“ว่านงาช้าง” ควรมีไว้ทุกบ้าน เพื่ออะไรอ่านเลย!!

เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงเคยเห็นเจ้าต้นไม้รูปร่างแปลก ๆ อย่างในภาพนี้มาบ้างแล้ว รูปร่างหน้าตาของมัน คล้าย ๆ กับฝักมะรุม หรืองาช้างที่มีสีเขียว มันจึงได้ชื่อว่า “ว่านงาช้าง” ซึ่งจัดเป็นว่านมหานิยม ที่นิยมปลูกเป็นไม้ประดับต้น และดอก ทั้งในกระถางตั้งหน้าบ้าน หน้าร้านค้า รวมถึงแปลงจัดสวน เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคล และช่วยให้ทำมาค้าขายร่ำรวย ทั้งนี้ ด้วยลักษณะเด่นทีมีใบหรือลำต้นเทียมตั้งตรง ปลายลำแหลมทำให้มีรูปร่างคล้ายงาช้าง จึงทำให้เป็นที่มาของชื่อที่เรียกกันว่า ว่านงาช้าง

• ชื่อวิทยาศาสตร์ : Sansevieria cylindrica Bojer

• ชื่อวงศ์ : Dracaenaceae

• ชื่อท้องถิ่น : ว่านงาช้าง, ว่านงาช้างเขียว, หอกสุรกาฬ, ว่านงาช้างลาย, หอกสุรโกฬ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ลำต้น
ลำต้นว่านงาช้างมีลำต้นแท้อยู่ใต้ดิน เป็นเหง้าที่แตกแยกออกเป็นแง่ง คล้ายเหง้าข่า แต่เปลือกหุ้มด้านนอกจะมีสีส้ม เนื้อหัวด้านในมีสีเหลืองอมส้ม มีกลิ่นหอมอ่อนๆ

ใบ
ใบว่านงาช้าง โดยทั่วไปเข้าใจว่าเป็นว่านไม่มีใบ แต่ในทางวิชาการแล้ว ลำต้นเทียมที่เป็นลำทรงกลมสีเขียวก็คือใบนั่นเอง ใบหรือลำต้นเทียมเหนือดินจะแทงออกจากตาของหัวหรือเหง้าที่อยู่ใต้ดิน ลำต้นเทียมมีลักษณะเป็นทรงกลม สีเขียวทั้งใบหรือมีสีเขียวที่ประคาดเป็นลายขาวเขียว ลำใบตั้งตรง ไม่แตกแขนง สูงประมาณ 40-60 ซม. โคนใบใหญ่ ปลายใบแหลม มีร่องลึกเป็นพูตามแนวยาวจากโคนถึงส่วนปลาย โดยลำต้นเทียมนี้จะมีอายุนานหลายปี

ดอก
ดอกว่านงาช้างจะแทงออกจากเหง้า มีลักษณะออกเป็นช่อที่ประกอบด้วยดอกสีขาวเป็นชั้นๆตามความสูงของช่อดอก ดอกส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ลักษณะเด่นของว่านหางช้างอีกอย่างคือ หอมได้ทนนาน ดอกก็อยู่ทนนาน จึงเหมาะที่จะปลูกบริเวณบ้าน

ผล
ผลว่านงาช้างจะติดผลน้อย ถึงแม้จะมีดอกจำนวนมาก ผลมีลักษณะกลม ขนาดเล็ก ประมาณ 0.5-1 ซม. ผลมีส้ม เมื่อสุกจัดจะมีสีแดง

ประโยชน์ว่านงาช้าง

1. เนื่องจากลำต้นเทียมหรือใบมีลักษณะโดดเด่นต่างกับพืชอื่น รวมถึงดอกที่ออกเป็นช่อสวยงาม จึงนิยมปลูกเป็นไม้ประดับทั้งปลูกในกระถาง และปลูกในแปลงจัดสวน ทั้งนี้ อาจปลูกประดับแบบลำต้นตั้งตรงตามธรรมชาติ หรือ ดัดบิดเป็นเกลียวพันหลายต้นเข้าด้วยกัน
2. ปลูกเป็นไม้มงคล ด้วยเชื่อว่าเป็นว่านที่ช่วยเสริมความเป็นสิริมงคลแก่คนในครอบครัว ช่วยให้ผู้คนเข้าร้านมากขึ้น ทำให้ทำมาค้าขายร่ำรวย

สรรพคุณทางยา

เหง้าหรือหัว และใบหรือลำต้นเทียมนำมาต้มน้ำดื่ม มีรสขมเล็กน้อย
– เป็นยาบำรุงโลหิต
– ใช้ขับพยาธิ
– รักษาโรคริดสีดวง
– ช่วยการอยู่ไฟของสตรีหลังคลอด ช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็ว
– ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ

ใบหรือลำต้นเทียมนำมาตำใช้ทาภายนอก
– ใช้ทาหน้ารักษาสิว
– ใช้ทาหน้าลดรอยเหี่ยวย่น ช่วยให้หน้าเต่งตึง
– ใช้ทารักษาแผลติดเชื้อ แผลเป็นหนอง ช่วยให้แผลแห้ง และหายเร็ว
– ใช้ทารักษาอาการผดผื่นตามผิวหนัง

สูตรวิธีการใช้ตามภูมิปัญญา

– บำรุงโลหิตได้ดี โดยเอาใบว่านงาช้างเขียวประมาณ 1 กำมือ ดองกับเหล้าขาวหรือเหล้าโรง 1 ขวด ดองไว้ประมาณ 1 เดือน แล้วเอามาดื่มเพียงครั้งละค่อนถ้วยตะไล เวลาเย็นวันละ 1 ครั้ง หรือจะดื่มเช้าและเย็นก็ได้ ก่อนอาหาร หากว่าไม่ชอบดื่มเป็นเหล้า ให้เอามาต้มเป็นยาต้มก็ได้ ให้ดื่มก่อนอาหารเช้าและเย็นวันละ 2 เวลา ครั้งละ 1 ถ้วยตะไล จะทำให้มีผิวพรรณเปล่งปลั่ง

– รักษาอาการใบหน้าเป็นฝ้าหน้าตกกระ  โดยเอาใบของว่านงาช้างมาล้างให้สะอาด แล้วเอามาตัดเป็นท่อนสั้นๆ โขลกหรือทุบให้แตกออกมากๆ เอาไปต้มกับน้ำสะอาด เอาน้ำยาที่ได้มาดื่มครั้งละ 1 ถ้วยตะไล เช้าเย็นอย่างละครั้ง

– ใช้ขับโลหิตเสีย โลหิตเป็นพิษหลังคลอด โดยให้เอาใบของว่านงาช้างเขียวมาล้างให้สะอาด ตัดเป็นชิ้นเล็กๆ โขลกให้ละเอียดเสียก่อน เอามาต้มสัก 1 กำมือ ใส่น้ำพอท่วมขึ้นมาพอสมควร ต้มไปสัก 15 นาที ยกเอาลงมาให้เย็นลงตามปกติ พออุ่นๆก็รินเอาดื่มครั้งละ 1 ถ้วยตะไล เช้าและเย็น ก่อนอาหาร ทุกวัน

– แก้ริดสีดวงทวาร และเป็นยาถ่ายพยาธิ โดยใช้รากสด 5-10 กรัม นำมาล้างให้สะอาดโขลกให้ละเอียดอาจจะผสมเหล้าโรงเล็กน้อยก็ได้ คั้นเอาแต่น้ำจิบ

– แก้อาการปวดในหู เอามาเผา แล้วคั้นเอาน้ำออกมา เอาไปหยอดรูหู แก้อาการปวดในหู หูอักเสบ เจ็บปวด หูน้ำหนวกก็ใช้ได้

– รักษารากผม น้ำคั้นจากว่านมาชโลมเส้นผม รักษารากผมให้สมบูรณ์แข็งแรง เส้นผมดกดำเป็นเงางาม ไม่ร่วงหล่น

การปลูกว่านงาช้าง

ว่านงาช้างมักไม่ติดผล ถึงแม้จะมีดอกมาก็ตาม ดังนั้น ตามธรรมชาติของว่านงาช้างจึงขยายพันธุ์ด้วยการแตกเหง้าใหม่เป็นหลัก ดังนั้น การปลูกว่านงาช้างจะใช้วิธีแยกเหง้าปลูกเป็นหลัก ด้วยการขุดแยกเหง้าอ่อนออกมาแยกปลูกเป็นต้นใหม่

การปลูกในกระถางนั้น จำเป็นต้องใช้วัสดุปลูกที่ผสมระหว่างดินกับวัสดุอินทรีย์ อาทิ ปุ๋ยคอก แกลบดำ อัตราส่วนผสมประมาณ 1:3-5 เพื่อให้มีอินทรียวัตถุมาก เพราะว่านงาช้างเป็นพืชที่เติบโตได้ดี มีลำต้นสวยงามหากดินมีความร่วนซุย และดินมีอินทรียวัตถุสูง รวมถึงดินมีความชื้นตลอดเวลา

ส่วนการปลูกในแปลง สามารถปลูกลงในแปลงได้เลยหรือให้คลุกผสมดินกับปุ๋ยคอกเสียก่อน แต่หลังการปลูกควรใส่ปุ๋ยคอกคลุมหน้าดินอย่างสม่ำเสมอ.

ข้อควรทราบ

ว่านงาช้างมีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด คือ

  1. ว่านงาช้างเขียว (หอกสุรกาฬ) คือ ชนิดใบสีเขียวล้วนตลอดใบ และมีร่องตามแนวความยาวใบ
  2. ว่านงาช้างลาย (หอกสุรโกฬ) คือ ชนิดใบสีเขียวและมีลายสีเขียวอมดำเป็นปล้อง ๆ ตลอดความยาวใบ

ขอบคุณข้อมูลจาก.nanagarden.com, samunpri.com, prayod.com, puechkaset.com

ข่าวดี! เตรียมแก้กฎหมาย ให้ตัดไม้ในที่ตัวเองได้ และใช้ประโยชน์ได้อย่างเสรี!

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เผยว่า นับเป็นข่าวดีสำหรับพี่น้องเกษตรกรไทยทั้งประเทศ จากการได้พูดคุยหารือกันถึง 2 ครั้ง กับ พลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในเรื่องของการส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจ

รัฐมนตรียืนยันว่ากำลังแก้กฎหมายในมาตรา 7 ของพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 เพื่อจะให้เกษตรกรสามารถปลูกไม้ได้ทุกชนิดบนพื้นที่กรรมสิทธิ์ของตนเอง ทั้งโฉนด น.ส.3 , ส.ป.ก. , น.ค. และอื่นๆ ซึ่งจะทำให้พื้นที่เหล่านั้นได้ใช้ประโยชน์ได้หลากหลายมากกว่าพืชเกษตร 3 – 4 ชนิด เช่น ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อย ทั้งหมดมีราคาถูก ทำเท่าไหร่ก็มีแต่หนี้

ไม้ที่ปลูกในพื้นที่กรรมสิทธิ์ของเกษตรกรทั้งหมดสามารถจะใช้ประโยชน์ได้อย่างเสรี พืชผล , ต้นไม้บนที่ทำกินของเกษตรกรต้องเป็นของเกษตรกร กฎหมายต้องละเว้นให้สามารถ ตัด ฟัน แปรรูป ทำการค้า ขายได้ โดยเจ้าหน้าที่ป่าไม้จะเข้ามาดูแลอำนวยความสะดวกให้

ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีป่าไม้เพิ่มขึ้นจำนวนมากมาย สามารถสร้างเศรษฐกิจให้ไทยโดยรวมได้มหาศาล เกษตรกรสามารถทำการผลิตในพื้นที่ของตนเองได้มั่นคงมากยิ่งขึ้น

โดยในขณะนี้กำลังมีการรับฟังความคิดเห็นในการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว
สำหรับการส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกไม้ยืนต้นโดยรัฐบาลจัดโครงสร้างสินเชื่อระยะยาวให้ เชื่อมั่นได้ว่าจะทำให้เกษตรกรหันมาปลูกไม้ยืนต้นมากขึ้น

ยังมีไม้อีกหลายชนิดให้ปลูกที่น่าสนใจ เช่น ภาคอีสาน ไม้พยุง ภาคใต้ ไม้เทพทาโร จำปาทอง ภาคเหนือ ไม้ฝาง ไม้บง ไม้สัก ไม้ชิงชัน ไม้ไผ่ หลากหลายชนิด ปลูกในอายุ 3 – 4 ปี ก็มีผลผลิตสร้างรายได้ให้ได้แล้ว และเกิดความหลากหลายในที่ทำกินของตนเอง

ซึ่งจากนี้ไปจะเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อร่วมทำแผนส่งเสริมเกษตรกรร่วมกัน
อย่างไรก็ตาม ได้มีโอกาสนำเสนอเรื่องการปลูกไผ่กับนายกรัฐมนตรีในครั้งที่จัดครม.สัญจรที่ จ.พิษณุโลก

ท่านเห็นด้วยในการให้เกษตรกรพื้นที่ทับซ้อนกับพื้นที่ขัดแย้ง พื้นที่ที่เกษตรกรทำกินอยู่โดยไม่มีเอกสารสิทธิ์หันมาส่งเสริมการปลูกไผ่ควบคู่ไม้ยืนต้น แล้วได้เป็นมติคณะรัฐมนตรีให้กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงทรัพยากรฯทำแผนร่วมกัน ซึ่งจะเข้าพบทั้ง 2 หน่วยงานเพื่ออาสาทำแผนงานอีกครั้ง

ที่มา แชร์หน่อย เกษตรยุคใหม่

เด็ก ป.4 ใช้พื้นที่ข้างบ้านปลูกผักปลอดสารพิษ ปลูก 7 วัน ตัดไปขายตลาดนัด เก็บเงินจ่ายค่าเทอม

เด็กยุค 90 อย่างเราหากย้อนไปตอนอายุ 8-9 ขวบ คงจะหนีไม่พ้น ดีดลูกแก้ว โดดยาง พับจรวด ใช่มั้ย แต่ก็ยังมีตัวอย่างให้เห็นอยู่บ้าง สำหรับเด็กๆ ที่ช่วยพ่อแม่ ทำงานขายของหารายได้เสริม และนี่ก็คือเรื่องที่เราจะพูดถึงกันวันนี้กับ เด็กชายป.4 วัยเพียง 8 ขวบคนนี้ เลือกช่วยพ่อแม่หารายได้เสริม ด้วยการใช้ประโยชน์พื้นที่ข้างบ้านปลูกผักปลอดสารพิษสุดฮิต อาทิ ต้นอ่อนทานตะวัน ต้นอ่อนผักบุ้ง ต้นอ่อนหัวไชเท้า เบบี้คะน้า และผักโตเหมี่ยว ปลูก 7 วัน ตัดไปขายตลาดนัด หารายได้เสริมแต่ละเดือนหนึ่งหมื่นบาท ไว้เป็นทุนซื้อของเล่น และจ่ายค่าเทอม

คุณอัญชลี หิรัณยรัชต์ หรือคุณแอน คุณแม่ “น้องภูริ” ทองป้อง ปัจจุบันเป็นนักเรียนประถมศึกษาชั้นปีที่ 4 โรงเรียนจันทศิริวิทยา

คุณแม่แอน เล่าว่า เมื่อ พ.ศ. 2558 น้องภูริในวัย 8 ขวบ อยากได้โน๊ตบุ๊ค ในฐานะแม่เห็นว่าเป็นของใช้ที่เกินตัว และยังไม่มีความจำเป็นต่อเด็กในวัยนี้ เลยบอกไปว่า ยังเด็กอยู่ แต่หากอยากจะได้จริงๆ ต้องเก็บเงินซื้อเอง เลยเป็นที่มาของการปลูกผักขาย

แม้จะเสนอเงื่อนไขให้ลูกชายหาเงินเอง แต่ฐานะคนเป็นแม่ก็อดที่จะช่วยเหลือลูกไม่ได้ คุณแอน เลยบอกให้น้องภูริ ปลูกผักขาย เพราะเห็นว่าไม่ยาก เด็กสามารถปลูกได้ อีกทั้งครอบครัวก็ปลูกผักทานอยู่แล้ว

ที่บ้านของเรา ปลูกผักง่ายๆ กินกันเองเป็นประจำอยู่แล้ว เลยพอมีพื้นฐาน ประกอบกับค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มว่าผักชนิดไหน ปลูกไม่ยาก โตเร็ว เก็บขายได้ไว หนที่สุดมาเจอต้นอ่อนผักบุ้ง และต้นอ่อนผักต่างๆ

คุณแอน บอกว่า ที่พักอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน ย่านหนองแขม ขนาดพื้นที่ 50 ตารางวา บริเวณที่ใช้ปลูกผักอยู่ด้านข้างตัวบ้าน พื้นที่ไม่มาก อุปกรณ์ที่ใช้ปลูกมีตะกร้า นอกจากนั้นยังนำไม้ไผ่มาต่อเป็นชั้นวาง 3 ชั้น เพื่อเพิ่มพื้นที่ปลูก

หน้าที่ของคุณแอน เธอเป็นแม่บ้าน ส่วนสามีอาชีพกราฟฟิกดีไซน์ น้องภูริ มีน้องสาว 1 คน ชื่อวาริ หลังจากน้องภูริมีความตั้งใจแน่วแน่แล้วว่าจะเก็บเงินซื้อโน๊ตบุ๊ค คุณแอนก็ลงมือช่วยปลูกผัก มีต้นอ่อนทานตะวัน ต้นอ่อนผักบุ้ง ต้นอ่อนหัวไชเท้า เบบี้คะน้า และผักโตหมี่ยว สาเหตุที่หญิงสาวเลือกปลูกผักประเภทนี้ เธอบอกว่า ปลูกง่าย โตเร็ว เด็กสามารถปลูกได้ไม่ยุ่งยาก

 

ขั้นตอนการเพาะเมล็ด

1. นำเมล็ดผักบุ้งไปล้างน้ำให้สะอาด จนน้ำใส จากนั้นแช่เมล็ดผักบุ้งในน้ำต่ออีก 12 ชั่วโมง
2. นำเมล็ดผักบุ้งที่ได้แช่น้ำมา 12 ชั่วโมงแล้ว มาเช็ดให้แห้ง และห่อด้วยผ้าเปียกต่ออีก 12 ชั่วโมง
3. เมล็ดผักบุ้งที่ผ่านการแช่น้ำ จะมีรากสีขาวงอกออกมา

ขั้นตอนการเตรียมดิน

1. นำดินละเอียด มาผสมกับแกลบดำ ผสมขุยมะพร้าวละเอียดด้วย ปริมาณ 1 ต่อ 1
2. นำดินเทใส่ภาชนะที่จะปลูก อาทิ ตะกร้า กะละมัง ใส่ดินสูง 1นิ้วครึ่ง
3. นำเมล็ดผักบุ้งโรยลงไปในดิน กะปริมาณให้พอดีกับภาชนะที่จะปลูก รดน้ำให้ชุ่ม หาตะกร้ามาวางทับบนดินอีกที เพื่อให้รากยั่งลึกลงดิน 2 วัน
4. วันที่ 3 เปิดตะกร้าที่วางทับบนดิน เพื่อให้ต้นอ่อนผักบุ้ง โดนแสงแดด รดน้ำ เช้า – เย็น ปลูกต่อไปอีก 7 วัน ก็สามารถตัดไปรัปประทานได้

ราคาเมล็ดผักบุ้ง 1 กิโลกรัม ท้องตลาดขาย 150 บาท เมล็ดผักบุ้ง 1 กิโลกรัม เพาะต้นอ่อน 4 กิโลกรัม สำหรับหน้าที่ที่น้องภูริจะต้องทำ คุณแม่แอนบอกว่า ทำทุกขั้นตอน ตั้งแต่เพาะเมล็ด รดน้ำเช้า – เย็น ยกเว้นตอนตัด เพราะต้องใช้ของมีคม ด้านสถานที่จำหน่ายผัก ปัจจุบันหญิงสาวนำไปขายที่ตลาดนัดในหมู่บ้าน และส่งตามออเดอร์ ราคาขาย เบบี้คะน้า ขีดละ 20 บาท ผักบุ้งอ่อนขีดละ 15 บาท ต้นอ่อนหัวไชเท้าขีดละ 20 บาท รายได้จากการจำหน่ายเฉลี่ย 1 หมื่นบาท

และหลังจากที่น้องภูริปลูกผักขายมาเป็นเวลาเกือบปี คุณแอน บอกอีกว่า มีเงินซื้อโน๊ตบุ๊คแล้ว แต่ทว่าลูกชายกลับไม่ต้องการ เพราะเห็นคุณค่าของเงินกว่าจะทำงานหามาได้นั้นยากลำบาก ไม่ซื้อโน๊คบุ๊ค เก็บเงินไว้เป็นทุนการศึกษา

 

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก sentangsedtee และ amarinbabyandkids.com

7 ผลไม้ที่กินแล้ว สามารถนำมาปลูกใหม่ได้ พร้อมวิธีการปลูกแบบง่ายๆ

เพื่อนๆ รู้ไหมว่า ผลไม้ที่เรานำมากินบางชนิดก็สามารถนำไปปลูกต่อจนเกิดเป็นต้นใหม่ได้ วันนี้เราจะพาไปชมเหล่าผลไม้ที่กินแล้วปลูกใหม่ได้ พร้อมวิธีปลูกในกระถาง สำหรับปลูกในบ้านกันค่ะ

1. อะโวคาโด

การปลูกอะโวคาโดอาจจะยากและใช้เวลานานสักหน่อย แต่รับรองหากมีต้นอะโวคาโดอยู่ในบ้านก็คงดูเก๋และให้ความอร่อยได้ไม่น้อย

โดยอะโวคาโดเองมีวิธีการปลูกคล้ายกันกับมันเทศ คือให้ผ่าเนื้อออกเพื่อเอาเมล็ดด้านใน ซึ่งในส่วนของอะโวคาโดจะมีเพียง 1 เมล็ด

จากนั้นนำไม้มาเสียบกับเมล็ดประมาณ 3-4 ด้าน แล้วนำไปพาดไว้กับปากแก้ว โดยให้ด้านล่างของเมล็ดโดนน้ำครึ่งหนึ่ง

รอสักประมาณ 6-8 สัปดาห์ เพื่อให้ต้นและรากงอก พอรากงอกยาว 6 นิ้วให้ตัดออก 3 นิ้ว แล้วรอจนกว่าใบจะขึ้น พอใบขึ้นเมื่อไหร่ก็ให้ย้ายเมล็ดไปปลูกในดินได้เลย แต่อย่าลืมว่าต้องปลูกโดยให้เมล็ดครึ่งหนึ่งอยู่เหนือดินด้วยนะ

2. มะม่วง

มะม่วง ผลไม้สุดโปรดของคนไทยที่นำกลับมาปลูกใหม่ได้ง่าย ๆ โดยแกะเปลือกหุ้มเมล็ดออก แล้วนำเมล็ดในไปปลูกในดินร่วนหรือดินที่มีการระบายน้ำดีและสามารถหยั่งรากลึกได้

โดยฝังลงไปให้ลึกกว่าหน้าดินอย่างน้อย 1-2 นิ้ว ในปีแรกต้นมะม่วงจะโตเร็วมาก ดูแลด้วยการรักษาดินไม่ให้แห้งหรือแฉะเกินไป ถ้าจะให้ดีควรหมั่นตัดแต่งกิ่งและใบ ต้นมะม่วงก็จะแตกยอด เจริญเติบโต และออกดอกออกผลดีขึ้น

3. ส้ม

นำเมล็ดส้มไปปลูกหลังกินเสร็จก็ไม่ยากเลย เพียงแค่นำเมล็ดประมาณ 15 เมล็ด ไปล้างแล้วแช่น้ำทิ้งไว้ 2-3 ชั่วโมง จากนั้นนำไปฝังลงในดินที่ระบายน้ำได้ดี ความลึกประมาณ 2-3 นิ้ว รดน้ำให้เรียบร้อย จากนั้นนำถุงพลาสติกคลุมกระถางเอาไว้ให้มิด พร้อมเจาะรูด้านบนประมาณ 4-5 รู เสร็จแล้วก็แค่นำต้นส้มไปเก็บไว้ในที่ๆ มีแสงรำไรสลับกับวางให้โดนแดดโดยตรง ประมาณ 4-6 สัปดาห์ ก็จะเริ่มมีใบอ่อน และเมื่อลำต้นมีความสูง 4-5 นิ้ว ค่อยย้ายต้นกล้าลงกระถาง

4. สับปะรด

การนำสับปะรดกลับมาปลูกใหม่สามารถทำได้ โดยนำหัวสับปะรด (บริเวณใบ) แช่ในน้ำให้โดนเฉพาะใต้โคนใบ แล้วรอจนกระทั่งมีรากงอกออกมา จากนั้นค่อยนำไปปลูกลงในกระถางและดินระบายน้ำได้ดี สำหรับการดูแลนั้นก็ไม่ยาก เพียงนำกระถางไปตั้งในที่ที่มีแดดสลับกับที่ร่ม แต่ไม่ควรวางในมุมอับหรือมีความชื้นสูง ที่สำคัญอย่าลืมหมั่นรดน้ำให้ดินชุ่มแต่ไม่แฉะด้วยนะคะ

5. กีวี

ผลไม้ประโยชน์เยอะอย่างกีวีก็นำกลับมาปลูกใหม่ได้อีกไม่ยาก เพียงแค่ผ่าผลกีวีแล้วขูดเอาเมล็ดด้านในออกมา

จากนั้นนำเมล็ดไปแช่น้ำเพื่อเป็นการล้างเนื้อสีเขียว ๆ ออกจนหมด เสร็จแล้วนำกระดาษทิชชูพรมน้ำมาห่อเมล็ดเอาไว้ จากนั้นนำไปใส่ไว้ในภาชนะพลาสติกปิดซิปล็อก

แล้วเก็บไว้ในพื้นที่ที่ไม่เย็นมากนัก เช่น ประตูตู้เย็นหรือช่องแช่ผัก ระหว่างนี้ก็คอยเช็กและพรมน้ำให้กระดาษชื้นอยู่ตลอดเวลาในทุก ๆ วัน จนกว่าเมล็ดจะโต พอเริ่มมีต้นอ่อนก็นำไปปลูกในกระถางได้เลย

6. แอปเปิล

ถ้าวันไหนเรากินแอปเปิลแล้วเกิดถูกใจในรสชาติของแอปเปิลลูกนั้นมาก ก็สามารถนำเมล็ดแอปเปิลที่อยู่ด้านในมาปลูกเพื่อเก็บไว้กินในอนาคตได้เลย โดยนำเมล็ดที่อยู่ในผลแอปเปิลทั้งหมดไปล้างให้สะอาด

จากนั้นหุ้มด้วยกระดาษทิชชูแล้วเก็บไว้ในถุงพลาสติกอีกชั้น ผูกปากให้แน่นแล้วแช่ตู้เย็นทิ้งไว้ประมาณ 1 เดือน ระว่างนี้ก็หมั่นเปิดเช็คเป็นระยะและระวังอย่าให้กระดาษและเมล็ดแห้ง

เมื่อเริ่มมีต้นอ่อนสีขาวงอกออกมาค่อยย้ายลงไปปลูกในกระถาง โดยฝังไว้ในดินความลึกประมาณ 1-2 นิ้ว พร้อมกับนำไม้มาปักเป็นหลักและพันไว้กับต้นเป็นระยะ เมื่อครบ 3 เดือนจึงค่อยนำไม้หลักออก

7. สตรอว์เบอร์รี

รู้ไหมคะว่าสตรอว์เบอร์รีเป็นผลไม้ที่สามารถนำมาปลูกใหม่ได้ไม่ยากเลย เพราะมีเมล็ดติดอยู่กับเนื้อเยอะมาก ๆ โดยให้เราทำการแงะเอาเมล็ดสตรอว์เบอร์รีออกมาล้างทำความสะอาดและปล่อยเมล็ดให้แห้งสัก 2-3 วัน

จากนั้นนำแก้วมาตัดเอาช่วงฐาน โดยมีความยาวประมาณ 1 เซนติเมตร พร้อมเจาะรูที่ฐานพอประมาณ เสร็จแล้วนำไปใส่ไว้ในแก้วอีกใบ เทดิน หว่านเมล็ด กลบดิน รดน้ำ รอไม่ต่ำกว่า 6 สัปดาห์จากนั้นก็นำไปปลูกในกระถางดี ๆ ได้เลยค่ะ

ผลไม้พวกนี้เป็นผลไม้ที่เรากินกันบ่อย ๆ เมื่ิอเราทานเสร็จแล้วก็สามารถนำมาปลูกได้ และอย่าลืมนำไปปลูกกันด้วยนะครับ

แหล่งที่มา :  thaihitz , samunpaisecrete.com

สุดเจ๋ง!! วิธีบังคับมะม่วงให้ออกตามจุดที่เราต้องการ ทำเลยได้ผลแน่นอน!

“มะม่วง” ผลไม้ที่หากินได้ง่ายมากๆ ในบ้านเรา มีหลายสายพันธุ์ หลายรสชาติทั้งเปรี้ยว หวาน มัน ทานได้ทั้งแบบสุกและดิบ เป็นผลไม้สุดโปรดของใครหลายคน เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย จนมีการพัฒนาสายพันธุ์เพื่อขายได้ราคาสูงขึ้น และมีการส่งออกขายยังต่างประเทศอีกด้วย และในเรื่องของประโยชน์นั้นก็เรียกได้ว่า ไม่น้อยไปกว่าผลไม้นอก ราคาแพงๆ อื่นๆ เลยค่ะ

และวันนี้ เพื่อคุณ ขอนำเสนอวิธีการบังคับมะม่วงให้ออกตามจุดต่างๆของลำต้นได้นั้น มีวิธีการทำอย่างไรบ้าง ไปดูกันเลย

วิธีทำมะม่วงให้ออกตามจุดที่เราต้องการ การปฏิบัติ

1.เมื่อใบอ่อนที่แตกออกมาใหม่เริ่ม “แผ่กาง” ให้เด็ดทิ้ง (เด็ดด้วยมือ) ทั้งหมด

2.เด็ดใบอ่อนทิ้งแล้ว เริ่มบำรุงทางใบด้วยสูตรสะสมตาดอก 1-2 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน…..ช่วงนี้งดการให้น้ำทางรากเด็ดขาด 3.สะสมตาดอกครบกำหนดแล้ว ให้เปิดตาดอกด้วย “ฮอร์โมนไข่ + 13-0-46 + ไธโอยูเรีย” (ฮอร์โมนไข่สูตรสเปน) 2-3 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ผลรับ เมื่อไม่มี “ตุ่มตา” ที่ซอกใบปลายยอด เนื่องจากถูกเด็ดใบทิ้งแล้ว และพัฒนาขึ้นมาใหม่ไม่ทัน ต้นจะพัฒนาตาที่อยู่ใต้เปลือกบริเวณโคนกิ่ง (กิ่งแก่) หรือใต้เปลือกบริเวณลำต้นขึ้นมาแล้วกลายเป็นตุ่มตาที่มีดอกออกมาได้แทน

หลักการและเหตุผล :

1.มะม่วงเป็นไม้ผลประเภทออกดอกติดผลที่โคนใบปลายกิ่ง ผลจากการบำรุงด้วยสูตรสะสมอาหารเพื่อการออกดอก (สะสมแป้งและน้ำตาล) แล้วปรับ C/N เรโช ไม่ประสบความสำเร็จ กล่าวคือ ถ้าปรับ C/N เรโชแล้ว N ยังมากกว่า C (อาจเป็นเพราะ N จากน้ำฝน) เมื่อเปิดตาดอก มะม่วงต้นนั้นจะออกเป็นใบอ่อนแทนออกเป็นดอก

2.ผลจากการให้อาหารกลุ่มสร้าง C ที่เคยให้ไว้เมื่อครั้งบำรุงด้วยสูตรสะสมตาดอกนั้น แม้มะม่วงต้นนั้นจะแตกใบอ่อนออกมา แต่สารอาหารกลุ่มนั้นบางส่วนยังคงเหลืออยู่ภายในต้น ซึ่งสารอาหารกลุ่มนี้ยังพร้อมที่จะส่งเสริมให้มะม่วงออกดอกชุดใหม่ได้

ประสบการณ์ตรง :

สวนมะม่วงที่ประสบความสำเร็จจากการปฏิบัติบำรุงตามแนวนี้ ได้แก่ สวนมะม่วงน้ำดอกไม้ที่เขาหินซ้อน จ.ฉะเชิงเทรา สวนมะม่วงน้ำดอกไม้-เขียวเสวย-ฟ้าลั่น ที่ อ.ไชโย จ.อ่างทอง ส่วนมะม่วงขาวนิยม ที่บางบอน กทม. และ สวนมะม่วงขาวนิยม ที่ อ.บางแพ จ.ราชบุรีออกดอกติดผลที่โคนกิ่ง ทั้งกิ่งอ่อน กิ่งแก่ กิ่งกลางอ่อนกลางแก่ และกลางลำต้นได้ดอกที่ออกมานี้เมื่อบำรุงตามขั้นตอนปกติ ก็สามารถพัฒนาเป็นผลระดับเกรด เอ. ได้เช่นกัน ขอบคุณข้อมูลจากลุงคิมภาพประกอบข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต

ที่มา: kaijeaw