เรื่องต่อไปนี้เป็นเรื่องเล่าต่อ..ที่ฟังดูแล้วมีความเป็นเหตุ..เป็นผลแห่งพุทธ..อย่างแท้จริง..

เรื่องต่อไปนี้เป็นเรื่องเล่าต่อ..ที่ฟังดูแล้วมีความเป็นเหตุ..เป็นผลแห่งพุทธ..อย่างแท้จริง..

เรื่องมีอยู่ว่า..สมัยพุทธกาล

มีคนถามพระพุทธองค์ว่า ปฏิบัติธรรมแล้ว สุดท้ายเราจะได้อะไร

พระพุทธองค์ตอบว่า “ไม่ได้อะไรเลย”

เขาจึงถามต่อไปว่า… ถ้าเช่นนั้นท่านจะปฏิบัติไปเพื่ออะไร

พระพุทธองค์ทรงแย้มพระโอษฐ์ตรัสว่า ตถาคตสามารถบอกเธอถึงสิ่งที่หายไป นั้นก็คือ

ความโกรธได้หายไป

ความหม่นหมองวิตกกังวลหายไป

ความเศร้าท้อแท้หายไป

ความกังวลไม่สบายใจหายไป

ความเห็นแก่ตัว โลภะ โทสะ โมหะพิษร้ายทั้งสามก็หายไป

อวิชาคือความไม่รู้ที่ปิดกั้น ปุถุชนทั้งหลายก็ได้สูญสิ้นไป

พูดเหมือนง่าย… แต่เหตุผลนั้นมันลึกซึ้ง…

คนทั้งหลายที่มาสู่โลกนี้ มีเพียงสองเรื่องคือเกิดกับจาก

เรื่องแรกทำสำเร็จไปแล้ว ส่วนอีกเรื่องนั้นเราจะทุกข์ร้อนไปทำไม…

พระท่านว่า ไม่ว่าอะไรก็ตามย่อมมีเกิดขึ้นเป็นธรรมดา และมีจากไปเป็นธรรมดา คนไม่มีปัญญามัวแต่ไปคิดว่ามันไม่ธรรมดา คิดว่ามันต้องอยู่กับเราตลอดไป ไปรั้งมัน ไปยึดมั่น ถือมั่น คิดว่าต้องสวยแบบนี้ ต้องดีแบบนี้ ต้องรักกันแบบนี้ตลอดไป ไปคาดหวังมัน เราก็เลยทุกข์ แท้ที่จริงแล้ว ตอนมันจากไป ก็เป็นธรรมดาของมัน

มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับมันไม่ได้หรอกหนา

มีวาสนาก็มา … ไม่มีวาสนาก็ไป… สิ่งใดที่สมควรแก่เหตุก็มาเอง… สิ่งใดที่ไม่สมควรแก่เหตุ จะแสวงหาก็ไม่พบ อ้อนวอนก็ไม่สำเร็จ…

มีวาสนาก็ไม่ปฏิเสธ ไร้วาสนาก็ไม่ต้องแสวงหา… สิ่งที่เข้ามาหาก็ต้อนรับ สิ่งที่จากไปก็ไม่ต้องอาลัย… ทุกสิ่งทุกอย่างแล้วแต่วาสนา ให้เป็นไปตามธรรมชาติที่ควรจะเป็น

ผู้มีปัญญาทั้งหลายไม่เอาชีวิตไปขึ้นอยู่กับปากและตาของผู้อื่น… ให้มองเห็นจิตและใจของตนเอง… มีสติ รู้จิต ไม่ฟุ้งซ่าน… ไม่ดิ้นรนแสวงหาในสิ่งที่หลอกลวงทั้งหลาย… ไม่ดิ้นรนแสวงหา ใจเป็นอิสระจากกิเลสทั้งปวง… จะร้อนจะหนาว จะลุกจะนั่ง จิตก็มีสติอยู่เสมอ นี่แหละคือการปฏิบัติธรรม

เกิดเป็นคน อย่าเป็นคนหลอกลวงไร้สัจจะ ถ้าเป็นคนหลอกลวงจะไม่สามารถเปิดใจต่อผู้อื่นได้… ความทุกข์ที่สุดของมนุษย์คือใจที่ไร้ที่พึ่ง…

ไม่ว่าจะรู้หรือไม่รู้ ยอมรับหรือไม่ยอมรับก็ตาม จิตที่ดีงามย่อมไม่มีเรื่องทุกข์ใจฺ…

จิตที่ประเสริฐ ย่อมไม่มีผู้ที่จะต้องเคียดแค้นชิงชัง… จิตที่เรียบง่าย ย่อมไม่มีเรื่องว้าวุ่นใจ… เป็นคนดี กายใจซื่อตรง ย่อมหลับเป็นสุข… ผู้ประกอบกรรมดี ฟ้าดินย่อมมองเห็น ผีสางเทวดาย่อมสรรเสริญ

ความสงบที่แท้จริงมิได้เกิดจากการนั่งนิ่งๆหลายชั่วโมง แต่เกิดจากการมองผู้คนและสิ่งทั้งหลายด้วยใจที่สงบ ได้ยินแม้แต่เสียงดอกไม้บาน… นั่งก็เป็นสมาธิ เดินก็เป็นสมาธิ

เหตุเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เหตุเกิดขึ้นแล้วก็ว่างเปล่า...ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของทุกคน ไม่มีใครสามารถเป็นเจ้าของได้ ได้แต่เพียงเกี่ยวข้องแล้วก็ผ่านไป… พวกเราทุกคนเป็นเพียงแขกผู้ผ่านกาลเวลาเท่านั้น… วันหนึ่งเราก็ต้องบอกลาทุกสิ่งไป

ทุกสิ่งที่ปรากฎต่อหน้าเรานั้นควรจะทนุถนอม… แต่สิ่งที่ผ่านไปแล้วก็ไม่ควรต้องอาลัย… สิ่งใดที่ควรได้ก็ให้รับเขาด้วยความยินดีแต่ไม่ยึดถือ..

ขออวยพรแด่ทุกคนที่มีวาสนาได้เกิดมาร่วมโลกกัน… เป็นครอบครัวเดียวกัน… เป็นญาติสนิทมิตรสหาย… รวมทั้งสรรพสัตว์ทั้งหลายขอจงมีความสุข เบิกบานใจทุกวันคืน…

ถ้าอ่านแล้วจะส่งต่อให้เพื่อนก็เป็นบุญ จะพิจารณาอยู่ก็เป็นคุณที่ดีเฉพาะตัว…

ขอบคุณสำหรับทุกๆ ท่านที่ช่วยแชร์ต่อๆ ไป… ขออำนาจกรรมดีความดีจงคุ้มครองให้ทุกทุกท่านวิวัฒน์สวัสดีตลอดกาลนาน

ขอบพระคุณแหล่งที่มา : Jelly Walker, รักยิ้ม

“เมื่อสิ้นวาสนา ก็ต้องจากกัน รั้งยังไงก็ไม่อยู่” อีกหนึ่งเรื่องราวดีๆที่อยากให้ทุกคนได้อ่าน

“เมื่อสิ้นวาสนา ก็ต้องจากกัน รั้งยังไงก็ไม่อยู่” หลวงตาเตือนสติชายไม่สมหวังกับความรัก ก่อนติดสินใจบวชตลอดชีวิต

มีชายหญิงคู่หนึ่งรักกันมาก คบกันมา ๓ปี ทั้ง ๒ ตกลงจะแต่งงานกัน

เมื่อกำหนดวันเรียบร้อย ฝ่ายชายเองก็รอคอยวันที่จะแต่งงาน

ต่อมาไม่นานฝ่ายชายรู้ข่าวว่า คู่รักของตนแต่งงานกับคนอื่นอย่าง

กะทันหัน

โดยฝ่ายหญิงเองก็เต็มใจ ไม่ได้ถูกบังคับแต่อย่างใดเมื่อได้ทราบข่าว

เขาทั้งงงและเสียใจมาก

ร้องไห้ไม่กินไม่นอน ไม่นานก็ป่วยหนักเพราะตรอมใจเวลาผ่านไป ฝ่าย

ชายป่วยหนักขึ้นเรื่อยๆ

ไปหาหมอเท่าไหร่ก็ไม่ดีขึ้ขณะที่นอนซมอยู่ที่บ้านนั้น

มีหลวงตาแก่ๆผ่านมาเมื่อมาถึงหลวงตาหยุดอยู่ที่หน้าบ้าน

แล้วมองเข้าไปในบ้านจึงเคาะประตูเด็กรับใช้ออกมาเปิดประตูพบว่า เป็นพระ

จึงบอกว่า ” ไม่ทำบุญนิมนต์ข้างหน้า”

หลวงตา ยิ้มอย่างมีเมตตาแล้วพูดว่า “อาตมาไม่ได้มาบิณฑบาต ในบ้าน

มีคนป่วยใช่มั๊ย อาตมาพอมีความรู้ทางด้านการแพทย์นิดหน่อยไม่รู้จะ

พอช่วยได้รึปล่าว”

เด็กรับใช้ได้ฟังก็อึ้งแต่ก็บอกว่า ตัดสินใจเองไม่ได้ต้องขอไปถามเจ้า

นายก่อน เด็กรับใช้เดินเข้าไปในบ้านถามเจ้านาย เจ้านายตอบอย่างตัด

รำคาญว่า

“อยากเข้ามา ก็เข้ามา!”

เมื่อหลวงตาเข้าไปพบที่ห้องนอนพบว่า

ชายคนดังกล่าวนอนอย่างหมดอาลัยอยู่บนเตียง สีหน้าซีดเซียว ร่างกาย

ซูบผอมประหนึ่งครึ่งคนครึ่งศพ เด็กรับใช้นำน้ำมาถวายหลวงตา พร้อม

จัดเก้าอี้ถวายข้างๆเตียงของชายคนนั้น

หลวงตา ยิ้มแล้วพูดว่า “อาการหนักเลยนะ”

ชายคนนั้น นิ่งเงียบไม่สนใจในสิ่งที่หลวงตาพูด

หลวงตาตรวจอาการพอเป็นพิธี จึงกล่าวว่า”โทรมมากเลยนะ” ชายคน

นั้นไม่สนใจ

หลวงตาบอกว่า “ไม่เชื่อ ลองมองที่กระจกสิ”ชายคนนั้นไม่สนใจแต่ขณะ

ที่หางตาชายไปที่กระจกแต่งตัวในห้องนอน

เขามองเห็นภาพของคนที่รักอยู่ในนั้น ไม่นานภาพของคนรักก็ค่อยๆจาง

หายไป

กลายเป็นภาพทิวทัศน์ชายทะเลที่ชายทะเลแห่งนั้นเงียบสงบ ไม่มีคน

ผ่านไปมา

ขณะที่ชายคนที่ป่วยนั้น มองภาพในกระจกด้วยความสนใจนั้น เขาพบว่า

มีศพหญิงสาวนอนเปลือยกายอยู่ที่ชายหาด เวลาผ่านไปสักครู่ มีชายคน

หนึ่งเดินผ่านมา

เขามองเห็นศพหญิงคนนั้นด้วยความรังเกียจ แล้วเดินผ่านไปอย่าง

รวดเร็ว

ต่อมาพักใหญ่มีชายอีกคนหนึ่งเดินผ่านมา เขามองเห็นศพนั้น

เขาสงสารจึงถอดเสื้อนอกออกมาคลุมร่างของหญิงคนนั้น แล้วเดินจาก

ไป

พักใหญ่ๆอีกเช่นกัน มีชายอีกคนเดินผ่านมาเขาพบคนนอนมีผ้าคลุมอยู่

จึงเปิดออกดู

เมื่อพบว่า เป็นศพ ด้วยใจสงสาร จึงจะฝังให้เรียบร้อย แต่ก็ไม่มีเครื่องมือ

จะขุด

เขาจึงตัดสินใจใช้มือทั้ง ๒ข้างๆ ค่อยๆกอบทรายขึ้นมา เขาทำแบบนี้ไป

เรื่อยๆ

จนเย็น พอได้หลุมใหญ่พอสมควรจึงได้ฝังศพผู้หญิงคนนั้นเรียบร้อยแล้ว

จากไป

จากนั้นภาพในกระจกก็เปลี่ยนเป็นภาพของศพหญิงคนนั้น และก็ค่อยๆ

เปลี่ยนเป็นภาพของหญิงคนรัก เขาได้เห็นก็ตกใจพอสักพัก

ก็ปรากฏเป็นภาพชายคนที่ ๒

แล้วก็ค่อยๆจางหายไป เหลือแต่เงาของตัวเองในกระจก

ทันใดนั้นหลวงตาพูดว่า “ทีนี้เข้าใจรึยัง ศพนั้นคือคู่รักของโยม ชายคนที่

ช่วยฝังศพเธอ ผูกวาสนากับเธอหนึ่งชาติ ชาตินี้เธอเลยแต่งงานกับเขา

ส่วนโยมช่วยคลุมศพเธอ จึงผูกวาสนา ๓ปี ตอนนี้ครบ ๓ ปี วาสนาสิ้น

แล้วก็ต้องจากกัน”

เมื่อชายคนนั้นฟังจบก็กระอักเลือดออกมา เด็กรับใช้ตกใจมาก

หลวงตา ยิ้มแล้วบอกว่า “โยมรอดแล้ว เมื่อกี้โยมกระอักเลือดเอาเลือด

เสียออกมาแล้ว”

ต่อมาไม่นานชายคนนั้นก็ได้ออกบวชติดตามหลวงตาองค์นั้นในที่สุด

คนเราเจอกัน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

ความสัมพันธ์ พ่อ , แม่ , พี่ , น้อง ,

ญาติ , เพื่อน , ศัตรู , คนรัก ฯลฯ ไม่ใช่ของเลื่อนลอย

“เมื่อมีวาสนา ไม่ต้องเรียกร้อง ถึงเวลาก็มาเจอกัน”

“เมื่อสิ้นวาสนา ก็ต้องจากกัน รั้งยังไงก็ไม่อยู่”

ในตอนที่ยังไม่จากกันนี้

คุณทำได้ทำดีต่อคนของคุณหรือยัง

เพราะถึงเวลาที่ต้องจากกัน

ไม่ว่าคุณจะมีเงินหรืออำนาจล้นฟ้า

ก็เรียกมันกลับคืนมาไม่ได้

ทำดีต่อกันไว้ดีกว่า เพราะไม่มีใครรู้ว่า

เราจะต้องจากกันเมื่อไหร่

ทุกๆวจีกรรม กายกรรม และมโนกรรม ที่เรานึกคิด

พูดล้วนเป็นกรรมหมด อยู่ที่เจตนาเป็นบุญหรือบาป

ล้วนส่งผลต่อปัจจุบันและอนาคตทั้งนั้น…ธรรมะสาธุ

 

“สิริมงคล ๘ ประการ” ข้อควรปฏิบัติ เป็นที่รักของเหล่าเทวดาทั้งปวง เสริมบุญบารมี ชีวิตรุ่งเรืองตลอดไป…..

สิริมงคลคุ้มครอง มี ประการ ท่านว่าถ้าผู้ใดรักษาสิริหรือสิริมงคล 8 ประการได้ เทวดาจะมารักษาและคุ้มครองท่านผู้นั้น เป็นสิริมงคลแก่ตนเอง คำว่า สิริตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายไว้ 2 ประการ คือ

1. สิริ แปลว่า รวมกัน เช่น เรามักได้ยินคำว่า สิริรวมอายุได้เท่านั้นเท่านี้ หมายความว่ารวมอายุทั้งหมดได้เท่านั้นเท่านี้ปี
2. สิริ แปลว่า ศรีมิ่งขวัญมงคลความดีความงาม ในหนังสือศัพท์วิเคราะห์ ซึ่งเขียนโดย พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ.9, ราชบัณฑิต) ได้ให้ความหมายว่า สิริ คือสิ่งอันผู้ทำความดีไว้ได้ซ่องเสพ, สิ่งที่อาศัยอยู่ในบุคคลผู้ทำความดีใว้

ถ้าจะอธิบายให้ชัดตามความหมายนี้ สิริ ก็คือสิ่งที่เกิดขึ้น หรือมีอยู่ในตัวบุคคลผู้ทำความดี และเมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้นหรือมีอยู่ในตัวผู้ใดแล้วก็จะทำให้ผู้นั้นเกิดความสุข ความเจริญรุ่งเรือง ความดีงามต่างๆ ซึ่งอาจจะตรงหรือใกล้กับคำว่า โชควาสนา

ตามหลักโหราศาสตร์เชื่อว่าสิริมีอยู่ในตัวของคนทุกคน หากแต่ว่าใครจะรู้จักรักษาสิริให้อยู่กับตนเองได้ดีหรือทำลายสิริของตนเองเสีย หลักเกณฑ์หรือข้อปฏิบัติในการรักษาสิรินั้นท่านแบ่งไว้ 8 ประการ และกล่าวไว้อีกว่า หากผู้ใดปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ทั้ง ประการนี้ได้ เทวดาฝ่ายดีจะเข้ารักษาและอำนวยอวยพรให้ผู้นั้นมีความสุขความเจริญ บังเกิดโชคลาภอยู่เสมอ แต่ถ้าหากผู้ใดรักษาไม่ได้ เทวดาที่เป็นกาลกิณีก็จะเข้าอยู่ให้โทษ ให้อาภัพอับโชค เสื่อมถอยคุณงามความดี

ข้อปฏิบัติทั้ง ประการนี้ ได้แก่

1. ให้เว้นการเสพกาม (มีเพศสัมพันธ์) ในวันที่ตรงกับวันพระและก่อนถึงวันพระ 1 วัน ได้แก่วัน 7 ค่ำ 8 ค่ำ 14 ค่ำ 15 ค่ำ ทั้งข้างขึ้นและข้างแรม (และวันแรม 13 ค่ำ เฉพาะในเดือนคี่) รวมถึงวันตรุษสงกรานต์ วันสุริยคราส จันทรคราส วันเข้าพรรษา และวันเกิดของตน

การที่ท่านห้ามเสพกามวันพระและวันเข้าพรรษานั้น เพราะวันดังกล่าว เป็นวันที่พระพุทธเจ้ากำหนดให้เป็นวันฟังธรรม ที่เรียกว่า วันธัมมัสสวนะ (อ่านว่า ทำ-มัด-สะ-วะ-นะ) เป็นวันที่เทวดาและมนุษย์ต้องขวนขวายทำความดีชำระกิเลส ชาวพุทธส่วนใหญ่จะถือศีล 8 และสวดมนต์ภาวนา เพื่ออบรมตนให้ไกลกิเลส ใกล้นิพพานยิ่งขึ้น วันตรุษสงการณ์ ถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ไทย เป็นวันที่เหมาะสำหรับทำบุญตอนรับสิ่งดีๆ ดังนั้นจึงไม่ควรเสพกาม วันสุริยคราส จันทรคราส ถือว่าเป็นวันอัปมงคล หากเสพกามในวันนี้จะทำให้วิญญาณของภูต ผี ปีศาจ เปรต อสุรกาย มาจุติในท้องได้ ส่วนวันเกิดของตน เป็นวันที่ต้องทำบุญตอบแทนพระคุณแม่ เพราะวันที่เราลืมตาดูโลกนั้นเป็นวันที่แม่เจ็บปวดทรมานที่สุด ดังคำที่ว่า วันเกิดลูกคือวันคล้ายวันแม่ ดังนั้น เมื่อถึงวันเกิดของตนเมื่อใดควรที่จะไปกราบเท้าแม่ ทำให้ท่านมีความสุขเพื่อเป็นการตอบแทนพระคุณท่าน

2. เมื่อจะบริโภคอาหารให้บ่ายหน้าไปสู่ทิศบูรพา (ทิศตะวันออก) ถ้าทำได้ดังนี้ เทวดาจะรักใคร่และให้ศีลให้พร ข้อนี้เป็นปริศนาธรรม คนโบราณวางไว้ให้คิด คำว่าทิศบูรพานี้นอกจากแปลว่าทิศตะวันออกแล้ว ยังแปลว่าทิศเบื้องหน้าด้วย ซึ่งทิศเบื้องหน้านี้ท่านหมายถึงบิดามารดาของเรา กล่าวคือ เมื่อเราได้สิ่งใดที่อร่อยมา ท่านให้นึกถึงบิดามารดาเป็นอันดับแรก ต้องให้มารดาบิดากินก่อน พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูก การที่ให้ข้าวให้น้ำแก่พอแม่จึงเป็นสิริมงคลสูงสุดแก่ชีวิต เทวดาทั้งหลายตลอดถึงพระพุทธเจ้าก็ทรงสรรเสริญ

อนึ่ง ทิศเบื้องหน้านี้ยังหมายถึง การมองหาคนอื่นที่พอจะแบ่งปันอาหารที่เรามีอยู่นี้แก่เขาบ้าง เป็นการแสดงออกถึงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ละความเห็นแก่ตัวให้น้อยลง นึกถึงตามบ้านนอกเวลาทานข้าวอยู่ หากมีใครเดินผ่านมาก็จะเชื้อเชิญให้มารับประทานด้วยกัน ซึ่งมีส่วนช่วยให้คนในสังคมอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข

3. เมื่อถ่ายอุจจาระให้บ่ายหน้าไปทางทิศปัจฉิม ทำได้อย่างนี้เทวดาจะรักใคร่และอวยพรให้ ข้อนี้อธิบายได้ว่า อุจจาระนั้นหมายถึงสิ่งที่ไม่ดี เรื่องที่ทำให้เกิดความทุกข์ ความเสียใจ ตลอดถึงกิเลสตัณหาต่างๆ สิ่งเหล่านี้ท่านบอกว่าถ้าทิ้งได้ให้ทิ้งซะ เพราะเก็บไว้นอกจากจะไม่เป็นประโยชน์แล้วยังสร้างโทษให้เก็บตัวเองอีกด้วย เปรียบเหมือนกับอุจจาระที่เก็บไว้ก็มีแต่จะเป็นทุกข์ ให้บ่างหน้าไปทางทิศปัจฉิม ปัจฉิมในภาษาพระได้แก่ทิศเบื้องหลัง คือทิ้งแล้วให้หันหลังกลับ ไม่ต้องกลับไปมอง ทิ้งไว้ข้างหลัง เหมือนกับอุจจาระทิ้งแล้วก็ไม่เสียดาย ทุกข์ก็เช่นกันทิ้งแล้วอย่าเสียดาย

4. ชายหญิงที่นอนด้วยกัน ต้องให้ผู้หญิงนอนข้างซ้าย ผู้ชายนอนข้างขวา และฝ่ายหญิงห้ามเดินข้ามเท้าฝ่ายชาย ถ้าปฏิบัติได้ดังนี้ เทวดาจะรักษาและอำนวยอวยพรให้ สิริข้อนี้เป็นปริศนาธรรมสอนการใช้ชีวิตคู่ร่วมกันระหว่างชายหญิงว่าทำอย่างไรจึงจะเป็นสิริมงคล คือมีความดีงาม มีความสุข มีความอบอุ่น และเจริญรุ่งเรือง การนอนร่วมกัน หมายถึงการตกลงปลงใจเป็นสามีภรรยากัน การให้รู้จักฐานะและหน้าที่ของแต่ละคน สามีนอนข้างขวา หมายถึงเป็นผู้ที่รับภาระหนักทุกอย่างในฐานะเป็นหัวหน้าครอบครัว ส่วนผู้หญิงให้นอนข้างซ้าย หมายถึงให้ช่วยประคับประคองสามี คอยช่วยเหลือเกื้อกูลในยามที่สามีต้องรับภาระหนัก เหมือนกับการยกของถ้าใช้มือขวายกไม่ไหวก็ใช้มือซ้ายเข้าช่วย

การที่ไม่ให้ฝ่ายหญิงเดิมข้ามเท้าฝ่ายชาย ก็หมายความว่าให้ภรรยามีความเคารพต่อสามีในฐานะเป็นผู้หาเลี้ยงครอบครัว ไม่ก้าวล้ำเส้นคิดจะเป็นหัวหน้าครอบครัวเอง บางคู่ภรรยาถือทิฐิคิดว่าตัวเองเก่งกว่าเหนือกว่าจึงดูถูก ข่มเหง ดุด่าสามีสารพัด ทำให้ครอบครัวนั้นขาดความงาม ไม่เจริญ หาความสุขไม่มี สังคมดูแคลน

5. ชายหญิงที่อยู่ด้วยกัน ท่านห้ามมิให้ใช้ผ้านุ่งร่วมกัน และให้แยกว่าชุดไหนเป็นชุดสำหรับใส่กลางคืน ชุดไหนเป็นชุดสำหรับใส่กลางวัน ถ้าใช้ผ้านุ่งร่วมกันหรือเอาชุดกลางคืนมาใส่กลางวัน เอาชุดกลางวันไปใส่กลางคืน ท่านว่าจะเสียศรีดูไม่เหมาะ เทวดารังเกียจและไม่อำนวยอวยพร

คำว่าผ้านุ่งในที่นี้ท่านหมายถึงเรื่องภายในครอบครัว ผ้านุ่งกลางวันหมายถึงเรื่องที่ดีที่เกิดขึ้นภายในครอบครัว ที่ควรนำมาเปิดเผยให้ผู้คนได้รับรู้ เหมือนเสื้อผ้าที่สวยงามควรนุ่งอวดให้คนเห็น ส่วนผ้านุ่งในเวลากลางคืนหมายถึงเรื่องที่ไม่ดี เรื่องเสียหาย เรื่องไม่งามภายในครอบครัวไม่ควรนำมาเปิดเผย เหมือนชุดนอนไม่ควรนุ่งมาอวดในที่สาธารณะ หรือตามห้างสรรพสินค้า สามีภรรยาที่อยู่ร่วมกันแล้ว ต้องรู้จักแยกแยะว่าเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องในครอบครัว เรื่องไหนที่ควรเปิดเผยเรื่องไหนไม่ดีควรปกปิด โดยเฉพาะเรื่องไม่ดีของคู่ครองที่นำมาเปิดเผยแล้วทำให้เขาเสียหายหรืออับอาย แต่ถ้าเป็นเรื่องดี เรื่องที่น่าภูมิใจก็นำมาเปิดเผยได้ ถ้าทำได้ดังนี้ สิริ คือความสุข ความร่มเย็น ความเป็นมงคลก็จะเกิดขึ้นในครอบครัว

6. เวลาหลังตื่นนอนก่อนออกจากบ้านให้เอาน้ำล้างหน้า ตกแต่งใบหน้าให้ดูดีสวยงามจึงจะเป็นมงคลแก่ชีวิต เทวดาก็จะตามรักษาและอำนวยอวยพรให้โชคดีตลอดวัน คนโบราณเชื่อว่าราศีหรือสิ่งที่จะทำให้เราเกิดความโชคดีนั้นอยู่ที่ใบหน้า ดังนั้นท่านจึงให้ล้างหน้า ทำความสะอาดและตกแต่งใบหน้าให้ดูดีเสมอก่อนออกจากบ้าน ความจริงแล้วข้อนี้ท่านไม่ได้หมายถึงเฉพาะการแต่งหน้าแต่งตาให้ดูสวยดูดีเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการทำใบหน้าให้เบิกบานแจ่มใส มีรอยยิ้ม ไม่บูดบึ้ง และอารมณ์ดีอีกด้วย เพราะเพียงการแต่งหน้าให้สวยงามแต่ใบหน้าบึ้งตึง คงไม่ช่วยให้ราศีดีขึ้นสักเท่าไร กลับกันถ้าใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส อารมณ์ดีเบิกบาน ถึงไม่แต่งหน้าทาปากก็ยังดูดีมีเสน่ห์มาก

7. เวลาเที่ยง ให้เอาน้ำพรมที่หน้าอกตรงหัวใจ ทำอย่างนี้จะเกิดสิริมงคลแก่ตน เพราะคนโบราณเวลาเที่ยงราศีจะย้ายจากใบหน้ามาอยู่ที่อก หากเอาน้ำมาพรมที่อกก็จะทำให้รู้สึกสดชื่น มีโชคลาภ การงานเจริญ ความเป็นจริงเวลาเที่ยงวันเป็นเวลาที่อากาศร้อนจัด เหงื่อไหลไคลย้อยเนื้อตัวเหนียวเหนอะหนะ ทำให้อารมณ์เสียและหงุดหงิดง่าย และจะพลอยทำให้การงานที่ทำอยู่เสียหาย ท่านให้เอาน้ำลูบอกเพื่อดับความร้อนในร่างกาย ช่วยทำให้จิดใจเย็นลง แต่สำหรับบางท่านสถานที่ไม่เอื้ออำนวยหรือไม่สะดวกที่จะนำน้ำมาลูบอกก็ไม่เป็นไร เพราะอันที่จริงในข้อนี้ท่านต้องการให้ใช้หลักความใจเย็น คือทำอะไรให้ใจเย็นๆ อย่าผลีผลามวู่วาม เพราะถ้าใจร้อนบวกกับอากาศที่ร้อนก็จะก่อให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งได้ง่าย

8. เวลาเย็น ให้เอาน้ำล้างเท้าก่อนเข้านอน เพราะโบราณท่านเชื่อว่าตอนเย็นราศีของคนอยู่ที่หัวแม่เท้าและใจกลางเท้า ถ้าได้ล้างเท้าก่อนเข้านอนก็จะทำให้นอนหลับฝันดี เทวดาก็คุ้มครองอวยพรให้โชคให้ลาภและป้องกันอันตรายไม่ให้เกิดขึ้นอีกด้วย

ความจริงในข้อนี้ท่านหมายถึงว่า เมื่อถึงเวลาเข้านอนแล้วให้ปล่อยวางธุระทั้งหมดทิ้งเสีย ให้เข้านอนพักผ่อนให้เต็มที่ เก็บกำลังชาร์ตแบตเตอรี่ใหม่ เตรียมพร้อมสู้งานต่อในวันถัดไป เมื่อทำได้อย่างนี้ก็จะทำให้มีกำลังต่อสู้กับงานต่อไปได้อีกนาน การดูแลสุขภาพ การพักผ่อนให้เพียงพอ มีความสำคัญมากพอๆกับการทำงานหาเงิน เพราะหากมีเงินมากๆแล้วจะมีประโยชน์อะไร ถ้าต้องเอาเงินที่หาได้มาเป็นค่ารักษาตังเอง ดังนั้น ท่านจึงให้ปล่อยวางธุระทั้งหมดเสียและพักผ่อนนอนหลับให้เต็มที่เมื่อถึงเวลาต้องพักผ่อน

สิริทั้ง ประการนี้ เป็นข้อปฏิบัติที่คนรุ่นปู่ย่าตา ยายได้บัญญัติไว้ ซึ่งหากใครปฏิบัติตามได้ก็จะเกิดความสุขความเจริญอย่างยิ่ง แต่การจะให้มีความสุขความเจริญได้อย่างบริบูรณ์ ต้องรู้จักประยุกต์ใช้ให้ถูกต้อง และเชื่อว่าหากท่านได้ปฏิบัติตามวิธีการรักษาสิริทั้ง 8 ข้อที่ได้แนะนำไว้ ความเป็นสิริ ความเป็นมงคล ความสุขความเจริญจะบังเกิดแก่ท่านอย่างแน่นอน

ที่มา http://horoscope.sanook.com

เผยเคล็ดลับทำบุญตามวันเกิด อานิสงส์แรงกล้า ชีวิตรุ่งเรือง แต่ละวัน ต่างกัน เลือกวันให้เหมาะ จะดีขึ้นเอง!!!

เสริมดวงชีวิต ด้วยวิธี ทำบุญตามวันเกิด

วันอาทิตย์
อาหารคาว – ไข่ ดาว เจียว ผัด ลูกเขย ลูกสะใภ้ ต้มแกงกะทิ
อาหารหวาน – ไข่หวาน มะพร้าวอ่อน มะพร้าวแก้ว ขนมใส่กะทิ น้ำกระเจี๊ยบ น้ำมะพร้าว น้ำขิง เงาะ
ปัจจัยถวายพระอื่นๆ – หลอดไฟ ไฟฉาย เทียน ธูป อุปกรณ์แสงสว่าง แว่นตา หมากพลู

ไหว้พระปางถวายเนตร (พระประจำวันเกิด) กำลังวันเท่ากับ ๖(สวด แบบย่อ อะ วิช สุ นุส สา นุต ติ)

เติมน้ำมันตะเกียงตามวัด ทำทานกับคนตาบอด โรงพยาบาลโรคตา มูลนิธิคนตาบอด โรงพยาบาล โรคหัวใจ มูลนิธิโรคหัวใจ

พฤติกรรม – ออกรับแสงอาทิตย์อ่อน ๆ ช่วงเช้าหรือเย็น ๆ เพื่อให้เกิดพลัง อย่าใจร้อน เลิกทิฐิ ทำตัว เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น

——————–

วันจันทร์

อาหารคาว – ประเภทสัตว์ปีก สัตว์น้ำ เช่น ไก่ผัดขิง ไก่ย่าง ไก่ทอด ปูผัดผงกะหรี่ ปูนึ่ง ข้าวมันไก่ ข้าวผัดปู เต้าหูทอด แกงจืดเต้าหู้ แกงเผ็ดเป็ดย่าง ปลาสลิดทอด
อาหารหวาน – น้ำเต้าหู้ นมถั่วเหลือง น้ำอ้อย โดนัท นมสด นมกล่อง เผือก มัน ลางสาด ขนมเปี๊ยะ
ปัจจัยถวายพระอื่นๆ – แก้วน้ำ แจกัน ของโปร่งๆ ใส ๆ

ไหว้พระปางห้ามญาติ (พระประจำวันเกิด) กำลังวัน เท่ากับ ๑๕ (สวดแบบย่อ อิ ระ ชา คะ ตะ ระ สา ) ทำทานกับมูลนิธิช่วยเหลือสตรี

พฤติกรรม ทำจิตใจให้สดชื่น แจ่มใส อยู่เสมอ อย่าวิตกกังวลเกินเหตุ ให้ความช่วยเหลือสตรีเช่นลุก ให้สตรีนั่งบนรถเมล์ บริหารกล้ามเนื้อหน้าอกให้แข็งแรง

——————–

วันอังคาร

อาหารคาว – อาหารประเภทเส้น ขนมจีน วุ้นเส้น บะหมี่ ก๋วยเตี๋ยว เนื้อวัว ปลาช่อนตากแห้งทอด
อาหารหวาน – ฝอยทอง สลิ่ม ลอดช่อง ทุเรียน ระกำ ขนุน น้ำสไปร์ท น้ำอัดลม
ปัจจัยถวายพระอื่นๆ – เหล็ก เส้น เครื่องมือประเภทเหล็ก กรรไกร แปรงสีฟัน ยาสีฟัน พัดลม กรรไกรตัดเล็บ

ไหว้พระปางไสยาสน์ (พระนอน) (พระประจำวันเกิด) มีกำลังเท่ากับ ๘ (สวดแบบย่อ ติ หัง จะ โต โร ถิ นัง) ทำทานกับคนพิการทางปาก ปากแหว่ง ผู้ป่วยโรคลมชัก
พฤติกรรม – ทำตัวให้กระฉับกระเฉง ตื่นตัว ขยันให้มากขึ้น ลดอารมณ์ร้อน การชิงดีชิงเด่น

——————–

วันพุธ (กลางวัน)
อาหารคาว – เน้นสีเขียว หมู แกงเขียวหวานหมู หมูปิ้ง หมูทอด ผัดพริกหมูฯ คะน้าน้ำมันหอย กุนเชียง
อาหารหวาน – ขนมเปียกปูนเขียว น้ำฝรั่ง ชมพู่เขียว องุ่นเขียว มะม่วงเขียวเสวย ฝรั่ง ชามะนาว
ปัจจัยถวายพระอื่นๆ – สมุด กระดาษ ปากกา ดินสอ อุปกรณ์การเรียนการศึกษา

ไหว้พระปางอุ้มบาตร (พระประจำวันเกิด) มีกำลังเท่ากับ ๑๗ (สวดแบบย่อปิ สัม ระ โล ปุ สัต พุท ) ทำทานกับคนพิการทางหู โรงพยาบาลโรคสมอง โรงเรียนสอนคนหูหนวก

——————–

วันพุธ (กลางคืน)
อาหารคาว – ของหมักดอง ผักกาดดองผัดไข่ อาหารกระป๋อง แกงใบยอ หมูยอ แหนม ไข่เยี่ยวม้า ห่อหมก
อาหารหวาน – ข้าวหมาก ขนมเปียกปูนดำ เฉาก๊วย ข้าวเหนียวดำ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ผลไม้หัวโตๆ ทุเรียน
ปัจจัยถวายพระอื่นๆ – พัดลม เทปธรรมะ ยาแก้โรคลม ยาหอม

ไหว้พระปางป่าเลไลย์ (พระประจำวันเกิด) มีกำลังเท่ากับ ๑ (สวดแบบย่อ คะ พุท ปัน ทู ธัม วะ คะ) ทำทาน กับมูลนิธิหรือหน่วยงานที่เกี่ยวกับยาเสพติด

พฤติกรรม – เลิกบุหรี่ เลิกดื่มหรือลดปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด เลิกการพนัน เลิกทำตัวเหลวไหล เลิกเที่ยวกลางคืน เลิกยาเสพติดทุกชนิด

——————–

วันพฤหัสบดี
อาหารคาว – ประเภทเถา แกงเลียง บวบผัดไข่ น้ำเต้า
อาหารหวาน – แตงโม แตงไทย น้ำสมุนไพร ส้ม สาลี่ น้ำมะตูม น้ำว่านหางจระเข้
ปัจจัยถวายพระอื่นๆ – สบง จีวร หนังสือธรรมะ ตู้ยา โต๊ะหมู่บูชา

ไหว้พระปางสมาธิ (พระประจำวันเกิด) มีกำลังเท่ากับ ๑๙ (สวดแบบย่อ ภะ สัม สัม วิ สะ เท ภะ) ทำทานกับโรงพยาบาลสงฆ์ บริจาคข้าวสาร เสื้อผ้า ผ้าห่มกันหนาว

พฤติกรรม – นั่งสมาธิ สวดมนต์ ถือศีล ๕ อย่าซื่อจนเกินไป

——————–

วันศุกร์
อาหารคาว – ประเภทของหอม หวาน ข้าวหอมมะลิ ผักกาดหอม ไข่เจียวหอมใหญ่ ยำหัวหอม
อาหารหวาน – ขนมหวาน หอมทุกชนิด น้ำเก๊กฮวย ผลไม้ที่มีกลิ่นหอม กล้วยหอม เค้ก
ปัจจัยถวายพระอื่นๆ – นาฬิกา โต๊ะรับแขก ดอกไม้สวยหอม ระฆัง ย่าม

ไหว้พระปางรำพึง (พระประจำวันเกิด )มีกำลังเท่ากับ ๒๑ (สวดแบบย่อ วา โธ โน อะ มะ มะ วา) ทำทานกับเด็กด้อยโอกาส ให้เงิน ให้เสื้อผ้าสวย อาหารที่หอมหวานชวนกิน ไอศกรีม

พฤติกรรม – ทำตัวให้สดชื่นแจ่มใส บำรุง ดูแลตัวเองให้ดูดีอยู่ตลอด จัดสิ่งแวดล้อมให้น่าอยู่ สวยงาม เลิกการฟุ่มเฟือย

——————–

วันเสาร์
อาหารคาว – ประเภทของขม ของดำมะระยัดไส้ สะเดาน้ำปลาหวาน น้ำพริกปลาทู มะเขือยาว
อาหารหวาน – ลูกตาลเชื่อม กาแฟ โอเลี้ยง
ปัจจัยถวายพระอื่นๆ – ร่มสีดำ กระเบื้องมุงหลังคา ไม้กวาด สร้างห้องน้ำถวายวัด

ไหว้พระปางนาคปรก (พระประจำวันเกิด) มีกำลังเท่ากับ ๑๐ (สวดแบบย่อ โส มา ณะ กะ ระ ถา โธ) ทำทานกับโรงพยาบาลโรคจิต โรงพยาบาลโรคประสาท

พฤติกรรม – กวาดลานวัด ล้างห้องน้ำวัด ไม่เครียด มองโลกในแง่ดี ขยะในบ้านยกทิ้งทุกวัน อย่าหมักหมม

ที่มา : stuartypotter.wordpress.com

“นิสัยมงคล” ที่คุณควรสร้างให้ตนเอง

นิสัยมงคล ที่คุณควรสร้างให้ตนเอง
ถ้าอยากเป็นคนงาม อย่าวู่วามโกรธง่าย

ถ้าอยากเป็นคนสบาย อย่าเบื่อหน่ายความเพียร

ถ้าอยากเป็นคนมั่งมี อย่าเป็นคนดีแต่จ่าย

ถ้าอยากเป็นคนนำสมัย อย่าทำลายวัฒนธรรม

ถ้าอยากเป็นคนมีเกียรติ อย่าเหยียดหยามคนอื่น

ถ้าอยากเป็นคนมีความรู้ อย่าลบหลู่อาจารย์

ถ้าอยากหาความสำราญ อย่าล้างผลาญสมบัติ

ถ้าอยากเป็นคนมีอำนาจ อย่าขาดความยุติธรรม

ถ้าอยากเป็นคนดัง อย่าหวังความสงบ

ถ้าอยากเป็นที่เคารพ ต้องพบความจบก่อนจากไป

อย่าทำตัวให้เด่น โดยการสร้างหนี้ให้ตัวเอง

อย่าพยายามทำใจคนอื่นให้เหมือนใจเรา เพราะเราก็ทำใจให้เหมือนคนอื่นไม่ได้

9 นิสัยของบุคคลที่น่าคบ
1. ไม่อวดดี

2. ไม่พูดมาก

3. อ่อนน้อมถ่อมตน

4. รู้จักผ่อนสั้นผ่อนเบา

5. พูดจาอ่อนหวาน

6. เสียสละไม่เอาเปรียบ

7. กตัญญู

8. ไม่ริษยา ไม่เสียดสี

9. สุขุม รอบคอบ ไม่ข่มผู้อื่น
บุคคล 8 จำพวกที่ไม่น่าคบ
1. เที่ยวปล่อยข่าว

2. เฝ้าจับผิด

3. คิดทำลาย

4. ใจอคติ

5. ตำหนิคนอื่น

6.  จุดยืนไม่มี

7. เสียดสี ริษยา

8. วาจากลอกกลิ้ง

การให้ธรรมะเป็นทานเหนือการให้ทั้งปวง

ขอบพระคุณแหล่งที่มา  :  Jelly Walker

“มีเงินอย่างเดียว” ไม่ได้ยกระดับให้ดูดี สละเวลาอ่าน 2 นาที เป็นกำไรชีวิต

“มีเงินอย่างเดียว”

ไม่ได้ยกระดับให้ดูดี

แต่การมีมารยาทที่ดี

มันดูดียิ่งกว่ามีเงิน

จะจนจะรวยก็คนนะ

มีจิตใจเหมือนกัน

แค่เรา .. มีไม่เท่ากัน

ไม่ได้หมายความว่า

ค่าความเป็นคนจะไม่เท่ากัน

… เป็นหนึ่งคนที่ให้ …

ค่าของคนจากการกระทำ

จะรวย .. หรือจน

ก็เป็นคนเหมือนกัน

อย่าเปรียบเทียบ

อย่าไปมองว่าเขาสูงหรือต่ำ

.. ควรมองที่การกระทำ ..

เพราะสูงต่ำมันอยู่ที่จิตใจ

“ความน่านับถือ” มิได้ขึ้นอยู่กับ

. . . “อายุ” หรือ “ ตำแหน่ง ” . . .

แต่ขึ้นอยู่กับ “ความคิด” “คำพูด”

และ “การกระทำ” ที่เต็มเปี่ยมด้วย

ข้อคิดดีๆ จากการพบปะสังสรรค์กับมิตรสหาย

คนแรก … ขับรถเบนซ์ ราคา 3 ล้าน เขาเป็นหนี้แบงค์ 12 ล้าน ชีวิตของเขา … อยู่บนเส้นแบ่งระหว่างความเป็นกับความดาย

คนที่สอง … ขับโตโยต้า ราคา 7 แสน เขากู้แบงค์มาผ่อนบ้าน … ราคา 2 ล้าน ชีวิตของเขา … มักมีเรื่องให้กลุ้มใจอยู่เสมอ

คนที่สาม … ขี่มอเตอร์ไซค์ราคา 5 หมื่น เขามีเงินฝากแบงค์ 7 แสน ชีวิตแม้จะราบรื่น … แต่ก็รู้สึกว่างเปล่าไร้สาระ

เมื่อทั้ง 3 คนมาเจอกัน

คนขี่มอเตอร์ไซค์ … อิจฉาคนขับโตโยต้า

คนขับโตโยต้า … อิจฉาคนขับเบนซ์

คนขับเบนซ์ … อิจฉาคนขี่มอเตอร์ไซค์

นี่คือ “ความเป็นจริงของสังคม”

ที่แต่ละคน … ต่างเป็นทาสของเงินทอง และโชคชะตา

แมว … ชอบกินปลา

แต่กลับว่ายน้ำไม่เป็น

ปลา … ชอบกินไส้เดือน

แต่ก็ไม่สามารถขึ้นบก มาขุดไส้เดือนได้

สวรรค์ … เอาเหยื่อมากมาย มาล่อเรา

แต่ก็ … ไม่ให้ได้มันมา โดยง่ายดาย

เรื่องใหญ่สักเท่าใดของวันนี้

ถึงพรุ่งนี้ … ก็กลายเป็นเรื่องเล็กจิ๊บจ๊อย

เรื่องใหญ่สักเท่าใดของปีนี้

ถึงปีหน้า … ก็กลายเป็นนิทาน

อย่างมาก … พวกเราก็เป็นเพียงแค่

คนที่มี “นิทาน” ใว้เล่าให้คนอื่นฟัง

ชีวิต … ก็มีเพียงเท่านี้

จงทำดีไว้เมื่อจากไป

เราจะปลื้มใจในวันจากลา

ขอบคุณเพจ : labanoon และ Jelly Walker และ rugyim

สำหรับคนบางคน ”ชินกับความใจดีของคุณแต่ไม่เคยเห็นค่า”

สำหรับคนบางคน ”ชินกับความใจดีของคุณแต่ไม่เคยเห็นค่า”

ทำไมพวกเขาไม่เห็นคุณอยู่ในสายตา?

”เพราะคุณ…ยังไงก็ได้ อะไรก็ดี!”

มีเรื่องอะไร รายงานคุณก็จบ!

อยากได้อะไร แค่บอกคุณก็ให้!

ทำผิดอะไร คุณก็ไม่ติดใจเอาความ!

ถูกทำร้ายครั้งแล้วครั้งเล่า คุณก็ยังยอมทน!

จำไว้นะ …

สำหรับคนบางคนนั้น

ชินกับการได้อยู่อย่างเดียว

แต่ไม่เคยสำนึกบุญคุณ

ชินกับความใจดีของคุณ

แต่ไม่เคยเห็นค่า

ชินกับความใจกว้างของคุณ

แต่ไม่เคยเจียมตัว

เป็นคนใจดีนะ ก็ดีอยู่ แต่ให้มีขอบเขตบ้าง!

อย่าเอาแต่นึกถึงคนอื่น

หันกลับมาถามตัวเองดูบ้าง

ว่าใครที่นึกถึงความรู้สึกของคุณ?

ไม่มีใครกลัวว่าจะถูกคนอื่นทำร้าย

เขากลัวคนที่กลับมาทำร้าย

คือคนที่เขาไว้ใจและเชื่อใจที่สุด

ไม่มีใครกลัวว่าจะถูกคนอื่นหัวเราะเยาะ

เขากลัวคนที่หันกลับมาหัวเราะเยาะ

คือคนที่เขาไม่เคยมีความลับใดๆ

การเป็นคนมีน้ำใจไม่ได้แปลว่าโง่

การเป็นคนดีก็ไม่ได้แปลว่าเซ่อ

ใช่ว่าเขาไม่รู้ ว่าเธอเป็นคนยังไง

ก็แค่ไม่พูดออกมาเท่านั้นเอง!

ขอบพระคุณแหล่งที่มา : นุสนธิ์บุคส์ และ คิดเป็น

หนี้พันล้าน! แต่ไม่ยอมแพ้ ลุกสู้เร่ขายแซนวิช จนยืนได้อีกครั้ง

หนี้พันล้าน! แต่ไม่ยอมแพ้ ลุกสู้เร่ขายแซนวิช จนยืนได้อีกครั้ง

หากตอนนี้ใครที่กำลังท้อแท้และสิ้นหวัง ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่น่าเป็นห่วงในยุคปัจจุบัน วันนี้เราได้นำเรื่องราวของ คุณศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ อดีตเซียนหุ้น ผู้ถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลาย มีหนี้สินติดตัวนับพันล้าน ต้องผันตัวมาเป็นพ่อค้าขายแซนด์วิชข้างถนน

ด้วยหัวใจที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาและอุปสรรค จึงทำให้เขาประสบความสำเร็จ จนสามารถกลับมาลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง

แม้ต้องเดินขายแซนด์วิชข้างถนน ศิริวัฒน์แซนด์วิชตำนานของคนที่ไม่ยอมแพ้ “ผมยอมรับ ผมเจ๊ง เพราะผมโลภ” คำพูดจากชีวิตจริงของคุณศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณจริง เจ้าของแบรนด์ศิริวัฒน์แซนด์วิช ที่อดีตเคยเป็นนักลงทุนหุ้นรายใหญ่ทำเงินได้เป็นร้อยล้าน จนก้าวสู่วงการนักลงทุนอสังหาฯ แต่ชีวิตก็พลิกผัน เมื่อประสบกับวิกฤตต้มยำกุ้งปี 40 เปลี่ยนชีวิตกลายเป็นบุคคลล้มละลาย หนี้พันล้าน จนต้องไปเดินขายแซนด์วิชริมถนน เพื่อเลี้ยงลูกน้องในบริษัทอีก 20 กว่าชีวิต

บทเรียนชีวิตครั้งนี้สอนอะไรบ้าง?

3 คาถาบูชาพ่อแม่ สวดทุกวัน วันละ 1 นาที เทวดาจะอวยพรท่าน

1.อิมินาสักกาเรนะ ข้าขอกราบสักการะบูชา อันพระบิดร มารดา ตัวข้าขอน้อมระลึกคุณ ท่านมีเมตตาการุณ อุปการะคุณต่อบุตรธิดา ท่านให้กำเนิดลูกมา

ทั้งการศึกษาและอบรม ถึงแม้ลำบากขื่นขม ทุกข์ระทมสักเพียงใด ท่านไม่เคยหวั่นใหว ต่อสิ่งใดที่ใด้เลี้ยงมา พระคุณท่านล้นฟ้า ยิ่งกว่าธาราและแผ่นดิน ข้าขอบูชาเป็นอาจิณ ตราบจนสิ้นดวงชีวา ขอปวงเทพไท้รักษา อันพระบิดรมารดาของข้า เทอญ..

2.มัยหัง มาตาปิตูนังวะปาเทสุ วันทามิ สาทะรัง (กราบ 1 ครั้ง)

3.อะนันตะคุณะ สัมปันนา ชะเนติชะนากา อุโภ มัยหัง มาตา ปิตูนังวะ ปาทา วันทามิ สาทะรัง

หลังจากสวดบูชาแล้ว หากสะดวกก็ทำพิธีขออโหสิกรรมต่อเลยก็ได้ โดยให้เตรียมน้ำโรยดอกมะลิไปหนึ่งขัน แล้วพูดว่า ?กายกัมมัง วจีกัมมัง มโนกัมมัง โย โทโส

อันว่าโทษใดความผิดอันใด ที่ข้าพเจ้าพลั้งเผลอสติไป ด้วยกายก็ดี ด้วยใจก็ดี ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ขอใหคุณพ่อ คุณแม่ คุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย คุณพี่ คุณน้อง อโหสิกรรมให้ด้วย? หลังจากนั้นราดน้ำรดมือ รดเท้า

10 วิธีใช้หนี้พ่อแม่ (โดย หลวงพ่อจรัญ)

1. จงสร้างความดีให้กับตัวเอง

และนี่ก็เป็นการใช้หนี้ตัวเอง ตัวเราพ่อให้หัวใจ แม่ให้น้ำเลือดน้ำเหลืองอยู่ในตัวแล้ว จะไปแสวงหาพ่อที่ไหน จะไปแสวงหาแม่ที่ไหน บางคนรังเกียจแม่ ว่าแก่เฒ่าไม่สวยไม่งาม พอตัวเองแก่ก็เลยถูกลูกหลานรังเกียจ จึงเป็นกงกรรมกงเกวียนยืดเยื้อกันต่อไปอีก ฯ

2. ใครที่คุณแม่ล่วงลับไปแล้ว

ก็ให้หมั่นทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ท่าน และถ้าจะทำบุญด้วยการเจริญกรรมฐาน แล้วอุทิศส่วนกุศลไป การทำเช่นนี้ถือว่าได้บุญมากที่สุด ทั้งฝ่ายผู้ให้และผู้รับ ฯ

3. ผู้ใดก็ตาม ที่คุณแม่ยังมีชีวิตอยู่ ก็ให้กลับไปหาแม่

ไปกราบเท้าขอพรจากท่าน จะได้มั่งมีศรีสุข ส่วนคนที่เคยทำไม่ดีไว้กับท่าน ก็นำเทียนแพไปกราบขออโหสิกรรม ล้างเท้าให้ท่านด้วย เป็นการขอขมาลาโทษ ฯ

4. ขอฝากท่านไว้ไปสอนลูกหลาน

อย่าคิดไม่ดีกับพ่อแม่เลย ไม่ต้องถึงกับม่าหรอก แค่คิดว่าพ่อแม่เราไม่ดี จะทำมาหากินไม่ขึ้น เจ๊ง ท่านต้องแก้ปัญหาก่อนคือ ถอนคำพูด ไปขอสมาลาโทษเสีย แล้วมาเจริญกรรมฐาน รับรองสำเร็จแน่ มรรคผลเกิดแน่ ฯ

5. บางคนลืมพ่อลืมแม่

อย่าลืมนะการเถียงพ่อเถียงแม่ไม่ดี ขอบิณฑบาต สอนลูกหลานอย่าเถียงพ่อเถียงแม่ อย่าคิดไม่ดีกับพ่อกับแม่ ไม่อย่างนั้นจะก้าวหน้าได้อย่างไร ก้าวถอยหลังดำน้ำไม่โผล่ ฯ

6. คนที่มีบุญวาสนา จะกตัญญูกับพ่อแม่

คนเถียงพ่อเถียงแม่เอาดีไม่ได้..คนไม่พูดกับพ่อแม่ นั่งกรรมฐานร้อยปี ก็ไม่ได้อะไร? ถ้าไม่ขออโหสิกรรม ฯขออโหสิกรรม ที่คิดไม่ดีกับพ่อแม่ คิดไม่ดีกับครูบาอาจารย์ คิดไม่ดีกับพี่ๆ น้องๆ จะไม่เอาอีกแล้ว เอาน้ำไปขันหนึ่ง เอาดอกมะลิโรย กายกัมมัง วจีกัมมัง มโนกัมมัง โยโทโส อันว่าโทษทัณฑ์ใด ความผิดอันใด ที่ข้าพเจ้าพลั้งเผลอสติไป ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ขอให้คุณพ่อคุณแม่ คุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยาย คุณพี่คุณน้อง อโหสิกรรมให้ด้วย แล้วเอาน้ำรดมือรดเท้า ฯ

นี่แหละท่านทั้งหลายเอ๋ย เป็นหนี้บุญคุณพ่อแม่มากมาย ยังจะไปทวงนาทวงไร่ ทวงตึก มาเป็นของเราอีกหรือ ตัวเองก็พึ่งตัวเองไม่ได้ สอนตัวเองไม่ได้ เป็นคนอัปรีย์จัญไรในโลกมนุษย์ไปทวงหนี้พ่อแม่ พ่อแม่ให้แล้ว (ให้ชีวิต ให้…ให้… ให้….ฯลฯ) เรียนสำเร็จแล้ว ยังช่วยตัวเองไม่ได้ มีหนี้ติดค้าง รับรองทำมาหากินไม่ขึ้น ฯ

หนี้บุญคุณอันยิ่งใหญ่ เหลือจะนับประมาณ นั่นคือหนี้บุญคุณของบิดามารดา

ตัวอย่าง “หนามแหลมใครเสี้ยม มะนาวกลมเกลี้ยงใครไปกลึง” เด็กประถม ๔ พ่อเมาเหล้า เมากัญชาเล่นการพนัน แม่เล่นหวย ปัจจุบันเป็นดอกเตอร์อยู่อเมริกา หลวงพ่อสอนครั้งเดียวจำได้ บอกวันเกิด หนูซื้อขนม ๒ ห่อ เรียกพ่อแม่มานั่งคู่กัน แล้วกราบนะลูกนะ แล้วก็บอกพ่อแม่ว่า ความผิดอันใดที่ลูกพลั้งเผลอ ด้วยกาย วาจา ใจ ที่คิดไม่ดีต่อคุณพ่อคุณแม่ ขอให้คุณพ่อคุณแม่อโหสิกรรมให้ แล้วล้างเท้าให้พ่อแม่ ลูกไม่มีสตางค์ ลูกซื้อขนมมา ๒ ห่อ ให้แม่ก่อน ๑ ห่อ เพราะอุ้มท้องมา แล้วจึงให้พ่ออีก ๑ ห่อ ลูกขอปฏิญาณตนว่า ลูกขอเป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ แล้วจะเป็นศิษย์ที่ดีของครูบาอาจารย์ ลูกจะไม่ทำให้พ่อแม่ผิดหวัง…พ่อฟังแล้วน้ำตาร่วงสร่างเมา ส่วนแม่ก็ร้องไห้เลย พ่อแม่ก็ให้สัญญากับลูกเลิกอบายมุขทั้งหมด

7. ลูกหลานโปรดจำไว้

เมื่อแยกครอบครัวไปมีสามีภรรยาแล้ว อย่าลืมไปหาพ่อแม่ ถึงวันว่างเมื่อไรต้องไปหาพ่อแม่ ถึงวันเกิดของลูกหลาน อย่าลืมเอาของไปให้พ่อแม่รับประทาน อย่ากินเหล้า เข้าโฮเต็ล ฯ

8. ชื่อที่พ่อแม่ตั้งให้เป็นมงคลนาม

ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน เพราะชื่อเป็นเพียงนามสมมุติแทนตัวเรา อย่างหลวงพ่อชื่อจรัญ ปู่ตั้งให้ หมอดูบอกเป็นกาลกิณี แต่ทำไมเจริญรุ่งเรือง ขอให้เชื่อพระพุทธเจ้าทำดีได้ดี ฯ

9. ของดี ของ ปู่ ย่า ตา ยาย อย่าไปทำลายเลย

ของพ่อแม่อย่าไปทำลายนะ หนีได้แน่นอน โยมมีกรรมฐาน มีทรัพย์ มีชื่อเสียง ความรัก บูชาทรัพย์ บูชาชื่อเสียง ความรักของพ่อแม่ได้ เงินจะไหลนองทองจะไหลมา..พ่อแม่ให้อะไรเอาไว้ก่อน อย่าไปทำลายเสีย ถึงจะเป็นถ้วยพ่อแม่ให้มา ก็ไว้เป็นที่ระลึกก็ยังดีอย่าเอาไปทิ้งขว้าง ฯ

10. ถ้าต้องการเจริญก้าวหน้าขอฝากไว้ด้วย

คนเรามี ๒ ก้าว จะก้าวขึ้นหรือก้าวลงดำน้ำไม่โผล่ ก้าวลงมันง่ายดี ก้าวขึ้นมันต้องยาก ของชั่วมันง่าย หลั่งไหลไปตามที่ต่ำ นี่บอกสอนลูกหลาน ต้องการจะบรรจุงานไม่ต้องไปวิ่งเต้น ดูลูกเสียก่อน กุศลเพียงพอหรือเปล่า ต้องเพิ่มกุศล ตัวอย่างเรียนจบครู สวดมนตร์เข้าเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นครู ทำงานธนาคารก็ได้ บริษัทก็ได้เดี๋ยวมีคนรับ บางรายทั้งสอบทั้งสมัครหลายแห่งไม่เคยเรียกเลย อาตมาให้นั่งกรรมฐาน พอ ๗ วันผ่านไปพวกมาตามให้เข้าไปทำงานแล้ว ฯ

~หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม~

แชร์ต่อให้คนที่คุณรักได้สวด เพื่อสิริมงคลกับชีวิต เพื่อโชคลาภ ความรุ่งเรือง ความร่ำรวย ต่อตัวคุณ 1 แชร์ได้บุญ

 

ขอขอบคุณที่มาจาก :   รักยิ้ม

เพราะ 365 วันคือ “วันแม่” นักเรียน ป.4 กล่าวสุนทรพจน์วันแม่อย่างสุดซึ้ง เรียกน้ำตาทั้งโรงเรียน

เพราะ 365 วันคือ “วันแม่” นักเรียน ป.4 กล่าวสุนทรพจน์วันแม่อย่างสุดซึ้ง เรียกน้ำตาทั้งโรงเรียน

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2561 ที่ผ่านมา ที่โรงเรียนตากสินศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ต.ท่าช้าง อ.เมือง จ.จันทบุรี ได้จัดกิจกรรมวันแม่ โดยยึดนำคำขวัญวันแม่ที่กล่าวว่า “เมื่อเรารวมพลังกันทั้งชาติ ย่อมสามารถช่วยไทยไขปัญหา ผนึกแรงหลอมรวม ร่วมปัญญา จักนำพาชาติตน รอดพ้นภัย” มาปรับใช้ในชีวิต

ซึ่งทางโรงเรียนตากสินศึกษา ได้จัดงานวันแม่แห่งชาติขึ้น โดยได้มีกิจกรรมการกล่าวสุนทรพจน์ โดย ด.ช.กิตติบดินทร์ บานเย็น อายุ 10 ปี นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ได้เป็นตัวแทนนักเรียนขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ได้อย่างซึ้งใจ สามารถเรียกน้ำตาของเพื่อนๆ นักเรียนและผู้ปกครอง โดยได้ปิดท้ายด้วยบทกลอนที่ว่า

365 วัน คือวันแม่ มิใช่แค่วันใดให้นึกถึง รักเสมอในดวงจิต คิดคำนึง เหมือนแม่ซึ้ง รักลูกทุกคืนวัน

ด.ช.กิตติบดินทร์ เล่าทั้งน้ำตาว่า…

“ผมอาศัยอยู่กับตาและยาย ซึ่งคุณแม่และคุณพ่อได้ไปทำงานที่ต่างจังหวัด ไม่ค่อยได้พบหน้าแม่ จึงอยากที่เป็นตัวแทนของนักเรียนได้กล่าวสุนทรพจน์ออกมาจากใจจริง เพื่อระลึกถึงแม่”