คิดในด้านบวกจะช่วยกระตุ้นและเป็นแรงบันดาลใจให้เรา เชื่อมั่นในตัวเองว่า เราสามารถทำสิ่งที่มุ่งมั่นไว้ให้สำเร็จได้ จำไว้ว่า..จงอยู่ให้ห่างคนที่คิดแต่แง่ร้าย ซึ่งจะขัดขวางการเดินหน้าของคุณ ดังพุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า “คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล”

6. เห็นคุณค่าสิ่งดีๆ ในชีวิต เมื่อเราพอใจกับทุกเรื่องดีๆที่เกิดขึ้น ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ตาม มันจะช่วยให้เราขจัดความคิดในด้านลบออกไป การโฟกัสแต่สิ่งดีๆเหล่านี้ จะทำให้อุปสรรคที่เราเผชิญอยู่ กลายเป็นเรื่องเล็กน้อยที่เราจัดการได้ง่ายขึ้น

7. รู้จักบริหารเวลาอย่างชาญฉลาด อย่าเสียเวลากับเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับสิ่งที่คุณตั้งเป้าไว้ในชีวิต ข้อสำคัญคือ มุ่งทำในเรื่องที่ทำให้ชีวิตของคุณเป็นไปดังที่หวังไว้ ซึ่งจะส่งผลให้คุณมีทัศนคติที่ดี

8. จินตนาการว่ามีสิ่งดีๆ เกิดขึ้น แปลกแต่จริงที่ว่า คนส่วนมากมักชอบวาดภาพเรื่องเลวร้ายกำลังเกิดขึ้น โดยมักจะพูดว่า “ถ้ามันเกิดขึ้น…” จงฝึกนึกถึงเรื่องดีๆกำลังเกิดขึ้น มองเห็นภาพงานที่กำลังทำเดินไปด้วยดี (ไม่ว่าจะเป็นงานที่บ้านหรือที่ทำงาน) และได้รับคำชมจากคนรอบข้างว่า“เยี่ยมมาก” เพราะนั่นจะเป็นกำลังใจให้คุณคิดบวกต่อไป

9. ความผิดพลาดมีไว้ให้เรียนรู้ มิใช่แส้ที่เอาไว้เฆี่ยนตี ทุกคนล้วนเคยทำผิดทั้งนั้น และถึงแม้ว่าได้พยายามอย่างดีที่สุดแล้ว แต่ก็ยังทำพลาด ขอให้จำไว้ว่า ยังมีโอกาสให้เริ่มต้นใหม่ ความผิดพลาดต่างๆที่ผ่านมาถือเป็นบทเรียน เพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไข สิ่งที่จะทำต่อไปในอนาคต

10. อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ถ้ารอบๆตัวเต็มไปด้วยข้าวของวางระเกะระกะ กระจัดกระจายไปทั่วห้อง ลองหาเวลาจัดเก็บ ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ซึ่งจะช่วยให้คุณเปลี่ยนมุมมอง ความคิดได้มาก ใครจะมองโลกในแง่ดีได้ ถ้าต้องอยู่ท่ามกลางสภาพสกปรกรกรุงรังตลอดเวลา เพราะสภาพแวดล้อมที่ดี จะช่วยสร้างและเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดทัศนคติด้านบวก

11. รับข้อมูลข่าวสารที่ดี หมั่นอ่านบทความที่สร้างแรงจูงใจ (ถ้าเป็นของ จิตเป็นสุข จะดีมาก 😉 ) หรือฟังธรรมะที่กระตุ้นให้รู้สึกตื่นตัว และเกิดปัญญา ซึ่งจะช่วยให้มองโลกและชีวิตได้อย่างเข้าใจ มีความหวัง และความสุข

12. ให้คำมั่นสัญญากับตัวเอง และบอกตัวเองซ้ำๆ เพราะคำมั่นสัญญาดีๆมีผลต่อกระบวนการคิดของตัวเอง เช่น ถ้าคุณมีอาการซึมเศร้าเป็นประจำ คำมั่นสัญญาของคุณก็คือ “ฉันมีความสุข ฉันควบคุมตัวเองได้” บอกตัวเองเช่นนี้หลายๆครั้งในแต่ละวัน แล้วคุณจะรู้สึกถึงพลังความคิดด้านบวกที่เกิดขึ้น

ขอบคุณข้อมูลดีดีจาก : เพจจิตสุข

#เมีย2018 กับข้อคิดเรื่องสามีนอกใจ “จะสู้หรือว่าจะเลิกดี ?” จากปาก อรุณา

 #เมีย 2018 ให้ข้อคิดเรื่องสามีนอกใจ ศีลไม่เสมอกัน…สุดท้ายก็ต้องจากกัน

อรุณา กับการตอบคำถามคนดู เรื่องสามีนอกใจ มีมือที่สาม ถ้ามันไม่ใช่สำหรับเขา ก็ปล่อยไป ให้ถือว่าศีลไม่เสมอกัน เด็ด!!สมเป็น เมีย 2018

เรียกว่าเป็นอีกฉากที่ได้ใจผู้ชมไปเต็ม ๆ สำหรับเรื่องราวของ อรุณา ในเมีย 2018 ที่ในตอนล่าสุดซึ่งมีฉากที่เธอทำรายการ และไลฟ์สดตอบคำถามจากผู้ชม ซึ่งก็มีคำถามสุดจี๊ดแทงใจ ตรงกับชีวิตของเธอสุดๆ เกี่ยวกับปัญหาครอบครัว เรื่องของสามีกับมือที่สาม “จะสู้หรือว่าจะเลิกดี ?”

แต่งานนี้ อรุณา ก็ได้ตอบคำถามนี้อย่างสมเป็น เมีย 2018 แบบสุดสตรองว่า…

“การเป็นเมียในยุค 2018 เนี่ยนะคะ มันเป็นเรื่องที่ยากค่ะ สิ่งเร้ามันเยอะ ศีลธรรมต่ำ

คนก็เอาแต่ได้กันมากขึ้น และเรื่องการแก้ปัญหามือที่สามเนี่ย

จะให้ผู้หญิงเป็นฝ่ายแก้อย่างเดียวก็คงไม่ได้ ผู้ชายก็ต้องมีวุฒิภาวะพอเช่นกัน

และถ้าเกิดว่าเราดีพอแล้ว แต่มันยังไม่ใช่สำหรับเขา ก็ปล่อยเขาไปเถอะค่ะ

ถือว่าศีลไม่เสมอกัน ยื้อไว้ก็เหนื่อยเปล่า ๆ …ขอให้ผ่านเรื่องนี้ไปได้นะคะ สู้ ๆ ค่ะ”

เรียกได้ว่า คมกริบ…โดนใจ สมเป็นไอดอลของเมียยุคนี้จริง ๆ ค่ะ !!

เคยได้ยินไหม?

ให้ “อภัย” กับ “ให้โอกาส” นั้นคนละเรื่องกัน

การให้อภัย คือ การยกโทษทางจิตใจในสิ่งผิดที่เขาทำต่อเรา

เมื่อคนคนหนึ่งทำไม่ดีกับเรา และ เขาได้รับโทษของความผิดนั้น

เขาพยายามชดใช้ต่อสิ่งนั้น เขาขอโทษ เขาแก้ไข เขาชดใช้ เขาเสียใจ

ทำให้ความรู้สึกแย่ๆของเราบรรเทา เรารู้สึกว่าเราให้อภัยเขาได้

เราจึงให้อภัย ให้อภัยเขาเราสุข โกรธเขาเราทุกข์

การให้อภัยเขาจึงเป็นผลดีต่อจิตใจเราด้วย

สำหรับบางคนนั้น ความผิดยิ่งใหญ่ เกินให้อภัย

ก็ต้องใช้เวลา และ การตัดสิน บางครั้งเราไม่ให้อภัยบางคน

เพราะคิดว่าเราทำไม่ได้ มันยากเกินไป มันหนักหนาเกินไป

หรือไม่เราก็รู้สึกว่า เราไม่อยากให้อภัย เราจะเก็บความโกรธแค้นนี้ไว้

เพราะเขาไม่สมควรได้รับการให้อภัย แต่ในขณะเดียวกันนั้น

เรากลับไม่รู้ตัวว่าจิตใจที่โกรธนั้นมาพร้อมกับการกัดกินหัวใจ

และมันทำให้เรารู้สึกแย่เสมอ แล้วมันไม่ได้ส่งผลต่อคนที่ทำผิดเลย

มันคือขยะที่เรานำมันมาถมจิตใจไปทุกวัน

และ ตั้งจิตปณิธานว่าทุกครั้งที่เรานำขยะนั้นมาถมจิตใจเรา

จะทำให้ความรู้สึกเหล่านี้ ขยะเหล่านี้ ถูกส่งผลไปยังคนที่ทำแย่ๆกับเรา

แต่ไม่จริงเลย เขากลับไม่ไดรู้สึกอะไรเลย เราต่างหางที่รู้สึกแย่

เพราะ ความโกรธ กำลังค่อยๆทำลายความรู้สึกเราไปอย่างช้าๆ

และ มันไม่ใช่การให้อภัย ไม่ได้ทำให้เราหรือเขาดีขึ้นเลยในสักทาง

แต่ ยิ่งทำให้เรามีจิตใจที่เจ็บปวดต่างหาก

ถึงเราจะกลับไปแก้ไขอดีตไม่ได้ แต่เราสามารถปลดปล่อยเรา

จากกองขยะเหล่านี้ได้ ให้อภัยเขา เพื่อที่เราจะได้ไม่ทุกข์

คนที่ให้อภัยได้คือคนที่ชนะไม่ใช่พ่ายแพ้

จริงๆ แล้วการให้อภัยกับการให้โอกาส

เป็นคนละส่วนกัน เคยได้ยินไหม… ให้อภัย แต่ ไม่ให้โอกาส

เพราะการให้อภัยคือการยกโทษทางจิตใจ ที่ปลดปล่อยตัวเราจากความคิดแย่ๆ

แต่การให้โอกาสต้องมาพร้อมกับการพิสูจน์ตัวเองของคนทำผิด

ถ้าคนทำผิดไม่ได้กลับใจ ไม่ได้เสียใจ เราไม่จำเป็นต้องให้โอกาสเสมอไป

และบางครั้งเขายังต้องรับโทษจากความผิดนั้น

แต่ส่วนของเรานั้น แค่เดินออกมา แล้วยกโทษให้เขา

ออกจากที่คุมขังแห่งความแค้น เอาความสุขของเรากลับคืนมา

และเอาไปใช้ให้กับการเริ่มต้นใหม่ดีกว่า การให้อภัย ทำให้เราได้ความสุขกลับมา

 

ขอขอบคุณเรื่องราวดีๆ จากละครเมีย 2018และ บอร์นเก้าสาม

11 สิ่งที่ผู้หญิงฉลาดสวยแพง…เค้าเป็นกัน!

11 สิ่งที่ผู้หญิงฉลาดสวยแพง…เค้าเป็นกัน!

สาวฉลาดเก่งสวยแพง เค้าเป็นกันแบบไหนกันนะ ทำไมถึงประสบความสำเร็จ ทำไมถึงดูเก่ง อะไรๆก็ดีไปหมด?! เราเจาะลึกมาเป็นข้อๆให้สาวๆได้รู้กัน บอกเลยคุณก็เป็นสาวฉลาดสวยเก่งดูแพงได้!

1. ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ11 สิ่งที่ผู้หญิงฉลาดสวยแพงเค้าเป็นกัน!

แน่นอนว่าความสำเร็จที่หลายๆ คนฝันถึงไม่ได้ได้มาง่ายๆ ต้องใช้ความพยายามและผิดหวังหลายต่อหลายครั้ง ดังนั้นการทำอะไรสักอย่าง ไม่มีคำว่าง่ายแน่นอน เคยได้ยินมั๊ย easy come, easy go ดังนั้นถ้าอยากประสบความสำเร็จตั้งโกลแล้วไฟท์กับมันซะ ท้อได้แต่อย่าถอยนะ!

2. ไม่ผลัดวันประกันพรุ่ง

เคยใช่มั๊ย พูดว่าเดี๋ยวก่อน ทำพรุ่งนี้แล้วกัน หรือหาข้ออ้างสารพัดให้กับตัวเองหรือคนอื่น เลิกพฤติกรรมนี้ด่วนเลยสาวๆ บอกเลยว่าไม่คูล การผลัดวันประกันพรุ่งส่งผลต่อพฤติกรรมลบๆ ตามมาอีกมากมาย หรือจะส่งงานไม่ทัน หาข้ออ้างโน้นนี่ ทำไปบ่อยๆ ก็ทำให้ความน่าไว้วางใจหรือคำพูดของคุณดูไม่แพงอีกต่อไป ดังนั้นเริ่มต้นทำตั้งแต่วันนี้

3. ทำงานให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

อยากประสบความสำเร็จ เริ่มต้นที่คุณภาพเนื้องานนะสาวๆ การทำส่งๆ บอกเลยว่าคนอื่นรับรู้ได้จากผลงาน แต่หากคุณลองทุ่มเทกับงานแบบเต็มที่ ให้ใจไปร้อยเปอร์เซ็น ใครๆก็สามารถรับรู้ได้ว่าคุณน่ะพยายาม คราวนี้ความสำเร็จก็ไม่ไกลเกินเอื้อมให้คว้า เผลอๆ ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นเกิลบอสในเร็ววันให้หลายๆ คนอิจฉา

4. มองโลกแง่ดี

การมองโลกในแง่ดี มีทัศนคติการใช้ชีวิตที่ดี เป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง ก็ลองคิดดูสิอารมณ์ดี ยิ้มง่าย มองโลกในแง่ดีใครๆ ก็อยากเข้าใกล้ เข้ามาติดต่อ แต่หากมองแง่ร้ายซะหมด หน้าบูดบึ้งตึง ใครจะอยากเข้าหาคะซิสสส? ดังนั้นโลกปรับเปลี่ยนมุมมองกลายเป็นคนคิดบวกดีกว่า เคยได้ยินเรื่องศีลเสมอกันมั๊ย? ที่มันมักจะดึงดูดประเภทเดียวเข้าหากัน ดังนั้นมองบวกคิดบวกแล้วทุกอย่างจะดีเอง

5. กล้าที่จะเผชิญหน้ากับสิ่งต่างๆ

นี่แหละคุณสมบัติของ winner ที่กล้าเผชิญหน้ากับสิ่งต่างๆ ไม่หลบเลี่ยงหลีกหนี อีกอย่างนะ การเจออุปสรรคขวากหนามมักจะเป็นแบบทดสอบให้คุณสตรองขึ้นอีกเป็นเท่าตัว ดังนั้นการเจออุปสรรคไม่ได้เป็นเรื่องที่แย่เสมอไปหรอกนะ

6. เป็นมิตร สุภาพอ่อนน้อม

จะเป็นคนเก่งคนสวยทั้งที ต้องเป็นคนที่นิสัยดีน่าคบหาด้วยนะ คุณสมบัติของผู้หญิงสวยแพงคือความเป็นมิตร และสุภาพอ่อนน้อม ไม่หยิ่งทะนงถือตัว ถึงแม้คุณจะก้าวไปสู่จุดของความสำเร็จแล้ว แต่หากคุณปฏิบัติดีต่อคนอื่น ย่อมได้ใจและเป็นที่รักของคนอื่นอย่างไม่ยากเย็น เป็นผู้หญิงสวยแพงต้องแพงไปถึงกิริยาท่าทางด้วยนะ

7. กล้าที่จะเอ่ยคำขอโทษ / ขอบคุณ

การทำความผิดพลาด หรือต้องเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากคนอื่นไม่ได้หมายความว่าคุณไม่ฉลาด ไม่คูล หรือดูแย่หรอกนะ เคยได้ยินมั๊ย สี่ตีนยังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง ทุกคนล้วนย่อมทำความผิดพลาดกันทั้งนั้น แต่ถ้าพลาดแล้วจะทำมึนไม่ขอโทษก็ดูไม่คูลเลย ดังนั้น ทริคแรก การพูด ขอโทษ และ ขอบคุณเป็นสิ่งที่คุณควรพูดติดปากไว้ คำง่ายๆ ที่ได้ใจผู้ฟังไปเต็มๆ

8. ไม่เป็นคนน้ำเต็มแก้ว / หาความรู้อยู่เสมอ

หาความรู้ใส่ตัวอยู่เสมอ ย่อมเป็นการสร้างราคาแวลู่ให้กับตัวคุณเอง ยิ่งเราอยู่ในสังคมที่คนเก่งมีเยอะเต็มไปหมด ยิ่งต้องเรียนรู้อยู่เสมอผู้หญิงสวยน่ะ หาไม่ยาก แต่ผู้หญิงสวยด้วยด้วยฉลาดด้วยเนี่ย น่าสนใจกว่าเป็นไหนๆ ใช่มั๊ยล่ะ

9. เข้าใจและยอมรับในความผิดหวัง

การเป็นผู้หญิงฉลาดและดูแพงคือผู้หญิงที่ยอมรับและเข้าใจในความเป็นจริง และความผิดหวัง การร้องไห้ฟูมฟาย ทำตัวเองให้แย่ลงน่ะไม่ใช่วิถีของผู้หญิงสวยเก่งเลย เพราะการจมปลักอยู่กับความผิดหวัง ความเจ็บปวดย่อมทำให้ชีวิตของแย่ลงไปเรื่อยๆ ดังนั้น เลิกร้องไห้ฟูมฟายและ move on ค่ะ! อยากให้ความเจ็บปวความผิดหวังมาพรากโอกาสที่รอเราอยู่เบื้องหน้าเด็ดขาด!

10. เป็นคนมีเหตุผล

ใครๆ ก็ชอบอยู่ใกล้ๆ คนมีเหตุผลใช่มั๊ยล่ะ เป็นผู้หญิงที่สวยเก่งแต่ไร้เหตุผลนี่ทำให้ลุคของคุณดูถูกไปเลยล่ะ แต่หากคุณเป็นคนมีเหตุผลและดำเนินชีวิตอยู่ภายใต้ความมีเหตุผลน่ะเจ๋ง แถมมันจะนำคุณไปสู่ชีวิตที่ดีกว่าคนไร้เหตุผลแน่นอน เชื่อสิ

11. ดูแลตัวเองได้

กฏข้อสุดท้ายคือการยืนอยู่บนลำแข้งตัวเอง ดูแลตัวเองได้ นี่แหละความคูลที่แท้จริง แต่เดี๋ยวก่อนไม่ได้หมายความว่าคุณต้องทำทุกอย่างเอง งดขอความช่วยเหลือคนอื่นนะ คุณสามารถขอความช่วยเหลือและตอบแทนคนอื่นได้ เสริมอีกนิด หากใครมีความสามารถช่วยเหลือคนอื่นได้ก็ช่วยเหลือตามกำลังที่คุณช่วยเหลือแต่อย่าทำให้ตัวเองลำบากไปล่ะ

 

ขอขอบคุณ เพจ คิดเป็น

กฎเหล็ก 9 ข้อ ของคนรักตัวเอง “ทำให้ได้…ก่อนคิดจะรักใคร”

บนโลกมีทั้งสุขและทุกข์ ที่จริงมันก็มีทุกข์ซะเป็นส่วน ใหญ่ เพราะใจเรายังเป็นโทษ ยังสามารถสร้างเหตุที่เป็นทุกข์ ความทุกข์มันมีอยู่ทั่วไป แตกต่างที่ใครจะรู้เห็นมันแค่ไหน แตกต่างกันที่ใครจะเข้าใจทุกข์ และสาเหตุแห่งทุกข์ในใจตนเอง เคยได้ยินว่า “ให้รู้จักรักตัวเองให้เป็นก่อนจึงจะรู้จักรักผู้อื่น” หรือ “ถ้าไม่รู้จักรักตนเองก็รักคน อื่น (ให้มีความสุขไม่ได้)” คำว่ารู้จัก “รักให้เป็น” นี่มีความหมายมากนะ แล้วมันเริ่มที่ตัวเองอย่างไร?

เพราะฉนั้นก่อนที่จะเดินหน้าเข้าไปรักใคร บางทีเราก็ควรหัดเป็นคน ‘ รักตัวเอง ’ ให้เป็นเสียก่อน ด้วยกฎเหล็ก 9 ข้อ ที่ควรทำต่อไปนี้ !

1. อย่าประชดใครด้วยการเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยง
ต้นเหตุของความประชดประชัน มักเริ่มต้นมาจากความขาดสติทางอารมณ์ และต้องการที่จะทำให้ใครบางคนต้องเจ็บปวดด้วยคำพูด หรือพฤติกรรมที่มีส่วนทำให้บั่นทอนทางความรู้สึก จนหลงลืมไปว่า สุดท้ายแล้ว สิ่งเหล่านั้นที่ได้ทำลงไป ต่างก็ต้องย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองอย่างหลบเลี่ยงไม่พ้นอยู่ดี

2. อย่าตามใจตัวเองมากจนเกินพอดี
การเป็นคนที่ตามใจตัวเองมากจนเกินขอบเขตุ และได้มองข้ามถึงความพอดีอันเหมาะสมไป อาจเป็นผลร้ายที่สามารถทำให้เกิดสิ่งแย่ๆ หลายอย่างตามมาได้ ทั้งต่อร่างกายและจิตใจของตัวเอง รวมไปถึงในสายตาของคนรอบข้างที่มักจะมองมาด้วยความเอือมระอา เนื่องมาจากการไม่รู้ถึงความเหมาะสมว่าสิ่งใดควรหรือไม่ควรทำ

3. อย่าใจดีกับใครมากจนเกินไป
ทุกๆ อย่างบนโลกใบนี้ ต่างก็มีอีกหลากหลายมุมมองให้ได้พบเจอกับมันอยู่เสมอ รวมไปถึงข้อเสียของความใจดีที่มีอยู่ในตัวเองก็ด้วย ซึ่งถ้าหากยังมัวแต่เป็นคนที่มีจิตใจดี ในแบบที่คนอื่นสามารถเข้ามาเอาเปรียบได้อย่างง่ายๆ อยู่เช่นนี้ อาจส่งผลให้ตัวเองเกิดความรู้สึกว่าไม่มีความสุข จนกลับกลายเป็นว่า แอบมีความใจร้ายแฝงขึ้นมาภายในจิตใจแบบไม่ทันได้รู้ตัว

4. อย่ายึดติดกับอะไรจนเจ็บปวด
ควรทำความเข้าใจก่อนว่าทุกๆ สิ่ง ที่ได้พบเจอ มักไม่เคยมีอะไรแน่นอน ไม่เว้นแม้แต่ตัวเราเอง ที่ก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาอีกด้วยเหมือนกัน ดังนั้น การยึดติดกับอดีตหรือสิ่งต่างๆ ที่ผ่านไปแล้ว ไม่ใช่หนทางที่จะทำให้ได้สิ่งเหล่านั้นหวนกลับคืนมา นอกเสียจากว่า จะได้สัมผัสแต่ความรู้สึกเจ็บปวดจากการสูญเสียมันไปเท่านั้น

5. อย่าทุ่มเทให้กับสิ่งที่ไม่สมควร
เราทุกคนต่างก็มีสิทธิ์ในการเลือกใช้ความพยายามให้ไปกับสิ่งที่คิดว่าดีและเหมาะสมด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งวิธีที่ดีที่จะช่วยทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่ามากยิ่งขึ้น ก็คือการใช้ความพยายามที่มีอยู่ไปกับอะไรก็ตามที่สามารถเกิดขึ้นได้จริงและมีคนมองเห็นค่าในความพยายามเหล่านั้น

6. อย่ามองข้ามความรู้สึกของตัวเอง
การละเลยความรู้สึกของตัวเอง อาจไม่ได้เป็นสิ่งที่สามารถช่วยทำให้ใครต่อใครมองเห็นความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเราได้มากขึ้นกว่าเดิม ดังนั้น ก่อนที่จะหันไปใส่ใจในความรู้สึกของคนรอบข้าง ก็ควรที่จะมองเห็นถึงความต้องการจริงๆ ภายในจิตใจของตัวเองให้ได้เสียก่อน

7. ควรวางแผนให้กับชีวิต
ไม่ว่าจะลงมือทำในสิ่งใดก็ตาม การวางแผนยังคงถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่สุดอยู่เสมอ โดยเฉพาะการวางแผนให้กับชีวิตตัวเอง แตกต่างจากการมีชีวิตอยู่แบบไร้จุดหมาย ที่มักเป็นการลดคุณค่าให้กับตัวเองด้วยการดำเนินชีวิตอย่างไม่มีเป้าหมายไปวันๆ

8. หัดปฏิเสธให้เป็น
การรู้จักปฏิเสธคนให้เป็นบ้าง จะมีส่วนช่วยทำให้เราได้รับความเกรงใจจากคนรอบข้างมากยิ่งขึ้น ซึ่งก็ถือว่าเป็นผลดีที่จะไม่ต้องทำอะไรตามใจคนอื่นมากจนเกินไป เพราะถ้าหากไม่ยอมหัดพูดปฏิเสธใครไปบ้าง อาจทำให้ไม่สามารถปฏิเสธอะไรได้อีกเลย

9. ไขว่คว้าและหยิบยื่นแต่สิ่งดีๆ
ชีวิตที่ดี จะต้องเริ่มจากการไขว่คว้าหาอะไรดีๆ ให้กับตัวเอง รวมไปถึงการหยิบยื่นในสิ่งดีๆ เพื่อแบ่งปันให้กับคนอื่นก่อน ดังนั้น เมื่อชีวิตได้สัมผัสกับอะไรที่ดีมากๆ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะรู้สึกได้ถึงคุณค่าของการมีชีวิตอยู่และความภาคภูมิใจที่เกิดขึ้นภายในตัวเอง

ขอบคุณ : sineenow , ท่าน ว.วชิรเมธี , goodlifeupdate.com

“นิสัยมงคล” ที่คุณควรสร้างให้ตนเอง

นิสัยมงคล….ที่คุณควรสร้างให้ตนเอง

ถ้าอยากเป็นคนงาม…อย่าวู่วามโกรธง่าย

ถ้าอยากเป็นคนสบาย…อย่าเบื่อหน่ายความเพียร

ถ้าอยากเป็นคนมั่งมี…อย่าเป็นคนดีแต่จ่าย

ถ้าอยากเป็นคนนำสมัย…อย่าทำลายวัฒนธรรม

ถ้าอยากเป็นคนมีเกียรติ…อย่าเหยียดหยามคนอื่น

ถ้าอยากเป็นคนมีความรู้…อย่าลบหลู่อาจารย์

ถ้าอยากหาความสำราญ…อย่าล้างผลาญสมบัติ

ถ้าอยากเป็นคนมีอำนาจ…อย่าขาดความยุติธรรม

ถ้าอยากเป็นคนดัง…อย่าหวังความสงบ

ถ้าอยากเป็นที่เคารพ…ต้องพบความจบก่อนดาย

อย่าทำตัวให้เด่น…โดยการสร้างหนี้ให้ตัวเอง

อย่าพยายามทำใจคนอื่นให้เหมือนใจเรา เพราะเราก็ทำใจให้เหมือนคนอื่นไม่ได้

9 นิสัยของบุคคลที่น่าคบ

1. ไม่อวดดี

2. ไม่พูดมาก

3. อ่อนน้อมถ่อมตน

4. รู้จักผ่อนสั้นผ่อนเบา

5. พูดจาอ่อนหวาน

6. เสียสละไม่เอาเปรียบ

7. กตัญญู

8. ไม่ริษยา ไม่เสียดสี

9. สุขุม รอบคอบ ไม่ข่มผู้อื่น

บุคคล 8 จำพวกที่ไม่น่าคบ

1. เที่ยวปล่อยข่าว

2. เฝ้าจับผิด

3. คิดทำลาย

4. ใจอคติ

5. ตำหนิคนอื่น

6. จุดยืนไม่มี

7. เสียดสี ริษยา

8. วาจากลอกกลิ้ง

การให้ธรรมะเป็นทานเหนือการให้ทั้งปวง

ขอบพระคุณแหล่งที่มา : Jelly Walker เรียบเรียงโดย : rugyim.com

“โสด” ไม่น่ากลัวเท่ากับ…การไปรักคนผิด!!

…..ผู้หญิงหลายคนยังรู้สึกกังวล

ว่าทำไมถึงยังไม่มีคนรักเหมือนคนอื่นเขา

หรือป่านนี้ทำไมยังไม่เจอใครสักคนที่จะมาเป็นแฟนสักที

ทั้งๆที่ตัวเองก็ไม่ได้หน้าตาขี้เหร่มากมาย

หน้าที่ หรือการศึกษาก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าใครเลย

บางคนอาจจะรู้สึกอายเวลาเข้าสังคม เจอเพื่อน เจอคนรู้จัก

มักจะถามไถ่เสมอๆว่า มีแฟนรึยัง

คำถามนี้ เป็นคำถามที่ไม่อยากได้ยินเลยสำหรับคนที่ยังไม่มีแฟน….

…..อยากบอกผู้หญิงทุกคนที่กำลังโสดว่า..อย่าอาย

อย่ากลัวไปเลย ที่ต้องเดินคนเดียว กินข้าวคนเดียว ถึงมันจะเหงาไปบ้าง

แต่มันก็ไม่น่ากลัวเท่ากับการไปรักคนผิด หรือเจอคนไม่ดี

ลองนึกภาพหากเราต้องนอนร้องไห้ทุกวันเพราะโดนนอกใจ

หากเราต้องถูกทำร้ายร่างกายเพราะเขาไม่พอใจ

เราจะทนได้ไหม ที่ชีวิตต้องอยู่กับความมืดมน!….

…. ทุกคนเกิดมา มีบุญกรรมมาไม่เท่ากัน การมีคู่ดี

ถือว่าเป็นเรื่องดี มีบุญวาสนาดี ถ้าเจอคู่ไม่ดี ก็โชคร้ายรับกรรมไป

สมัยนี้ใครไม่มีคู่ ให้คิดเสียว่าเรายังพอมีบุญอยู่บ้าง

เพราะจะหาใครสักคนที่รักเราและพร้อมจะอยู่ดูแลกันไปจนแก่เฒ่า

มันหายาก หรืออาจไม่มีเลย ดังนั้นอย่าอายหากต้องอยู่เป็นโสด

ใช้ชีวิตให้มีคุณค่าทำสิ่งดีๆให้กับตัวเองและคนอื่น คิดดี ทำดีเข้าไว้

หากคู่ของเรามีจริงและมีวาสนาต่อกันพอ  ผลบุญนั้นจะนำพาคนดีๆ เข้ามาในชีวิตเราเอง

9 วิธี เปลี่ยนตัวเอง เป็น “คนใหม่” ที่ใคร ๆ ก็หลงรัก

คงจะมีสักครั้งในชีวิตที่คุณได้พบใครสักคน ซึ่งมองภายนอกก็ดูธรรมดาไม่ได้สวยเริดหรือหล่อเนี้ยบไปกว่าใคร แต่น่าแปลกที่คนส่วนใหญ่ รวมทั้งตัวคุณเองกลับรู้สึกถูกชะตาประทับใจในตัวเขาหรือเธออย่างไม่มีเหตุผล เผลอๆ บางคนอาจหลงรักเขาตั้งแต่แรกพบเลยด้วยซ้ำ แอดจะมาไขข้อข้องใจและเผยความจริงที่ว่า คุณเองก็สามารถเป็นเจ้าของมนต์เสน่ห์นี้ได้เช่นกัน เพียงทำตามเคล็ดลับ เปลี่ยนตัวเอง 9 ข้อต่อไปนี้

1. รอยยิ้มสะกดใจ

“รอยยิ้ม” เปรียบดังประตูด่านแรกที่จะทำให้ใครๆ รู้สึกประทับใจคุณตั้งแต่แรกพบ ซึ่งกฎมหัศจรรย์ข้อหนึ่งของรอยยิ้ม คือ ถ้าคุณมอบยิ้มที่จริงใจให้กับใคร ผู้รับก็มักจะส่งรอยยิ้มเดียวกันนั้นกลับคืนมาให้คุณทันทีเช่นกัน นอกจากนี้ รศ. ดร.พสุเดชะรินทร์  จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังกล่าวด้วยว่า “ผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ โดยใช้เครื่อง fMRI (เครื่องสแกนสมอง) ตรวจสอบปฏิกิริยาของเซลล์สมองพบว่า เมื่อเรายิ้ม เซลล์สมองส่วนของอารมณ์และความสุขจะถูกกระตุ้นให้ทำงาน แสดงให้เห็นว่าการยิ้มทำให้คนเรารู้สึกมีความสุขมากขึ้น…โดยการยิ้มเพียงหนึ่งครั้งจะกระตุ้นให้เซลล์สมองด้านความสุขทำงานเทียบเท่ากับการกินช็อกโกแลตถึง 2,000 ชิ้นเลยทีเดียว”

2. เปิดใจรับ “ฟัง”

แม้คนส่วนใหญ่มักชอบเป็นผู้พูดมากกว่าเป็นผู้ฟัง แต่แจ๊ค วู้ดฟอร์ด นักเขียนชื่อดัง กล่าวว่า “การตั้งใจฟังเป็นการเยินยอทางอ้อม ที่มนุษย์น้อยคนนักจะปฏิเสธได้” หรือพูดอีกอย่างก็คือการเป็นผู้ฟังที่ดีหรือฟังอย่างตั้งใจนั้น เป็นความลับเล็กๆ ที่จะทำให้ใครๆ ประทับใจในตัวคุณโดยไม่ต้องลงทุนหรือออกแรงใดๆ เลย

3. คุยเรื่องที่เขาสนใจ

บทสนทนาที่จะทำให้ใครต่อใครประทับใจในตัวคุณคือ การเลือกพูดคุยในเรื่องที่เขาสนใจ ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักเป็นเรื่องที่เขาเคยพูดถึงอยู่บ่อยๆ การปล่อยให้เขาได้บอกเล่าหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็น นอกจากจะทำให้เขาเพลิดเพลินและประทับใจในการสนทนากับคุณแล้ว เขายังรับรู้ถึงความเอาใจใส่ที่คุณมีให้เขาด้วย

4. มาดดีมีชัย (ไปกว่าครึ่ง)

เราไม่ได้ขอให้คุณรีบไปตัดชุดสูทราคาแพง หรือทำศัลยกรรมให้ดูสวยกว่าความเป็นจริง เพียงคุณหันมาใส่ใจดูแลบุคลิกภาพให้ดูสะอาดสะอ้านและเรียบร้อยอยู่เสมอก็เพียงพอแล้ว เพราะไม่ว่าคุณจะมีอุปนิสัยน่ารัก พูดจาหวานหู หรือหน้าตาดีสักเพียงใด ก็คงไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ถ้าคุณยังแต่งกายสกปรก กลิ่นตัวเหม็นเปรี้ยว หรือมีกลิ่นปากรุนแรงแทบทุกครั้งที่พบกัน

5. สัมมาคารวะคือสมบัติอันล้ำค่า

อุปนิสัยสำคัญที่ทำให้ใคร ๆ ต่างให้ความเอ็นดูและชื่นชมคุณตั้งแต่แรกพบคือ กิริยาสุภาพนอบน้อมมีสัมมาคารวะกับทุกคน ไม่ควรเลือกปฏิบัติเฉพาะกับผู้ที่มีพระคุณหรือผู้ที่อาวุโสกว่าเท่านั้น แต่ควรให้เกียรติ และสุภาพกับผู้ที่อายุน้อยกว่าหรือเท่ากับคุณด้วย อย่าลืมว่าการเป็นคนมีสัมมาคารวะ ไม่ได้ทำให้คุณดูต่ำต้อยลงแต่อย่างใด ตรงกันข้าม คุณจะยิ่งได้รับการยกย่องชื่นชมอย่างจริงใจจากทุกคนที่ได้รู้จัก

6. อาสาช่วยด้วยหัวใจ

เพียงคุณมีน้ำจิตน้ำใจ  หยิบยื่นความช่วยเหลือให้ผู้อื่นด้วยใจจริงโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน ก็สามารถช่วยเพิ่มพื้นที่ความสุขในใจของผู้อื่นได้แล้ว สิ่งที่คุณมอบให้นั้น ไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่หรือมีค่าราคาแพงแต่อย่างใด การให้ในสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดต่างหากที่สำคัญกว่า อาจเป็นเพียงของเล็กน้อยหรือเป็นเพียงกำลังกายที่ช่วยหยิบจับช่วยเหลือด้วยความเต็มใจ ก็ถือว่ามีคุณค่าน่าจดจำแล้ว

7. ทำให้คนที่คุณได้พบรู้สึกว่าเขาเป็น “คนสำคัญ”

ควรให้ความสนใจจดจำรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับคนที่คุณได้รู้จักเอาไว้บ้าง เพราะหากมีโอกาสได้คุยกันอีกครั้ง แล้วเขารู้ว่าคุณจดจำเรื่องราวเล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับตัวเขาได้ เขาจะรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า เป็นคนสำคัญในสายตาคุณและความรู้สึกนี้จะประทับอยู่ในใจของเขาไปอีกนานแสนนาน

8. มหัศจรรย์แห่งความกตัญญู

เพียงคุณแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ อาทิ คุณพ่อ คุณแม่ ญาติ ครูอาจารย์ รวมทั้งคนอื่น ๆ ที่เคยเกื้อหนุนคุณมา นอกจากจะทำให้คนที่คุณรักมีความสุขแล้ว  อานิสงส์ผลบุญนี้ยังแผ่ไปยังบุคคลอื่น  ทำให้ผู้ที่ได้รู้จักคุณพลอยรู้สึกยินดีสรรเสริญ  และชื่นชมในตัวคุณ  โดยที่คุณไม่ต้องป่าวประกาศคุณงามความดีนั้นด้วยตัวเองเลย

9. ยึดมั่นใน “ความดี”

เคล็ดลับสุดท้ายคือ  คุณไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อให้ใครหรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมารุมรัก  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากการเปลี่ยนแปลงนั้นทำให้คุณต้องสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง  หรือต้องฝืนใจทำในสิ่งที่ผิดทำนองคลองธรรมเพราะนั่นหมายความว่า คนๆ นั้นหรือคนกลุ่มนั้นไม่คู่ควรกับมิตรภาพดีๆ ที่คุณมีให้เพียงแค่คุณคิด พูด ทำแต่สิ่งที่ดี ไม่ว่าใครก็ต้องรู้สึกสบายใจและอยากอยู่ใกล้คุณทั้งนั้น  เพราะเขาจะพลอยได้รับแต่สิ่งดีๆ และมีความสุขยามที่ได้อยู่กับคุณ

ขอบคุณ:http://www.xn--42c6aph7j1c6b.com/2018

อย่าเสียดายหยดน้ำตา แต่เสียดายเวลาที่เอากลับมาไม่ได้

จะทำยังไงไม่ให้ การอกหักช้ำรักเป็นเรื่องสูญเปล่า

“ให้เธอนั้นได้จำว่า ครั้งหนึ่งเรานั้นเคยรักกัน เรานั้นเคยได้พบกัน แม้ว่ามันจะหมดไป ในวันหนึ่งหากเธอบังเอิญได้พบใคร ฉันก็คงไม่เสียใจ ปล่อยให้เธอไป ฉันไม่เป็นไร ให้เธอได้จำเอาไว้ว่าเราเคยรักกัน” เพลง “ครั้งหนึ่งเราเคยรักกัน” ของ ดา-เอ็นโดรฟีน เพลงฮิตติดอันดับกับความหมายที่โดนใจคู่ร้างหลายๆคู่ ความเป็นจริงของคู่รักทุกคู่คืออยากคบกันให้นานที่สุด อยู่กันให้ยืดที่สุด

แต่เรื่องอกหักรักร้างเป็นเรื่องที่ห้ามกันไม่ได้ ซึ่งการอกหักนี้รวมถึงทุกกรณีไม่ว่าคุณจะเป็นคนบอกเลิกหรือคุณถูกบอกเลิก จากกันด้วยดีหรือจากกันแบบชาตินี้ไม่ขอมาเจอหน้ากันอีก เมื่อเหตุการณ์ผ่านไปทุกอย่างจะกลายเป็นคำว่าประสบการณ์เหมือนกัน ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่เคยผ่านประสบการณ์อกหัก อย่าให้ความรักที่ผ่านมาสูญเปล่า หรือมัวแต่จมอยู่กับความเศร้าเท่านั้น เรามาเรียนรู้และเก็บไว้เป็นบทเรียนสำหรับความรักครั้งใหม่กันดีกว่า มีเรื่องอะไรบ้างที่เราควรเรียนรู้จากการอกหัก ไปหาคำตอบกัน

# เรียนรู้จากข้อผิดพลาด
เป็นเรื่องปกติของคนทุกคนเวลาทะเลาะกัน ย่อมเอาความคิดตนเป็นหลัก ว่าความคิดของคุณถูกเสมอและคนที่คุณทะเลาะด้วยคือคนผิด ไม่ต่างกับเรื่องของความรัก เมื่อตอนคบกัน คุณมองเห็นแต่ความผิดพลาดน้อยใหญ่ของแฟนคุณ ส่วนความผิดคุณนั้น คุณกลับไม่เคยเห็นมันเลยซักครั้ง พอถึงวันที่คุณใจเย็นลงและมองย้อนกลับไป คุณอาจจะได้ข้อคิดและเรียนรู้จากความผิดพลาดที่ได้มาจากการอกหัก เช่น

ถ้าแฟนคุณแอบไปมีคนใหม่ เพราะคุณบ้างานเกินไป หรือไม่เคยมีเวลาให้เค้าเลย จนเค้าน้อยใจ ประชดประชันหรือเตลิดเปิดเปิงไปมีคนอื่น ความคิดแรกที่แว่บเข้ามาในสมองคุณคือเค้าไม่ซื่อสัตย์กับคุณ ในอีกแง่มุมนึง จุดเริ่มต้นของเรื่องคือการที่คุณไม่สนใจเค้า ในกรณีที่คุณต้องเลิกกับแฟนเพราะว่าคุณเป็นคนขี้หึงเกินเหตุไม่เคยไว้ใจ ไม่ให้เกียรติ ตามติดเป็นวิญญาณขี่คอเค้าตลอดเวลา จนไม่สามารถไปไหนกับใครได้แม้แต่เพื่อนสนิทของเค้า นี่คงเป็นสาเหตุที่แท้จริงที่คุณต้องเลิกกัน ยามคุณมีสติ คุณถึงสามารถคิดหาข้อผิดพลาดจากรักครั้งเก่าของคุณและนำมาปรับใช้กับรักครั้งใหม่ของคุณได้ สิ่งที่พึงระวังไว้คือคนเราแต่ละคนไม่เหมือนกัน

การที่คุณคิดว่าแฟนคนใหม่ของคุณนั้นเจ้าชู้เหมือนคนเก่าหรือต้องการการเอาใจใส่มากน้อยขนาดไหน ขึ้นอยู่กับการเรียนรู้ของคุณ ปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น หลังจากที่ได้พิจารณาไตร่ตรองว่าสิ่งไหนคือข้อผิดพลาดที่ทำให้คุณต้องเลิกกัน คงถึงเวลาที่คุณต้องนำสิ่งเหล่านั้นมาปรับใช้ คุณรู้ว่าข้อเสียของคุณคือการเอาแต่ใจมากเกินไป ก็ควรใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ ถ้าคุณเป็นคนทำงานแล้วลืมทุกอย่าง ให้รู้จักแบ่งเวลาระหว่างเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวให้สมดุล เมื่อรู้ว่าอะไรเป็นข้อเสียแต่คุณไม่ทำอะไรกับมันหรือไม่คิดที่จะปรับหรือลดสิ่งเหล่านั้น นับได้ว่าการอกหักเลิกรากันที่ผ่านมาไม่ได้ทำให้คุณคิดอะไรขึ้นมาได้เลย

# อย่าโทษตัวเองจนเกินไป
บางครั้งความผิดไม่ได้อยู่ที่เราคนเดียว การเลิกกันอย่างที่กล่าวมาข้างต้นนั้น มีหลายกรณี ความผิดอาจเกิดจากข้อเสียมากมายของตัวเรา คุณได้แต่เฝ้าโทษตัวเองว่าคุณไม่ดีอย่างนั้นไม่ดีอย่างนี้ แม้บางครั้งการที่คุณถูกบอกเลิก สาเหตุที่แท้จริงอาจไม่ใช่ความผิดของคุณเลยก็เป็นได้ กรณีคุณเจอแฟนประเภทเจ้าชู้ ขี้เบื่อ ต่อให้คุณทำดีกับเค้าขนาดไหน ยอมเค้าทุกอย่าง ทุ่มเทให้ทั้งเงินทองและร่างกาย แต่เค้ายังตีจากคุณไปเมื่อเค้าเบื่อคุณ ในกรณีนี้สิ่งที่คุณควรทำคืออย่าโทษตัวเองว่าคุณผิด หรือพยายามหาข้อเสีย ทั้งๆที่คุณไม่ได้ทำสิ่งที่ไม่ดีหรือไม่มีข้อเสียใดๆกับความรักของคุณ ควรเลิกโทษตัวเองและแบกความผิดที่ไม่ได้เป็นคนทำไว้กับตัว จุดสำคัญของความคิดนี้คือ ต้องวางใจเป็นกลางและไม่เข้าข้างตัวเองจนมากเกินไป

# เห็นและเคารพในคุณค่าของตัวเอง
นอกจากการเรียนรู้ถึงข้อผิดพลาด ปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น และอย่าโทษตัวเองจนเกินไปแล้ว อีกสิ่งสำคัญคือ คุณควรเห็นและเคารพในคุณค่าของตัวคุณเอง ถ้าคุณรู้แล้วว่าการที่เค้าเลิกกับคุณไปนั้นเพราะความเจ้าชู้และเห็นแก่ตัวของเค้า ให้คิดว่าเค้าต่างหากที่ไม่มีบุญพอกับคนดีๆอย่างคุณ คุณมีคุณค่ามากกว่าคนไร้ค่าอย่างเค้า แล้วในวันนึงคุณจะได้พบคนที่ดีกว่าเป็นร้อยเป็นพันเท่า อย่าจมอยู่กับการอกหัก จมกับคนที่ไม่เห็นสิ่งดีๆในตัวคุณ ให้ทำใจและเปิดใจรับสิ่งดีๆที่รอคุณอยู่ในวันข้างหน้า

#ได้เห็นมิตรแท้ในช่วงที่เรารู้สึกแย่
คำกล่าวที่ว่า คนเราจะรู้ว่าใครเป็นมิตรแท้เมื่อคุณมีความทุกข์ โดยปรกติคนมีแฟนมักลืมเพื่อนและกลับมาคิดถึงเพื่อนอีกครั้งตอนอกหัก เวลาอกหกคุณถึงได้รู้ว่าใครที่เป็นเพื่อนแท้ ที่ดูแล สนใจ รับฟัง ปลอบใจ เพื่อให้คุณรู้สึกดีขึ้น เมื่อรู้แล้วว่าคนๆนั้นคือใคร ถึงคราวที่เพื่อนลำบาก คุณควรทำหน้าที่เพื่อนที่ดีเหมือนที่เพื่อนทำให้เช่นกัน ใส่ใจเคียงข้างเพื่อนแท้ของคุณ เหมือนที่เค้าทำให้ตอนที่คุณรู้สึกแย่กับความรัก อย่างนี้เค้าถึงเรียกว่ามิตรภาพที่แท้จริง

# ทำตัวเองให้ดูดีขึ้น
คนอกหักมีหลายประเภท อกหักแล้วตรอมใจ อกหักแล้วกินอะไรไม่ลง น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว ผอมแห้งกระดูกเดินได้ หรือประเภทที่อกหักแล้วกินแหลก น้ำหนักขึ้นมากมาย ของอย่างนี้แล้วแต่บุคคล สิ่งที่อยากให้คุณผู้อ่านทำคือ อกหักแล้วอย่าปล่อยตัวให้โทรมครับ บางคนคงเถียงว่า แล้วจะสวยหรือหล่อไปเพื่อใคร คำตอบคือ เพื่อตัวคุณเองไงครับ ในเมื่อคนที่ทำให้คุณเศร้าเสียใจเค้ากำลังไประเริงมีความสุขกับคนใหม่ แต่คุณกลับต้องมานั่งจมทุกข์อยู่เพียงคนเดียว แล้วคุณมานั่งทำตัวโทรมไปเพื่อใครล่ะครับ

ทางที่ดีคือควรทำตัวเองให้ดูดีขึ้น เข้าฟิตเนสออกกำลังให้มันเหนื่อย แถมสุขภาพดีอีกต่างหาก พอคุณเหนื่อย กลับถึงบ้านก็เพลียแล้วก็หลับสนิทไม่ต้องมานั่ง ซึม เศร้า เหงา ระทวยอยู่คนเดียว ทำตัวคุณเองให้ดูดีขึ้นเพื่อตัวคุณเอง ยังสามารถทำให้คนที่ทิ้งคุณไปรู้สึกเสียดายเมื่อได้มาเจอกันอีกครั้ง ที่สำคัญเมื่อคุณได้ไปเปิดหูเปิดตาในฟิตเนส เป็นการเปิดโอกาสให้คนใหม่ๆเข้ามาในชีวิตอีกต่างหาก

บทความนี้ต้องการให้คุณผู้อ่านที่กำลังเศร้าโศกเสียใจ ได้ลองเปลี่ยนมุมมอง เปลี่ยนความคิด เพราะบางครั้งคนเรารู้สึกแย่กับเรื่องต่างๆ เนื่องจากมองปัญหาในแง่มุมเดียวหรือมองในแง่มุมเดิมๆที่ทำให้ชีวิตคุณแย่ลงไปเรื่อยๆ บางครั้งการเดินถอยออกมาแล้วมองย้อนกลับไปคุณอาจจะรู้สึกดีขึ้น อย่างที่คุณเองประหลาดใจเลยครับ ขอให้คุณผู้อ่านได้คิดดีๆ ข้อคิดดีๆกันไปบ้าง ในเมื่ออกหักแล้วอย่าให้สูญเปล่า

ขอขอบคุณเรื่องราวดีๆ จาก เพจ อะไรนั่น

ยิ่งเกลียดมากแค่ไหน…ก็แสดงว่าคุณยังรักเค้าอยู่มากเท่านั้น

ความโกรธ ความเกลียด และความรัก มักสวนทาง…

ในชีวิตเรามันคงต้องมีสักครั้งที่ถูกคนที่เรา “คิดว่ารัก” ทำให้เราเสียใจ ไม่ว่าเรื่องจะเล็กจะใหญ่ก็ตามการที่ผิดหวังในความรักแล้ว สำหรับคนที่ผิดหวังย่อมรู้สึกว่ามันใหญ่หลวงเสมอ เมื่อรักมากก็แค้นมากไปเป็นของคู่กัน

บางคนโกรธแค้นกันเป็นปีๆ เสียใจเป็นปีๆ เสียเวลาไปกับความโกรธ ความแค้นละความโมโห ถ้าเราหันมามองและวิเคราะห์ดูแล้ว จะเห็นว่าสิ่งที่เราโมโหนั้น อันที่จริงมันเป็นกลไลป้องกันตัวอย่างนึงของเรานั่นเอง เพราะว่าเราไม่อยากที่จะยอมรับว่าเรามองคนผิดไป เรารักคนผิดคน รักเค้าแต่ว่าเค้าก็ไม่ได้รักเราตอบเท่ากับที่เราให้ความรักกับเค้าไป ไม่มีใครหรอกที่อยากจะยอมรับว่าตัวเองนั้น พลาดไปเสียแล้ว คำว่าพลาดในที่นี้ คือพลาดมองคนไม่ออก ใครละจะอยากยอมรับข้อบกพร่องของตน

สิ่งที่เราแสดงออกเพื่อเป็นการป้องกันตัวเราเองก็คือการที่เราโกรธ อีกฝ่ายนึง แค้นอีกฝ่ายนึง ซึ่งนั่นก็คือกลไลที่จิตใจของเราใช้เพื่อกันตัวเราไม่ให้เสียใจมากไปแค่นั้น แทนที่เราจะว่าตัวเองให้มันเจ็บใจมากขึ้นไป defense mechanism ของเราก็สั่งการให้เราพุ่งความสนใจไปที่อีกฝ่ายนึง ก็แค่นั้นเอง

บางคนบอกกับตัวเองว่า เราไม่รักเขาแล้ว เพราะว่าเขาทำให้เราเจ็บปวด เราไม่สนใจเค้าแล้วไม่รักแล้วเราเหลือแต่ความโกรธ ความเกลียด ไม่อยากเจอหน้ากันอีกต่อไป ถ้าจะบอกว่าคุณกำลังหลอกตัวเอง เพราะว่าอันที่จริงแล้วคุณก็ยังคิดถึงเขาอยู่…คุณจะเชื่อไหม? คุณอาจจะไม่เชื่อ และเผลอๆก็บอกว่าเอาอะไรมาพูด เกลียดเค้าจะแย่แล้วไม่ได้รักสักหน่อย เอ้า! เชื่อไม่เชื่อลองอ่านดู

ความเกลียดกับความรัก

ทุกคนก็คงบอกว่ามันเป็นสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกัน เหมือนขั้วบวกและขั้วลบ หรือเหมือนเส้นขนานที่ไม่มีวันมาบรรจบกันได้ แต่ถ้ามองให้ดีๆแล้ว ถ้าไม่มีความเกลียด ก็ย่อมไม่มีความรัก….ถ้ามีความรัก…โอกาสที่จะเกลียดมันก็มี ถ้าคุณอยากจะบอกว่าคุณไม่รักแล้ว ไม่ได้รู้สึกรักแล้ว เหลือแค่ความเกลียด เพราะฉะนั้นขอถามว่า ถ้าคุณไม่รัก และเค้าก็ไม่ได้มีความสำคัญอะไรกับคุณ คุณจะไปเกลียดเค้าทำไมกัน คุณเกลียดเค้าไป เค้าก็ไม่ได้รับรู้อะไรด้วย สิ่งที่คุณรับรู้ มันก็มีอยู่แค่ในใจคุณนั่นแหละ ยิ่งเกลียดมากเท่าไหร่ ก็แสดงว่าคุณยังรักเค้าอยู่มากเท่านั้น

รักคำนี้มันดายจากหัวใจ
ตั้งแต่วันนั้น ที่เธอคนดีจากฉันไป
ไม่ว่าใครจะเดินเข้ามา ฉันก็ไม่เคยหวั่นไหว
จะเหมือนเป็นคนๆ ที่ไร้หัวใจ

แต่เธอคนนี้ที่ยืนนอกสายตา
เธอคนนี้ ที่ฉันไม่ควรจะรักเลย
เปิดประตูในใจเข้ามา หัวใจที่มันอยู่เฉย
ในทุกวันมันคิดถึงเธอ

เกิดอาการสับสนในใจ ไม่อยากจะแพ้ให้เธอคนนี้
เกิดอาการอึดอัดในใจ เมื่อเธอหายไปทุกที

ยิ่งโกรธยิ่งแค้น ยิ่งตอกยิ่งย้ำ
ยิ่งทำให้เธอเสียใจ
ยิ่งโกรธยิ่งคิด ยิ่งเกลียดยิ่งรัก
ไม่รู้เป็นเพราะอะไร

ยิ่งโกรธยิ่งแค้น ยิ่งตอกยิ่งย้ำ
ว่าฉันต้องการอะไร
ต้องหนีจากเธอให้ห่าง
หรือมันต้องการมีเธอข้างกาย

เธอวันนี้เธอคือคนสำคัญ
ในชีวิตที่ฉันไม่เคยจะคิดเลย
นี่คือการผิดคำสัญญา หรือเธอเข้ามาเฉลย
ว่าหัวใจ ควรใช้รักเธอ

เกิดอาการสับสนในใจ ไม่อยากจะแพ้ให้เธอคนนี้
เกิดอาการอึดอัดในใจ เมื่อเธอหายไปทุกที

ยิ่งโกรธยิ่งแค้น ยิ่งตอกยิ่งย้ำ
ยิ่งทำให้เธอเสียใจ
ยิ่งโกรธยิ่งคิด ยิ่งเกลียดยิ่งรัก
ไม่รู้เป็นเพราะอะไร

ยิ่งโกรธยิ่งแค้น ยิ่งตอกยิ่งย้ำ
ว่าฉันต้องการอะไร
ต้องหนีจากเธอให้ห่าง
หรือมันต้องการมีเธอข้างกาย

ยิ่งโกรธยิ่งแค้น ยิ่งตอกยิ่งย้ำ
ยิ่งทำให้เธอเสียใจ
ยิ่งโกรธยิ่งคิด ยิ่งเกลียดยิ่งรัก
ไม่รู้เป็นเพราะอะไร

ยิ่งโกรธยิ่งแค้น ยิ่งตอกยิ่งย้ำ
ว่าฉันต้องการอะไร
ต้องหนีจากเธอให้ห่าง
หรือมันต้องการมีเธอข้างกาย

ต้องหนีจากเธอให้ห่าง
หรือมันต้องการมีเธออยู่ในหัวใจ

ถ้าเมื่อใดที่คุณไม่รู้สึกโกรธ หรือเกลียดอะไรกับคนที่เคยทำให้คุณเจ็บใจนั่นแหละค่ะถึงจะบอกได้ว่าคนๆนั้นไม่มีความสำคัญกับคุณแล้วจริงๆ รักษาใจกันหน่อยดีไหม

 

ขอขอบคุณเรื่องราวดีๆ จาก เพจอะไรนั่น