อย่ารักคนที่ไม่เห็นค่า เพราะมันคือการดูถูกตัวเอง

อย่ารักคนที่ไม่เห็นค่า เพราะมันคือการดูถูกตัวเอง

การดูถูกตัวเอง คือ การกระทำที่ทำให้คุณมีสภาพการที่แย่ลงกว่าเดิม เพราะเป็นช่วงที่คุณไม่ได้รักตนเอง ลงโทษตนเอง และดูถูกตนเอง ความสำเร็จต่างๆ ก็จะห่างไกลออกไปทุกที ทุกที  เมื่อคุณคิดในแง่ลบกับตนเองจะขาดซึ้งสติยั้งคิดในการพิจารณาบ่อเกิดของปัญหา มันยิ่งทำให้ปัญหาเลวร้ายลง เมื่อปัญหาชีวิตเดิมไม่ได้แก้ไข  เมื่อมีปัญหาใหม่เข้ามาทำให้เกิดความไม่มั่นใจ ท้อแท้เสียก่อนแล้ว ทำให้ปัญหาเดิมไม่ได้แก้ไข ปัญหาใหม่ก็เตรียมก่อตัว ปัญหายิ่งพอกพูนจนยากที่จะแก้ไข  อันเป็นการสร้างปมด้อยให้ตนเองไปโดยปริยาย

 

การดูถูกตนเอง กล่าวโทษตนเอง ดุด่าตนเอง เมื่อทำบ่อยครั้งเข้า จะทำให้ร่างกายและจิตของคุณบันทึกความล้มเหลว ความท้อแท้ของคุณไว้ จิตและสมองของคุณไม่ได้แยกแยะว่าคุณกำลังคิดอะไรอยู่กับตัวคุณเอง ไม่ว่าจะเป็นด้านบวก หรือด้านลบ จิตกับสมองของคุณจะสนับสนุนความคิดนั้นให้เกิดเป็นความจริง ยิ่งคุณคิดดูถูก กล่าวโทษตนเองซ้ำๆ ซ้ำๆ จะยิ่งเป็นการตอกย้ำให้คุณขาดความมั่นใจ เมื่อจะทำอะไรใหม่ๆ ก็จะท้อแท้ไปเสียก่อนแล้วทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ทำอะไรเลย  ฉะนั้นสิ่งที่คุณต้องทำ ณ ตอนนี้ก็คือ

“เลิกดูถูกตนเอง จงคิดว่าคุณนั่นแหละเจ๋ง และแน่จริง”

“ยัดเยียดความรักให้คนที่ไม่ต้องการ”

คือการดูถูกตัวเอง

“ตามง้อคนที่ไม่แคร์เรา”

คือการดูถูกตัวเอง

“ยอมเสียความเป็นตัวเองเพื่อให้เขาชอบ”

คือการดูถูกตัวเอง

“ยอมเจ็บปวดซ้ำแล้วซ้ำเล่า”

คือการดูถูกตัวเอง

“ทุ่มเทให้คนที่ไม่เห็นค่าเรา”

คือการดูถูกตัวเอง

“เหนี่ยวรั้งคนที่อยากไป”

คือการดูถูกตัวเอง

“เลือกคนที่ไม่ดีพอ”

คือการดูถูกตัวเอง

 

อย่า “รัก” ใครบางคน ถ้ามันคือการ “ดูถูกตัวเอง” เพราะเขาก็จะ “ดูถูก” และไม่เห็นค่าเราเช่นกัน !

“การดูถูกและทำร้ายตนเอง มีแต่จะทำให้คุณแย่ลง จงรักตนเอง แล้วโลกนี้จะเป็นของคุณ”

 

ขอบคุณเรื่องราวดีๆ จาก Chermarn Ratanapongtrakoon, coachtawatchai 😀

สิ่งที่ผู้ชาย และผู้หญิง “ไม่ชอบ” ให้แฟนตัวเองทำมากที่สุด

ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ต่างก็มีเรื่องที่ไม่ชอบให้แฟนตัวเองทำ แล้วมันคืออะไร เอาหล่ะเดี๋ยวเราลองไปดูกัน…อ่านจบแล้วอย่าไปทำกับแฟนกันน้าาาา

ผู้ชายไม่ชอบให้แฟนตัวเอง…

1. นอกใจ หนุ่มคนไหนรับได้ก็บ้าแล้ว

2. ไร้สมอง คิดและพูดได้แค่ประมาณว่า “อะไรก็ได้ค่ะ” หรือ “แล้วแต่เธอ”

3. จู้จี้ ขี้บ่น ขอโทษครับ..คุณเป็นแฟนนะ ไม่ใช่แม่บังเกิดเกล้าของผม

4. โทร.จิก ตลอด 24 ชม. คลาดสายตาหน่อยเป็นต้องโทรตาม มันน่ารำคาญจริงๆ

5. งี่เง่า ไม่มีคำไหนเหมาะสมกับผู้หญิงไร้เหตุผล เอาแต่ใจเท่าคำนี้อีกแล้ว

6. ถามง่ายตอบยาก รู้มั้ยไม่มีอะไรน่าเบื่อเท่าคำ ถามไร้สาระประเภท “ฉันอ้วนหรือเปล่า” หาอะไรที่มันสนุกๆกว่านี้คุยกันดีกว่าไหมครับ

7. ตอกย้ำความผิดพลาด รู้แล้วก็ทิ้งคำพูดแนว “ฉันเตือนเธอแล้วใช่ไหม ทำไมถึงทำอย่างนี้”

8. ตะคอกหรือออกคำสั่ง โดยเฉพาะต่อหน้าคนอื่น

9. รู้ทันไปหมดทุกอย่าง บางสถานการณ์ผู้หญิงที่รู้จักแกล้งโง่มีเสน่ห์กว่าผู้หญิง(อวด)ฉลาดเยอะ

10. พูดจาหาสาระไม่ได้ เราชอบฟังอะไรที่ตรงประเด็นและตรงไปตรงมามากกว่าเรื่องไร้สาระ

11. เจ้าชู้ นี่ขนาดมากับผมคุณยังเล่นหูเล่นตากับชายอื่น ขอเตือนว่าผู้ชายน่ะ “ม่าได้หยามไม่ได้”

12. พูดจาหยาบคาย ต่อให้สวยแค่ไหนก็ไร้เสน่ห์โดยสิ้นเชิง

13. หายไป งอนแค่ไหนก็ขอให้ช่วยมาพูดคุยกันให้รู้เรื่อง เพราะบางเรื่องไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคุณโกรธ

14. สุรุ่ยสุร่าย ใช้เงินเก่ง ช้อปกระหน่ำเกินความจำเป็น

15. แต่งตัวโป๊ ยั่วยวนเกินเหตุ นอกจากผมแล้วคุณยังจงใจแต่งโชว์ใครอีกครับ

16. แต่งหน้าจัด รักกันที่ความเข้าใจแล้วอะไรๆก็สู้ความเป็นธรรมชาติไม่ได้หรอก

ผู้หญิงไม่ชอบให้แฟนตัวเอง…

1. นอกใจ ข้ออื่นอาจให้อภัยได้ แต่ข้อนี้ยากส์

2. เหล่สาวอื่น ทำอย่างนี้ฉันเสียหน้าแค่ไหนรู้มั้ย

3. โกหก จะเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ก็ไม่สำคัญ ถ้ารู้ทีหลังว่าฉันถูกหลอกละก็น่าดูชม

4. ไม่รักษาสัญญา การ”ลืม”ในสิ่งที่เคยตกปากรับคำกับฉันเอาไว้ มันบอกถึงการไม่เอาใจใส่

5. นิ่งเงียบ บอกมาสิว่าจะเอายังไง ปล่อยให้ฉันคิดเองอยู่ได้

6. “ไม่ว่าง” คำๆนี้ฉันคิดไปไกลถึงขนาดที่คุณเห็นคนอื่นสำคัญกว่าฉัน

7. วิจารณ์หน้าตาและสัดส่วน ฉันจะอ้วน ดำ สิวเกรอะกรังแค่ไหน คุณก็เลือกฉันมาเป็นแฟนนี่ แล้วจะมาตอกย้ำจุดด้อยให้ฉันเสียความมั่นใจทำไม เปลี่ยนเป็นให้กำลังใจดีกว่า

8. ขี้งก ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ลืมกระเป๋าตังค์ทุกทีที่ต้องจ่ายเงิน อย่างน้อยคนละครึ่งก็ยังดี

9. ใจแคบ เช่น เช่นที่นั่งข้าใครอย่าแตะ ปล่อยให้คนชราหรือเด็กยืนขาแข็งอยู่ตรงหน้าบนรถเมล์

10. นินทา วิพากวิจารณ์ ดูถูกคนอื่น มันชวนให้สงสัยว่าลับหลังคุณเอาฉันไปเผากี่เรื่อง

11. โชว์พาว ต่อให้หล่อแค่ไหนแค่ทำเป็นเก๊กเมื่อไหร่เสน่ห์หมดไปทันที

12. เป็นลูกแหง่ จะทำอะไรสักอย่างต้องรอขอความเห็นจาคนรอบข้างเสมอ

13. ใจดีกับแฟนเก่า ให้คำปรึกษา พาไปโน่นนี่แล้วมาบอกว่าเป็นแค่เพื่อนที่ดีต่อกัน

14. ติดเพื่อน มีงานสังสรรค์ไม่เว้นแต่ละวัน

15.หายเข้ากลีบเมฆ ตัดขาดการติดต่อทุกทาง ทำให้เป็นห่วงกระวนกระวายใจ

16. ไม่สนใจฟังปัญหา ช่วยแก้ไขอะไรก็ไม่ได้ แค่ช่วยรับฟังฉันสักหน่อยก็ยังดี

17. ไม่แคร์ เฉยเมยเย็นชาไม่ห่วงใยไม่ใส่ใจฉันสักนิด

 

ขอขอบคุณเรื่องราวดีๆ จาก เพจอะไรนั่น

ความรัก หากมันเป็นของเรา ไม่ต้องไล่จับ มันก็เป็นของเรา

การมีชีวิตอยู่มีความหมายพอๆ กับการมีความรัก

ไม่ต้องคอยตามทุกฝีก้าว
ไม่ต้องเฝ้าระวัง
อะไรที่เป็นของเรา มักจะเป็นของเราเสมอ
โดยเฉพาะเรื่องของ ” หัวใจ “

และเช่นกัน
อะไรที่ไม่ใช่ของเรา มันก็ไม่ใช่ของเรา
ไม่ว่าเราจะฉุด รั้ง ยื้อ หรือดึงดันแค่ใหน
ยิ่งรั้ง ยิ่งเหนื่อย

โดยเฉพาะเรื่องของ “หัวใจ”
มีความสุขในความรักคือ…
มีความสุขในระหว่างการเดินทางของความรักด้วย
สมหวังในความรัก ไม่ใช่ยิ้มได้แค่ตอนถึงเป้าหมายเท่านั้น

ต้องยิ้มได้ทุกวัน
ต้องรู้สึกอยากยิ้มให้กันทุกวัน
ต้องรู้สึกพร้อมที่จะประคับประคองกันตลอดเวลา

ห่างจากความรู้สึกเห็นแก่ตัวและกลัวการจากลา
ห่างจากความรู้สึกบีบคั้นและอยากหลบหน้า
ห่างจากความรู้สึกเฝ้าติดตามและหวง
ยืนอยู่บนความมั่นใจในความรู้สึก “รัก”

..พร้อมเสมอ..

แม้ว่าวันหนึ่งความรักจะเปลี่ยนรูปแบบไป

..เข้าใจเสมอ..

ถ้าสักวันความรักต้องเดินทางห่างไกล

..มีเสมอ..

แม้ไม่มีอยู่ข้างๆ

..รักเสมอ..

แม้จะห่างกันเหลือเกิน

 

ขอบคุณที่มา อะไรนั่น : whatthats 

โอกาสมีไว้ให้ปรับปรุงตัว ไม่ได้มีไว้เพื่อทำพลาดในครั้งต่อไป

โอกาสมีไว้ให้ปรับปรุงตัว ไม่ได้มีไว้เพื่อทำพลาดในครั้งต่อไป

คุณสามารถให้อภัยคนรักได้กี่ครั้ง…

แล้วลองนับนิ้วดูว่ากี่ครั้งแล้วที่เขาทำให้คุณเสียใจ นิ้วที่คุณนับมีพอหรือไม่?

ที่คุณตัดสินใจว่าจะให้อภัยเขาคนนั้นได้อีกหรือไม่

คุณกำลังชั่งน้ำหนักอยู่ระหว่างความเสียใจกับความเสียดาย คุณจะเลือกอะไร

ซึ่งแน่นอนว่าที่คุณให้อภัยเขามันไม่มีความผิดหรือถูก มันขึ้นอยู่กับว่า “จิตใจของคุณเอง” ต้องการแบบไหน

จิตใจของคุณนั่นแหละรู้ดีที่สุด ว่ายังให้โอกาส เขาหรือเธอ ได้อีกหรือไม่

จำนวนครั้งในการให้อภัยไม่ได้มีผลอะไร เท่ากับ ความจริงใจความรู้สึกผิดที่เขามีและน้ำหนักของคำขอโทษนั้น คุณรู้ดีว่ามันเป็นของจริงหรือของปลอม

หากจิตใจคุณบอกว่า คุณสามารถกอดเขาเชื่อใจเขาได้อีกครั้ง ความรักนั้นจะมอบทั้งโอกาสและชีวิตใหม่ให้กับคุณ

ตรงกันข้าม หากจิตใจของคุณสัมผัสได้ว่าเขานั้นไร้ความรู้สึก คุณย่อมต้องอยากเดินจากมาโดยเร็วที่สุด เพราะนั่นเปรียบเหมือนขยะของความทรงจำเท่านั้นไม่ได้มีค่ามีความหมายกับความรักอันยิ่งใหญ่ของคุณ

ใช้จิตใจและความรู้สึกที่ซื่อสัตย์ของคุณ ทบทวนดูเถิด ว่าควรให้อภัยเขาอีกสักครั้งได้หรือไม่?

ขอบคุณบทความจาก  bitcoretech.com

อย่าทำงานเก็บเงินไปใช้ในห้อง ICU ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

ข้อคิดดีๆอ่านไว้เตือนคนที่คุณรัก! อย่าทำงานเก็บเงินไปใช้ในห้อง ICU ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

ปัจจุบันคงปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้ที่เรายังต้องตั้งหน้าตั้งตาทำงานกันงก ๆ ก็เพราะการแข่งขันในสังคมที่สูง สภาพเศรษฐกิจที่ผลักดันให้เราต้องดิ้นรนเพื่อหาเงินเข้าบัญชีเยอะ ๆ ไว้ก่อน เพราะในอนาคตก็คงไม่มีใครตอบได้ว่าชีวิตจะเป็นยังไง

ทว่าหากมุ่งทำแต่งานจนลืมหาเวลามาดูแลสุขภาพของตัวเอง ลองถามใจดูอีกทีนะว่านี่เราทำงานหนักเพื่อเก็บเงินไปใช้ในห้อง ICU อยู่หรือเปล่า ไม่ก็ลองนึกถึงวัยเกษียณ วันที่สุขภาพเริ่มทรุดโทรม ตอนนั้นเงินที่เก็บไว้ก็คงไม่พ้นต้องเอามารักษาโรคภัยไข้เจ็บที่เป็นอยู่แน่ ๆ

ทำงานหนักเกินไป ก่อโรคภัยอะไรได้บ้างนะ ?

คนที่ทำงานหนักมากไป ลองหันกลับมาถามร่างกายดูบ้างก็ได้นะคะว่าเหนื่อยไหม ไหวหรือเปล่า เพราะอาการแรก ๆ ที่คนทำงานหนักได้พบเจอกันบ่อย ๆ นั่นก็คือความอ่อนเพลีย เมื่อยล้า ซึ่งแปลได้ว่าร่างกายกำลังอ่อนแอลง และพร้อมจะรับเชื้อโรคที่ลอยล่องอยู่ตามสภาพแวดล้อมในที่ทำงานได้ง่ายขึ้น จนเสี่ยงต่อโรคและอาการเจ็บป่วยต่อไปนี้

1. โรคตึกเป็นพิษ

โรคนี้มีอยู่จริง ๆ ค่ะ และเป็นโรคที่เกิดขึ้นภายในที่ทำงาน โดยเฉพาะสภาพแวดล้อมที่ทำงานที่ไม่ถูกสุขอนามัย มีฝุ่นหนา ไม่ได้รับการทำความสะอาดที่ดี หรือเป็นสถานที่ทำงานที่ต้องเจอกับสารเคมี กลิ่นไม่พึงประสงค์บ่อย ๆ อาจทำให้เกิดอาการของโรคตึกเป็นพิษ ซึ่งได้แก่ อาการอ่อนล้า ปวดหัว เวียนศีรษะ คลื่นไส้ คัดจมูก ไอ จาม เกิดผดผื่นคัน ระคายเคืองดวงตา หรือมีความผิดปกติที่ประสาทรับกลิ่น เป็นต้น

ทั้งนี้หากไม่ใส่ใจ และปล่อยปละละเลยเอาไว้นาน อาการของโรคตึกเป็นพิษอาจทวีความรุนแรงเอาได้นะคะ

2. โรคเครียด

ยอมรับไหมล่ะว่าการทำงานหนักทำให้รู้สึกเครียดได้จริง ๆ ยิ่งหากเจองานที่มีความกดดันสูง หรือบางทีเราก็กดดันตัวเองให้ต้องทำงานเยอะ ๆ ปัจจัยเหล่านี้แหละจะทำให้คุณมีระดับความเครียดที่เพิ่มขึ้น ซึ่งความเครียดเหล่านี้ก็จะทำให้เกิดผลกระทบต่อร่างกาย เช่น ปวดหัว อ่อนล้า คลื่นไส้ และอารมณ์เกรี้ยวกราด นอกจากนี้ความเครียดยังทำให้ประสิทธิภาพของงานลดลงอีกด้วย ไม่เชื่อมาดูนี่สิ

3. อ้วนขึ้น

จากการศึกษาในออสเตรเลียพบว่า การนั่งเป็นเวลานานติดต่อกันวันละหลายชั่วโมง มีผลกระทบต่อระบบการเผาผลาญอาหาร เพราะการเผาผลาญจะน้อยลงเมื่อเรานั่ง และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้อ้วนและปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ตามมาอีกมากมาย เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด แถมยังมีการวิจัยพบว่า ผู้หญิงที่นั่งทำงานมากกว่าวันละ 6 ชั่วโมงต่อวัน อาจมีอัตราเสี่ยงในการเสียชีวิตสูงกว่าผู้ที่นั่งทำงานเพียง 3 ชั่วโมงต่อวันถึง 40% เลยทีเดียว

4. ออฟฟิศซินโดรมคืบคลานมาหา

นั่งนาน ๆ หรือยืนนาน ๆ อาการปวดก็มักจะถามหา โดยเฉพาะเหล่ามนุษย์เงินเดือนที่ต้องนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ไม่แน่ว่าบางทีลักษณะการนั่งทำงานของคุณอาจผิดท่า หรือไม่ถูกหลักสุขภาพที่ดีจนอาจเสี่ยงต่อโรคออฟฟิศซินโดรมก็ได้ หรือเบาะ ๆ อาจมีอาการปวดตามส่วนต่าง ๆ หนักมาก หรือปวดเรื้อรัง เป็นต้น

งั้นเอาเป็นว่ามาลองเช็กเลยดีกว่าว่าเรามีอาการปวดคอ ปวดหลัง ปวดไหล่ ปวดข้อมือ ตาแห้ง เห็นภาพเบลอ เมื่อจ้องคอมพิวเตอร์นาน ๆ หรือเปล่า ถ้ามีอาการตามนี้ก็ต้องปรับพฤติกรรมเพื่อหลีกเลี่ยงอาการเจ็บป่วยดังกล่าว แล้วล่ะ

5. สายตาพัง

การทำงานหน้าคอมพิวเตอร์นานเกินไปอาจทำให้เกิดโรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม ซึ่งจะทำให้ดวงตามีปัญหาเรื่องการมองเห็น โดยอาการจะเริ่มจากการตาแห้ง ปวดหัว คอ และไหล่ และอาจจะทำให้มองเห็นเป็นภาพเบลอ วิธีป้องกันโรคนี้ก็คือการละสายตาจากคอมพิวเตอร์แล้วหันไปมองต้นไม้ใบหญ้าสี เขียว ๆ เพื่อเป็นการผ่อนคลายสายตาทุก ๆ 20 นาที

6. ความสัมพันธ์แย่

มีการศึกษาค้นพบว่าผู้หญิงกว่า 61% ที่ทำงานภายใต้ความเครียดและความกดดันนั้นจะส่งผลลบต่อความสัมพันธ์นอก ออฟฟิศ ในขณะที่ฝ่ายชายนั้นมีอัตราที่ความเครียดจะทำลายความสัมพันธ์นอกออฟฟิศสูง ถึง 79% เลยเชียว !

7. โรคคาโรชิ

ชื่อบอกยี่ห้อมาก ๆ ว่าได้รับการตั้งชื่อโรคมาจากแดนปลาดิบ แต่ถ้าแปลเป็นภาษาอังกฤษจะหมายถึง Death from Overwork หรือ การเสียชีวิตจากการทำงานหนัก พูดง่าย ๆ ก็คือ ทำงานหนักจนดาย หรือบ้างานจนดายนั่นเอง และในญี่ปุ่นแล้ว อัตราการเสียชีวิตจากโรคนี้ค่อนข้างสูงมาก ดูได้จากข่าวพนักงานชาวญี่ปุ่นเสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุ ที่เคยเกิดขึ้นบ่อย ๆ โดยบางคนนั่งรถไฟกลับบ้านอยู่ดี ๆ ก็เสียชีวิตเอาดื้อ ๆ ทางการแพทย์จึงฟันธงว่า สาเหตุการเสียชีวิตน่าจะมาจากโรคคาโรชินี่แหละ ที่เกิดจากการทำงานหนักมาก ๆ จนร่างกายทนต่อไปไม่ได้

นอกจากนี้ คนบ้างานหลาย ๆ คนก็อาจยังไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคคาโรชิแล้วด้วยนะคะ ที่สำคัญเมื่อทำงานหนัก เครียดจากงานก็ไปดื่มแอลกอฮอล์ หรือกินไม่ยั้งเพื่อคลายเครียด ทำให้อาจพักผ่อนไม่เพียงพอ เสี่ยงโรคไขมันอุดตัน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคมะเร็ง แม้กระทั่งอัมพาต จนอาจโบกมือลาโลกใบนี้ไปอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวในที่สุด

ฉะนั้นคนที่ทำงานหนักแบบหามรุ่งหามค่ำ เราอยากให้ทำความรู้จักกับโรคคาโรชิ ไว้สักหน่อย ก่อนพลาดป่วยด้วยโรคนี้ไป

เห็นไหมว่าการโหมทำงานอย่างหนักไม่ได้ช่วยให้ชีวิตดีขึ้นอย่างที่คาดฝันไว้ เสมอไป แต่อาจนำพาสุขภาพพัง ๆ มาถึงเราได้ และหากรู้ตัวว่าบ้างานหนักมาก ก็มาลองเช็กอาการด้วยว่าเรามีความเสี่ยงจะป่วยด้วยโรคต่าง ๆ มากน้อยแค่ไหน โดยเช็กได้จากนี่เลย

สัญญาณนี้แหละใช่ ทำงานหนักเกินไปแล้วชัวร์ ๆ

ปวดเมื่อยตามตัว โดยเฉพาะบริเวณหลัง ไหล่ ท้ายทอย สายตา ปวดศีรษะ และข้อมือ มีอาการตาพร่ามัว มองเห็นภาพเบลอ โดยเฉพาะหลังจากนั่งทำงานไปแล้วสักพักใหญ่ ๆ แค่ขยับก็รู้สึกเจ็บ เพราะเกิดอาการเอ็น ข้อ ยึด จากการนั่งติดเก้าอี้เป็นเวลานาน ๆ หมดพลัง เหมือนไร้เรี่ยวแรงจะลุกไปไหน ให้ความสนใจแต่เรื่องงาน คิดอะไรก็เป็นเรื่องงานไปซะหมด บ้างานซะจนไม่มีเวลาให้ครอบครัว คนใกล้ตัว หรือแม้แต่ตัวเอง มักจะหอบงานกลับมาทำที่บ้านด้วยเสมอ ๆ ทำงานจนดึก และมักจะอดนอนเป็นประจำ อยู่ว่าง ๆ ก็เช็กอีเมลเรื่องงานเป็นประจำ ไม่เว้นแม้แต่ตอนพักผ่อนอยู่ที่บ้านพกมือถือของบริษัทติดตัวตลอด หรือมักจะคอยฟังเสียงโทรศัพท์เพราะคิดว่าอาจมีคนติดต่อเรื่องงานเข้ามา คอยสอดส่องข่าวสารเกี่ยวกับหน้าที่การงาน และมักจะเป็นคนแรก ๆ

ที่ได้ข่าวสารเรื่องงานก่อนใคร ๆ ยอมใช้สมาร์ทโฟนเพื่อจะได้ติดต่อเรื่องงานอย่างสะดวกมากขึ้น นอกจากนั้นก็แทบไม่ได้ใช้ประโยชน์จากแอพพลิเคชั่นอื่น ๆ เลย สูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้น มีอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง ซึ่งอาจเป็นอาการเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ ในเบื้องต้น เช่น อาการปวดศีรษะ ปวดตา หรือเป็นหวัดไม่หายสักที มีแนวโน้มดื่มกาแฟมากขึ้นทุกวัน ๆ บางคนก็เกิดอารมณ์ฉุนเฉียวใส่เพื่อนร่วมงาน โดยเฉพาะกับคนที่เราคิดว่าเขาทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพอย่างที่เราคาดหวัง ไว้ หงุดหงิดง่ายขึ้น มองอะไรก็ไม่สบอารมณ์ ทุกอย่างดูขวางหูขวางตาไปหมด เพราะเครียดกับงานมากเกินไป หากเช็กสัญญาณแล้วพบว่าตัวเองมีอาการบ้างานมากเกินไปอยู่หลายข้อ แนะนำว่าให้รีบปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของตัวเองเสียใหม่ จะได้ไม่เป็นการโหมทำงานหนักเกินไปเพื่อเก็บเงินเอาไว้ใช้ในห้อง ICU

ขอบคุณที่มา share-si

วันที่เราไม่เหลืออะไร นั้นแหละคือวันที่เราจะได้เห็นอะไร

นี่อาจเป็นเหตุผล ว่าทำไมเราต้องอยู่คนเดียวให้เป็น

คนที่ยังมีครบแทบจะไม่รู้สึกอะไรกับประโยคนี้แต่คนที่เคยก้าวผ่าน คำว่าชีวิตนี้จากเคยมี เคยได้ เคยเป็น แล้ววันหนึ่งแทบไม่เหลืออะไรสักอย่าง แม้กระทั่งกำลังใจให้ตัวเอง มันเศร้ามากนะ ความรู้สึกโดดเดี่ยว สิ้นหวัง ท้อแท้ หดหู่ เศร้า เหงา เซ็ง หมดอาลัยดายอยากนี่ เหลียวหาใครสักคนไม่มี เป็นความรู้สึกแย่ที่อยากจะบรรยายมันออกมาได้หมด

สิ่งเหล่านี้ ไม่ได้ใช้สิทธิ์พิเศษแลกมาแต่ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะได้เท่าเทียมกัน แหละคือเหตุผล ว่าทำไมเราต้องอยู่คนเดียวให้เป็น ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับตัวเองให้ได้ และรักตัวเองให้มากพอ

แม้วันหนึ่งไม่มีใครรัก เรายังเหลือตัวเราที่ยังรักและต้องการตัวเราที่สุด เพราะไม่ว่าชีวิตจะเจอเรื่องราวที่ก้าวผ่านยากที่สุด สุดท้ายก็มีแค่ตัวเราที่ต้องผ่านไปให้ได้ แล้วเมื่อผ่านไปได้คุณจะรู้ว่าคนที่ยังอยู่ สำคัญมากกว่าคนที่หายไปแน่นอน แล้วเมื่อคนที่หายไปอยากเดินกลับมาอีกครั้ง เขาจะทำให้เรารู้ว่า ชีวิตเราไม่จำเป็นต้องมี(เขาเหล่านั้น)ก็ได้

จากมิตรสนิทจะแปลเปลี่ยนเป็นศัตรู
จากคนที่ไว้วางใจจะกลายเป็นคนที่ม่าเราให้ดายทั้งเป็นอย่างเลือดเย็น

จากคนที่เอ็นดูเราจะเปลี่ยนเป็นคนเจ้าหนี้ที่ตามจองล้างจองผลาญไม่เลิก
จากเพื่อนสนิทจะเปลี่ยนเป็นคนที่เฉดหัวเราทิ้งในวันที่เราไม่มีผลประโยชน์ให้ตักตวง
จากคนเคยรักจะเปลี่ยนเป็นคนเจ้ากรรมนายเวรติดตามชีวิตเราไม่เลิก

คนบางคนยิ่งเราให้ค่ามากเท่าไหร่ เราย่อมเจ็บปวดมากเท่านั้น แต่กับคนบางคนเขาไม่ให้ค่าเลย ไม่เห็นคุณค่าเท่าไหร่ แค่กลับคือคนที่อยู่เคียงข้างเราไม่เคยหนีหายไปไหน แม้ใครๆ จะทอดทิ้งเราไปจนหมดสิ้น ลองล้มดูสิแล้วจะรู้ว่าใครเป็นมิตรแท้หรือมิตรเทียม ลองไม่มีดูสิแล้วจะรู้ว่าใครรักจริงหรือแกล้งรัก ลองหมดผลประโยชน์ดูสิ

แล้วจะพบกับคำว่า “ไม่เหลือใคร”

ชีวิตก็เท่านี้เอง…

ขอบคุณที่มา อะไรนั่น : whatthats 

อย่าใช้ความรัก เป็นเครื่องวัดชีวิต

3 วันผ่านไป หลวงพี่ที่เคยอยู่ก้นกุฏิด้วยกันนั้น ก็มาเยี่ยมที่บ้าน เขาดีใจมาก

“หลวงพี่มีธุระแถวนี้เหรอครับ ถึงได้แวะมาเยี่ยมผมถึงบ้าน”

“เปล่าโยม อัตมาตั้งใจมาที่นี้เลย” เขาทำหน้างง ๆ

“อาตมา มาเตือนโยม ให้ผ่านปีหน้าไปก่อน โยมค่อยตัดสินใจเถอะนะโยม ไม่อย่างนั้น โยมจะเสียใจไปตลอดชีวิต” หลังหลวงพี่พูดจบ ก็ขอตัวกลับโดยทันที ทั้งเขาและภรรยาหันหน้ามองกัน แต่หนุ่มรู้ดีว่าคืออะไร

คำเตือนของหลวงพี่ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น ความหลง ความเห็นแก่ตัวของเขาก็ยังดำเนินต่อไป ก่อนสิ้นปีเพียง 1 วัน หนุ่มตัดสินใจขอเลิกกับภรรยาและให้เหตุผลง่าย ๆ ว่า เพื่ออนาคตที่ดีของเขาเอง ภรรยาของเขาได้แต่ฟังและนิ่งไป หนุ่มยกบ้านหลังนี้ให้กับภรรยา

วันรุ่งขึ้นหนุ่มรีบไปรับลูกสาวท่านประธานถึงบ้าน และพาไปเที่ยวอย่างมีความสุข เขาได้เล่าทุกเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับภรรยา และไม่ลืมที่จะบอกว่าเขาได้เลิกกับภรรยาแล้ว เขาได้บอกรักอย่างเต็มปาก ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี ดูเหมือนหนุ่มจะมีความสุขมากจนลืมอดีตภรรยาไป

หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วัน หนุ่มก็ประสบอุบัติเหตุร้ายแรง เขาสลบไปถึงสองวัน เมื่อตื่นขึ้นมา เขาได้ค้นพว่าตัวเองขาหัก และต้องตัดขาขวาทิ้ง เขาเสียใจมาก ลูกสาวท่านประธานมาเยี่ยมหนุ่มเกือบทุกวัน จนอาการของหนุ่มเริ่มดีขึ้นและแทบหายเป็นปกติ เพียงแต่เขาเป็นคนพิการไปแล้ว

แฟนสาวมาเยี่ยมเหมือนทุกวัน ทำให้เขารู้สึกซาบซึ้งใจกับแฟนใหม่คนนี้มา แต่แล้วแฟนสาวก็เริ่มเอ่ยขึ้นมา “หนุ่มเราเป็นคนมีหน้ามีตาในสังคม ครอบครัวเราอีก เราปรึกษากับญาติ ๆ และคนในครอบครัวแล้ว ไม่ว่าใครก็ไม่เห็นด้วยที่เราจะคบกับหนุ่มต่อ”

หนุ่มนิ่งเงียบกับถ้อยคำที่ได้ยิน แฟนสาวพูดได้ไม่กี่ประโยคก็เดินออกจากห้องไป หนุ่มน้ำตาซึมและเสียงของเขาที่เคยพูดกับภรรยาก็ดังขึ้นก้องหูของหนุ่มทันที

หลังจากที่หนุ่มออกจากโรงพยาบาล หนุ่มมุ่งตรงไปที่บ้านของภรรยา เธอเปิดประตูบ้านพร้อมกับแววตาที่เปลี่ยนไป เหมือนหนุ่มเป็นเพียงคนแปลกหน้าคนหนึ่ง หนุ่มรีบกล่าวขอโทษภรรยาทันที เขาพูดถึงสิ่งที่เขาทำผิดพลาดไป และอยากขอให้ภรรยาของเขาให้อภัยแก่เขา ภรรยาของเขาพูดเพียงประโยคสั้น ๆ ว่า “คำขอโทษคงไม่ช่วยให้ลูกของเราสองคนกลับคืนมา วันที่คุณออกจากบ้านไป ฉันวิ่งตามคุณแต่ฉันตกบันได ฉันปวดท้องมาก แล้วหมอก็บอกว่า ฉันแท้ง”

เธอปิดประตู และพูดเป็นเสียงดัง ๆ ขึ้นมาว่า “เพื่ออนาคตที่ดีของฉัน คุณออกจากชีวิตฉันไปเถอะ” หนุ่มน้ำตาไหลไม่หยุด พร้อมกับเสียใจกับสิ่งที่ตนเองได้ทำลงไป

ปัจจุบัน หนุ่มเป็นพระนักเทศน์ เรื่อง บาปบุญคุณโทษแก่ญาติโยมทั่วไป และมักบอกกล่าต่อเรื่องความรักว่า จงใช้หลักความซื่อสัตย์ต่อคู่ครองของตน อนาคตขึ้นอยู่กับปัจจุบันที่เราทำ จงอย่าลังเลกับสิ่งที่ดีงาม แต่จงลังเลกับสิ่งที่เป็นความชั่วและจงตัดกิเลสให้ได้ ก่อนที่ความชั่วจะกลับเข้ามายิ่งใหญ่ภายในจิตใจ

 

ขอบคุณที่มา  whatthats 

ยืนเงินเขาแล้วคืนเถอะ! คุณดังตฤณเผยผลกรรมของคนยืมเงินแล้วไม่คืน

หากคุณเคยให้เพื่อนหรือใครสักคนยืมเงิน เชื่อว่าคงจะเข้าใจลึกซึ้ง ถึงความหมายของประโยคที่ว่า “ถ้าไม่อยากเสียเพื่อน อย่าให้เพื่อนยืมเงิน” ตอนมายืมสุดเศร้า เล่าความลำบาก เเต่เมื่อถึงกำหนดไม่ยอมคืน บางคนต้องบากหน้าไปทวง แต่ก็ยังไม่ได้คืน ต้องเสียเพื่อนไปเพราะเงินไม่เท่าไหร่มาหลายคนแล้ว แม้เราจะทำอะไรเขาไม่ได้ แต่บาปกรรมทำหน้าที่ของมันเสมอ

วันนี้เราได้นำบทความที่ถูกถ่ายทอดลงในเพจ Dungtrin โดย ดังตฤณ หรือ ศรันย์ ไมตรีเวช นักคิดนักเขียนแนวธรรมะ ที่ล่าสุดในเขียนในหัวข้อ ยืมเงินแล้วไม่คืน จะได้รับผลกรรมอย่างไร ไว้อย่างน่าสนใจ

โดยสรุปได้ว่า ผลกรรมของการยืมเงินของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เพราะจะแปรไปตามเจตนาของผู้ยืม บางคนยืมแล้วเจตนาจะคืนแต่มีเหตุให้ไม่สามารถคืนได้ ผลกรรมย่อมแตกต่างจากผู้ที่ยืมและมีเจตนาว่าจะไม่คืน หรือบอกผลัดไปเรื่อยๆ ทำให้ผู้ให้ยืมเดือดร้อนใจ เป็นกรรมทางใจ อยู่ที่จะเลือกต่อเวรหรือหยุดเวร แม้ในทางโลกจะเหมือนเราเสียเงินให้เขาฟรีๆ แต่ทางธรรมคือเรายกหนี้กรรมให้เขาไปแบกแทน ให้ลองย้อนตั้งคำถามกับตนดูว่าสมควรจะโกรธแค้นตัวดายตัวแทนนี้อยู่หรือไม่? โดยเนื้อหาของบทความฉบับเต็มมีดังนี้

ยืมเงินแล้วไม่คืน

ผลอาจไม่เหมือนกัน

ต้องดูที่ตัวกรรมของแต่ละคน

เมื่อรู้ว่ากรรมเป็นอย่างไร

ก็จะพออนุมานถูกว่า

ผลกรรมน่าจะประมาณไหน

รูปแบบของกรรม

แปรไปตามเจตนา

รวมทั้งความสามารถ

ที่จะทำให้สำเร็จตามเจตนาด้วย เช่น

บางคนยืมด้วยความตั้งใจคืน

อาจมีข้อสัญญาชัดเจนว่า

จะคืนเมื่อใด ให้หรือไม่ให้ดอกเบี้ย

แล้วคืนได้ตามนั้นพร้อมของแถมตามข้อตกลง

ผลที่เกิดขึ้นทันที

คือความผูกพันในทางดี

เป็นที่น่าเชื่อถือสำหรับกันและกัน

ฝ่ายให้ ถือว่าได้บุญที่ให้โอกาส

ฝ่ายรับ ถือว่าได้บุญที่ได้ทำตามที่พูด

มีความสุข มีความเป็นผู้ใหญ่ด้วยกันทั้งคู่

บางคนยืมด้วยการตั้งใจคืน

เสร็จแล้วคืนไม่ได้ ชนิดสุดวิสัย

อย่างนี้ไม่ได้ตั้งใจโกง

ไม่ได้ผิดศีลข้อ ๒

แต่ผลที่เกิดขึ้นทันทีในชาติปัจจุบัน

คือ ความทรมานใจ

การขาดความนับถือตัวเอง

และการไม่เป็นที่น่าเชื่อถือของคนอื่น

ส่วนผลในชาติถัดไปก็พอสมน้ำสมเนื้อ

เช่นที่ให้เงินใครยืมแล้วไม่ได้คืน

เพราะเหตุสุดวิสัยของลูกหนี้ เป็นต้น

…..

บางคนยืมด้วยความตั้งใจเรื่อยๆมาเรียงๆ

ไม่ฟันธง ไม่แน่ใจว่าจะคืนเมื่อไร

คิดเผื่อไว้แค่แผ่วๆว่า เดี๋ยวมีมากๆค่อยให้

แบบนี้เหมือนก้ำกึ่ง

เพราะทำไปๆมีสิทธิ์พลิกจาก ‘เดี๋ยวจะคืน’

เป็น ‘ไม่คืนดีกว่า’ เอาได้ง่ายๆ

ถึงจุดหนึ่งคนพวกนี้จะลืมความสัมพันธ์เก่าๆหมด

พอเห็นตัวเลขในบัญชีที่คืนได้

แต่เกิดความเสียดาย

ความตระหนี่เข้าครอบงำจิตใจ

รู้สึกขึ้นมาว่าอยู่ในบัญชีกู แปลว่าเงินกู

เรื่องอะไรจะให้มันหายไปอยู่ในมือคนอื่น

ความสำคัญมั่นหมายว่า ‘ของกู’

ทั้งๆที่ไม่ใช่นั่นแหละ

คือมุขเด็ดที่กิเลสบงการให้ก่อบาปกันดื้อๆ

ผลทันทีคือมีจิตอ่อนแอ คิดอะไรแบบเด็กๆ

อยู่บนเส้นทางของคนเหลวไหล

ข้างหน้าจึงสมควรกับชะตาที่ดูเหลวไหลไร้เหตุผล

วันหนึ่งเหมือนมีทรัพย์ที่ยั่งยืน

อีกวันกลับมลายหายไปราวกับความฝัน เป็นต้น

บางคนยืมด้วยความตั้งใจไม่คืนตั้งแต่แรก

แต่มาหว่านล้อมล่อหลอกว่าจะคืน

พร้อมดอกเบี้ยมหาศาลบานตะไท

ที่มายืมตรงนี้ก็เพียงเพราะ

อยากประชดแบงก์ที่กู้ยากกู้เย็นนัก

อันนี้ผิดศีลข้อ ๒ เต็มๆ

เพราะขึ้นต้นด้วยเจตนาถือเอาทรัพย์

ที่เจ้าของมิได้ยกให้

และการผิดแบบนี้แถมพกข้อ ๔ มาด้วย

ฉะนั้น ในที่ที่กรรมเผล็ดผล

โทษสถานเบาในโลกมนุษย์

คือต้องเหมารวมทั้งผลของ

การผิดข้อ ๒ และ ๔ รวมกันสองกระทง

ผลของข้อ ๒ คือเป็นผู้มีทรัพย์พินาศด้วยเหตุร้าย

ผลของข้อ ๔ คือเป็นผู้ถูกหลอกลวง ถูกใส่ร้าย

พูดง่ายๆว่า มีสิทธิ์เสียทั้งทรัพย์

เสียทั้งชื่อเสียง ด้วยการถูกใส่ร้าย ใส่ไคล้

หรือถูกต้มตุ๋นล่อลวงได้สารพัด

แต่ข้อเท็จจริง เป็นเช่นที่พระพุทธเจ้าตรัส

คือ คนโกหกเป็นนิตย์

ที่จะทำชั่วอะไรไม่ได้นั้นไม่มี

ยิ่งถ้ามาถึงขั้นโกหกเพื่อเชิดเงินคนอื่นได้

ทำให้เขาเดือดร้อนหน้าตาเฉยได้

ก็แปลว่าต้องทำบาปร้ายกาจได้หนักกว่านี้ไปเรื่อยๆ

ฉะนั้น โทษทัณฑ์ที่แท้จริง

ก่อนจะมีสิทธิ์ได้กลับมาเป็นมนุษย์

จึงน่ากลัวกว่าที่เราเห็นๆกันขณะเป็นมนุษย์

ในฐานะคนถูกโกง

ก็ต้องระลึกด้วยว่า

เกมกรรมยังไม่จบ

คนถูกโกงก็ต้องมีกรรมในขั้นต่อไป

เมื่อทวงแล้วไม่คืน

เมื่อฟ้องแล้วไม่สำเร็จ

(เพราะมักไม่มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรกัน)

ที่สุดก็เหลือกรรมทางใจ

จะคุมแค้น อยากลงมือแก้แค้นให้หายเจ็บใจ

หรือจะเลือกเชื่อว่านี่เป็นโอกาสดี

ชาตินี้ได้รู้จักศาสนาที่สอนเรื่องเหตุและผล

ทำเหตุอย่างไรมา ก็ต้องได้ผลอย่างนั้นบ้าง

รู้แล้วเราจะเลือกต่อเวรหรือหยุดเวร

ทางโลกเหมือนยกให้เขาได้เงินไปฟรีๆ

แต่ทางธรรมคือยกหนี้กรรมให้เขารับไปแบกแทน

ในเมื่อมีตัวดายตัวแทนมารับช่วงถึงที่

เราสมควรแค้นเคืองหรือขอบคุณ?!

ขอบคุณที่มา รักยิ้ม

ถูกใจ…แต่อาจไม่ถูกต้อง

ความถูกใจ ความถูกต้อง บางครั้งมันไปด้วยกันไม่ได้

บางสิ่ง ถูกใจ…แต่อาจไม่ถูกต้อง
บางสิ่ง ถูกต้อง…แต่อาจไม่ถูกใจ
การตัดสินใจจึงขึ้นอยู่กับว่า…
ผู้ตัดสินใจอยู่ในสถานการณ์เช่นไร ??

ถ้าถือเอาความถูกใจตัดสินปัญหา
บางสิ่งอาจจะไม่ถูกต้อง ตามหลักเกณฑ์

ถ้าถือเอาความถูกต้อง…
ตามหลักแห่งความเป็นจริง
ก็จะเป็นสิ่งที่จริงแท้…แน่นอน
เป็นสัจธรรมที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

แต่ถ้าการตัดสินใจ…
โดยยึดหลัก “ความถูกใจของตนเองเป็นสำคัญ”

บางครั้งอาจจะถูกหรือผิดก็ได้
เพราะการตัดสินใจนั้น
ขึ้นอยู่กับอารมณ์และความรู้สึกของตนเอง
และการคิดการตัดสินใจนั้น ก็ปราศจากเหตุผล

ลองสังเกตดูว่า…
จิตใจและอารมณ์ของผู้ตัดสินใจนั้นเป็นเช่นไร?

ถ้ามีอารมณ์โกรธ เกลียด
การตัดสินใจนั้น…ก็อาจผิดพลาดได้ง่าย
ถ้ามีจิตใจสงบนิ่ง เยือกเย็น เป็นธรรม
การตัดสินใจนั้น…ก็จะมีเหตุผลมากยิ่งขึ้น

บางคนเลือกที่จะกระทำสิ่งที่ไม่ถูกใจ
เพราะเห็นว่า…เป็นสิ่งที่ถูกต้องดีงาม
บางคนเลือกที่จะกระทำสิ่งที่ถูกใจ
เพราะเห็นว่า…เป็นสิ่งที่ตรงกับใจของตนเอง

การเลือกและตัดสินใจ
กระทำบางสิ่งบางอย่าง หรือสิ่งใดๆ ก็ตาม

สิ่งที่ต้องคำนึงถึง…ก็คือ…
ความจริงแท้ แน่นอน
และความถูกต้อง…ดีงาม
ที่อยู่บนพื้นฐานจิตใจที่ถูกต้อง…มากกว่า..ความถูกใจ

ดังนั้น..การกระทำสิ่งใดๆ ก็ตาม
อย่าใช้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล

อย่าใช้ความถูกใจอยู่เหนือความดีงาม..ความถูกต้อง
อย่าด่วนตัดสินใจอะไรง่ายๆ

แต่จงใช้สติปัญญาพิจารณาถึงเหตุผล
อย่างถ่องแท้และเข้าใจ…

ระหว่าง “ความถูกต้อง” และ “ความถูกใจ” ถูกกั้นด้วยเส้นบางๆ เพียงเท่านั้น แต่ใครจะเลือกทางใด ขึ้นอยู่กับว่า คนๆ นั้น สามารถดึง “สติ” และงัดเอา “เหตุผล” มาชั่งใจพิจารณาได้มากเพียงใด หากเรามี “สติ” เอาชนะ “อารมณ์” ที่ไม่มี “เหตุผล” ของตัวเองได้ในที่สุดเราก็จะพบคำตอบว่า อะไรคือสิ่งที่ถูกต้องที่สุด

 

ขอบคุณที่มา whatthats 

ดีกับคนอื่น…ร้ายกับคนรัก

รักกัน แต่เหตุใดไม่รักษาน้ำใจ

อารมณ์คนเราเป็นเรื่องแปลกแต่จริงอยู่กับ ‘เพื่อน’ ที่มีเหตุผล คุณจะอยากมีเหตุผลตามแต่อยู่กับ ‘คนรัก’ ที่มีเหตุผล คุณอาจถูกกระตุ้นให้เจ้าอารมณ์แทน!? ผู้หญิงบางคนหงุดหงิดง่ายอยากได้อะไรต้องได้ แต่พอไปรักผู้ชายเจ้าอารมณ์ตัวพ่อก็กลายเป็นจ๋อย มีน้ำอด น้ำทนมากขึ้น มีเหตุมีผลมากขึ้น เป็นผู้ใหญ่ขึ้นกล้ำกลืนบ้าง เต็มใจบ้าง เหมือนทาสต้องทนนาย

หรืออีกทีก็เหมือนพี่ต้องดูแลน้องน้อย เหมือนแม่ต้องประคบประหงมลูกอ่อน แต่พอได้ฤกษ์เปลี่ยนแฟนเจอคนที่เป็นผู้ใหญ่ ใจเย็น พูดจาดีควบคุมอารมณ์ได้ทุกสถานการณ์ ก็จะอยากปลดปล่อย อยากกลับไปเป็นนางเสือร้าย อยากทำตัวเป็นเด็ก อยากแง่งอน อยากให้เขาเอาอกเอาใจตัวเองอีก

ผู้ชายบางคนดีตามมาตรฐานรู้จักรับผิดชอบ มีเหตุมีผล มีสามัญสำนึกเข้าที่เข้าทาง แต่พอได้อยู่กับผู้หญิงที่สติดีกว่าคิดอ่านเป็นระบบกว่า ที่สำคัญคือเยือกเย็นคงเส้นคงวากว่า ก็อาจเกิดความรู้สึกว่าด้อยกว่า พอนานเข้าสามัญสำนึกเลยเสียศูนย์กลายเป็นหงุดหงิดง่ายกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง คิดเล็กคิดน้อยหยุมหยิมเหมือนผู้หญิงเสียเอง

แต่เมื่อไรได้แฟนใหม่เจอคนที่วีนเก่ง สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวก็กลับเป็นคนลุ่มลึก พูดสิ่งที่ควรพูด ทำสิ่งที่ควรทำ สมควรแก่สถานการณ์ได้ไปแทน ทำไมต้องเป็นอย่างนี้ด้วย?

มนุษย์ทุกคนมีทั้งความเย็นดีด้วยเหตุผล และทั้งความร้อนร้ายด้วยอารมณ์ ส่วนจะถูกกระตุ้นเอาด้านใดออกมาบางทีเห็นๆอยู่ แต่ไม่ค่อยกล้าคิดกัน เช่น เมื่อจับคู่กับคนที่ ‘มีเหตุผลกว่า’ ความ ‘อยากร้าย’ อาจถูกกระตุ้นขึ้นมาแต่หากจับคู่กับคนที่ ‘เหลวไหลไร้เหตุผล’ความ ‘อยากดี’ กลับเกิดขึ้นแทน

คู่ที่อยากร้ายไปด้วยกัน ตกกระไดพลอยโจนตามกันไม่มีใครเป็นฝ่ายอยากดี ไม่มีใครอยากช่วยใครใคร ล้มก็ปล่อยให้ลุกขึ้นเอง ลุกเสร็จอาจหมั่นไส้อยากผลักอีกฝ่ายล้มบ้างไม่มีเรื่องเสียหน้าก็แกล้งฉีกหน้าซะงั้น ในที่สุดจึงต้องกลายเป็นคู่เวรกันไปเลย เพราะฝ่ายที่ ‘น่าจะมีเหตุผล’ทนไม่ไหว หรือไม่อยากทน ส่วนคู่ที่มีฝ่ายเกิดสติรู้ตัวว่า ฉัน ‘ได้บทอยากร้าย’ แล้วไม่ร้ายตามสัญชาตญาณดิบแต่ค่อยๆปรับอารมณ์ทีละครั้ง ทีละหนก็จะได้กลายเป็นคู่บุญกันจริงๆ

เพราะทั้งสองฝ่ายได้ดีตามกัน ส่งเสริมกันฝ่าด่านยากของชีวิตไปเรื่อยๆ รู้จักรสอันเป็นความสุข ความโล่งอกจากการดึงกันพ้นจากหลายห้วยหลายเหวไม่มีฝ่ายใดปล่อยให้อีกฝ่ายปีนป่ายอยู่คนเดียว

ขอบคุณที่มา อะไรนั่น : whatthats