“สิริมงคล ๘ ประการ” ข้อควรปฏิบัติ เป็นที่รักของเหล่าเทวดาทั้งปวง เสริมบุญบารมี ชีวิตรุ่งเรืองตลอดไป…..

สิริมงคลคุ้มครอง มี ประการ ท่านว่าถ้าผู้ใดรักษาสิริหรือสิริมงคล 8 ประการได้ เทวดาจะมารักษาและคุ้มครองท่านผู้นั้น เป็นสิริมงคลแก่ตนเอง คำว่า สิริตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายไว้ 2 ประการ คือ

1. สิริ แปลว่า รวมกัน เช่น เรามักได้ยินคำว่า สิริรวมอายุได้เท่านั้นเท่านี้ หมายความว่ารวมอายุทั้งหมดได้เท่านั้นเท่านี้ปี
2. สิริ แปลว่า ศรีมิ่งขวัญมงคลความดีความงาม ในหนังสือศัพท์วิเคราะห์ ซึ่งเขียนโดย พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ.9, ราชบัณฑิต) ได้ให้ความหมายว่า สิริ คือสิ่งอันผู้ทำความดีไว้ได้ซ่องเสพ, สิ่งที่อาศัยอยู่ในบุคคลผู้ทำความดีใว้

ถ้าจะอธิบายให้ชัดตามความหมายนี้ สิริ ก็คือสิ่งที่เกิดขึ้น หรือมีอยู่ในตัวบุคคลผู้ทำความดี และเมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้นหรือมีอยู่ในตัวผู้ใดแล้วก็จะทำให้ผู้นั้นเกิดความสุข ความเจริญรุ่งเรือง ความดีงามต่างๆ ซึ่งอาจจะตรงหรือใกล้กับคำว่า โชควาสนา

ตามหลักโหราศาสตร์เชื่อว่าสิริมีอยู่ในตัวของคนทุกคน หากแต่ว่าใครจะรู้จักรักษาสิริให้อยู่กับตนเองได้ดีหรือทำลายสิริของตนเองเสีย หลักเกณฑ์หรือข้อปฏิบัติในการรักษาสิรินั้นท่านแบ่งไว้ 8 ประการ และกล่าวไว้อีกว่า หากผู้ใดปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ทั้ง ประการนี้ได้ เทวดาฝ่ายดีจะเข้ารักษาและอำนวยอวยพรให้ผู้นั้นมีความสุขความเจริญ บังเกิดโชคลาภอยู่เสมอ แต่ถ้าหากผู้ใดรักษาไม่ได้ เทวดาที่เป็นกาลกิณีก็จะเข้าอยู่ให้โทษ ให้อาภัพอับโชค เสื่อมถอยคุณงามความดี

ข้อปฏิบัติทั้ง ประการนี้ ได้แก่

1. ให้เว้นการเสพกาม (มีเพศสัมพันธ์) ในวันที่ตรงกับวันพระและก่อนถึงวันพระ 1 วัน ได้แก่วัน 7 ค่ำ 8 ค่ำ 14 ค่ำ 15 ค่ำ ทั้งข้างขึ้นและข้างแรม (และวันแรม 13 ค่ำ เฉพาะในเดือนคี่) รวมถึงวันตรุษสงกรานต์ วันสุริยคราส จันทรคราส วันเข้าพรรษา และวันเกิดของตน

การที่ท่านห้ามเสพกามวันพระและวันเข้าพรรษานั้น เพราะวันดังกล่าว เป็นวันที่พระพุทธเจ้ากำหนดให้เป็นวันฟังธรรม ที่เรียกว่า วันธัมมัสสวนะ (อ่านว่า ทำ-มัด-สะ-วะ-นะ) เป็นวันที่เทวดาและมนุษย์ต้องขวนขวายทำความดีชำระกิเลส ชาวพุทธส่วนใหญ่จะถือศีล 8 และสวดมนต์ภาวนา เพื่ออบรมตนให้ไกลกิเลส ใกล้นิพพานยิ่งขึ้น วันตรุษสงการณ์ ถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ไทย เป็นวันที่เหมาะสำหรับทำบุญตอนรับสิ่งดีๆ ดังนั้นจึงไม่ควรเสพกาม วันสุริยคราส จันทรคราส ถือว่าเป็นวันอัปมงคล หากเสพกามในวันนี้จะทำให้วิญญาณของภูต ผี ปีศาจ เปรต อสุรกาย มาจุติในท้องได้ ส่วนวันเกิดของตน เป็นวันที่ต้องทำบุญตอบแทนพระคุณแม่ เพราะวันที่เราลืมตาดูโลกนั้นเป็นวันที่แม่เจ็บปวดทรมานที่สุด ดังคำที่ว่า วันเกิดลูกคือวันคล้ายวันแม่ ดังนั้น เมื่อถึงวันเกิดของตนเมื่อใดควรที่จะไปกราบเท้าแม่ ทำให้ท่านมีความสุขเพื่อเป็นการตอบแทนพระคุณท่าน

2. เมื่อจะบริโภคอาหารให้บ่ายหน้าไปสู่ทิศบูรพา (ทิศตะวันออก) ถ้าทำได้ดังนี้ เทวดาจะรักใคร่และให้ศีลให้พร ข้อนี้เป็นปริศนาธรรม คนโบราณวางไว้ให้คิด คำว่าทิศบูรพานี้นอกจากแปลว่าทิศตะวันออกแล้ว ยังแปลว่าทิศเบื้องหน้าด้วย ซึ่งทิศเบื้องหน้านี้ท่านหมายถึงบิดามารดาของเรา กล่าวคือ เมื่อเราได้สิ่งใดที่อร่อยมา ท่านให้นึกถึงบิดามารดาเป็นอันดับแรก ต้องให้มารดาบิดากินก่อน พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูก การที่ให้ข้าวให้น้ำแก่พอแม่จึงเป็นสิริมงคลสูงสุดแก่ชีวิต เทวดาทั้งหลายตลอดถึงพระพุทธเจ้าก็ทรงสรรเสริญ

อนึ่ง ทิศเบื้องหน้านี้ยังหมายถึง การมองหาคนอื่นที่พอจะแบ่งปันอาหารที่เรามีอยู่นี้แก่เขาบ้าง เป็นการแสดงออกถึงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ละความเห็นแก่ตัวให้น้อยลง นึกถึงตามบ้านนอกเวลาทานข้าวอยู่ หากมีใครเดินผ่านมาก็จะเชื้อเชิญให้มารับประทานด้วยกัน ซึ่งมีส่วนช่วยให้คนในสังคมอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข

3. เมื่อถ่ายอุจจาระให้บ่ายหน้าไปทางทิศปัจฉิม ทำได้อย่างนี้เทวดาจะรักใคร่และอวยพรให้ ข้อนี้อธิบายได้ว่า อุจจาระนั้นหมายถึงสิ่งที่ไม่ดี เรื่องที่ทำให้เกิดความทุกข์ ความเสียใจ ตลอดถึงกิเลสตัณหาต่างๆ สิ่งเหล่านี้ท่านบอกว่าถ้าทิ้งได้ให้ทิ้งซะ เพราะเก็บไว้นอกจากจะไม่เป็นประโยชน์แล้วยังสร้างโทษให้เก็บตัวเองอีกด้วย เปรียบเหมือนกับอุจจาระที่เก็บไว้ก็มีแต่จะเป็นทุกข์ ให้บ่างหน้าไปทางทิศปัจฉิม ปัจฉิมในภาษาพระได้แก่ทิศเบื้องหลัง คือทิ้งแล้วให้หันหลังกลับ ไม่ต้องกลับไปมอง ทิ้งไว้ข้างหลัง เหมือนกับอุจจาระทิ้งแล้วก็ไม่เสียดาย ทุกข์ก็เช่นกันทิ้งแล้วอย่าเสียดาย

4. ชายหญิงที่นอนด้วยกัน ต้องให้ผู้หญิงนอนข้างซ้าย ผู้ชายนอนข้างขวา และฝ่ายหญิงห้ามเดินข้ามเท้าฝ่ายชาย ถ้าปฏิบัติได้ดังนี้ เทวดาจะรักษาและอำนวยอวยพรให้ สิริข้อนี้เป็นปริศนาธรรมสอนการใช้ชีวิตคู่ร่วมกันระหว่างชายหญิงว่าทำอย่างไรจึงจะเป็นสิริมงคล คือมีความดีงาม มีความสุข มีความอบอุ่น และเจริญรุ่งเรือง การนอนร่วมกัน หมายถึงการตกลงปลงใจเป็นสามีภรรยากัน การให้รู้จักฐานะและหน้าที่ของแต่ละคน สามีนอนข้างขวา หมายถึงเป็นผู้ที่รับภาระหนักทุกอย่างในฐานะเป็นหัวหน้าครอบครัว ส่วนผู้หญิงให้นอนข้างซ้าย หมายถึงให้ช่วยประคับประคองสามี คอยช่วยเหลือเกื้อกูลในยามที่สามีต้องรับภาระหนัก เหมือนกับการยกของถ้าใช้มือขวายกไม่ไหวก็ใช้มือซ้ายเข้าช่วย

การที่ไม่ให้ฝ่ายหญิงเดิมข้ามเท้าฝ่ายชาย ก็หมายความว่าให้ภรรยามีความเคารพต่อสามีในฐานะเป็นผู้หาเลี้ยงครอบครัว ไม่ก้าวล้ำเส้นคิดจะเป็นหัวหน้าครอบครัวเอง บางคู่ภรรยาถือทิฐิคิดว่าตัวเองเก่งกว่าเหนือกว่าจึงดูถูก ข่มเหง ดุด่าสามีสารพัด ทำให้ครอบครัวนั้นขาดความงาม ไม่เจริญ หาความสุขไม่มี สังคมดูแคลน

5. ชายหญิงที่อยู่ด้วยกัน ท่านห้ามมิให้ใช้ผ้านุ่งร่วมกัน และให้แยกว่าชุดไหนเป็นชุดสำหรับใส่กลางคืน ชุดไหนเป็นชุดสำหรับใส่กลางวัน ถ้าใช้ผ้านุ่งร่วมกันหรือเอาชุดกลางคืนมาใส่กลางวัน เอาชุดกลางวันไปใส่กลางคืน ท่านว่าจะเสียศรีดูไม่เหมาะ เทวดารังเกียจและไม่อำนวยอวยพร

คำว่าผ้านุ่งในที่นี้ท่านหมายถึงเรื่องภายในครอบครัว ผ้านุ่งกลางวันหมายถึงเรื่องที่ดีที่เกิดขึ้นภายในครอบครัว ที่ควรนำมาเปิดเผยให้ผู้คนได้รับรู้ เหมือนเสื้อผ้าที่สวยงามควรนุ่งอวดให้คนเห็น ส่วนผ้านุ่งในเวลากลางคืนหมายถึงเรื่องที่ไม่ดี เรื่องเสียหาย เรื่องไม่งามภายในครอบครัวไม่ควรนำมาเปิดเผย เหมือนชุดนอนไม่ควรนุ่งมาอวดในที่สาธารณะ หรือตามห้างสรรพสินค้า สามีภรรยาที่อยู่ร่วมกันแล้ว ต้องรู้จักแยกแยะว่าเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องในครอบครัว เรื่องไหนที่ควรเปิดเผยเรื่องไหนไม่ดีควรปกปิด โดยเฉพาะเรื่องไม่ดีของคู่ครองที่นำมาเปิดเผยแล้วทำให้เขาเสียหายหรืออับอาย แต่ถ้าเป็นเรื่องดี เรื่องที่น่าภูมิใจก็นำมาเปิดเผยได้ ถ้าทำได้ดังนี้ สิริ คือความสุข ความร่มเย็น ความเป็นมงคลก็จะเกิดขึ้นในครอบครัว

6. เวลาหลังตื่นนอนก่อนออกจากบ้านให้เอาน้ำล้างหน้า ตกแต่งใบหน้าให้ดูดีสวยงามจึงจะเป็นมงคลแก่ชีวิต เทวดาก็จะตามรักษาและอำนวยอวยพรให้โชคดีตลอดวัน คนโบราณเชื่อว่าราศีหรือสิ่งที่จะทำให้เราเกิดความโชคดีนั้นอยู่ที่ใบหน้า ดังนั้นท่านจึงให้ล้างหน้า ทำความสะอาดและตกแต่งใบหน้าให้ดูดีเสมอก่อนออกจากบ้าน ความจริงแล้วข้อนี้ท่านไม่ได้หมายถึงเฉพาะการแต่งหน้าแต่งตาให้ดูสวยดูดีเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการทำใบหน้าให้เบิกบานแจ่มใส มีรอยยิ้ม ไม่บูดบึ้ง และอารมณ์ดีอีกด้วย เพราะเพียงการแต่งหน้าให้สวยงามแต่ใบหน้าบึ้งตึง คงไม่ช่วยให้ราศีดีขึ้นสักเท่าไร กลับกันถ้าใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส อารมณ์ดีเบิกบาน ถึงไม่แต่งหน้าทาปากก็ยังดูดีมีเสน่ห์มาก

7. เวลาเที่ยง ให้เอาน้ำพรมที่หน้าอกตรงหัวใจ ทำอย่างนี้จะเกิดสิริมงคลแก่ตน เพราะคนโบราณเวลาเที่ยงราศีจะย้ายจากใบหน้ามาอยู่ที่อก หากเอาน้ำมาพรมที่อกก็จะทำให้รู้สึกสดชื่น มีโชคลาภ การงานเจริญ ความเป็นจริงเวลาเที่ยงวันเป็นเวลาที่อากาศร้อนจัด เหงื่อไหลไคลย้อยเนื้อตัวเหนียวเหนอะหนะ ทำให้อารมณ์เสียและหงุดหงิดง่าย และจะพลอยทำให้การงานที่ทำอยู่เสียหาย ท่านให้เอาน้ำลูบอกเพื่อดับความร้อนในร่างกาย ช่วยทำให้จิดใจเย็นลง แต่สำหรับบางท่านสถานที่ไม่เอื้ออำนวยหรือไม่สะดวกที่จะนำน้ำมาลูบอกก็ไม่เป็นไร เพราะอันที่จริงในข้อนี้ท่านต้องการให้ใช้หลักความใจเย็น คือทำอะไรให้ใจเย็นๆ อย่าผลีผลามวู่วาม เพราะถ้าใจร้อนบวกกับอากาศที่ร้อนก็จะก่อให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งได้ง่าย

8. เวลาเย็น ให้เอาน้ำล้างเท้าก่อนเข้านอน เพราะโบราณท่านเชื่อว่าตอนเย็นราศีของคนอยู่ที่หัวแม่เท้าและใจกลางเท้า ถ้าได้ล้างเท้าก่อนเข้านอนก็จะทำให้นอนหลับฝันดี เทวดาก็คุ้มครองอวยพรให้โชคให้ลาภและป้องกันอันตรายไม่ให้เกิดขึ้นอีกด้วย

ความจริงในข้อนี้ท่านหมายถึงว่า เมื่อถึงเวลาเข้านอนแล้วให้ปล่อยวางธุระทั้งหมดทิ้งเสีย ให้เข้านอนพักผ่อนให้เต็มที่ เก็บกำลังชาร์ตแบตเตอรี่ใหม่ เตรียมพร้อมสู้งานต่อในวันถัดไป เมื่อทำได้อย่างนี้ก็จะทำให้มีกำลังต่อสู้กับงานต่อไปได้อีกนาน การดูแลสุขภาพ การพักผ่อนให้เพียงพอ มีความสำคัญมากพอๆกับการทำงานหาเงิน เพราะหากมีเงินมากๆแล้วจะมีประโยชน์อะไร ถ้าต้องเอาเงินที่หาได้มาเป็นค่ารักษาตังเอง ดังนั้น ท่านจึงให้ปล่อยวางธุระทั้งหมดเสียและพักผ่อนนอนหลับให้เต็มที่เมื่อถึงเวลาต้องพักผ่อน

สิริทั้ง ประการนี้ เป็นข้อปฏิบัติที่คนรุ่นปู่ย่าตา ยายได้บัญญัติไว้ ซึ่งหากใครปฏิบัติตามได้ก็จะเกิดความสุขความเจริญอย่างยิ่ง แต่การจะให้มีความสุขความเจริญได้อย่างบริบูรณ์ ต้องรู้จักประยุกต์ใช้ให้ถูกต้อง และเชื่อว่าหากท่านได้ปฏิบัติตามวิธีการรักษาสิริทั้ง 8 ข้อที่ได้แนะนำไว้ ความเป็นสิริ ความเป็นมงคล ความสุขความเจริญจะบังเกิดแก่ท่านอย่างแน่นอน

ที่มา http://horoscope.sanook.com

คน 6 ประเภทนี้คบแล้ว ทำให้ชีวิตมีแต่เจริญก้าวหน้า ถ้าเจอแล้วรักษาไว้ให้ดี

ทุกๆ คนคงชอบเรื่องราวของเหล่าผู้ประกอบการหรือนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่าง สตีฟ จ็อบส์, อีลอน มัสก์, เจฟฟ์ เบโซส, บิล เกตส์, อาเรียนนา ฮัฟฟิงตัน มาร์ค คิวบาน และอื่นๆ อีกมากมาย

อันที่จริง บุคคลเหล่านี้ล้วนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า พวกเขาคงไม่สามารถมาถึงจุดนี้ได้เลย หากขาดเหล่าผู้คนทั้ง 6 แบบนี้ในชีวิตที่จะกล่าวต่อไปนี้

1. คนที่สนับสนุนคุณ

หน้าที่หลักๆ ของบุคคลประเภทนี้ คือ คอยช่วยสนับสนุนคุณเวลาที่คุณต้องเผชิญกับสิ่งไม่คาดฝัน คุณไม่ควรเริ่มธุรกิจใหม่(หรือดำเนินธุรกิจที่มีอยู่ต่อไป) จนกว่าคุณจะเจอใครสักคน ที่จะมาช่วยสนับสนุนคุณ ไม่ว่าในสถานการณ์ใดๆ คนประเภทนี้มักจะเป็น คนรัก คนสำคัญ คนสนิท หรือแม้แต่เพื่อนเก่าของคุณ คุณควรจะรักษาคนเหล่านี้ไว้ในชีวิตให้มากเท่าที่จะเป็นไปได้ แม้มันจะเป็นเรื่องยากพอๆ กับการสร้างธุรกิจก็ตามที

2. คนที่ตรงไปตรงมา ราวกับ ‘ลูกขุน’

ลูกขุนที่อยู่ในชั้นศาลจะให้การตัดสินคดีผ่านหลังจากที่รวบรวบพยานหลักฐานจนครบถ้วน
เช่นเดียวกัน คนประเภทนี้จะช่วยบอกสิ่งที่คุณทำลงไปอย่างตรงไปตรงมา ทั้งในเรื่องการทำธุรกิจและการใช้ชีวิต ในตอนล่าสุดของรายการพ็อดแคสต์ Follow My Lead บ็อบ โบดีน (Bob Beaudine) เรียกบทบาทนี้ว่า “คณะผู้บริหารส่วนตัว” ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะมีคณะผู้บริหารจริงๆ หรือไม่ คุณก็ควรจะมีคนรู้จักที่เป็นเหมือนลูกขุนให้คุณเอาไว้สักสองสามคน

3. คนที่มักให้คำปรึกษากับคุณ

คนให้คำปรึกษาคือคนที่คุณสามารถโทรหรือส่งข้อความหาได้ในยามจำเป็น เช่น การตัดสินใจครั้งใหญ่ในกิจการ การตัดสินใจจ้างพนักงาน หรือความรู้ต่างๆ ในหลายๆ ครั้งที่พวกเขามักจะมีประสบการณ์ที่เหมือนหรือใกล้เคียงกับคุณ ซึ่งพวกเขาเหล่านี้เอง จะเป็นคนที่หาเวลามาคุยกับคุณและให้คำแนะนำต่างๆ นั่นเอง และถึงแม้ว่าบางครั้งคุณอาจจะเห็น ไม่ตรงกับพวกเขาก็ตาม แต่นั้นแหละคือสิ่งที่สำคัญ และพึงระลึกไว้เสมอว่า การที่พวกเขาคำแนะนำที่ต่างออกไป
แต่ก็ล้วนแฝงไว้ด้วยความปรารถนาดีต่อคุณและธุรกิจของคุณทั้งนั้น

4. เพื่อนคู่คิด มิตรคู่สร้าง

คนประเภทนี้ก็เหมือนกับหยิน และคุณก็คือหยาง ในเวลาที่คุณอ่อนแอ พวกเขาจะเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไป ซึ่งตรงข้ามกับที่เราเชื่อกันในสังคม คนประเภทนี้ไม่จำเป็นจะต้องเป็นหุ้นส่วนของธุรกิจก็ได้ แต่คือคนใกล้ชิดที่รู้จักคุณและธุรกิจของคุณอย่างทะลุปรุโปร่ง และเป็นเพราะพวกเขารู้จักคุณและธุรกิจของคุณดี บ่อยครั้งจึงอาจทำงานร่วมงานกันยากบ้าง แต่ท้ายที่สุด ธุรกิจของคุณก็ไม่อาจขาดบุคคลเหล่านี้ไปได้

5. คนที่คอยช่วยประสานงาน

ผู้ประกอบการทุกคนต้องมีคนที่คอยเป็นหูเป็นตาคอยรับฟังความคิดต่างๆ และให้ความเห็นได้ในทันที หรือเรียกได้ว่าเป็น ผู้ประสานงาน นั่นเอง พวกเขาคือคนที่คอยช่วยในกิจการงานต่างๆ ของคุณ เช่น การหาไอเดียธุรกิจใหม่ๆ ผลิตภัณฑ์ แคมเปญหรืออะไรก็แล้วแต่ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผู้ประสานงานที่ดีนั้นจะต้อง มีจินตนาการเยี่ยมยอดและมีความคิดใหม่ๆ มาแลกเปลี่ยนกับคุณอยู่เสมอ

6. คนที่คอยยั่วยุ สบประมาทคุณ

คนประเภทนี้จะคอยตั้งคำถามกับคุณ บอกว่าคุณทำไม่ได้บ้างล่ะ บอกว่าคุณไม่ดีพอบ้างล่ะ
ซึ่งคำพูดหรือการกระทำของพวกเขาอาจจะแผดเผาจิตใจของคุณ และคอยเป็นแรงกระตุ้น
ให้คุณพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ เพื่อจะลบคำสบประมาทของพวกเขาให้ได้ บทบาทสำคัญของคนพวกนี้ก็คือการยั่วยุคุณนั่นเอง

หากคุณยังไม่แน่ใจว่ามีใครที่รู้จักอยู่ใน 6 ประเภทนี้บ้างไหม หรือกำลังจัดวางลิสต์เพื่อนอยู่ล่ะก็ นั่นแปลว่าคุณกำลังสร้างเครือข่ายผู้คนที่จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จขึ้นมาแล้วล่ะ แต่ถ้าคุณรู้สึกว่ายังขาดอะไรไปอยู่ ก็สามารถลงมือสร้างมันเพิ่มตั้งแต่วันนี้ได้เลย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก เรื่องที่อยากรู้

อยากรวย “ห้ามทำ” 3 ข้อ ต่อไปนี้เด็ดขาด โบราณว่าไว้!!

“3 สิ่งอัปมงคลที่ไม่ควรทำ” ถ้าอยากมีเงินใช้และมีความสุขตลอดปี

หากเริ่มต้นปีไม่ควรแสดงออกซึ่งความหม่นหมอง ทุกข์ระทม เศร้าโศก เสียน้ำตา จิตจะดึงดูดความทุกข์ระทมเข้ามาเป็นสิ่งที่ตั้งมั่น จึงพบกับความหม่นหมองทุกข์ระทมตลอดทั้งปี โดยเฉพาะคำว่า เหนื่อย สูญเสีย หรือ ไม่มีเงิน จะทำให้ในปีนั้นคุณจะเหนื่อยกับหลายๆ สิ่ง สูญเสียหลายๆ อย่าง ควรสั่งจิตให้คิดแต่ ความสุข ความสมหวัง ร่ำรวยที่ต้องเกิดขึ้นในปีนั้น ด้วยหัวใจที่สดใส ซึ่งถึงแม้ไม่สดใสก็ต้องซ่อนความรู้สึกแย่ๆ นั้นเอาไว้ อย่าให้มันแสดงออกมา และพยายามผลักมันออกไปให้เร็วที่สุด เพราะยิ่งมันอยู่นานจิตของคุณก็จะยิ่งถูกความทุกข์ระทมครอบงำมากขึ้นเท่านั้น และพยายามทำสิ่งต่างๆ ต่อไปนี้

1. อย่าพูดจาไม่เป็นมงคล

หากจะกล่าวถึงสุภาษิตของไทยก็คงไม่พ้นพูดดีเป็นศรีแก่ปาก เพราะการพูดที่ออกมาจากปากสามารถสร้างได้ทั้งการสร้างสรรค์และทำลาย ไม่ว่าจะเป็น คำนาม รูปประโยค ประธาน กรรม กิริยา เช่น เจ็บ จากไป ซี้ เจ๊ง ล้มละลาย พินาศ ผี แค้น ฯลฯ อันคำพูดลบ มีแต่จะนำความเสื่อมมาให้ ที่สำคัญเป็นสิ่งขัดขวางความเจริญ และความร่ำรวย แต่เมื่อพูดดีในวันเริ่มต้นปีใหม่ของจีน ก็จะมีแต่สิ่งดีๆ ตามมาตลอดทั้งปี เช่นพูดว่า ร่ำรวย เฮง เฮง เงินทอง มั่งคั่งมั่งมี จึงเป็นคำตอบของคำถามที่ว่าทำไมชาวจีนจึงนิยมพูด ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้ ในวันตรุษจีน

2. อย่าคิดเรื่องทุกข์

แน่นอนมีจำนวนคนน้อยเหลือเกินที่จะไม่มีปัญหาต่างๆ ในชีวิต ที่สำคัญคือการที่จะหยุดไม่คิดถึงปัญหาเหล่านี้เป็นไปได้ยาก แต่ในช่วงเวลาขึ้นปีใหม่เช่นนี้ไม่ควรนึกถึงปัญหา หรืออุปสรรคค้างคาข้ามปี เพราะชาวจีนจะถือว่า คนๆ นั้นจะต้องพบกับอุปสรรคทั้งเก่าและใหม่ ที่จะผ่านเข้ามาตลอดทั้งปี โดยเฉพาะการคิดว่า “ไม่มีเงิน” ทั้งปีก็จะไม่มีเงิน หางานยาก หาเงินลำบาก ธุรกิจไม่ก้าวหน้า ติดๆ ขัดๆ ติดลบจนต้องเจ๊ง และปิดกิจการ

แม้เคล็ดเช่นนี้เกิดจากมายาคติที่บรรพบุรุษชาวจีน ที่ต้องการให้ลูกๆ หรือคนในบ้านซึ่งได้กระจายกันไปเพราะภาระหรือหน้าที่ซึ่งห่างไกลกันมาทั้งปีได้กลับมารวมกัน เพื่อพักผ่อน เพื่อพบกับความสนุกสนาน เพื่อพบกับความอบอุ่นของครอบครัว ผู้หลักผู้ใหญ่จึงมักจะบอกลูกหลานให้ระงับเรื่องปัญหา ซึ่งเมื่อผ่านตรุษจีนไปแล้วจึงค่อยกลับมาคิดใหม่ จึงควรคิดแต่สิ่งดีๆ ที่ความหวัง ตั้งใจและใฝ่ฝันถึงอนาคตที่สดใส ซึ่งอยากจะรวยๆ ตลอดทั้งปี ก็ควรคิดแต่เรื่องรวย คิดแต่เรื่องการได้โชคได้ลาภตั้งแต่ต้นปี แล้วพลังของจิตจะตั้งมั่นที่ความรวย และความมั่งคั่งในปีนั้นอย่างแน่นอน

3. อย่าตัดโชค ตัดลาภ ของตัวเอง

หมายถึงการตัดผมหรือสระผม และ การใช้กรรไกร เพราะการตัดผมนั้นชาวจีนเชื่อว่าจะเป็นการชำระความโชคดีที่กำลังจะเข้ามาในช่วงตรุษจีนให้ออกไปจากชีวิต-ปีนั้น ผู้ที่สระผม ตัดผมจึงไม่ประสบความสำเร็จ ไม่พบโชค ไม่สามารถสร้างความร่ำรวยให้เกิดขึ้นได้ ส่วนการใช้กรรไกรพร่ำเพรื่อในวันตรุษจีนนั้นบรรพบุรุษชาวจีนฟันธงลงไปว่า เป็นการตัดโชคลาภที่จะได้รับ หากตัดผม สระผม และใช้กรรไกรพร่ำเพรื่อ จึงควรเตรียมตัวเข้าสู่ชีวิตที่อับโชคในปีนั้น

ขอขอบคุณข้อมูลจาก tnews

“มีข้อคิดดีๆ มาฝากค่ะ” สละเวลาอ่านเป็นกำไรชีวิต เลื่อนผ่านขาดทุนนะ

“มีข้อคิดดีๆ มาฝากค่ะ” สละเวลาอ่านเป็นกำไรชีวิต เลื่อนผ่านขาดทุนนะ

1. ในแต่ละปี… จงทำชีวิตให้ “ดีขึ้น”

เพราะในแต่ละวัน… ชีวิตเรากำลัง “สั้นลง”

2. การ “อยู่กับปัจจุบัน”

ไม่ใช่การ “หยุดทำ” ในเรื่องสำคัญ

แต่มันคือการ “หยุดทุกข์” ไปกับเรื่องที่ไม่สำคัญ

3. อารมณ์ “ลบ” ทุกชนิด จะทำร้ายเรา

ก่อนที่จะทำร้ายคนอื่นเสมอ…

ส่วนอารมณ์ “บวก” ทุกชนิด จะให้พรเรา

ก่อนที่จะให้พรคนอื่นเสมอ เช่นกัน…

4. วิจารณ์คนอื่นทุกวัน… ใจต่ำลงทุกวัน

วิจัยตัวเองทุกวัน… ใจสูงขึ้นทุกวัน

5. ถ้าไม่มีคนมาทำให้คุณโกรธ

…คุณจะไม่รู้เลยว่าระดับจิตคุณอยู่ตรงไหน

ถ้าไม่มีใครมาทำให้คุณทุกข์ใจ

…คุณจะไม่รู้เลยว่าตัวเองยังมีอะไรต้องพัฒนา

6. ไม่ว่า “ภายนอก” เราจะอยู่กับคนมากแค่ไหน

แต่ “ภายใน” เรายังอยู่ตัวคนเดียวเสมอ

จงหาวิธี “รักตัวเอง” ให้เจอ

เพราะไม่มีใครในโลกนี้ที่จะอยู่กับเธอ

สม่ำเสมอเท่ากับ “ตัวเธอเอง”

7. การฝึกจิตและพัฒนาตัวเอง

อาจไม่ได้ทำให้เรา “พ้นทุกข์ตลอดกาล”

แต่มันจะทำให้เรา “เป็นทุกข์นานน้อยลง”

8. การ “แก้กรรม” ที่ดีที่สุด

คือการแก้ไข “ความคิด” “คำพูด”

และ “การกระทำ” ของตัวเอง

9. ความดีเล็กๆ ที่ทำไปนานๆ

สุดท้ายอาจสร้าง “ปาฏิหาริย์” ให้ชีวิต

10. “ไป” ได้เร็วแค่ไหน ก็ถึงเร็วเท่านั้น…

“ปล่อย” ได้เร็วแค่ไหน ก็สุขเร็วเท่านั้น

11. จำไว้ว่า “ความทุกข์”

และ “ความเจ็บปวด” ทั้งมวล

ไม่ได้ผ่านเข้ามาในชีวิตเรา… เพื่อมอบ “คำสาป”

แต่มันผ่านเข้ามาในชีวิตเรา… เพื่อมอบ “คำสอน”

12. ก้าวแรกของการใช้ชีวิตอย่าง “ผู้ตื่น”

คือการหยุดยุ่งวุ่นวายเรื่อง “คนอื่น”

แล้วหันกลับมาวิเคราะห์ใจ “ตัวเอง”

13. ความทุกข์ทั้งหมดในชีวิต ไม่ได้เกิดจาก

“สิ่งที่คนอื่นคิดเกี่ยวกับคุณ”

แต่มันเกิดจาก

“สิ่งที่คุณคิด ว่าคนอื่นคิดเกี่ยวกับคุณ”

14. ต้องขอบคุณคนที่ทำ “ไม่ดี”

ที่ช่วยเป็นตัวอย่างที่ “ดี”

ว่าอะไร “ไม่ควรทำ”

15. ไม่ว่าจะทุกข์หนักหนาสาหัสสักแค่ไหน

ทางออกก็ไม่เคยอยู่ไกลไปกว่า “ใจ” ของเราเอง…

16. เกลียดเขา “เราทุกข์”

เมตตาเขา “เราสุขเอง”

17. คนเราฝึกเดินจนเก่งได้ ฉันใด

ก็สามารถฝึกใจจนเป็นสุขได้ ฉันนั้น…

18. “ความจากไป” เป็นเรื่องธรรมดา

แต่การได้ใช้ชีวิตอยู่อย่างมีคุณค่า

เป็นเรื่อง “อัศจรรย์”

19. โปรดสังเกตดูให้ดี…ว่าสิ่งที่ทำให้เราทุกข์

บ่อยที่สุดในแต่ละวัน

ไม่ใช่ “พฤติกรรม” ของคนอื่น

แต่คือ “ความคิด” ของเราเอง

20. อย่าถือโทษ โกรธคน ไม่คู่ควร

อย่าตีตรวน ตนไว้ กับอดีต

ชะตาเรา อย่าให้ใคร มาเขียนขีด

อย่าเอาคำ ที่เหมือนมีด มากรีดใจ

21. หากคุณคิดว่าตัวเองมีค่า เพราะมี “เงิน”

วันไหนเงินหมด คุณค่าคุณก็หมด

หากคุณคิดว่าตัวเองมีค่า เพราะ “หน้าตา” ดี

วันไหนคุณแก่ลงจนหน้าตาไม่ดี คุณค่าคุณก็หมด

แต่ตราบใดที่คุณรู้ว่าตัวเองมีค่า เพราะเป็น “คนดี”

ตราบใดที่คุณยังมีความดี

คุณก็จะ “มีคุณค่า” ได้ตลอดไป

ขอขอบคุณข้อมูล จาก rugyim

หนี้พ้นล้นตัว! ลองขอ “สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” สวดบทนี้จะดีขึ้น ช่วยปลดหนี้

หนี้พ้นล้นตัว! ลองขอ “สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” สวดบทนี้จะดีขึ้น ช่วยปลดหนี้

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระมหากษัตริย์ผู้ทรงกอบกู้เอกราชจากพม่าเมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 พระองค์ไม่เพียงจะได้รับการเทิดทูนอย่างสูงจากชนชาวไทย ในฐานะพระมหากษัตริย์นักรบเท่านั้น พระองค์ยังเป็นที่พึ่งทางใจของคนทั่วไปตลอดมา ด้วยความเชื่อว่าบารมีแห่งพระองค์ท่านจะช่วยให้ประสบความสำเร็จในเรื่อง การค้าขาย การเรียน การงาน หนี้สินจากการค้าขาย

สำหรับการ “บน” หรือ “ขอ” เพื่อให้หลุดจากภาระหนี้สินนั้นดูเหมือนเพิ่งจะได้รับความนิยมมากที่สุดในช่วงฟองสบู่แตกเมื่อปี 2540 เพราะในช่วงนั้นคนในประเทศส่วนใหญ่เกิดภาวะการเป็นหนี้เป็นสินมากที่สุด ซึ่งสิ่งที่พวกเขาหันไปพึ่งพาเพื่อให้พาชีวิตครอบครัวอยู่รอดคือการพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช วงเวียนใหญ่ ซึ่งคนที่ไปบนบานที่นั่นเชื่อว่าท่านจะสามารถช่วยเหลือในเรื่องของหนี้สินได้ เพราะในอดีตนั้นเคยเป็นหนี้เป็นสินประเทศจีนจึงทำให้พระองค์เข้าใจหัวอกของคนเป็นหนี้นั่นเอง

นอกจากนี้ผู้ไปบนบานยังสามารถขอให้ท่านช่วยเรื่อง ค้าขาย การเรียน การงาน อีกด้วย สำหรับวิธีบนนั้นจะต้องใช้ธูป 16 ดอก มาลัยดาวเรือง มาลัยมะลิ และหลังจากสำเร็จแล้วต้องการจะแก้บนจะต้องแก้บนตามคำกล่าวที่เคยขอท่านไว้หรือโดยการนำอาหารคาว หวาน มาถวายท่าน

เหล่าข้าราชบริพาร และประชาราษฏร์ผู้รู้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ จึงเทิดทูนยกย่องถวายพระเกียรติของพระองค์ท่านว่า “”มหาราช” สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระผู้ทรงเป็นมหาวีรบุรุษของชาติไทย ตราบจนเท่าทุกวันนี้ ต่อมาในปี พ.ศ. 2497 คณะรัฐบาลไทยในสมัย ฯพณฯ จอมพล แปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยข้าราชการ พ่อค้า และประชาชนทุกหมู่เหล่าได้พร้อมใจกันสร้างอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ประดิษฐานอยู่ ณ วงเวียนใหญ่ กรุงธนบุรี เมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๔๙

ตัวอนุสาวรีย์สูง 8.59 เมตร กว้าง 1.8 เมตร ยาว 3.50 น. ด้วยรูปหล่อทองสัมฤทธ์บรมรูปทรงม้า ทรงพระมาลา ยกกรข้างขวาชูดาบ พร้อมที่จะเผชิญกับข้าศึกอย่างฉับพลัน เพื่อน้อมรำลึกถึงในพระเกียรติประวัติ เกียรติยศ เกียรติคุณ ให้ทรงปรากฏกับอนุชนรุ่นหลังสืบต่อมา โดยถือกำหนดเอาวันที่ 28 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันถวายบังคมราชสักการะคล้าย “วันปราบดาภิเษก” เสด็จขึ้นเสวยราชย์ฯ

การถวายเครื่องสักการะบูชา สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มีดังต่อไปนี้

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเป็นดวงพระวิญญาณที่สถิตย์เป็นหนึ่งในสมเด็จพระสยามเทวาธิราชเจ้า คอยปกป้องรักษาแผ่นดินไทยให้มีความเจริญรุ่งเรืองไพบูลย์และมีชัยชนะเหนืออริราชศัตรู ทรงโปรดสิ่งเหล่านี้

1.ผู้มีความซื่อสัตย์ต่อ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และราชบัลลังก์ ตลอดจนผู้ที่เป็นนักรบรั้วของชาติ

2.พระกระยาหารที่ทรงเสวยนั้น ส่วนใหญ่เป็นแบบไทยง่ายๆ และอาหารแบบเดินทัพทั้งหลาย เช่น เครื่องของแห้งต่างๆ

3.แต่บางแห่งเช่น ที่วัดหนองนกไข่ ทรงนิมิตรแก่ท่านเจ้าอาวาส ว่า ทรงโปรดข้าวต้มผัดและไข่ต้ม อันเป็นอาหารสำหรับเดินทัพ

4.ผลไม้ไทยและจีน เครื่องเซ่นไหว้แบบจีนเต็มชุด เช่น เป็ด ไก่ หัวหมูบายศรี และซาแซ เป็นอาทิ

5.น้ำเปล่า น้ำผลไม้ และน้ำหวานอื่นๆ ไม่ทรงโปรดเสวยน้ำจัณฑ์

6.ดอกไม้ที่ใช้บูชา โปรดสีแดง อันเป็นสีแห่งวันพระราชสมภพของพระองค์

7.เครื่องถวายแก้บนโปรดดาบไทย ครั้งละ 2 เล่ม และปืนใหญ่จำลอง

8.โปรดเสียงประทัด และเสียงปืน

เมื่อจะขอพระบารมี ต้องจุดธูป 16 ดอก กลางแจ้ง แล้วกราบขอพระราชทานพระบารมี ตามที่ต้องการ

คำบูชาสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

(นะโม 3 จบ)

อาราธนาดวงพระวิญญาณ

โอม สิโน ราชาเทวะ ชะยะตุภะวัง สัพพะศัตรู วินาสสันติ

ถวายเครื่องสักการะ

โอม สิโน ราชาเทวะ นะมามิหัง

พระคาถาให้โชคลาภ

(นะโม 3 จบ)

นะชาลิติ มะหาลาโภ ลาโภ มหาโชค มหาลาภ

ขอบคุณข้อมูลจาก เพจ share-si

ถ้ามีแฟนแล้วแย่ลง ขออยู่เป็นโสดดีกว่า หาดีไม่ได้… ก็ไม่เอา

ถ้ามีแฟนแล้วแย่ลง ขออยู่เป็นโสดดีกว่า หาดีไม่ได้… ก็ไม่เอา

ผลวิจัยพบว่าผู้หญิงไทยเลือกอยู่คนเดียวเพิ่มขึ้นทุกปี สาเหตุส่วนใหญ่มาจาก ความไม่ซื่อสัตย์ ความรุนแรง และ การไม่รับผิดชอบในหน้าที่

สถาบันวิจัยประชากรและสังคมเผยผลสำรวจพบว่า ผู้หญิงจำนวนหนึ่งเลือกที่จะอยู่คนเดียว ( แต่งงานช้าลง ครองโสดเพิ่ม หย่ามากขึ้น และ เลือกไม่มีบุตร ) โดยสาเหตุส่วนหนึ่งที่อาจจะมาจาก ความเป็นผู้นำของผู้ชายลดน้อยลง ทำตัวอ่อนแอมากขึ้น และ ไร้ความรับผิดชอบต่อครอบครัว

มีนิทานเรื่องหนึ่ง เล่าว่า

มีคนตั้งโจทย์ขึ้นมาว่า มีสะพานไม้เล็กๆ อยู่ ให้เดินไปจนถึงโดยที่หลับตา

ถ้าใครสามารถเดินไปถึงได้โดยไม่ตกลงมา คุณและคู่รักของคุณจะเป็นเนื้อคู่กันตลอดไป…

ทุกคนจึงพยายามเดินแล้วหลายรอบ แต่ก็ตกลงมาทุกที บางคนถึงกับคิดว่า ฉันคงไม่มีเนื้อคู่แล้วล่ะสิ

แต่แล้วก้อได้มีคน ๆ นึงเดินไปถึง จุดหมายโดยไม่ตกลงมา

ทุกคนต่างแปลกใจแล้วก็ถามว่า เดินยังไงถึงไม่ตกลงมา…?

คำตอบที่ได้ยิน ทำให้ทุกคนก็เงียบไปเลย

เค้าบอกว่า… “ก้อชั้นแอบลืมตาเดินไง”

ลองคิดดูสิ…? เพื่อความรัก ทุกคนยอมเสี่ยงดายหลับตาเดินข้ามสะพาน

ยอมปิดตา และ ปฏิเสธที่จะมองเห็นความจริงต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามา

เค้าสั่งให้หลับตาเดินก็ยอม เค้าบอกว่ารักก็เชื่อ โดยไม่ดูที่หลักความเป็นจริง

มันจะไปถึงปลายทาง ในเมื่อตาเรามองไม่ เห็นทาง… เราจะได้รับความรักที่ดีดีได้อย่างไร…?

เมื่อเราหลับหูหลับตารัก มันเป็นความรักที่ไม่ฉลาด และ ขาดสติ

เวลามีความรักลองเปิดตามองให้ไกล… อย่าปล่อยให้ความ รักทำให้ตาบอด…

ถึงแม้ว่าลืมตาเดินแล้วยังตกลงมาอีก แต่ก็คงไม่ตกลงมา เจ็บเท่ากับหลับตาเดิน

“เพราะเราจะรู้ว่าต้องตกท่า ไหนจึงจะเจ็บน้อยที่สุด”

เพราะการไม่รักใครเลย ไม่ใช่การแก้ปัญหา

แต่การที่มีความรักอย่างฉลาด และ มีสติ คือการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง

เผยเทคนิค ‘ขับรถขึ้นเขา-ลงเขา’ ของชาวเกียร์ออโต้ แค่ทำแบบนี้คุณจะปลอดภัย!!

เทคนิค ‘ขับรถขึ้นเขา-ลงเขา’ ของชาวเกียร์ออโต้ แค่ทำแบบนี้คุณจะปลอดภัย!!

1.เลือกเครื่องยนต์ให้เหมาะสม

การขับรถขึ้นเขาอาจต้องใช้รถยนต์ที่มีกำลังเครื่องยนต์มากกว่า 1500 ซีซี ขึ้นไป ส่วนกรณีรถยนต์ อีโคคาร์ประมาณ 1200 ซีซี ก็พอไปได้ แต่คงต้องดูแรงบิดของรุ่นให้ดี

2. หลักการขับรถขึ้นเขา

1. ให้ใช้เกียร์ D หรือ D2-D1 ขึ้นอยู่กับความชันน้อยหรือมาก โดยให้ใช้เกียร์ D2-D1 ในการขับขึ้นเขาลงเขา และเปลี่ยนไปใช้เกียร์ D บ้าง เมื่อรถอยู่ในทางราบ

2. เหยียบคันเร่งตามจังหวะความชัน พยายามให้รอบเครื่องอยู่ประมาณ 2000-3500 ควบคุมไม่ให้เกิน 4500

3. ใช้ความเร็วเพียง 50-80 km/h ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องแข่งกับใคร ถ้ารถหลังรีบก็ให้ชิดซ้ายเพื่อเปิดทางให้เขาแซงไปก่อน

4. คุมระยะรถให้ห่างคันหน้าประมาณ 30-50 เมตร เพราะการเว้นระยะจะเผื่อไว้ในกรณีที่รถคันหน้าเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น ขึ้นไม่ไหว หรือรถดายกลางทาง คุณจะได้มีโอกาสหลบเลี่ยงได้อย่างปลอดภัย ที่สำคัญการเว้นระยะจะทำให้คุณมีโอกาสเร่งรถขึ้นเขาได้สบายมากขึ้นด้วย

5. เมื่อต้องขับรถโค้งต่อเนื่องรูปตัว S ต้องมองให้ไกล มองให้ลึก เมื่อแน่ใจว่าทางว่าง และไม่มีรถสวนมาให้ จากนั้นให้ถอนคันเร่งลง แล้วเสียบตัดโค้งในแนวการขับให้เป็นเส้นตรงมากที่สุด

6. การขับในทัศนวิสัยที่ไม่ดี หรือเป็นทางโค้งแคบที่มีสันเขาบังสายตา ควรเข้าโค้งแบบธรรมดา และต้องบีบแตรส่งสัญญาณก่อนทุกครั้งเพื่อป้องกันรถที่วิ่งสวนมา

3. หลักการขับรถลงเขา

1. ให้ใช้เกียร์ D หรือ D2-D1 เช่นเดียวกันตอนขึ้นเขา และห้ามใส่เกียร์ว่าง ‘N’ ลงเขาเด็ดขาด! เพราะจะทำให้รถไหลลงด้วยความเร็วสูง โดยไม่มีแรงหน่วงของเครื่องยนต์ ที่สำคัญอย่าลืมควบคุมความเร็วของรถให้สัมพันธ์กับเกียร์ด้วย

2. ห้ามย้ำเบรคค้างนานๆ เพราะจะทำให้ผ้าเบรคไหม้ คุมรถไม่อยู่ หรือ “เบรคแตก” ได้ ให้แตะเบรคเบาๆเป็นช่วงๆให้รู้สึกว่ารถชะลอความเร็วลง

3. ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรเหยียบคันเร่ง แต่ปล่อยให้รถลงมาเองด้วยเกียร์ D/D1-2

4. ก่อนเข้าโค้งหักศอกแล้วลาดลง ให้แตะเบรคลดความเร็วลงมาที่ 40-50 km/h ก็พอ

5. อย่าแซงรถใหญ่หรือรถบรรทุกหนักในช่วงทางลงเขาชัน เพราะรถพวกนี้จะมีอัตราเร่งสูงกว่ารถทั่วไป

การจะขับรถขึ้นเขาหรือลงเขาต้องอย่าลืมพกสติในการขับขี่ไปให้มากๆด้วย เพราะการขับรถเส้นทางเหล่านี้ไม่ใช่เส้นทางปกติที่คุณขับกันทุกวัน แต่เป็นการขับขี่บนเส้นทางที่มีความเสี่ยงสูง หากคุณประมาท โอกาสที่จะประสบอุบัติเหตุก็ย่อมเกิดขึ้นได้ง่ายมากกว่าปกติ

 

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก matichon.co.th, oknation.net และ autodeft.com

3 วิธีถ่ายรูป….ให้ดูดี ดูสวย และขึ้นกล้อง แบบสุดๆ!!

ถ้าการถ่ายรูปเป็นเหมือนความพยายามที่น่าสะพรึงกลัวสำหรับคุณ ยิ่งภาพที่ถ่ายออกมาแทบไม่เคยเหมือนกับตัวจริงคุณเลยล่ะก็ หลายคนก็เจอกับปัญหาแบบเดียวกับคุณนั่นแหละ แต่ใช่ว่าจะหมดทางแก้ มีวิธีการแก้ไขปัญหานี้ง่ายๆอยู่เหมือนกัน เพราะการถ่ายรูปขึ้นไม่ใช่ทักษะที่มีติดตัวกันมาแต่เกิด แต่เป็นสิ่งที่สามารถเรียนรู้ได้ด้วยการฝึกฝน เวลาที่คุณโพสท่ลองทำตามวิธีการเหล่านี้ดูสิ บทความนี้ยังบอกเคล็ดลับที่จะทำให้คุณถ่ายรูปขึ้นกล้องด้วย รับรองว่าไม่นานคุณก็จะกลายเป็นคนถ่ายรูปเก่งเหมือนนางแบบที่เพื่อนๆของคุณอยากพูดโม้ถึง

วิธีการ 1 : ให้ความสำคัญกับใบหน้า

  1. ดูแลผิวให้ดูกระจ่างใส ภาพที่ถ่ายคนจุดโฟกัสมักอยู่ที่บริเวณใบหน้า ดังนั้น คุณควรถ่ายในช่วงที่ผิวคุณดูดีที่สุด กล้องรุ่นใหม่จะเก็บรายละเอียดที่เล็กที่สุดของผิวคุณที่มีการเปลี่ยนแปลงหรือมีลักษณะผิวเป็นอย่างไร ซึ่งคุณสมบัติของกล้องนี้เป็นทั้งพรวิเศษและคำสาปในขณะเดียวกัน คอยดูแลผิวของคุณให้สะอาดและเรียบเนียนด้วยการล้างหน้า เช็ดโทนเนอร์ ทามอยเจอร์ไรเซอร์ให้ความชุ่มชื้นกับผิวของคุณก่อนถ่ายรูป คุณควรทำสิ่งเหล่านี้เป็นประจำทั้งตอนเช้าและตอนเย็น และที่สำคัญทำก่อนจะเริ่มถ่ายรูป
  • ถ้าคุณแต่งหน้า ดูให้แน่ใจว่าคอนซีลเลอร์และรองพื้นที่ทาไว้อยู่เรียบเนียนและกลืนไปกับสีผิวของคุณ ควรทาให้เลยไปถึงช่วงลำคอและแถวใบหูของคุณ เพื่อให้ดูเหมือนผิวธรรมชาติมากที่สุด
  • ผิวมันจะทำให้รูปเสียได้ เพราะผิวมีแสงสะท้อนมากเกินไป ใช้กระดาษซับมันหรือกระดาษทิชชู่  เพื่อดูดซับความมันส่วนเกินช่วงทีโซนบนใบหน้าของคุณออก
  • ใช้ตัวผลัดเซลล์ผิวกับผิวหน้าของคุณเพื่อขจัดเซลล์ผิวที่ดายแล้ว ซึ่งเซลล์เก่าทำให้ผิวของคุณดูหมองและไม่มีราศีในรูปถ่าย

2. ให้ความสำคัญกับส่วนที่ทำให้คุณดูโดดเด่นกว่าใคร ลักษณะของคนที่ถ่ายรูปขึ้นคือ พวกเขามีความมั่นใจในรูปร่างหน้าตาของตัวเอง เรามักกังวลว่า หน้าเราจะมีอะไรผิดปกติไหม หน้ามีสิวขึ้น ฟันห่างกันเกินไป หรือเราหยีตามากไปหรือเปล่าตอนที่เรายิ้ม แทนที่จะปิดบังสิ่งเหล่านั้นให้คุณหันมายอมรับในสิ่งที่คุณเป็น! เชื่อสิว่าคุณจะดูดียิ่งขึ้นในรูปถ่ายเวลาที่คุณทำแบบนั้น

3. แสดงความรู้สึกของคุณออกมา การสะดุดตาคนที่ถ่ายรูปขึ้นเกิดง่ายกว่าสะดุดตาคนที่โพสท่าในรูปถ่าย นั่นเป็นเพราะคนถ่ายรูปขึ้นไม่ได้แสร้งทำเป็นว่าเขากำลังรู้สึกอย่างไร ถึงแม้การถ่ายรูปอาจเป็นเรื่องชวนประสาทเสีย แต่อย่าปล่อยให้ความคิดนี้กลายเป็นอุปสรรคไม่ให้คุณแสดงความรู้สึกข้างในคุณจริงๆออกมา อย่ายิ้มในแบบที่คิดว่าคุณจำเป็นต้องทำ ให้ยิ้มไปตามปกติ ทำแบบนี้เช่นกันเวลาคุณหยีตาหรือยกแก้มของคุณ ยิ่งคุณปล่อยให้สีหน้าเป็นไปตามธรรมชาติมากเท่าไหร่ รูปถ่ายของคุณก็จะออกมาดูดีมากขึ้นเท่านั้น

  • ยิ้มให้เห็นฟัน เพราะคุณจะไม่หัวเราะไปกับมุกตลกทั้งๆที่ปากยังปิดสนิทอยู่ รอยยิ้มจริงใจจะแสดงผ่านยิ้มที่เห็นฟัน ไม่ใช่ยิ้มแบบเม้มปากเข้าหากันแน่น ทำสีหน้าตามธรรมชาติด้วยการยิ้มจากใจ
  • ตอนที่คุณเผยความรู้สึกออกมา สีหน้าของคุณก็จะเปลี่ยนไปตามความรู้สึกนั้นด้วย ถึงแม้หลายคนชอบคิดว่าสีหน้าของความสุขคือ การยิ้ม แต่คิ้ว ตา แก้ม และหน้าผาก ต่างก็สื่อถึงอารมณ์ของคุณได้เหมือนกัน ดังนั้น คุณต้องมั่นใจว่าคุณผ่อนคลายกล้ามเนื้อบนใบหน้าทุกส่วนเวลาที่ยิ้ม

4. อย่าจ้องไปที่กล้อง อย่างที่สมัยก่อนคนชอบบอกว่า “กล้องเพิ่มน้ำหนักให้คุณอีก 5 กิโลฯ” แต่นั่นก็ไม่ใช่เสมอไป เพราะกล้องใช้หลักการของแสงสะท้อนเพื่อเปลี่ยนวัตถุสามมิติให้เป็นภาพสองมิติ ซึ่งจะบีบอัดและทำให้รูปร่างของสิ่งของแบนลง การหันหน้าตรงหากล้องจะทำให้กล้องจับภาพสัดส่วนบนใบหน้าของคุณไว้ทั้งหมด และทำให้แสงเงาธรรมชาติถูกลบหรือลดลง คุณควรหันหน้าด้านข้างเข้าหากล้องเล็กน้อยแทน เพื่อให้เกิดแสงเงาธรรมชาติและทำให้รูปหน้าของคุณดูเรียว

5. ปรับมุมองศาของใบหน้าคุณ มุมบนใบหน้านั้นขึ้นอยู่กับทิศทางเวลาคุณหันเข้าหากล้อง นอกจากคุณไม่ควรหันหน้าเข้าหากล้องตรงๆแล้ว คุณยังไม่ควรเงยหน้าขึ้นเวลาถ่ายรูป เพราะนั่นทำให้หน้าคุณดูใหญ่ขึ้นและถ่ายเห็นรูจมูกคุณด้วย ก้มหัวลงเล็กน้อยและหันหน้าด้านที่ถ่ายรูปขึ้นที่สุดของคุณเข้าหากล้อง

วิธีการ 2 : การโพสท่า

  1. ใช้ร่างกายของคุณให้เป็นประโยชน์ คนถ่ายรูปขึ้นมีความสามารถพิเศษในการรู้ว่าส่วนไหนของพวกเขาเป็นจุดขายและเอาออกมาใช้ดีที่สุด ในเวลาเดียวกัน คุณต้องรู้จักจุดอ่อนบนร่างกายของตัวเอง รู้ว่าส่วนไหนของร่างกายคุณที่น่าดึงดูดที่สุด และตรงไหนเป็นส่วนที่ไม่น่าพึงประสงค์เวลาถ่ายรูป จากนั้นดูว่าคุณทำอะไรกับส่วนที่ดีที่สุดของคุณได้บ้าง ในขณะที่พรางส่วนที่เป็นจุดด้อยของคุณไม่ให้กล้องจับภาพได้

2. หันตัวออกจากกล้อง ถ้าเวลามองกล้องไปตรงๆทำให้คุณดูอวบขึ้นล่ะ การหันตัวหากล้องก็จะได้ผลลัพธ์เแบบเดียวกัน ตัวคุณจะแบนขึ้นในรูปถ่าย ดังนั้น การถ่ายจากด้านหน้าจะจับภาพกว้างที่สุดของคุณและยิ่งทำให้คุณดูกลมมากเป็นพิเศษ หันตัวเข้าหากล้องประมาณ 3 ใน 4 ของทั้งตัว เพื่อให้เกิดแสงเงาและมิติในโพสท่าของคุณ

  • ทำให้แขนดูเล็กลง เท้าแขนข้างหนึ่งไว้ที่สะโพกแล้วหันข้อศอกไปทางข้างหลังและห่างจากตัวคุณ ถึงแม้คุณอาจรู้สึกงี่เง่าตอนที่ทำแบบนั้น แต่มีเหตุผลว่าทำไมดาราหลายคนใช้ท่านี้ เพราะมันทำให้คุณดูเด่นสุดไง!
  • ถ้าคุณกำลังนั่งเวลาถ่ายรูป ให้หันด้านข้างเข้าหากล้องแทนที่จะหันด้านหน้า งอเข่าแล้วแยกขาออกจากกันเล็กน้อย แต่ถ้าคุณนั่งท่าไขว่ห้าง ให้ไขว้ขาข้างที่อยู่ฝั่งเดียวกับกล้องพาดไว้บนขาอีกข้างหนึ่ง

3. งอข้อต่อ คุณคิดว่าตัวเองยืนหรือนั่งตัวตรงโดยไม่งอข้อต่อได้บ่อยแค่ไหน อาจจะน้อยมากหรือแทบไม่เคยเลย เพิ่มการเคลื่อนไหวและวางท่าทางอย่างเป็นธรรมชาติในรูปถ่ายของคุณโดยการปล่อยให้ข้อต่อพับงอบ้าง ซึ่งหมายความว่า ข้อศอก ข้อมือ หัวเข่า และข้อเท้าของคุณควรจะพับอย่างสบายๆ ถ้ามันพับได้อยู่ล่ะก็ งอเข้าสิ!

4. โน้มเข้าหากล้อง วิธีการทำงานเวลาเรามองเห็นคือ ของที่อยู่ใกล้จะดูใหญ่ขึ้น ในขณะที่ของที่อยู่ไกลออกไปจะดูเล็กลง วิธีสร้างภาพลวงตาให้ลำตัวคุณดูบางเล็กลง ให้คุณโน้มศีรษะไปทางกล้องเล็กน้อยก่อน

5. ทำตัวตามสบาย คำแนะนำการโพสท่าทั้งหลายไม่ช่วยให้คุณถ่ายขึ้นกล้องไปกว่าเดิมได้ ถ้าคุณรู้สึกไม่สบายกับท่าใหม่ของคุณ ท้ายที่สุด เก็บเคล็ดลับการโพสท่าทั้งหมดไว้ในใจนั้นช่วยได้ แต่วิธีที่ดีที่สุดคือ จัดวางตัวคุณอยางไรให้ออกมาธรรมชาติ การถ่ายรูปขึ้นมีเส้นกั้นบางๆระหว่างการทำตัวตามธรรมชาติเหมือนกับว่ากล้องถ่ายรูปไม่ได้อยู่ ณ ที่นั้น กับการจัดวางท่าทุกระเบียบนิ้วอย่างสมบูรณ์แบบ การหาจุดตรงกลางที่พอดีคือ ปล่อยให้ร่างกายคุณอยู่ในท่าธรรมชาติที่สบายที่สุด

วิธีการ 3 : องค์ประกอบของภาพถ่าย


1.แต่งตัวให้ดูดี แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่ถ่ายรูปคุณดูดีถ้าคุณใส่กางเกงวอร์มโทรมๆ และรองเท้าผ้าใบเก่าๆ ถ้าคุณรู้ว่าจะต้องถ่ายรูป เลือกใส่เสื้อผ้าชุดที่ถ่ายออกมาแล้วคุณดูดี เลือกโทนสีกลางๆ และสีอ่อนจะเหมาะสมที่สุด เพราะสีแนวนี้จะทำให้คุณดูเด่นขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ และไม่บดบังรัศมีของคุณในรูปถ่าย

  • หลีกเลี่ยงสวมใส่ชุดที่มีของห้อยหรือยื่นออกมาจากตัวของคุณ เพราะนั่นจะทำให้ดูรุ่มร่ามและตัวใหญ่ขึ้นในรูปถ่าย อีกอย่างหนึ่ง อย่าสวมใส่ชุดที่รัดแน่นเพราะแฟลชของกล้องจะเน้นจุดบกพร่องที่ซ่อนอยู่ใต้เนื้อผ้าคุณให้เห็นชัดยิ่งขึ้น
  • อย่าใส่ชุดที่คุณคิดว่าจะไม่มีวันใส่ในชีวิตจริงไปถ่ายรูป เป้าหมายของคุณคือถ่ายให้เหมือนกับตัวจริงคุณมากที่สุด คุณจะดูเป็นคนละคนถ้าคุณใส่เสื้อผ้าที่หลุดจากโซนที่คุณรู้สึกสบายใจ หรือไม่ใช่สไตล์ปกติของคุณ

2. หาจุดที่แสงเข้า แสงในรูปถ่ายคุณจะยิ่งเพิ่มความดูดีของคุณในตอนท้ายของการถ่ายรูป แสงที่เข้ามาโดยตรงเหนือตัวคุณจะทำให้คุณมีรอยคล้ำใต้ตา ขณะที่แสงเข้าจากด้านข้างจะทำให้เส้นฉากหลังคุณดูหนาขึ้น พยายามหามุมที่แสงเข้ามาทางด้านหน้าค่อนไปทางข้างบนของคุณ เมื่อไหร่ก็ตามที่เป็นไปได้ ถ่ายรูปคุณในแสงธรรมชาติใกล้กับหน้าต่างหรือถ่ายข้างนอก

  • แสงที่ดีที่สุดสำหรับการถ่ายรูปคือแสงแรกตอนพระอาทิตย์ขึ้น กับแสงสุดท้ายก่อนพระอาทิตย์ตก ถ้าคุณทำได้ พยายามถ่ายรูปคุณในช่วงเวลาเหล่านี้

3. เลือกสถานที่ถ่ายรูปที่เจ๋ง แม้ว่าถ่ายรูปตรงที่นั่งคนขับในรถของคุณ หรือหน้ากระจกเป็นที่ที่ง่ายที่สุดสำหรับคุณเวลาโพสท่าและหาแสงเหมาะๆ แต่ตำแหน่งพวกนี้บังทัศนียภาพด้านหลังของคุณ การถ่ายรูปขึ้นหรือไม่ฉากหลังของคุณก็มีส่วนสำคัญมากเช่นกัน นอกจากฝีมือในการโพสท่าและแสดงสีหน้าของคุณ คุณควรถ่ายรูปในสภาพแวดล้อมที่สบายๆ ที่ซึ่งคุณเป็นจุดโฟกัสของกล้อง

4. อย่ากลัวที่จะใช้พรอปประกอบการถ่ายรูป แม้ว่าคุณไม่จำเป็นต้องถือลูกฟุตบอลไปรอบๆ หรือถือเครื่องครัวไว้ในมือ เพิ่มความตลกและน่าสนใจให้กับพรอปของคุณในรูปถ่ายจะช่วยเพิ่มความสนใจและเน้นความเป็นตัวของตัวเองยิ่งขึ้น ถือของบางอย่างไว้ในมือ ยืนพิงพรอป หรือใช้สิ่งของที่เกี่ยวของกับงานอดิเรกหรือกิจกรรมโปรดของคุณ

เคล็ดลับ

  • ถ่ายรูปมากกว่าหนึ่งภาพก่อนจะเก็บกล้อง ถึงแม้คุณรู้สึกพอใจกับภาพแรก ลองถ่ายเพิ่มอีกสองสามช็อต เปลี่ยนอากัปกิริยาเล็กน้อยในแต่ละรูป บางที ความเปลี่ยนแปลงที่เล็กที่สุดทำให้เกิดผลลัพธ์ที่แตกต่างได้มากที่สุด
  • ถ้าคุณกำลังถ่ายรูปตัวเองผ่านกล้องเว็บแคม มือถือ กล้องดิจิตอล หรืออื่นๆอยู่ล่ะก็ นี่ต้องใช้เวลาฝึกอยู่ คุณต้องเรียนรู้มุมที่ใช่ก่อนจะถ่ายรูป เพื่อคุณจะได้ถือกล้องไว้ที่ตำแหน่งนั้นๆ
  • ทำเหมือนกำลังหัวเราะ หลายครั้งวิธีนี้ช่วยให้คุณยิ้มออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ ก่อนที่กล้องจะจับภาพ ทำเหมือนคุณเพิ่งเห็นอะไรตลกๆ หรือเพิ่งได้ยินมุกตลกสุดๆมาสิ!
  • หันหน้าเข้าหาพระอาทิตย์ในช่วงหนึ่งชั่วโมงหลังพระอาทิตย์และก่อนพระอาทิตย์ตก พยายามผ่อนคลายกล้ามเนื้อบนใบหน้าของคุณ แล้วคุณจะได้ภาพหน้าช็อตที่เจ๋งสุดๆ พร้อมกับแสงจากอาทิตย์เน้นสีดวงตาของคุณออกมา
  • ฝึกยิ้มหน้ากระจก ในเวลาไม่นานคุณจะรู้ว่ารอยยิ้มแบบไหนดูปลอมและแบบไหนดูเก๋ไก๋ที่สุด เรียนรู้การเคลื่อนไหวของใบหน้าคุณจะช่วยได้เวลาที่ใครจะถ่ายรูปขึ้นมา ยิ้มให้เห็นฟันแถวบน นี่อาจรู้สึกฝืนธรรมชาติ แต่รอยยิ้มที่เห็นฟันทั้งสองแถวจะดูเหมือนคุณทำเป็นยิ้มมากกว่า
  • ให้เพื่อนสนิทคุณช่วยดูรูปถ่ายที่คุณเพิ่งถ่ายมา ให้เขาช่วยตัดสินใจว่าตอนไหนคุณดูดีที่สุด บางครั้ง คำวิจารณ์จากสายตาคนนอกช่วยเหลือได้มากทีเดียว
  • เลี่ยงการพูดว่า “ยิ้ม” ตอนที่คุณมองไปที่กล้อง นี่จะทำให้คุณกำลังฝืนยิ้มออกมา
  • ศึกษาดูรูปถ่ายของนางแบบ หรือคนที่ถ่ายรูปขึ้นคนอื่นๆ ถ้าเข้ากับบุคลิกของคุณ ลองเลียนแบบท่าทางการโพสและมุมที่ถ่ายของพวกเขาดู

ขอขอบคุณเรื่องราวดีๆ จาก wikihow

ลักษณะของผู้หญิงที่ขาดเสน่ห์…เวลาออกเดท!!

การออกเดท

ไม่ใช่การที่จะทำให้อีกฝ่าย ประทับใจ โดยที่ไม่ลงแรงอะไรเลย นี่คือตัวอย่างของคุณผู้หญิงบางคนที่ไม่ใส่ใจที่จะสร้างความเป็นมิตรกับคู่เดท ซึ่งจะทำให้คู่เดทงง ถึง กับขั้นว่า “นี่เค้าเป็นอะไรของเค้าวะ” และคู่เดท ก็เลือกที่จะถอยออกมาดีกว่า เขาก็ เซย์กู๊ดบาย และไปจีบสาวคนใหม่เอาดาบหน้า

1. แสดงอากัปกริยาอย่างเต็มที่ ว่าตัวเองเลิศอยู่คนเดียว

ตั้งแต่ ท่าที ที่แสดงออกต่อคนอื่น สายตาที่ใช้มองคนอื่น เช่น การมองไล่ด้วยสายตา จิกนิดๆ ตั้งแต่หัวจรดเท้า หรือการเดิน แบบ เลิศ เชิด หยิ่ง ไม่สนใจ ใครหน้าไหน กระแทกเท้าเสียงดังๆ ความมั่นใจในตัวเองที่สูงเกินไป (ในสายตาของผู้ชาย) เช่นนี้ ผู้ชายหน้าไหนล่ะ จะกล้าแหยมไปเป็นแฟนด้วย

2. ถามคำตอบคำ น้ำเสียงดุดัน

ขอบอกว่า การที่คุณผู้หญิง เปลี่ยนประโยคสนทนา ของคู่เดท ให้เป็นคำถาม ปลายปิดไปซะหมด ด้วย การตอบเพียงแค่ ใช่ หรือ ไม่ใช่ จะทำให้ผู้ชายหมดมุข ที่จะคุยต่อ และจะหมดใจลงไปด้วยพร้อมๆ กัน รวมทั้ง น้ำเสียงที่ไม่เป็นมิตร ก็จะทำให้ผู้ชายเลือกที่จะเงียบดีกว่า และก็… ลาก่อน

3. เอาแต่ใจ๊… เอาแต่ใจ

อะไรๆ ก็ไม่ดี ไม่ถูกใจ ถามความคิดเห็น ก็ตอบแค่นิดส์นึง ถ้าถามเยอะไป ก็ตอบกลับมาว่า จะวุ่นวายเรื่องมากไปทำไม อย่างนี้ผู้ชายรู้สึกเหนื่อยเกินจะทน ยิ่งกว่าตอนเข้าแถวตากแดด เรียน รด. ตอนปี 3 ถ้ามาตราฐานสูงซะขนาดนี้ อาจจะต้องรอนานนิดนึง กว่าจะมีเทพบุตรมาหา

 

3 ข้อนี้ ถ้ารวมกันเมื่อไหร่ ก็จะทำให้เสน่ห์ของคุณผู้หญิง (ในสายตาของคู่เดท) ตกลงอย่างฮวบฮาบ

 

ถ้าผู้ชายไม่มั่นใจพอ ที่จะจีบผู้หญิงคนนี้ให้ได้ เขาก็จะก้าวถอยหลัง ตีตัวห่างออกมา และเลือกเป็นโสดดีกว่า หรือไม่ก็จีบสาวคนอื่น แท้จริงแล้ว ผู้หญิงแต่ละคน ล้วนมีเสน่ห์ในตัวเอง แตกต่างกันออกไป แม้ว่าการเอาแต่ใจ ก็ยังมีด้านดีของตัวเอง คือเป็นที่แสดงออกมาอย่างชัดเจน ว่าชอบ หรือไม่ชอบอะไร แต่ในช่วงเริ่มต้นการออกเดท ก็ต้องมีการปรับตัว เข้าหาคู่เดทบ้าง จะได้เป็นการเปิดโอกาส ให้ได้ใช้เวลา เรียนรู้นิสัยใจคอกันและกัน เพราะอย่างน้อย หากแม้ ไม่ได้มาเป็นแฟนกัน ก็ยังได้เป็นเพื่อนที่ดีกันต่อไป

 

ขอขอบคุณเรื่องราวดีๆ จาก board.postjung.com และเพจเป็นตาฮัก

ทำไมแต่ละคนเวลาอกหัก ถึงเจ็บไม่เท่ากัน

ทำไมแต่ละคนที่อกหัก ถึงมีการตอบสนองต่อสถานการณ์ดังกล่าวต่างๆกันไป

บ้างก็เฉยๆไม่ยี่หระ บ้างก็เจ็บจนคิดทำร้ายตัวเอง เราลองมาดูเหตุปัจจัยที่ซ่อนอยู่ รวมถึงองค์ประกอบอื่นๆร่วมด้วย ว่าเจ็บมาก เจ็บน้อย เกิดจากอะไร บอกใบ้ให้นิดนึงก่อนว่า ไม่เกี่ยวกับระยะเวลาที่คบหากันเลย เพราะจะคบกันมาแค่ไม่กี่เดือน หรือคบกันมาเป็นสิบปี จนจะแต่งงานกันอยู่แล้ว ก็ยังเทียบไม่ได้กับองค์ประกอบเหล่านี้

1. เหตุผลที่แยกทาง

อันนี้เป็นส่วนสำคัญจริงๆ ที่จะกำหนดว่าเราจะเจ็บมากหรือน้อย เพราะการเลิกรากันมีอยู่หลายรูปแบบ บางคนเลิกรากันด้วยความจำเป็นทางสังคม เช่นฐานะไปด้วยกันไม่ได้ ครอบครัวแต่ละฝ่ายกีดกัน ถ้าเป็นเรื่องที่เกิดจากปัจจัยภายนอกเช่นนี้ ความเจ็บปวดเสียใจยังน้อย และทำใจได้ง่ายกว่าอีกแบบหนึ่ง นั่นคือประเภทที่เลิกรากันโดยที่คุณไม่ได้ทำอะไรผิด เช่นแฟนคุณไปเจอคนใหม่ที่สวยกว่า หล่อกว่า หรือรวยกว่า อันนี้นอกจากจะต้องเสียคนรักไปแล้ว ยังทำให้คุณเกิดความรู้สึกต่ำต้อยด้อยค่า ถูกทอดทิ้งอย่างโหดร้าย กลายเป็นคนไร้ตัวตนไปเลย จนเกิดความคับข้องใจและเคียดแค้น วิกลจริตไปเลยก็มี


2. ภูมิหลังครอบครัว

สำหรับคนที่เติบโตมาท่ามกลางครอบครัวที่แตกแยก ขาดที่พึ่งทางใจ ก็น่าเห็นใจหน่อย ตรงที่เวลามีแฟนแล้ว ก็จะคาดหวังให้แฟนเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต เพราะฉะนั้น เมื่อถึงคราวที่ต้องถูกตีจากพลัดพรากกันไป จึงเกิดความเศร้าโศกเสียใจ ไม่รู้จะหันหน้าไปหาใครที่ไหน ไม่มีที่ยึดเหนี่ยว เปรียบเหมือนลอยเคว้งคว้างอยู่คนเดียวในมหาสมุทรกว้างใหญ่ แต่สำหรับบางคนที่มีพื้นฐานครอบครัวอบอุ่นแล้วล่ะก็ แค่ได้ปรับทุกข์ระบายออกกับพ่อแม่หรือญาติพี่น้อง ก็จะลืมความเสียใจได้ในเวลาอันรวดเร็ว ไม่เก็บมาคิดให้รกสมองเลย

3. เป้าหมายในชีวิต

คนที่เอาอนาคตของตัวเองไปผูกติดกับคนรักนั้น เมื่อถึงคราวต้องแยกทางกันขึ้นมา มันไม่ใช่แค่ว่าเสียคนรักไปน่ะสิ มันยังรวมถึงอนาคตที่วาดฝันเอาไว้ร่วมกัน ยังต้องพังทลายลงไปด้วย เช่นอาจจะคิดไว้ว่าจะปลูกบ้านแบบนั้นแบบนี้ร่วมกัน มีลูกด้วยกันเท่านั้นเท่านี้ เรียกว่าพอภาพเหล่านั้นมันพังลง ชีวิตก็เลยเหมือนสูญสิ้นลงไปด้วย ไม่อยากจะอยู่ต่อไปเลยจริงๆ ในขณะเดียวกัน ก็ยังมีคนที่เอาเรื่องอื่นเป็นเป้าหมายหลักในชีวิต เช่นเรื่องความก้าวหน้า ความสำเร็จในหน้าที่การงาน ดังนั้น คนเหล่านี้เมื่อต้องเลิกรากับคนรัก ก็ไม่ค่อยจะเสียใจมากหรือนานเท่าไร เพราะจิตใจมัวจดจ่ออยู่กับเรื่องงานเท่านั้น ขอแค่มีงานมีเงิน เสียแฟนไปเท่าไรก็หาใหม่ได้เสมอ

4. เวลาว่าง

คนที่อกหักในช่วงเวลาที่กำลังตกงานหรือมีเวลาว่างมากๆด้วยนั้น ผลลัพธ์จะยิ่งเลวร้ายไปใหญ่ เพราะจะเกิดอาการฟุ้งซ่านอยู่ตลอดเวลา คิดอยากย้อนเวลากลับไปบ้าง คิดอยากแก้แค้นคนที่ทิ้งไปบ้าง คิดอยากม่าตัวดายบ้าง ทั้งๆที่จริงๆแล้วความคิดเหล่านั้นเกิดจากอารมณ์ชั่ววูบ ซึ่งจะไม่เกิดขึ้นเลย หากว่ามีงานหรือกิจกรรมอะไรตรงหน้าที่ต้องทำ ดังนั้น อย่าปล่อยให้ตัวเองว่างเป็นอันขาด พยายามหากิจกรรมที่เป็นประโยชน์ทำ หรือจะไปสังสรรค์กับเพื่อนฝูงก็ดี เพราะการอยู่กับผู้อื่น จะป้องกันความคิดในทางลบได้มากทีเดียว

ทั้งหมดนั่น คือ ปัจจัยหลักๆ ในการกำหนดภูมิคุ้มกันของแต่ละคนนะ ว่าเวลาความรักไม่สมหวัง อกหักรักคุดขึ้นมาแล้ว คุณจะร้องไห้ฟูมฟาย หมดอาลัยดายอยากไปเป็นปีๆ หรือจะทำใจและกลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ในเวลาเพียงข้ามคืน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าคิดก็คือ การพลัดพรากและสูญเสียสิ่งอันเป็นที่รัก เป็นบทเรียนอันยิ่งใหญ่ที่สุดในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ถึงไม่จากเป็น ก็ต้องจากดาย (ดายจากกันไป) เมื่อเห็นถึงสัจธรรมข้อนี้ได้ ก็เท่ากับ เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันเอาไว้ล่วงหน้า

ขอขอบคุณเรื่องราวดีๆ จาก  Mthai