“เมื่อสิ้นวาสนา ก็ต้องจากกัน รั้งยังไงก็ไม่อยู่” อีกหนึ่งเรื่องราวดีๆที่อยากให้ทุกคนได้อ่าน

“เมื่อสิ้นวาสนา ก็ต้องจากกัน รั้งยังไงก็ไม่อยู่” หลวงตาเตือนสติชายไม่สมหวังกับความรัก ก่อนติดสินใจบวชตลอดชีวิต

มีชายหญิงคู่หนึ่งรักกันมาก คบกันมา ๓ปี ทั้ง ๒ ตกลงจะแต่งงานกัน

เมื่อกำหนดวันเรียบร้อย ฝ่ายชายเองก็รอคอยวันที่จะแต่งงาน

ต่อมาไม่นานฝ่ายชายรู้ข่าวว่า คู่รักของตนแต่งงานกับคนอื่นอย่าง

กะทันหัน

โดยฝ่ายหญิงเองก็เต็มใจ ไม่ได้ถูกบังคับแต่อย่างใดเมื่อได้ทราบข่าว

เขาทั้งงงและเสียใจมาก

ร้องไห้ไม่กินไม่นอน ไม่นานก็ป่วยหนักเพราะตรอมใจเวลาผ่านไป ฝ่าย

ชายป่วยหนักขึ้นเรื่อยๆ

ไปหาหมอเท่าไหร่ก็ไม่ดีขึ้ขณะที่นอนซมอยู่ที่บ้านนั้น

มีหลวงตาแก่ๆผ่านมาเมื่อมาถึงหลวงตาหยุดอยู่ที่หน้าบ้าน

แล้วมองเข้าไปในบ้านจึงเคาะประตูเด็กรับใช้ออกมาเปิดประตูพบว่า เป็นพระ

จึงบอกว่า ” ไม่ทำบุญนิมนต์ข้างหน้า”

หลวงตา ยิ้มอย่างมีเมตตาแล้วพูดว่า “อาตมาไม่ได้มาบิณฑบาต ในบ้าน

มีคนป่วยใช่มั๊ย อาตมาพอมีความรู้ทางด้านการแพทย์นิดหน่อยไม่รู้จะ

พอช่วยได้รึปล่าว”

เด็กรับใช้ได้ฟังก็อึ้งแต่ก็บอกว่า ตัดสินใจเองไม่ได้ต้องขอไปถามเจ้า

นายก่อน เด็กรับใช้เดินเข้าไปในบ้านถามเจ้านาย เจ้านายตอบอย่างตัด

รำคาญว่า

“อยากเข้ามา ก็เข้ามา!”

เมื่อหลวงตาเข้าไปพบที่ห้องนอนพบว่า

ชายคนดังกล่าวนอนอย่างหมดอาลัยอยู่บนเตียง สีหน้าซีดเซียว ร่างกาย

ซูบผอมประหนึ่งครึ่งคนครึ่งศพ เด็กรับใช้นำน้ำมาถวายหลวงตา พร้อม

จัดเก้าอี้ถวายข้างๆเตียงของชายคนนั้น

หลวงตา ยิ้มแล้วพูดว่า “อาการหนักเลยนะ”

ชายคนนั้น นิ่งเงียบไม่สนใจในสิ่งที่หลวงตาพูด

หลวงตาตรวจอาการพอเป็นพิธี จึงกล่าวว่า”โทรมมากเลยนะ” ชายคน

นั้นไม่สนใจ

หลวงตาบอกว่า “ไม่เชื่อ ลองมองที่กระจกสิ”ชายคนนั้นไม่สนใจแต่ขณะ

ที่หางตาชายไปที่กระจกแต่งตัวในห้องนอน

เขามองเห็นภาพของคนที่รักอยู่ในนั้น ไม่นานภาพของคนรักก็ค่อยๆจาง

หายไป

กลายเป็นภาพทิวทัศน์ชายทะเลที่ชายทะเลแห่งนั้นเงียบสงบ ไม่มีคน

ผ่านไปมา

ขณะที่ชายคนที่ป่วยนั้น มองภาพในกระจกด้วยความสนใจนั้น เขาพบว่า

มีศพหญิงสาวนอนเปลือยกายอยู่ที่ชายหาด เวลาผ่านไปสักครู่ มีชายคน

หนึ่งเดินผ่านมา

เขามองเห็นศพหญิงคนนั้นด้วยความรังเกียจ แล้วเดินผ่านไปอย่าง

รวดเร็ว

ต่อมาพักใหญ่มีชายอีกคนหนึ่งเดินผ่านมา เขามองเห็นศพนั้น

เขาสงสารจึงถอดเสื้อนอกออกมาคลุมร่างของหญิงคนนั้น แล้วเดินจาก

ไป

พักใหญ่ๆอีกเช่นกัน มีชายอีกคนเดินผ่านมาเขาพบคนนอนมีผ้าคลุมอยู่

จึงเปิดออกดู

เมื่อพบว่า เป็นศพ ด้วยใจสงสาร จึงจะฝังให้เรียบร้อย แต่ก็ไม่มีเครื่องมือ

จะขุด

เขาจึงตัดสินใจใช้มือทั้ง ๒ข้างๆ ค่อยๆกอบทรายขึ้นมา เขาทำแบบนี้ไป

เรื่อยๆ

จนเย็น พอได้หลุมใหญ่พอสมควรจึงได้ฝังศพผู้หญิงคนนั้นเรียบร้อยแล้ว

จากไป

จากนั้นภาพในกระจกก็เปลี่ยนเป็นภาพของศพหญิงคนนั้น และก็ค่อยๆ

เปลี่ยนเป็นภาพของหญิงคนรัก เขาได้เห็นก็ตกใจพอสักพัก

ก็ปรากฏเป็นภาพชายคนที่ ๒

แล้วก็ค่อยๆจางหายไป เหลือแต่เงาของตัวเองในกระจก

ทันใดนั้นหลวงตาพูดว่า “ทีนี้เข้าใจรึยัง ศพนั้นคือคู่รักของโยม ชายคนที่

ช่วยฝังศพเธอ ผูกวาสนากับเธอหนึ่งชาติ ชาตินี้เธอเลยแต่งงานกับเขา

ส่วนโยมช่วยคลุมศพเธอ จึงผูกวาสนา ๓ปี ตอนนี้ครบ ๓ ปี วาสนาสิ้น

แล้วก็ต้องจากกัน”

เมื่อชายคนนั้นฟังจบก็กระอักเลือดออกมา เด็กรับใช้ตกใจมาก

หลวงตา ยิ้มแล้วบอกว่า “โยมรอดแล้ว เมื่อกี้โยมกระอักเลือดเอาเลือด

เสียออกมาแล้ว”

ต่อมาไม่นานชายคนนั้นก็ได้ออกบวชติดตามหลวงตาองค์นั้นในที่สุด

คนเราเจอกัน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

ความสัมพันธ์ พ่อ , แม่ , พี่ , น้อง ,

ญาติ , เพื่อน , ศัตรู , คนรัก ฯลฯ ไม่ใช่ของเลื่อนลอย

“เมื่อมีวาสนา ไม่ต้องเรียกร้อง ถึงเวลาก็มาเจอกัน”

“เมื่อสิ้นวาสนา ก็ต้องจากกัน รั้งยังไงก็ไม่อยู่”

ในตอนที่ยังไม่จากกันนี้

คุณทำได้ทำดีต่อคนของคุณหรือยัง

เพราะถึงเวลาที่ต้องจากกัน

ไม่ว่าคุณจะมีเงินหรืออำนาจล้นฟ้า

ก็เรียกมันกลับคืนมาไม่ได้

ทำดีต่อกันไว้ดีกว่า เพราะไม่มีใครรู้ว่า

เราจะต้องจากกันเมื่อไหร่

ทุกๆวจีกรรม กายกรรม และมโนกรรม ที่เรานึกคิด

พูดล้วนเป็นกรรมหมด อยู่ที่เจตนาเป็นบุญหรือบาป

ล้วนส่งผลต่อปัจจุบันและอนาคตทั้งนั้น…ธรรมะสาธุ

 

เผยเคล็ดลับทำบุญตามวันเกิด อานิสงส์แรงกล้า ชีวิตรุ่งเรือง แต่ละวัน ต่างกัน เลือกวันให้เหมาะ จะดีขึ้นเอง!!!

เสริมดวงชีวิต ด้วยวิธี ทำบุญตามวันเกิด

วันอาทิตย์
อาหารคาว – ไข่ ดาว เจียว ผัด ลูกเขย ลูกสะใภ้ ต้มแกงกะทิ
อาหารหวาน – ไข่หวาน มะพร้าวอ่อน มะพร้าวแก้ว ขนมใส่กะทิ น้ำกระเจี๊ยบ น้ำมะพร้าว น้ำขิง เงาะ
ปัจจัยถวายพระอื่นๆ – หลอดไฟ ไฟฉาย เทียน ธูป อุปกรณ์แสงสว่าง แว่นตา หมากพลู

ไหว้พระปางถวายเนตร (พระประจำวันเกิด) กำลังวันเท่ากับ ๖(สวด แบบย่อ อะ วิช สุ นุส สา นุต ติ)

เติมน้ำมันตะเกียงตามวัด ทำทานกับคนตาบอด โรงพยาบาลโรคตา มูลนิธิคนตาบอด โรงพยาบาล โรคหัวใจ มูลนิธิโรคหัวใจ

พฤติกรรม – ออกรับแสงอาทิตย์อ่อน ๆ ช่วงเช้าหรือเย็น ๆ เพื่อให้เกิดพลัง อย่าใจร้อน เลิกทิฐิ ทำตัว เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น

——————–

วันจันทร์

อาหารคาว – ประเภทสัตว์ปีก สัตว์น้ำ เช่น ไก่ผัดขิง ไก่ย่าง ไก่ทอด ปูผัดผงกะหรี่ ปูนึ่ง ข้าวมันไก่ ข้าวผัดปู เต้าหูทอด แกงจืดเต้าหู้ แกงเผ็ดเป็ดย่าง ปลาสลิดทอด
อาหารหวาน – น้ำเต้าหู้ นมถั่วเหลือง น้ำอ้อย โดนัท นมสด นมกล่อง เผือก มัน ลางสาด ขนมเปี๊ยะ
ปัจจัยถวายพระอื่นๆ – แก้วน้ำ แจกัน ของโปร่งๆ ใส ๆ

ไหว้พระปางห้ามญาติ (พระประจำวันเกิด) กำลังวัน เท่ากับ ๑๕ (สวดแบบย่อ อิ ระ ชา คะ ตะ ระ สา ) ทำทานกับมูลนิธิช่วยเหลือสตรี

พฤติกรรม ทำจิตใจให้สดชื่น แจ่มใส อยู่เสมอ อย่าวิตกกังวลเกินเหตุ ให้ความช่วยเหลือสตรีเช่นลุก ให้สตรีนั่งบนรถเมล์ บริหารกล้ามเนื้อหน้าอกให้แข็งแรง

——————–

วันอังคาร

อาหารคาว – อาหารประเภทเส้น ขนมจีน วุ้นเส้น บะหมี่ ก๋วยเตี๋ยว เนื้อวัว ปลาช่อนตากแห้งทอด
อาหารหวาน – ฝอยทอง สลิ่ม ลอดช่อง ทุเรียน ระกำ ขนุน น้ำสไปร์ท น้ำอัดลม
ปัจจัยถวายพระอื่นๆ – เหล็ก เส้น เครื่องมือประเภทเหล็ก กรรไกร แปรงสีฟัน ยาสีฟัน พัดลม กรรไกรตัดเล็บ

ไหว้พระปางไสยาสน์ (พระนอน) (พระประจำวันเกิด) มีกำลังเท่ากับ ๘ (สวดแบบย่อ ติ หัง จะ โต โร ถิ นัง) ทำทานกับคนพิการทางปาก ปากแหว่ง ผู้ป่วยโรคลมชัก
พฤติกรรม – ทำตัวให้กระฉับกระเฉง ตื่นตัว ขยันให้มากขึ้น ลดอารมณ์ร้อน การชิงดีชิงเด่น

——————–

วันพุธ (กลางวัน)
อาหารคาว – เน้นสีเขียว หมู แกงเขียวหวานหมู หมูปิ้ง หมูทอด ผัดพริกหมูฯ คะน้าน้ำมันหอย กุนเชียง
อาหารหวาน – ขนมเปียกปูนเขียว น้ำฝรั่ง ชมพู่เขียว องุ่นเขียว มะม่วงเขียวเสวย ฝรั่ง ชามะนาว
ปัจจัยถวายพระอื่นๆ – สมุด กระดาษ ปากกา ดินสอ อุปกรณ์การเรียนการศึกษา

ไหว้พระปางอุ้มบาตร (พระประจำวันเกิด) มีกำลังเท่ากับ ๑๗ (สวดแบบย่อปิ สัม ระ โล ปุ สัต พุท ) ทำทานกับคนพิการทางหู โรงพยาบาลโรคสมอง โรงเรียนสอนคนหูหนวก

——————–

วันพุธ (กลางคืน)
อาหารคาว – ของหมักดอง ผักกาดดองผัดไข่ อาหารกระป๋อง แกงใบยอ หมูยอ แหนม ไข่เยี่ยวม้า ห่อหมก
อาหารหวาน – ข้าวหมาก ขนมเปียกปูนดำ เฉาก๊วย ข้าวเหนียวดำ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ผลไม้หัวโตๆ ทุเรียน
ปัจจัยถวายพระอื่นๆ – พัดลม เทปธรรมะ ยาแก้โรคลม ยาหอม

ไหว้พระปางป่าเลไลย์ (พระประจำวันเกิด) มีกำลังเท่ากับ ๑ (สวดแบบย่อ คะ พุท ปัน ทู ธัม วะ คะ) ทำทาน กับมูลนิธิหรือหน่วยงานที่เกี่ยวกับยาเสพติด

พฤติกรรม – เลิกบุหรี่ เลิกดื่มหรือลดปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด เลิกการพนัน เลิกทำตัวเหลวไหล เลิกเที่ยวกลางคืน เลิกยาเสพติดทุกชนิด

——————–

วันพฤหัสบดี
อาหารคาว – ประเภทเถา แกงเลียง บวบผัดไข่ น้ำเต้า
อาหารหวาน – แตงโม แตงไทย น้ำสมุนไพร ส้ม สาลี่ น้ำมะตูม น้ำว่านหางจระเข้
ปัจจัยถวายพระอื่นๆ – สบง จีวร หนังสือธรรมะ ตู้ยา โต๊ะหมู่บูชา

ไหว้พระปางสมาธิ (พระประจำวันเกิด) มีกำลังเท่ากับ ๑๙ (สวดแบบย่อ ภะ สัม สัม วิ สะ เท ภะ) ทำทานกับโรงพยาบาลสงฆ์ บริจาคข้าวสาร เสื้อผ้า ผ้าห่มกันหนาว

พฤติกรรม – นั่งสมาธิ สวดมนต์ ถือศีล ๕ อย่าซื่อจนเกินไป

——————–

วันศุกร์
อาหารคาว – ประเภทของหอม หวาน ข้าวหอมมะลิ ผักกาดหอม ไข่เจียวหอมใหญ่ ยำหัวหอม
อาหารหวาน – ขนมหวาน หอมทุกชนิด น้ำเก๊กฮวย ผลไม้ที่มีกลิ่นหอม กล้วยหอม เค้ก
ปัจจัยถวายพระอื่นๆ – นาฬิกา โต๊ะรับแขก ดอกไม้สวยหอม ระฆัง ย่าม

ไหว้พระปางรำพึง (พระประจำวันเกิด )มีกำลังเท่ากับ ๒๑ (สวดแบบย่อ วา โธ โน อะ มะ มะ วา) ทำทานกับเด็กด้อยโอกาส ให้เงิน ให้เสื้อผ้าสวย อาหารที่หอมหวานชวนกิน ไอศกรีม

พฤติกรรม – ทำตัวให้สดชื่นแจ่มใส บำรุง ดูแลตัวเองให้ดูดีอยู่ตลอด จัดสิ่งแวดล้อมให้น่าอยู่ สวยงาม เลิกการฟุ่มเฟือย

——————–

วันเสาร์
อาหารคาว – ประเภทของขม ของดำมะระยัดไส้ สะเดาน้ำปลาหวาน น้ำพริกปลาทู มะเขือยาว
อาหารหวาน – ลูกตาลเชื่อม กาแฟ โอเลี้ยง
ปัจจัยถวายพระอื่นๆ – ร่มสีดำ กระเบื้องมุงหลังคา ไม้กวาด สร้างห้องน้ำถวายวัด

ไหว้พระปางนาคปรก (พระประจำวันเกิด) มีกำลังเท่ากับ ๑๐ (สวดแบบย่อ โส มา ณะ กะ ระ ถา โธ) ทำทานกับโรงพยาบาลโรคจิต โรงพยาบาลโรคประสาท

พฤติกรรม – กวาดลานวัด ล้างห้องน้ำวัด ไม่เครียด มองโลกในแง่ดี ขยะในบ้านยกทิ้งทุกวัน อย่าหมักหมม

ที่มา : stuartypotter.wordpress.com

รู้ซะ!! กรรมที่เงินขาดมือ ชักหน้าไม่ถึงหลัง เงินทองไม่พอใช้ สงสัยกันไหมว่าเกิดจากอะไร!?

กรรมที่เงินขาดมือ ชักหน้าไม่ถึงหลัง เงินทองไม่พอใช้ สงสัยกันไหมว่าเกิดจากอะไร

การกระทำที่ทำให้เกิดผลกรรมนี้ มีอยู่สองเหตุ เหตุจากกรรมเก่าที่มองย้อนหลังในอดีตชาติ รู้ซะ!! กรรมที่เงินขาดมือ ชักหน้าไม่ถึงหลัง เงินทองไม่พอใช้ สงสัยกันไหมว่าเกิดจากอะไร!?

คนที่มีปัญหาเรื่องเงินขาดมืออยู่บ่อยๆ มาจากในอดีตชาตินั้นทำทานมาไม่ครบ ซึ่งหมายถึง เวลาในการทำทานนั้นยังมีจิตที่ตกอยู่ยังคงเสียดายทานที่ทำไป

อย่างเช่น ตั้งใจว่าจะทำทานด้วยอาหารคาวหวาน 4 อย่าง ผลไม้ 5 อย่าง พอเอาเข้าจริงหรือเวลาลงมือปฏิบัติในทานนั้นกลับรู้สึกเสียดายหรือว่าด้วยเหตุอะไรก็ตามจึงทำทานนั้นน้อยลงไปจากที่เคยตั้งใจไว้ ไปลดปริมาณของลงเสีย ให้เหลือเพียงอย่างหรือ สองอย่าง อีกสาเหตุหนึ่งมาจากการที่วัตถุทานนั้นไม่บริสุทธิ์มีบาปเจือปน คือ ทานนั้นอาจจะซื้อมาด้วยเงินที่ไม่บริสุทธิ์ เป็นเงินมาจากการเล่นการพนัน เงินมาจากการเบียดเบียนผู้อื่น หรือมาจากการทำร้าย ทำลายชีวิตเบียดเบียนผู้อื่น เช่น การไปม่าไก่มาต้มข่าถวายพระ การไปเด็ดดอกไม้จากสวนเพื่อนบ้านโดยไม่ขออนุญาตเอามาถวายพระ เป็นต้น

ด้วยเหตุนี้บุญกุศลที่เคยทำมาจึงมีลักษณะแบบครึ่งๆ กลางๆ เดี๋ยวมีเงิน พอผ่านไประยะเงินหมดขาดมือหมุนไม่ทัน จะไปหยิบยืมใครเขาก็ยาก หรือเกิดความยากลำบากที่เขาจะช่วยเหลือ บางครั้งต้องโดนเขาต่อว่าต่อขานหรือดูถูกเอาด้วยซ้ำ คนที่เขาต่อว่าดูถูกเหล่านี้ เขาเป็นเจ้ากรรมนายเวรคือเคยเป็นเจ้าของวัตถุทานที่เราเคยไปขโมยเขามานั่นเอง

ส่วนเหตุจากกรรมใหม่ ในภพชาติปัจจุบัน

การที่เราหาเงินได้แบบชักหน้าไม่ถึงหลังนั้นไม่ใช่ว่าเกิดจากกรรมเก่าเพียงอย่างเดียว เราต้องมาพิจารณาว่าเราทำเหตุให้ตรงกับผลหรือไม่ สิ่งที่เราทำนั้นสมบูรณ์เพียงพอที่จะทำให้มีเงินทองใช้อย่างไม่ขาดมือหรือไม่ ถ้าดูแล้วว่ายังไม่พอ ยังไม่ถึงเหตุต้องเปลี่ยนกรรมของตนเสีย ทำให้สมบูรณ์พร้อมยิ่งขึ้น เรายังเป็นคนใจเร็วตัดสินในเร็วบางครั้งทำให้ชวดโอกาสสำคัญ ก็ให้ใช้ปัญญาตรึกตรองให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ หากบอกว่าไม่มีความรู้ความสามารถก็ต้องพยายามขวนขวายเรียนรู้ เพื่อเอาความรู้นั้นมาเปลี่ยนเปลี่ยนเป็นเงิน

เราอาจยังเป็นคนที่ใช้เงินด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผล ก็หันกลับด้านความคิดเสีย ให้ดูว่าของที่เราจะซื้อนั้นสมควรหรือไม่ที่จะซื้อ เมื่อซื้อแล้วทำให้เราต้องเงินขาดมือหรือไม่ ของที่จะซื้อรอได้อีกหรือไม่ พิจารณาให้ดีๆ ส่วนหนึ่งที่เงินขาดมือมาจากการซื้อของโดยไม่คิดเน้นซื้อของโดยมุ่งประโยชน์เทียมมากกว่าประโยชน์แท้ เช่น เงินเดือนน้อยอยู่แล้วแต่ชอบซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ๆ เป็นประจำ เปลี่ยนมือถือทุก 3 เดือนโดยเน้นเรื่องฟังก์ชั่นใช้งานให้หลากหลายอยู่ตลอดเวลา

ทั้งที่จริงแล้วโทรศัพท์ก็เป็นเพียงอุปกรณ์เอาไว้ติดต่อสื่อสารรับส่งข้อมูลเท่านั้น คือต้องเปลี่ยนพฤติกรรมโดยหันมาประหยัดเน้นประโยชน์แท้มากกว่าประโยชน์เทียม การแก้ไขควรเป็นไปทั้งสองทางทั้งทางโลกและทางธรรมเพื่อให้เกิดการเสริมแรงบุญซึ่งกันและกัน ควรให้หมั่นทำทานเสียใหม่ประกอบไปด้วยทาน 3 อย่างที่เกิดบุญมากอย่างสม่ำเสมอ คือ วัตถุทาน ธรรมทาน และ อภัยทาน

วัตถุทาน ที่จะทำเอาแบบที่ตั้งใจทำแบบไหน แค่ไหนให้ทำแบบนั้น อยากทำ 1บาท ก็ 1 บาท อยากทำ 100 บาท ก็ 100 บาท อยากถวายข้าวเปล่าก็ข้าวเปล่าไม่ต้องเสียดาย อย่าให้จิตตกไปพะวงว่าคนที่รับทานนั้นเขาจะเอาไปทำอะไรไม่ว่าจะเป็นพระภิกษุสงฆ์ คนทั่วไปแม้แต่ขอทานก็อย่าไปคิด เอาแบบให้แล้วให้เลยขาดกัน เป็นการทำด้านวัตถุทาน

ธรรมทาน คือ การเอาความรู้ไปช่วยให้เขาพ้นทุกข์ ไม่ว่าจะเป็นทางโลกและทาง เช่น ไปสอนเขาปลูกผักให้ถูกต้อง ไปสอนเขาทำอาหารให้ดีให้เก่งไปทำเป็นอาชีพได้บอกทางให้เขาได้เดินชีวิตถูกต้อง การให้กำลังใจเขาให้สู้ชีวิต การไปร่วมพิมพ์หนังสือธรรมะ หนังสือสวดมนต์ หรือแม้แต่เราไม่มีเงินแม้แต่บาทเดียว

ก็เป็นผู้นำบุญไปบอกไปเชิญชวนให้คนมาร่วมพิมพ์หนังสือหรือชวนคนทำบุญ ถือว่าเป็นธรรมทานทั้งสิ้น

อภัยทาน เรื่องนี้เป็นบุญใหญ่ที่สุด ทำลักษณะการทำนั้นทำได้ง่ายด้วยตัวเองไม่ต้องเสียเงินทอง แต่อภัยทานแม้รูปแบบจะทำได้ง่าย แต่ทว่ากลับทำได้ยากที่สุดในทานทั้งหมดเพราะว่าวิสัยของปุถุชนย่อมมีความโกรธเคือง,อาฆาตพยาบาท อยู่ในกมลสันดานอยู่แล้ว ซึ่งต้องหมั่นฝึกฝนทำให้เป็นประจำ

การให้อภัยนั้นควรเริ่มจากการตั้งจิตให้สงบเสียก่อน คือให้ละจากอารมณ์โกรธเคียดแค้นใด ๆให้ได้ก่อน แม้ความขัดเคืองในใจยังมีอยู่แต่อย่างไรก็ตามต้องทำให้จิตสงบนิ่งให้ได้ จากนั้น ให้อโหสิกรรมต่อเจ้ากรรมนายเวรเขาเสียไม่ให้มีเวรกรรมติดค้างกันอีก

ต้องให้อภัยต่อคนรอบข้างทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นใครเป็นพ่อแม่ พี่น้อง ลูก ญาติมิตร คนร่วมงานกัน คู่ค้า ลูกค้า สัตว์เลี้ยง สรรพสัตว์ต่างๆ หมั่นให้อภัยทานบ่อยๆ จิตเราจะมีกำลังมาก ทำอะไรก็สำเร็จไม่มีกรรมมาเหนี่ยวมาขวางเอาไว้ แต่ต้องให้อภัยทั้งหมดทั้งกาย วาจา และใจ และที่สำคัญพยายามให้คนรอบข้างที่มีส่วนในชีวิตของเราให้อโหสิกรรมต่อกันและกัน

เคล็ดลับสำคัญ คือ เมื่อทำทานครั้งใดเสร็จสิ้นให้อุทิศบุญไปให้เจ้ากรรมนายเวรเขาทันที พูดด้วยภาษาง่ายๆ ก็ได้ให้เขามารับบุญกุศลนี้ ถ้าเขาพอใจแล้ว ยินดีในบุญแล้วขอให้เขาอโหสิกรรมให้ ถอนตัวไปจากการขัดขวางในเรื่องเงินนี้ ระบุไปอย่างเจาะจงเลย และต้องอุทิศบุญให้กับเทวดาประจำตัว ดวงวิญญาณที่ดูแลคุ้มครองเราอยู่ ซึ่งจะบอกให้ทราบว่า ทุกคนมีเทวดาประจำตัวแน่นอนอย่างน้อย 2 ตนขึ้นไปและดวงวิญญาณที่คุ้มครองด้วย

ท่านเหล่านี้มาจากคนที่รักเรา เมตตาเราอย่างจริงใจและมีกรรมดีผูกพันกันมา อาจจะเป็นบรรพบุรุษในอดีตชาติ พ่อแม่ ปู่ย่าตา ยาย พี่น้อง ลูก ญาติหรือเพื่อนสนิท ครูบาอาจารย์ที่จากไปไปแล้วและอยู่ในภพภูมิอื่น

หมั่นอุทิศบุญส่งไปให้ท่านเพื่อให้ท่านมีบุญเพิ่มขึ้น และสายใยแห่งบุญที่เหนียวแน่นมั่นคง ท่านจะรักและเมตตาเรามากขึ้นไปอีก ท่านเหล่านี้มีอำนาจในระดับหนึ่งที่จะช่วยดลใจให้เราพบช่องทางการหาเงินที่ถูกต้องถูกธรรม ไม่มีกรรมชั่วติดมาด้วย ช่วยดลใจให้เราพบคนดีที่จะช่วยเหลือ ดลใจให้เราพบโชคลาภที่ถึงเวลาจะได้จากที่เคยช้าก็จะเร็วขึ้น ส่งผลให้มีเงินทองไม่ขาดมือแน่นอน

การสร้างทานใหญ่ด้วยวัตถุทาน ธรรมทาน อภัยทานแล้วอุทิศบุญไปตามที่บอกไว้ ควรทำในทุกๆ วันอย่างสม่ำเสมอ ทุกท่านจะเห็นผลแบบอัศจรรย์

พร้อมกับเปลี่ยนกรรมใหม่ให้ตรงกับผลที่อยากได้คือ อยากมีเงินทองใช้จ่ายไม่ขาดมือ

 

ขอขอบคุณข้อมูล :เพจจิตสุข

บทสวดมนต์แบบสั้น พร้อมคำแผ่เมตตา ขออโหสิกรรมเจ้ากรรมนายเวร (แค่ 5 นาทีในตอนเช้า)

ก่อนการสวดมนต์ตอนเช้า

การสวดมนต์ตอนเช้า เรียกได้ว่าเป็นอีกขึ้นหนึ่งของการสวดมนต์ก็ว่าได้ เพราะตอนเช้าเราต่างก็มีกิจวัตรประจำวันต่างๆ ที่ต้องทำมากมาย ก่อนที่จะออกไปเรียน หรือทำงาน นั่นหมายความว่า เรามีเวลาค่อนข้างจำกัด และเร่งรีบ ดังนั้นก่อนที่จะเริ่มสวดมนต์ตอนเช้า ต้องนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ระยะเวลาที่ใช้ประมาณ 5-10 นาที หลังจากที่สวดจบแล้วให้นั่งสมาธิอีกประมาณ 5 นาที

(ขั้นตอนในการสวดมนต์ตอนเช้า เริ่มดังนี้)

กราบพระ 3 ครั้งโดยให้ระลึกถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

คำบูชาพระ

  • อิมินา สักกาเรนะ พุทธัง อะภิปูชะยามิ
  • อิมินา สักกาเรนะ ธัมมัง อะภิปูชะยามิ
  • อิมินา สักกาเรนะ สังฆัง อะภิปูชะยามิ

 

คำนมัสการพระรัตนตรัย

  • อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา, พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ ฯ (กราบ)
  • สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, ธัมมัง นะมัสสามิ ฯ (กราบ)
  • สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สังฆัง นะมามิ ฯ (กราบ)

 

คำอาราธนาศีล 5

  • มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ
  • ติสะระเณนะสะหะ ปัญจะ สีลานิยาจามะ
  • ทุติยัมปิ มะยังภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ
  • ติสะระเณนะสะหะ ปัญจะ สีลานิยาจามะ
  • ตะติยัมปิ มะยังภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ
  • ติสะระเณนะสะหะ ปัญจะ สีลานิยาจามะ

 

คำนมัสการพระพุทธเจ้า

  • นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ (กล่าว 3 หน)

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส เป็นผู้ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง โดยชอบ

 

ไตรสรณคมณ์

  • พุทธัง สะระนัง คัจฉามิ
  • ธัมมัง สะระนัง คัจฉามิ
  • สังฆัง สะระนัง คัจฉามิ
  • ทุติยัมปิ พุทธัง สะระนัง คัจฉามิ
  • ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระนัง คัจฉามิ
  • ทุติยัมปิ สังฆัง สะระนัง คัจฉามิ
  • ตะติยัมปิ พุทธัง สะระนัง คัจฉามิ
  • ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระนัง คัจฉามิ
  • ตะติยัมปิ สังฆัง สะระนัง คัจฉามิ

ข้าพเจ้าขอเข้าถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ว่าเป็นที่พึ่ง ที่ระลึก แม้ครั้งที่ 1 แม้ครั้งที่ 2 แม้ครั้งที่ 3

 

สมาทานศีล 5

  • ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
  • อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
  • กาเมสุมิจฉาจารา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
  • มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
  • สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

คำขอขมาพระรัตนตรัย

  • สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ทวารัตเยนะ กะตัง
  • สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเตฯ

 

บทสวดมนต์ สวดอิติปิโส

อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ

สวากขาโต ภะคะวาตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ (อ่านว่าวิญญูฮีติ)

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะปุริสะ ปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ

 

คำแผ่เมตตาให้แก่ตนเอง

  • อะหัง สุขิโต โหมิ
    ขอให้ข้าพเจ้า จงเป็นผู้มีความสุขเถิด
  • อะหัง นิททุกโข โหมิ
    ขอให้ข้าพเจ้า จงเป็นผู้ไม่มีความทุกข์
  • อะหัง อะเวโร โหมิ
    ขอให้ข้าพเจ้า จงเป็นผู้ไม่มีเวร
  • อะหัง อัพยาปัชโฌ โหมิ
    ขอให้ข้าพเจ้า จงเป็นผู้ไม่มีความพยาบาทเบียดเบียน
  • อะหัง อะนีโฆ โหมิ
    ขอให้ข้าพเจ้า จงเป็นผู้ไม่มีความทุกข์กายทุกข์ใจ
  • สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิฯ
    ขอให้ข้าพเจ้า จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเทอญฯ

 

คำแผ่เมตตาให้แก่สรรพสัตว์

สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ดาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา โหนตุ จงเป็นสุขๆ เถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพญาปัชฌา โหนตุ จงเป็นสุขๆ เถิด อย่าได้พยาบาทเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา โหนตุ จงเป็นสุขๆ เถิด อย่าได้มีความทุกข์กาย ทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ จงมีความสุขกาย สุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นนี้เทอญฯ​

คำขออโหสิกรรม

(นะโม 3 จบ) “ สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต
อุกาสะ ทะวารัตตะเยนะ กะตัง
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต
อุกาสะ ขะมามิ ภันเต “

หากข้าพเจ้า จงใจหรือประมาทพลาดพลั้งล่วงเกิน บิดา-มารดา
ครูบาอาจารย์พระพุทธ พระธรรม
พระอรหันต์ทุกพระองค์ พระอริยสงฆ์เจ้า ตลอดจนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย
รวมถึงผู้มีพระคุณ และท่านเจ้ากรรมนายเวร จะด้วย กายวาจา ใจ ก็ดี
ขอได้โปรดอโหสิกรรมแก่ข้าพเจ้าด้วย

ธรรมย่อมรักษาผู้ปฏิบัติธรรม ขอให้ท่านสวดบทสวดมนต์นี้ทุกๆ เช้า เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต เพื่อความรุ่งเรื่อง มีสติและสมาธิต่อหน้าที่การงานและการใช้ชีวิต ขอให้ท่านแชร์บทสวนมนต์นี้ให้ผู้เห็นเป็นบุญกุศลยิ่งนัก

 

ขอบคุณที่มา : chonburipost.com

สละเวลาอ่าน 1 นาที กับ 5 สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงสอน แล้วคุณจะเข้าใจชีวิตมากขึ้นจริงๆ

ไม่เชื่ออย่าได้ลบหลู่!! สละเวลาอ่าน 1 นาที กับ 5 สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงสอน แล้วคุณจะเข้าใจชีวิตมากขึ้นจริงๆ

5 สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงสอน สละเวลาอ่าน 1 นาที แล้วคุณจะเข้าใจชีวิตมากขึ้น พระพุทธองค์ทรงสอนพวกเราว่า…


1.ไม่ว่าเราได้พบเจอใคร เขาเหล่านั้นคือคนที่เราจะต้องได้พบเจอ ไม่มีใครเข้ามาในชีวิตเราด้วยเหตุบังเอิญ

2.ไม่ว่าจะเกิดเรื่องราวใดๆ ขึ้นในชีวิตเรา มันเป็นเรื่องที่จะต้องเกิด ไม่ว่าเรื่องนั้นจะดีหรือร้าย ไม่มีเรื่องใดที่บังเอิญ เพราะเราก็เคยทำอย่างนี้กับเขามาก่อนเมื่ออดีตชาติ


3.เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น เกิดเมื่อไหร่ ที่ไหน เวลาใด นั่นคือเวลาที่เหมาะสมที่สุดแล้ว ไม่มีอะไรที่ไม่ควรเกิด เพราะมันต้องเกิด

ต่อให้คุณเตรียมตัวหรือไม่ได้เตรียมตัว เมื่อปัจจัยถึงพร้อม สิ่งเหล่านั้นก็จะเกิดขึ้นในทันที

4.เมื่อปัจจัยจบ ต้องยอมรับว่าจบ อย่าเหนี่ยวรั้ง อย่าเอาแต่อาลัยอาวรณ์ ขอให้รู้ว่าเมื่อสุดมือสอยก็ให้ปล่อยมันไป กล้าเผชิญในสิ่งที่เกิดขึ้น เรื่องดีๆกำลังรอคุณอยู่ข้างหน้า


5.ทำความดีในปัจจุบันให้มากที่สุด แล้วไม่ต้องสนใจว่า เราเคยทำกรรมอะไรมาบ้าง เพราะคิดไปก็เปล่าประโยชน์ เราทำอะไรกรรมเก่าไม่ได้แล้ว แต่ผู้มีปัญญาจะคิดว่า กรรมใหม่ดีๆมีอะไรที่ยังไม่ได้ทำ และควรทำได้บ้าง แล้วจึงทำ สรุป กรรมดีในปัจจุบันสำคัญที่สุด!!!

การนินทาว่าร้าย เป็นเรื่องของเขา การให้อภัย เป็นเรื่องของเรา

การชอบพูดถึงความดีของเขา คือ ความดีของเรา

การชอบพูดถึงความไม่ดีของเขา คือ ความไม่ดีของเรา

อยากรวย “คาถาหัวใจเศรษฐี” แนะวิธีทำให้รวยทันตา

วิธีทำให้รวยทันตา หลวงปู่หา สุภโร (หลวงปู่ไดโนเสาร์) วัดสักกะวัน(ภูกุ้มข้าว) อ.สหัสขันธ์ กาฬสินธุ์
โยม: หลวงปู่ครับ ทำยังไงผมถึงจะรวย วันนี้ซื้อหวยก็ไม่ถูก หลวงปู่ช่วยโปรดลูกโปรดหลานบ้างเถอะครับเผื่องวดหน้าลูกจะมีโชค
หลวงปู่: อยากรวยต้องเอาคาถาไปท่อง “อุ อา กะ สะ” นี่คาถาหัวใจเศษฐี

โยม: แค่คาถาสั้นๆ จะได้ผลหรือครับผม หลวงปู่
หลวงปู่: เอาแบบยาวๆก็มี “อุฏฐานสัมปทา, อารักขสัมปทา, กัลยาณมิตตตา, สมชีวิตา” จำได้ไหม จำไม่ได้หาอะไรมาจด
โยม: แล้วต้องท่องตอน ไหนบ้างครับ คาถานี้มีข้อห้ามรึเปล่าครับหลวงปู่
หลวงปู่: ต้องท่องตลอด และต้องเข้าใจด้วย ว่า

อุฏฐานสัมปทา แปลว่า ขยันหา
อารักขสัมปทา แปลว่า รักษาทรัพย์
กัลยาณมิตตตา แปลว่า คบคนดี
สมชีวิตา แปลว่า รู้จักใช้เงินใช้ทอง
ให้เหมาะสมกับฐานะตัวเอง ไม่ฟุ่มไม่เฟือย ให้รู้จักพอ

ส่วนข้อห้าม
ห้ามอยากได้ของคนอื่น
ห้ามเอาคนอื่นมาเปรียบเทียบกับตัวเอง
ห้ามเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น

เงินเขาแสนล้านก็ไม่สู้เงินเราบาทเดียวเพราะเราไปใช้ของเขาไม่ได้
ข้อสำคัญ คุณจะจนหรือจะรวย ก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณยังอยากได้อีกเท่าไหร่ถึงจะรวย คุณมีแสนล้าน คุณอยากได้อีกแสนล้าน คุณก็จนแสนล้าน คุณมีหนึ่งร้อย คุณไม่ขาด คุณไม่อยาก คุณก็รวย

 

คุณว่าต้องมีเงินแสนล้านหรือจึงจะเรียกว่ารวย หรือต้องมีบ้านหลังสวย รถคันงาม เงินเต็มธนาคาร จึงจะเรียกว่ารวย ถ้าคุณอยากได้ทุกอย่างแล้วมันได้ตามคุณปรารถนาทุกอย่างไป คุณว่าโลกใบนี้ทั้งใบจะพอบรรจุสิ่งที่คุณอยากได้หรือเปล่าล่ะ โลกใบนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับคนอยาก แต่มีไว้สำหรับคนพอ ประเทศไทยมีแต่อำเภอพล (จังหวัดขอนแก่น) แต่ไม่มีอำเภอพอ อำเภอพออยู่ไหน ก็อยู่ที่อำเภอใจ นั้นไง ทำใจให้เป็นอำเภอพอ พอหน่ะมันเพียง (คำว่าเพียงในภาษาอีสานแปลว่าเต็มพอดีหรือเสมอขอบปาก) ไม่พอหน่ะมันล้น ให้พอใจ มีข้าวกิน มีดินอยู่ มันก็พอ มันก็รวย จนอยู่ที่อยาก รวยอยู่ที่พอ ไม่อยากก็ไม่ยาก ไม่ยากก็ไม่จน ยิ่งอดยิ่งอยาก ยิ่งยากก็ยิ่งจน คุณพอใจในทรัพย์ ที่มีอยู่ คุณก็รวย คุณพอเดี๋ยวนี้คุณก็รวยเดี๋ยวนี้ คุณพอพรุ่งนี้คุณก็รวยพรุ่งนี้

พวกเรามาอาศัยโลกอาศัยธรรมชาติ เรามาอาศัยเขาอยู่ชั่วครั้งชั่วคราว แล้วก็มาตู่ว่าเป็นของเรา เป็นสมบัติของเรา ลืมจนลืมดาย พอดายก็ต้องคืนเขา คืนให้โลก คืนให้ธรรมชาติ คืนเจ้าของเดิม เจ้าของที่แท้จริง ไปดิ้นรนไปขวนขวาย สาวเอาสาวเอา ก็ว่าตนมั่งตนมี ไปอวดมั่งอวดมีกับทรัพย์ของเขา มีนี่ก็จะเอานั้น มีนั้นก็จะเอาโน้น ไม่รู้จักพอก็เลยมีแต่อยาก ไม่รู้จักรวย ให้รู้จักพอ พอเมื่อไหร่คุณก็รวยเมื่อนั้น เข้าใจนะ

แหล่งที่มา : http://news.tnews.co.th

แชร์เลย! 16 วิธีเพิ่มบุญให้ตัวเอง ทำได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ต้องไปวัดก็ทำบุญได้

การทำบุญ คือ การเป็นผู้ให้ ให้อะไรก็ได้ ให้ความรัก ให้ความรู้ ให้ความสนใจ ให้ความสำคัญ ให้โอกาส ให้อภัยทาน ให้ธรรมะเป็นวิทยทาน ให้การสังคมสงเคราะห์ ให้น้ำจิตน้ำใจแก่ผู้อื่น แม้กระทั่ง ให้เวลาแก่ตนเอง และครอบครัว

ยิ่งสมัยนี้มีภารกิจมากมายรัดตัว มักไม่ค่อยมีเวลาทำบุญมากเท่าไหร่นัก แถมยังเข้าใจผิดกันอีกว่า การทำบุญ คือการไปวัดถวาย สังฆทาน เพียงอย่างเดียว ก็เลยไม่ค่อยมีเวลาที่จะไปทำบุญกัน เพราะฉะนั้น วันนี้เราจึงมีวิธี ทำบุญ แบบง่ายๆ โดยไม่ต้องไปวัด และประหยัดเวลามาฝากกัน มาดูว่าเราสามารถทำอะไรได้บ้าง เหมาะมากๆ สำหรับคนไม่มีเวลาไปทำบุญ ทำตามนี้เลย ได้บุญเช่นกันกับ

16 วิธีเพิ่มบุญให้ตัวเอง ทำได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ต้องไปวัดก็ ทำบุญ ได้

1. ดูแลพ่อแม่ ปู่ย่าดายาย ที่อยู่ในบ้านให้ท่านมีความสุขพ่อแม่คือพระประจำบ้าน อย่าทำให้ท่านเดือดร้อนใจ หรือเป็นทุกข์ใจ หรือถ้ามีโอกาสทำดีก็ควรหมั่นทำ อาจจะพาไปเที่ยว ซื้อของมาฝากและเรียกพวกท่านให้รับของที่เราซื้อมา เท่านี้ก็เป็นการทำบุญที่ดีสุดๆแล้ว

2. ตักบาตรตอนเช้าก่อนที่จะไปทำงาน ตื่นช้าขึ้นอีกสักนิด รู้จักการให้มากกว่าการรับ แล้วชีวิตของคุณจะมีความสุขมากยิ่งขึ้น

3. สวดมนต์ วันละ 1 บท สร้างสมาธิด้วยการสวดมนต์วันละแค่ 1 บท ให้พระธรรมช่วยขัดเกลาจิตใจให้บริสุทธิ์มากยิ่งขึ้นอาจเป็นบทสวดมนต์ง่ายๆ อย่างการแผ่เมตตา หรืออิติปิโส แต่ถ้ามีเวลาหน่อยก็สวดพระคาถาชินบัญชร 1 จบก็จะดีเลยละ

4. ถวายน้ำเปล่า 1 แก้ว หรือ อาหารคาวหวาน หรือ จะเป็นดอกไม้พวงมาลัย ให้พระพุทธรูปที่บ้านพระพุทธรูปประจำบ้านเป็นสิ่งที่ช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจที่ดีของคนในบ้าน เราจึงควรดูแลท่านให้ดี

5. นั่งสมาธิอย่างน้อย 5 นาที แบ่งเวลาแค่เพียงวันละ 5 นาที อยู่กับตัวเองด้วยการนั่งสมาธิเสียบ้าง ไม่เรียกว่าเสียเวลาหรอก

6. ไม่กินเนื้อสัตว์สัก 1 วันในสัปดาห์ ลองไม่เบียดเบียนสัตว์ดูบ้าง ได้ทั้งบุญและสุขภาพที่ดีในเวลาเดียวกัน

7. พูดคุย หรือ สั่งสอนเรื่องธรรมะ แลกเปลี่ยนความรู้เรื่องพระธรรมซึ่งกันและกัน จะช่วยให้รอบรู้มากขึ้น

8. ทำบุญกับพระสงฆ์ที่พบระหว่างการเดินทาง เช่น หากพบเจอพระสงฆ์ยืนรอรถอยู่ที่ป้ายรถเมล์ ก็อาจะไปบอกท่านว่า เราต้องการทำบุญ เนื่องจากไม่มีเวลาจะไปที่วัด และขอเสนอตัวไปขับรถไปส่งท่าน ณ จุดมุ่งหมาย หรือ อาจถวายเงิน, ผ้าไตร, ผ้าจีวร หากพบว่าท่านกำลังซื้ออยู่ หรือ มีร้านอยู่ใกล้ ๆ พอดี

9. ถ้าทราบว่าใครเดือดร้อนเรื่องใด ๆ ก็ให้ช่วยเหลือด้วยความเต็มใจ และเราก็จะต้องไม่เดือดร้อนทำตามกำลังความสามารถของเราที่เราพอทำได้และเราต้องไม่ลำบาก เช่น ช่วยคนแก่ให้ข้ามถนน, ให้เงินคนที่ไม่มีเงินกินข้าวหรือเดินทางกลับบ้านที่ต่างจังหวัด เป็นต้น

10. ให้คำแนะนำที่ดีๆ กับผู้ที่มีความทุกข์ และเดินเข้ามาขอคำแนะนำจากเราคำแนะนำของเราจะต้องไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนด้วย

11. ช่วยคนที่เขาเอาของมาขายกับเรา ตรงนี้ยกเว้นลอตเตอร์รี่นะคะ เพราะหากเป็นลอตเตอรี่ เรามักจะหวังผลจากลอตเตอร์รี่ที่ซื้อไปว่าอาจจะถูกรางวัล ซึ่งการทำบุญตรงนี้เราจะต้องไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ ทั้งสิ้น

12. ดูแลสัตว์เลี้ยงที่บ้านเป็นอย่างดี เช่น อาบน้ำ, ดูแลจานใส่อาหารให้สะอาด, ดูแลเรื่องความสะอาดเรียบร้อยของกรงหรือที่อยู่, หมั่นพูดคุย, คอยสังเกตุว่าเขาชอบหรือรักอะไรก็ให้เขาไป เช่น ชอบนอนในถุง หรือ ชอบนอนกับตุ๊กตา, วโรกาสพิเศษก็มอบของให้เขาด้วยเช่นกัน อย่าคิดว่าเขาเป็นแค่‘สัตว์เลี้ยง’

13. จาน ชาม กินเสร็จแล้วควรล้างขึ้นมาทันที หรือ ถ้าไม่มีเวลา อย่างน้อยที่สุดก็ควรล้างเอาเศษอาหารออกให้หมดก่อนเพราะไม่เช่นนั้น มดจะเดินมาขึ้นมาบนเศษอาหาร ทำให้เวลาล้างต้องราดน้ำไปที่มดทั้งหมด และจะเป็นการม่าสัตว์แบบไม่ได้ตั้งใจ

14. ถือศีล 5

ข้อที่ 1 ตั้งใจงดเว้นจากการม่าสัตว์
ข้อที่ 2 ตั้งใจงดเว้นจากการลักขโมย
ข้อที่ 3 ตั้งใจงดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม
ข้อที่ 4 ตั้งใจงดเว้นจากการพูดเท็จ พูดคำหยาบ คำส่อเสียด เพ้อเจ้อ
ข้อที่ 5 ตั้งใจงดเว้นจากดื่มสุรา
15. ให้อภัยในสิ่งที่เขามาว่าเราไม่ว่าจะเรื่องใด ๆ ก็ตาม การให้ทาน แม้จะมากถึง 100 ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการให้ “อภัยทาน” แม้จะให้แต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม การให้อภัยทาน ก็คือการไม่ผูกโกรธ ไม่อาฆาตจองเวร ไม่พยาบาทคิดร้ายผู้อื่นแม้แต่ศัตรู ซึ่งได้บุญกุศลแรงและสูงมากในฝ่ายทาน

16. สิ่งของที่ไม่ใช้ก็ให้คนอื่นไปใช้ประโยชน์เสื้อผ้า หนังสือ ที่ไม่ใช้แล้ว ไม่มีค่าแล้วสำหรับเรา อาจมีค่าอย่างยิ่งสำหรับคนอื่น ลองแบ่งปันให้พวกเขาดูบ้าง คนไม่มีเวลาหรือมีเวลาน้อย เราสามารถทำบุญตามทั้ง 16 ข้อนี้ได้ เพียงเท่านี้คุณก็ได้บุญที่ยิ่งใหญ่แล้ว ไม่ต้องรอไปทำความดีที่วัดเพียงอย่างเดียว…สนับสนุนให้ทุกคนทำดีกันนะคะ

เชื่อว่าถ้าทุกคนที่อ่านบทความนี้แล้วนำไปฝึก นำไปปฏิบัติตาม ไม่ข้อใดก็ข้อหนึ่ง รับรองว่าชีวิตดีขึ้นๆ แน่นอนคะ เพราะสามารถทำบุญได้ทุกที่ทุกเวลา ใครที่เห็นว่าบทความนี้เป็นประโยชน์ สามารถแชร์ไปให้ผู้อื่นได้สร้างบุญ สร้างบารมี ให้กับตนเองได้นะค่ะ 1 แชร์ = 1 ธรรมทาน ขอให้ทุกท่านมีความสุข ประสบแต่สิ่งที่ดี และสิ่งที่ชอบคะ ขอบคุณคะ

เรียบเรียงโดย : chonburipost.com

เคล็ดวิธี!! สวดมนต์ถูกได้บุญบารมีครบ 10 ทิศ โดยหลวงพ่อจรัญ

วันนี้จึงมีเรื่องมาเล่าให้ทุกๆท่านได้อ่านและพิจารณา เผื่อจะได้แง่มุมใหม่ๆในการสร้างบุญกุศล สำหรับคนที่ไม่ค่อยมีเวลา เพื่อจะได้นำมาปฏิบัติอย่างง่ายๆ เพื่อสั่งสมบุญบารมี มีดังนี้

วิธีทำบุญง่ายๆ สำหรับคนไม่มีเวลา สามารถทำได้ทุกวันโดยได้บารมี 10 ทิศครบถ้วนบริสุทธิ์บริบูรณ์ ถ้าหากเราทำบุญ คนส่วนใหญ่มักนึกถึงการ ตักบาตรหรือเข้าวัดทำบุญ เป็นส่วนมาก ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่มีเวลา ก็เลยเสียโอกาสในการสั่งสมบุญ บารมี

1.หากระปุกออมสิน หรือ บาตรพลาสติก ( ร้านสังฆทานต่างๆจะมีขาย ) หรือภาชนะที่สะดวก ในการหยอดเงิน นำมาวางไว้ที่ในห้องพระ หรือหิ้งพระ สำหรับคนที่อยู่คอนโด หรืออพาร์ทเม้นต์ ถ้าไม่มีห้องพระ ให้หารูปพระ มาติดที่ฝาผนังก็ได้

2.ทุกวันให้เราสละเวลา เพียงวันละประมาณ 20-30 นาที สวดมนต์ไหว้พระเวลาไหนก็ได้ที่เราว่าง เราสบายใจ เช้า สาย บ่าย เย็น หรือก่อนนอน โดยเริ่มจากบท คำบูชาพระ – อิมินาฯ… คำบูชาพระรัตนตรัย – อะระหังฯ… นมัสการพระพุทธเจ้า – นะโมฯ… (ระหว่างนี้ให้นำเงินมาจบเอาไว้ในมือ 1 บาท 5 บาท หรือแล้วแต่สะดวก) กล่าวบูชาไตรสรณคมน์ – พุทธัง สะระนัง คัจฉามิ ฯ… สวดบทพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ – อิติปิโสฯ…. สวดบทพาหุงมหากา (ถวายพรพระ) – พาหุงสะหัสฯ… จากนั้นกลับมาสวดบท พุทธคุณ อีก 9 จบ หรือจะสวดเท่าอายุบวกหนึ่งก็ได้

3.จากนั้นตั้งจิตให้เป็นสมาธิสักระยะหนึ่ง แล้วอธิษฐานจิตจนเสร็จ จึงนำเงินที่จบไว้ในมือ ใส่ในภาชนะที่เตรียมไว้ที่หิ้งพระหรือโต๊ะหมู่บูชา แต่อย่าลืม แผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลทุกครั้งให้เจ้ากรรมนายเวร(ทำอย่างนี้ทุกวันอย่าได้ขาด)

4.หลังจากนั้นเราก็จะได้บารมีครบถ้วน เพียงแค่สวดมนต์ไม่กี่นาที และสิ่งเหล่านี้ก็จะสะสมในใจเราทีละน้อย เหมือนกับเราเก็บเงินวันละ บาท 10 วันก็ได้ 10 บาท แต่ถ้าเราไม่ทำอะไร เราก็จะไม่ได้อะไรเลย แล้วเงินที่เราหยอดทุกวัน ที่ได้จากการสวดมนต์ ก็เหมือนเราตักบาตรทุกวัน โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน เมื่อมีโอกาศเข้าวัด หรือจะไปทำบุญตามสถานที่ต่างๆ เราก็นำเงินนั้นแหละไปทำบุญ หยอดตู้ ใส่ซอง ทำให้จิตของเราติดอยู่กับบุญกุศลทุกวัน

 

 

1.ทานบารมี = ขณะที่เราสวดมนต์เสร็จ เราทำทานคือเอาเงินที่จบใส่ใน กระปุกออมสิน หรืออื่นๆ เป็น ทานบารมี

2.ศีลบารมี = ขณะที่เราสวดมนต์อยู่ในขณะนั้นเราไม่ได้ทำบาปกรรมกับใคร มีศีลอยู่ในขณะที่สวดมี ศีลบารมี

3.เนกขัมมบารมี = ขณะที่เราสวดมนต์อยู่ จิตของเราปราศจาก นิวรณ์มารบกวนจิตใจ ถือว่าเป็นการบวชใจ ถือว่าเป็น เนกขัมมบารมี

4.ปัญญาบารมี = การสวดมนต์ทำด้วยความศรัทธา ทำด้วยปัญญาที่เห็นว่ามันเป็นประโยชน์ช่วยฝึกฝนให้เกิดสติ มีสมาธิเป็น ปัญญาบารมี

 

5.วิริยะบารมี = ถ้าเราไม่มีความเพียร เราก็ทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นความเพียรเป็น วิริยะบารมี

6.ขันติบารมี = มีความเพียรแล้ว ไม่มีความอดทน ความเพียรก็ตั้งอยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องมีความอดทน ความอดทนเป็น ขันติบารมี

7.สัจจะบารมี = มีความเพียร มีความอดทนแล้ว และมีความจริงใจในการประพฤติปฏิบัติ ซึ่งความจริงใจคือ สัจจะบารมี

8.อธิษฐานบารมี = เมื่อเราสวดมนต์เสร็จ ทำสมาธิ ตั้งจิตอธิฐาน การอธิฐานเป็น อธิษฐานบารมี

9.เมตตาบารมี = ใส่บาตร สวดมนต์เสร็จ ก็ต้องแผ่เมตตา อุทิศส่วนกุศล การแผ่เมตตาเป็น เมตตาบารมี

10.อุเบกขาบารมี = ขณะที่แผ่เมตตา เราต้องทำใจของเราให้มีเมตตา ต่อสัตว์ทั้งหลาย ทำใจให้เป็นพรหมวิหาร 4 อุเบกขา วางเฉย อโหสิกรรม กับบุคคลที่เราเคยล่วงเกินกันมา ไม่โกรธใคร ไม่เกลียดใคร ไม่ชอบใคร ไม่ชังใคร ทำใจให้นิ่ง ทำจิตให้สงบ วางใจให้เป็นอุเบกขา เป็น อุเบกขาบารมี

ขอขอบคุณที่มาจาก : http://updatesara.com/

ฝึก 2 อย่างอยู่กับ “ทุกข์” ให้เป็น “สุข” ข้อคิดดีๆจากท่าน ว.วชิรเมธี

เรื่องราวของ “ความทุกข์” และ “ความสุข” แท้ที่จริงแล้วพระพุทธศาสนาไม่ใช่ศาสนาที่สอนให้ มองโลกในแง่ดี หรือ มองโลกในแง่ร้าย แต่พระพุทธศาสนาสอนให้ มองโลกตามความเป็นจริง นั่นคือ “มองโลกอย่างที่โลกมันเป็น ไม่ใช่อย่างที่เราอยากให้เป็น”

“ความทุกข์” เป็นความจริงอย่างหนึ่งที่มีอยู่คู่กับโลก แต่ “ความสุข” ก็เป็นความจริงอีกอย่างหนึ่งที่เคียงคู่มากับความทุกข์ด้วยเช่นกัน และโลกก็ไม่ได้มีเพียงความสุขความทุกข์สองอย่างนี้เท่านั้น ทว่าโลกนี้ยังมีภาวะที่เรียกว่า “เหนือสุขเหนือทุกข์” อยู่อีกด้วย

คนที่มองโลกตามความเป็นจริง ยามมีความทุกข์จึงไม่ท้อ และยามมีความสุขจึงไม่หลงติดในความสุขจนเกินพอดี เพราะเขาย่อมเข้าใจเป็นอย่างดีว่า ยังมีภาวะที่ประเสริฐกว่าความสุขอยู่อีก นั่นคือ การอยู่เหนือทั้งสุขทั้งทุกข์ตลอดกาล อย่างไรก็ตาม แม้โลกจะมีสุขและทุกข์ปกกันไป แต่ดูเหมือนว่าช่วงเวลาแห่งความสุขของคนเรานั้นมักจะแสนสั้นเสียเหลือเกิน วันหนึ่ง ๆ ชีวิตช่างคลุกคลีตีโมงอยู่กับเรื่องราวที่ทำให้ทุกข์ตั้งร้อยแปดพันเก้าไม่รู้จบสิ้น ทำอย่างไรดีนะเราจึงจะออกมาจากความทุกข์ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด หรือถึงไม่ออกมาอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ก็ขอแต่เพียงอยู่กับความทุกข์อย่างเป็นมิตรก็พอแล้ว

เรามาลองเรียนรู้วิธีอยู่กับความทุกข์ให้เป็นสุขกันดีกว่า

๑. อยู่กับความจริง ทิ้งความกังวล
ความทุกข์หลายอย่างในชีวิตของเรา ถ้าว่ากันตามเนื้อผ้าแล้วสัดส่วนของความทุกข์จริง ๆ จะมีไม่มาก แต่บางครั้งที่รู้สึกทุกข์มาก ๆ เป็นเพราะว่าเราสร้างภาพความทุกข์นั้นให้ใหญ่โตเกินจริง เช่น ใครบางคนพอรู้ว่าจะไปสอบสัมภาษณ์วันพรุ่งนี้ คืนนั้นทั้งคืนนอนไม่หลับ คิดโน่นคิดนี่วุ่นวายไปหมด กลัวว่าจะสอบสัมภาษณ์ไม่ผ่าน กลัวว่าจะตอบคำถามไม่ได้ กลัวว่าเสื้อผ้าที่สวมใส่จะดูไม่ดี กลัวว่าหน้าจะไม่ใส กลัวว่าความรู้ความสามารถของตัวเองจะไม่สอดคล้องกับที่บริษัทนั้น ๆ ต้องการ กลัวว่ารถจะติดแล้วไปสาย หรือสุดท้ายกลัวว่าถ้าไปสอบสัมภาษณ์ไม่ผ่าน คนที่บ้าน เพื่อน พ่อแม่ จะปรามาสว่า เอาดีไม่ได้

เรากลัวไปสารพัดอย่าง ทั้ง ๆ ที่ในสถานการณ์จริง สิ่งที่เรากลัวมาตั้งสิบอย่างนั้นอาจเกิดขึ้นจริงเพียงอย่างเดียงเท่านั้น แต่กว่าจะรู้เช่นนี้ได้ เราก็ปล่อยให้ความทุกข์ที่เรากังวลนั้นทำร้ายเรามาแล้วทั้งคืน นี่แหละคือความทุกข์ที่เกิดจากการสร้างภาพของเราเอง ความทุกข์อย่างนี้เรียกว่า ทุกข์เพราะอุปทาน หรือทุกข์เพราะฉันสร้างมันขึ้นมาเองจากความกังวล ทุกข์อย่างนี้ บางทีร้ายกว่าตัวความทุกข์จริงๆ ที่เรากำลังเผชิญอยู่ด้วยซ้ำไป

ดังนั้น หากเรากำลังทุกข์ด้วยเรื่องใด ลองถามตัวเองดูซิว่า สิ่งที่กังวลอยู่นั้นมันน่ากลัวจริงๆ หรือว่าเป็นเพียงสิ่งที่เราสร้างมันขึ้นมากันแน่ ลองแยกทุกข์แท้ๆ ออกจากความกังวลให้ได้ แล้วจะเห็นว่า ทุกข์แท้ๆ ที่ควรทุกข์มีอยู่นิดเดียวเอง

๒. ฝึก “ช่างมัน” ให้เคยชิน
วิธีคลายทุกข์ประการที่สองนี้ก็ลองสืบเนื่องมาจากตัวอย่างข้างต้น เราจะเห็นว่า การใช้ชีวิตอยู่ในสังคมทุกวันนี้ สิ่งที่คนเราแคร์มากที่สุด นอกจากเรื่องราวของตัวเองแล้ว ก็คือ “สังคม” หรือ “สายตาของคนอื่น”

“สายตาของคนอื่น” นั้นมีอิทธิพลต่อความทุกข์ความสุขในชีวิตของคนเรามาก เราจะเป็นอย่างไร จะใช้ชีวิตอย่างไร ความจริงก็น่าจะเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเราเองล้วนๆ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง เรามักไม่เชื่อมั่นในวิจารณญาณของตัวเอง เรามักคิดเสมอว่า เมื่อเราเป็นอย่างนี้ พูดอย่างนี้ ทำอย่างนี้ เดินอย่างนี้ ใช้ชีวิตอย่างนี้ คบเพื่อนคนนี้ ใช้โทรศัพท์รุ่นหรือยี่ห้อนี้ ชอบนักดนตรีคนนี้ ใช้เครื่องสำอางยี่ห้อนี้ หรือแม้กระทั่งอ่านนิตยสารชื่อนี้ แล้วคนอื่นจะมองเราอย่างไร หรือตัวตนของฉันในสายตาคนอื่นจะเป็นอย่างไร

“สายตาของคนอื่น” คือสไตลิสท์ตัวจริงที่คอยจับเราเหวี่ยงไปเหวี่ยงมาจนสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง คนบางคนทั้งชีวิตแบบไม่มีช่องว่างให้ความสุขได้เล็ดลอดเข้ามาในผืนแผ่นดินใจเลย เพราะมัวแต่ใช้ชีวิตตามที่สังคมคาดหวัง เกรงว่าถ้าไม่แสดงตนอย่างที่คนทั่วไปเขาคาดหวัง “อัตลักษณ์”

การจะคลายทุกข์อย่างนี้ได้มีหลายวิธี แต่ในที่นี้ขอแนะนำว่า ควรหัดลดการให้ความสำคัญกับสายตาคนอื่นเสียบ้าง พูดให้สั้น ก็คือ ควรรู้จัก “ช่างมัน ฉันไม่แคร์” เป็นบางเวลา บางสถานการณ์ เรื่องบางเรื่องลองหัดเป็นตัวของตัวเองดูบ้างก็ได้ พระผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเขียนกวีนิพนธ์เรื่อง “ช่างมัน” เอาไว้ไพเราะมาก ขอคัดมาให้อ่านกันเป็นข้อคิดสะกิดใจ เผื่อว่างเมื่อไรจะได้อ่านแล้วฝึก “ช่างมัน” เสียให้ชินความทุกข์จากการที่ต้องแคร์สายตาคนอื่นจะได้บรรเทาเบาบางลง

แค่มองโลกตามความเป็นจริง…ไม่เอาใจไปจับสิ่งเหล่านั้น ความทุกข์ก็จะคลายลง ความสุขก็จะไม่ตัวตน…ทุกๆ วันนี้ มองรอบๆ ตัวเห็นมีแต่คนทุกข์ ยากดีมีจน ตำแหน่งสูงใหญ่ หรือต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ก็นั่งถอนหายใจกันทั้งนั้น

เขาไม่รักเรา แต่เราจะทำเพื่อเขา…เราก็ทุกข์

เขาไม่ยอมรับในความเก่งกาจของเรา เอาแต่คอยรังแกเรา…เราก็ทุกข์ เขาก็ทุกข์ (ไม่รู้ว่าวันนี้จะแกล้งอะไรดี)

เขาได้เงินมากกว่าเรา เพระเขาทำงานหนักกว่าเรา แต่เราอยากได้เงินมากเหมือนเขา แต่เราไม่เคยทำงานหนักเท่าเขาหรือมากกว่า…เราก็ทุกข์

เมื่อเราไม่มั่นใจตัวเอง สอนหนังสือมี ๑๐ ปี เวลาไปร่วมงานกับใคร ก็ได้แต่ตอบว่า “ค่ะ” แล้วก้มหน้าทำบ้าง อู้บ้าง พัฒนาการของตัวเองก็ไม่เคย แต่พอมีค่าจ้างนิดหน่อย ก็รีบตะครุบ ทำตัวไม่สมกับเป็นครูบาอาจารย์ เวลาคบกับใคร ก็หวาดระแวงกลัวคนอื่นจะมาเอาเปรียบตัวเอง ทั้ง ๆ ที่ตัวเอง เอาเปรียบเพื่อนร่วมงานอยู่ตลอดเวลา… แบบนี้หน้าทุกข์ ทุกข์เพราะหัวใจไม่บริสุทธิ์ของตัวเอง

กรรมเป็นของที่ไม่มีใครมาสร้างให้เรา แต่เราเป็นสร้างกรรมเอง ขึ้นอยู่กับว่า ดี หรือ ชั่ว

ท่าน ว.วชิรเมธี สอนให้เราอยู่กับ “ทุกข์” หรือ “สุข” ด้วยความเป็นกัลยาณมิตร และทางสายกลางซึ่งกันและกัน

ขอขอบเรื่องราวดีๆ จาก คิดเป็น

ชาวพุทธควรรู้ สิ่งจำเป็น 4 อย่าง ถวายช่วงเข้าพรรษา ได้บุญมหาศาล รู้แล้วอย่าเก็บไว้คนเดียว

ชาวพุทธควรรู้ สิ่งจำเป็น 4 อย่าง ถวายช่วงเข้าพรรษา ได้บุญมหาศาล รู้แล้วอย่าเก็บไว้คนเดียว ชีวิตดี

การเข้าพรรษา เป็นพุทธบัญญัติ ซึ่งพระภิกษุทุกรูปจะต้องปฏิบัติตาม หมายถึง การอธิษฐานอยู่ประจำที่ไม่เที่ยวจาริกไปยังสถานที่ต่างๆ เว้นแต่มีกิจจำเป็นจริง ๆช่วงจำพรรษาจะอยู่ในช่วงฤดูฝนคือแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ถึง ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ของทุกปี ดังนั้น วันเข้าพรรษา หมายถึง วันที่พระภิกษุในพระพุทธศาสนาอธิษฐานอยู่ประจำในวัด หรือเสนาสนะที่คุ้มแดดคุ้มฝนได้แห่งหนึ่งไม่ไปค้างแรมในที่อื่น ตลอด ๓ เดือนในฤดูฝน

การทำบุญเข้าพรรษา ให้ถูกหลักพระพุทธศาสนานั้นไม่ใช่เรื่องยากและทำแล้วยังได้บุญมหาศาลโดยผู้ที่จะทำบุญควรจะเน้นไปทำบุญตามวัดต่างจังหวัดเพราะพระสงฆ์ตามต่างจังหวัดนั้นจะขาดแคลนของอุปโภค บริโภคมากกว่าพระที่จำวัดในเมือง โดยผู้ที่ต้องการทำบุญควรจะนำของใช้จำเป็น 4 อย่างไปถวายท่าน ประกอบไปด้วย

1.ไฟฉายอย่างดี พร้อมถ่านสำรองเพราะช่วงเข้าพรรษาเป็นช่วงหน้าฝนท่านจะได้ใช้ไฟฉายสำรวจสภาพวัด สัตว์ร้าย เดินทางไกลหรือแม้กระทั่งภัยธรรมชาติที่อาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

2.ผ้าอาบน้ำฝน รูปละสองผืน และต้องเป็นผ้าฝ้ายขนาดใหญ่ที่สามารถใช้สงฆ์น้ำได้ และเป็นผ้าเช็ดตัวได้ซึ่งปัจจุบันพระสงฆ์ส่วนใหญ่จะใช้ผ้าขนหนูแทนแต่ตามความจริงแล้วการใช้ผ้าขนหนูนั้นไม่ถุกพระวินัยของสงฆ์

3.เทียนบูชาพระ ขนาด 8 นิ้ว พร้อมไฟแช็คแทนการใช้เทียนพรรษาซึ่งมีขนาดใหญ่ เพื่อท่านจะใช้จุดบูชาพระประธานในโบสถ์

4.ยาแก้แพ้อากาศอย่างดีพร้อมยาลดไข้ เพราะช่วงนี้พระสงฆ์จะเกิดการเจ็บป่วยได้ง่ายเพราะเป็นช่วงหน้าฝน

“ทำบุญเข้าพรรษาแค่ 4 ข้อเท่านี้ก็ได้บุญมหาศาลแล้วเพราะท่านได้ใช้ของที่เราถวายได้ตลอดพรรษาส่วนปัจจัยนั้นก็อย่าลืมถวายท่านตามกำลังศรัทธาเพื่อใช้จ่ายเป็นสมณะบริโภค แต่ถ้าเป็นพระธรรมยุตก็ถวายเป็นปาวรณาบัตร ส่วนปัจจัยก็มอบให้ลูกศิษย์ท่านไว้ เท่านี้เราก็ได้เชื่อว่าเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีแล้ว”

ประวัติวันเข้าพรรษาสมัยพุทธกาล

เมื่อครั้งที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทับอยู่ ณ วัด เวฬุวัน เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ มีเหตุการณ์เกิดขึ้นคือ พวกชาวบ้าน กลุ่มหนึ่งพากันกล่าวตำหนิพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาว่า ช่างไม่รู้จักกาลเวลาเสียเลยพากันจาริกไปเรื่อยๆ ไม่หยุดยั้งแม้ในระหว่างฤดูฝนบางครั้งก็ไปเหยียบข้าวกล้าของชาวนาเสียหาย ขณะที่พวกนิครนถ์ นักบวชในศาสนาอื่นและฝูงนกยังหยุดพักผ่อนไม่ท่องเที่ยงไปในฤดูฝนเช่นนี้ เรื่องนี้ทราบถึงพระพุทธเจ้าในกาลต่อมา พระองค์จึงทรงรับสั่งให้พระสงฆ์ประชุมพร้อมกันตรัสถามจนได้ความเป็นจริงแล้วจึงทรงบัญญัติเรื่องการเข้าพรรษาไว้ว่า อนุชานามิ ภิกขะเว อุปะคันตุง แปลว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้พวกเธออยู่จำพรรษา”

การถือปฏิบัติวันเข้าพรรษาในประเทศไทย

สมัยก่อนประชาชนส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม จะเริ่มทำไร่ทำนาปักดำข้าวกล้าก่อนพรรษากาลพอ พระสงฆ์เข้าพรรษาก็จะเสร็จงานในไร่นา ย่อมมีเวลาว่างมาก ประกอบกับการคมนาคมไปมาระหว่างสถานที่ต่าง ๆ ก็ไม่ค่อยสะดวก เนื่องจากฝนตกชุกและน้ำขึ้นเจิ่งนอง เต็มแม่น้ำลำคลองทั่วไปชาวบ้านจึงถือโอกาสเข้าวัดถวายทาน รักษาศีล ฟังธรรมและเจริญภาวนาเพิ่มพูนบุญกุศลกันมากขึ้น

ดังนั้นเมื่อถึงวันเข้าพรรษา พุทธศาสนิกชนก็จะพากันหาอาหารทั้งคาวหวาน ผลไม้ และเครื่องอุปโภคที่จำเป็นแก่สมณะนำไปถวายพระภิกษุสงฆ์ใกล้บ้านตน พระภิกษุสงฆ์แนะนำสั่งสอนให้เกิด ศรัทธาในการปฏิบัติ ตามหลักทานศีลและภาวนา และความไม่ประมาทในการประกอบคุณความดีอื่น ๆ

ตามประวัติศาสตร์ พุทธศาสนิกชนชาวไทย ได้เริ่มบำเพ็ญกุศลเนื่องในเทศกาลเข้าพรรษานี้ ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ดังข้อความในศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชว่า

“พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองสุโขทัยนี้ทั้งชาวแม่ชาวเจ้า ทั้งท่วยปั่วท่วยนาง ลูกเจ้าลูกขันทั้งสิ้นทั้งหลายทั้งหญิงทั้งชายฝูงท่วยมีศรัทธาในพุทธศาสน์ มักทรงศีล เมื่อพรรษาทุกคน”

ขอบคุณแหล่งที่มา share-si