เหตุผลที่ควรนิ่งเฉย…เมื่อเริ่มรู้สึกไม่พอใจ!

เรามาดูกันว่า “เหตุผลที่ควรนิ่งเฉย…เมื่อเริ่มรู้สึกไม่พอใจ”

1. เพราะความรู้สึกก็เป็นแค่เพียง “อารมณ์ชั่ววูบ”
คนเรามักชอบปล่อยให้อารมณ์ในด้านลบ ๆ ที่เกิดขึ้นแค่เพียงชั่วคราว เข้ามาครอบงำตัวเองกันอยู่เสมอซึ่งหลายต่อหลายครั้งแล้ว ที่อารมณ์ทั้งหมดทั้งมวลเหล่านั้น ได้ย้อนกลับมาทำร้ายแม้กระทั่งความรู้สึกของตัวเอง และคนรอบข้างไปพร้อมๆ กัน เพียงเพราะการไม่รู้จักควบคุมอารมณ์ในระดับที่ดีมากพอ รวมถึงการไม่ยอมเตือนตัวเองไว้อยู่เสมอว่า อารมณ์โกรธ ก็เป็นแค่เพียงอารมณ์ชั่ววูบ ที่เกิดขึ้นมาชั่วครั้งชั่วคราว ทางที่ดีก็จงอย่าเอาตัวเองเข้าไปเสียหายเพราะมันจะดีกว่า
.

2. สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับตัวเอง
เพราะภาพลักษณ์ที่ดี ถือเป็นสิ่งจำเป็นในการใช้ชีวิตของทุกๆ สังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสังคมคนวัยทำงาน ที่มักจะต้องพบเจอกับอุปสรรคและปัญหาต่างๆ รวมถึงผู้คนมากหน้าหลายตา ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของความขัดแย้งและความใจร้อนที่อาจเกิดขึ้น
ถ้าหากสามารถควบคุมอารมณ์ตัวเอง รวมไปถึงสถานการณ์ตรงหน้าได้อย่างเหมาะสม อาจทำให้ถูกมองด้วยความชื่นชมจากสายตาของคนรอบข้างได้ว่า เป็นผู้ที่มีวุฒิภาวะมากพอ
.

3. หลีกเลี่ยงการทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ลง
หากมองเห็นแล้วว่า สถานการณ์ที่ร้อนเป็นไฟตรงหน้าเริ่มเกิดความย่ำแย่ลง จนสัมผัสได้ถึงความรู้สึกไม่พอใจที่มีอยู่ในตัวเอง ก็ควรทำใจให้เย็นมากขึ้น โดยใช้ความนิ่งเงียบที่มี เข้าสยบต่อเหตุการณ์ทั้งหมดที่กำลังเผชิญ
และหลีกเลี่ยงการพูดคุย หรือปะทะคารมกับคนอื่นๆ หากกลัวว่าจะเผลอพูดอะไรที่รุนแรงออกไป จงรอให้ใจเย็นขึ้นมากกว่านี้ก่อน แล้วถึงจะเริ่มคุยกันอย่างตรงไปตรงมาด้วยเหตุและผลที่ดีพอ
.

4. ตัวช่วยในการเรียกสติ
หลายครั้งที่ความนิ่งเงียบ มักเป็นตัวช่วยที่ดีในการใช้เรียกสติกลับคืนมา เพราะเปรียบเสมือนว่า เรากำลังจมอยู่กับตัวเอง และได้ทบทวนเรื่องราวต่างๆ ภายใต้ความเงียบเหล่านั้น ซึ่งมีส่วนทำให้สามารถฉุกคิดถึงอะไรบางอย่างที่เคยมองข้ามไป
.

5. ทำให้กลายเป็นคนใจเย็นมากขึ้น
เมื่อได้ฝึกให้ตัวเองได้หัดใช้สติภายใต้ความนิ่งเงียบที่มีอยู่มากขึ้น ก็อาจมีส่วนทำให้เราได้กลายเป็นคนที่มีความใจเย็นอยู่ภายในตัวเองมากขึ้นด้วย
ซึ่งสิ่งสำคัญของความใจเย็นนี้ จะเป็นข้อดีที่ทำให้เราเกิดความผิดพลาดกับสิ่งต่างๆ ได้น้อยลง และช่วยลดทอนการทำให้ตัวเองและคนรอบข้างเสียความรู้สึกได้มากยิ่งขึ้นด้วย
.

6. เป็นเรื่องที่ทำให้เสียเวลาชีวิต
เรื่องบางเรื่องก็ถูกจัดว่า เป็นเรื่องที่ทำให้เสียเวลาชีวิตไปโดยเปล่าประโยชน์ โดยเฉพาะกับเรื่องที่มักใช้แต่อารมณ์เป็นที่ตั้ง ไร้ซึ่งเหตุผลต่างๆ ที่สมควร
ทางออกที่ดีคือ ควรมองข้ามปัญหาด้านอารมณ์เหล่านั้นไปซะ แล้วหันมาเปลี่ยนเป็นการมองหาสาเหตุ รวมไปถึงเหตุและผลที่เหมาะสม ว่าอะไรที่มีส่วนทำให้เกิดสถานการณ์แย่ๆ พวกนี้ขึ้นมาจะดีกว่า
.

7. ไม่ก้าวขึ้นไปสู่จุดแตกหัก
เชื่อว่าใครต่างก็คงไม่อยากสร้างความร้าวฉาน หรือจุดแตกหักระหว่างความสัมพันธ์ให้เกิดขึ้นกับใครอย่างแน่นอน
เพราะมันคงดูไม่น่าจะใช่เรื่องที่สมควรเท่าไหร่นัก ถ้าหากวันหนึ่งจะต้องเลิกรู้จักกันไป เพียงเพราะปัญหาด้านอารมณ์ที่ไม่รู้จักควบคุมตัวเอง

ขอบพระคุณที่มา postsread

รัก แม้ไม่ได้เคียงข้าง

ตัวห่างไกล แต่ใจยังไม่เปลี่ยนแปลง

แม้ไม่ใด้เดินเคียงข้างกันแล้ว
ก็ไม่ใด้หมายความว่าไม่รักกันกันแล้ว
แม้จะแยกกันไปคนละทิศละทาง
ก็ไม่ใด้หมายความว่าความรักจะจางหายไปด้วย

เราโชคดีที่ช่วงเวลาหนึ่งพอเหมาะกับโอกาส
ทำให้เราใด้โอบไหล่จูงมือดูแลซึ่งกันและกัน
แต่ชีวิตหมุนเวียนไปเรื่อยๆ

หมุนเวียนไปอย่างที่เราไม่สามารถควบคุมใด้ในบางครั้ง
บางครั้งอยู่เหนือการควบคุม
บางครั้งมากกว่าความพยายาม

ความรักไม่ใช่การอยู่ร่วมกันเสมอไป
และเมื่อไรเราไม่ใด้อยู่จูงมือคนที่เรารักไปถึงวันสุดท้าย
ก็จงดีใจเถิดว่า…เรายังมีความรักและยังรู้สึกดีต่อกันและกันอยู่เสมอ
คนสองคน

เมื่อเดินแยกทางกันแล้ว
ก็ไม่ใด้หมายความว่าจะต้องแยกเขี้ยวใส่กันทุกครั้งที่เจอกัน
ความรู้สึกดีๆก็ยังคงมีอยู่
ยังอยู่เสมอ ถ้าที่ผ่านมาคือ “ความรัก” จริงๆ

ความรัก…
อาจจะยังคงอยู่ในหัวใจของคนทั้งสองคน
หรืออาจจะเพียงยังอยู่ไม่แตกดับในหัวใจคนใดคนหนึ่งเพียงคนเดียว
มันก็ยังเรียกว่า “ความรัก” เสมอ

ขอบคุณที่มา อะไรนั่น : whatthats 

ความรัก หากมันเป็นของเรา ไม่ต้องไล่จับ มันก็เป็นของเรา

การมีชีวิตอยู่มีความหมายพอๆ กับการมีความรัก

ไม่ต้องคอยตามทุกฝีก้าว
ไม่ต้องเฝ้าระวัง
อะไรที่เป็นของเรา มักจะเป็นของเราเสมอ
โดยเฉพาะเรื่องของ ” หัวใจ “

และเช่นกัน
อะไรที่ไม่ใช่ของเรา มันก็ไม่ใช่ของเรา
ไม่ว่าเราจะฉุด รั้ง ยื้อ หรือดึงดันแค่ใหน
ยิ่งรั้ง ยิ่งเหนื่อย

โดยเฉพาะเรื่องของ “หัวใจ”
มีความสุขในความรักคือ…
มีความสุขในระหว่างการเดินทางของความรักด้วย
สมหวังในความรัก ไม่ใช่ยิ้มได้แค่ตอนถึงเป้าหมายเท่านั้น

ต้องยิ้มได้ทุกวัน
ต้องรู้สึกอยากยิ้มให้กันทุกวัน
ต้องรู้สึกพร้อมที่จะประคับประคองกันตลอดเวลา

ห่างจากความรู้สึกเห็นแก่ตัวและกลัวการจากลา
ห่างจากความรู้สึกบีบคั้นและอยากหลบหน้า
ห่างจากความรู้สึกเฝ้าติดตามและหวง
ยืนอยู่บนความมั่นใจในความรู้สึก “รัก”

..พร้อมเสมอ..

แม้ว่าวันหนึ่งความรักจะเปลี่ยนรูปแบบไป

..เข้าใจเสมอ..

ถ้าสักวันความรักต้องเดินทางห่างไกล

..มีเสมอ..

แม้ไม่มีอยู่ข้างๆ

..รักเสมอ..

แม้จะห่างกันเหลือเกิน

 

ขอบคุณที่มา อะไรนั่น : whatthats 

โอกาสมีไว้ให้ปรับปรุงตัว ไม่ได้มีไว้เพื่อทำพลาดในครั้งต่อไป

โอกาสมีไว้ให้ปรับปรุงตัว ไม่ได้มีไว้เพื่อทำพลาดในครั้งต่อไป

คุณสามารถให้อภัยคนรักได้กี่ครั้ง…

แล้วลองนับนิ้วดูว่ากี่ครั้งแล้วที่เขาทำให้คุณเสียใจ นิ้วที่คุณนับมีพอหรือไม่?

ที่คุณตัดสินใจว่าจะให้อภัยเขาคนนั้นได้อีกหรือไม่

คุณกำลังชั่งน้ำหนักอยู่ระหว่างความเสียใจกับความเสียดาย คุณจะเลือกอะไร

ซึ่งแน่นอนว่าที่คุณให้อภัยเขามันไม่มีความผิดหรือถูก มันขึ้นอยู่กับว่า “จิตใจของคุณเอง” ต้องการแบบไหน

จิตใจของคุณนั่นแหละรู้ดีที่สุด ว่ายังให้โอกาส เขาหรือเธอ ได้อีกหรือไม่

จำนวนครั้งในการให้อภัยไม่ได้มีผลอะไร เท่ากับ ความจริงใจความรู้สึกผิดที่เขามีและน้ำหนักของคำขอโทษนั้น คุณรู้ดีว่ามันเป็นของจริงหรือของปลอม

หากจิตใจคุณบอกว่า คุณสามารถกอดเขาเชื่อใจเขาได้อีกครั้ง ความรักนั้นจะมอบทั้งโอกาสและชีวิตใหม่ให้กับคุณ

ตรงกันข้าม หากจิตใจของคุณสัมผัสได้ว่าเขานั้นไร้ความรู้สึก คุณย่อมต้องอยากเดินจากมาโดยเร็วที่สุด เพราะนั่นเปรียบเหมือนขยะของความทรงจำเท่านั้นไม่ได้มีค่ามีความหมายกับความรักอันยิ่งใหญ่ของคุณ

ใช้จิตใจและความรู้สึกที่ซื่อสัตย์ของคุณ ทบทวนดูเถิด ว่าควรให้อภัยเขาอีกสักครั้งได้หรือไม่?

ขอบคุณบทความจาก  bitcoretech.com

กฎเหล็ก 7 ข้อ เปลี่ยนคนขี้ใจอ่อนให้กลายเป็นคนใจแข็ง

เปลี่ยนนิสัยขี้ ใจอ่อน ที่มีอยู่ในตัว ให้กลายเป็นคนที่มีความใจแข็ง เพื่อป้องกันการถูกทำร้ายความรู้สึก ด้วย กฎเหล็ก 7 ข้อ นี้ !

1. หยุดเชื่อคำพูดของใครง่ายๆ

บางทีการเป็นคนที่มีนิสัยเชื่อคนง่ายมากๆ หรือตามไม่ทันคนเนี่ยแหละ ที่เป็นตัวการทำให้คุณถูกทำร้ายจนเสียความรู้สึกเอาได้แบบไม่ทันรู้ตัว ซึ่งกว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ได้สูญเสียทั้งความรู้สึก และมิตรภาพดีๆ ลงไปพร้อมๆ กันแล้ว

ทางที่ดีหยุดเชื่อคำพูดของใครง่ายๆ และลองพิจารณาดูให้ดีก่อนจะดีกว่า เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว คุณอาจจะกลายเป็นพวกใจอ่อนที่ถูกคนอื่นทำร้ายอยู่อย่างนั้นซ้ำซากไม่จบไม่สิ้น !

2. ตัดสินทุกอย่างผ่านการกระทำจะดีกว่า

ประโยคที่ว่า ‘การกระทำสำคัญกว่าคำพูด’ ยังคงสามารถใช้ได้จริงอยู่เสมอกับทุกๆ สถานการณ์เลยก็ว่าได้ ดังนั้น หากไม่อยากกลายเป็นคนใจอ่อนที่ใครพูดอะไรก็เชื่อไปเสียหมด ก็จงใช้สติที่มีอยู่พิจารณาดูให้ดีๆ และลองมองเหตุการณ์ตรงหน้าให้เฉียบขาดก่อนปักใจเชื่อจะดีกว่า !

เพราะไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นเช่นไร อย่างน้อยคุณก็ยังได้เชื่อมันผ่านสายตาของตัวเอง มากกว่าที่จะเชื่อ หรือรับฟังมันจากปากของใครเสียอีก

3. โฟกัสแต่เรื่องที่สำคัญ

การลำดับความสำคัญให้เป็น จะช่วยทำให้คุณมองเห็นเรื่องที่มีผลต่อชีวิตของคุณได้มากยิ่งขึ้น และสามารถที่จะจัดการกับตัวเองได้อย่างง่ายดายมากยิ่งขึ้นด้วย

เพราะถ้าหากมัวแต่เอาตัวเองไปโฟกัสอยู่แต่กับเรื่องไม่เป็นเรื่อง หรือเรื่องที่มันผิดจุดแล้ว นอกจากจะทำให้เสียเวลาชีวิตไปโดยเปล่าประโยชน์ ยังส่งผลให้คุณเกิดอาการฟุ้งซ่านแบบที่ไม่สามารถควบคุมมันได้อีกด้วย !

4. ตัดเรื่องน่ารำคาญออกจากชีวิต

ในแต่ละวันของชีวิตมนุษย์อย่างเราๆ ต่างก็ต้องพบเจอกับปัญหายากๆ ที่มากมายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น การตัดเรื่องบางเรื่องที่ไม่สำคัญออกไปบ้าง อาจจะช่วยทำให้คุณพบกับความสุขของชีวิตได้มากยิ่งขึ้น

ซึ่งมันอาจทำให้คุณกลายเป็นบุคคลผู้ไม่ยอมอ่อนข้อต่ออะไรง่ายๆ เพราะความกล้าที่จะตัดสินใจละทิ้งเรื่องราวบางเรื่องออกไปจากชีวิต

5. จดจำทุกการกระทำที่เคยทำร้ายคุณ

เรียกอีกอย่างได้ว่าเป็น ‘ พวกเจ้าคิดเจ้าแค้น ’ แต่ข้อดีของมันก็คือ จะทำให้คุณกลายเป็นคนใจแข็ง จนเกือบจะใจร้ายไปโดยปริยาย เพราะการตกเป็นผู้ถูกกระทำจากคนอื่นที่มีส่วนทำให้คุณจดจำ และป้องกันตัวเองเพื่อไม่ให้ตกอยู่ในสถานการณ์เหล่านั้นซ้ำๆ อีก

6. หัดพูดปฏิเสธซะบ้าง

ก่อนจะเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นคนใจแข็งขึ้นมาได้ อย่างแรกคงต้องเริ่มต้นจาก การหัดพูดปฏิเสธคนอื่นให้เป็นเสียก่อน เพราะถ้าหากยังมัวแต่ตอบสนองในความต้องการของคนอื่น ทั้งๆ ที่ตัวเองก็ลำบากใจ คงไม่สามารถที่จะกลายเป็นคนใจแข็งขึ้นมาได้จริงๆ หรอก

7. เด็ดขาดกับความคิดของตัวเอง

ต้นเหตุของความใจอ่อนมักเกิดมาจากความขี้ลังเล ที่ไร้ซึ่งความเด็ดขาดในตัวเอง ซึ่งในบางครั้งมันก็ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเราเองได้อย่างง่ายๆ

เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะไปทำตัวใจแข็งใส่คนอื่น ก็คงต้องเริ่มจากการเด็ดขาดกับความคิดในหัวของตัวเองให้ได้เสียก่อน

ขอบคุณที่มา จิตสุข

อยากให้อ่าน “คำสอนของเตี่ย” ชาวจีนที่อพยพเข้ามาอยู่เมืองไทย ทำไม? ถึงรวยเป็นเศรษฐีได้เร็ว

อยากให้อ่านมากๆ “คำสอนของเตี่ย” ชาวจีนที่อพยพเข้ามาอยู่เมืองไทย ทำไม? ถึงรวยเป็นเศรษฐีได้เร็ว

คำสอนของเตี่ย…

ฉันเป็นลูกชาวจีนแผ่นดินใหญ่ เมื่อครั้งหนีภัยสงคราม เหล่ากง เหล่าม่า ต้องหอบลูกกระเตงหลาน เสื่อผืนหมอนใบ ข้ามน้ำ ข้ามทะเล หนีดายมาเมืองไทย เตี่ยเล่าให้ฟังว่า อยู่เมืองจีนลำบากมาก ข้าวปลาอาหารไม่มีกิน มีแต่ความแห้งแล้ง ผู้คนแย่งกันกิน แย่งกันใช้ ตระกูลของเราได้เข้ามาอาศัยแผ่นดินไทย ตั้งแต่ สมัยรัชกาลที่ 7 เรียกว่าเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร แต่เตี่ยพูดไม่เป็น
ตระกูลของเรายึดอาชีพค้าขาย คนจีนชอบค้าขาย ไม่ชอบเป็นลูกจ้างใคร สมัยนั้นลูกจ้างก็คือ กุลี ยากจนไม่มีความมั่นคง ถ้าคนจีนไม่ค้าขายก็ต้องไปเป็นกุลี ใช้แรงงานขายแรงงาน อากงมีวิชาทำก๋วยเตี๋ยวติดตัวมา อากงจึงทำโรงก๋วยเตี๋ยว อาแปะทำโรงซีอิ๊ว อาโกเปิดร้านค้าขาย อาเจ็กไม่มีวิชาอะไร จึงไปเรียนวิชาชีพเป็นช่างไฟและจบออกมาเปิดร้านค้าขายอุปกรณ์ไฟฟ้า ตระกูลของเราก็ได้ถ่ายทอดวิชาค้าขายต่างๆสืบทอดกันมาจนปัจจุบัน

เตี่ยเป็นคนชอบชิม ชอบทาน เตี่ยทำอาหารเก่งมาก จึงยึดอาชีพทำโต๊ะจีน พวกเราก็พลอยได้กินอาหารเหลา อาหารอร่อย ระดับภัตตาคาร ฝีมือพ่อครัวขั้นเทพมาตั้งแต่เด็กๆ ก๊วนกุ๊กเพื่อนรักกับเตี่ยก็คือ เจ้าของเรือนเพชรสุกี้ยากี้ ถนนเพชรบุรี และอีกคนก็ เจ้าของภัตตาคารเจ้าพระยา เตี่ยบอกว่า อยู่เมืองไทยยังไงก็ไม่อดดาย ทำอะไรก็ขายได้ ขอให้ทำของดี อร่อยจริง และราคาไม่แพงเกินไป

และต่อไปนี้ คือเรื่องเล่า ข้อคิด คำสอนจากเตี่ยของฉัน

1. ฉันมักจะเห็นเตี่ย ใส่กางเกงตูดปะ ตูดขาด ไม่พิถีพิถันที่จะแต่งตัวให้เรียบร้อยเหมือนคนไทยเขาบ้าง จะได้สวยงามดูดี ไม่ทำให้ฉันต้องอายเพื่อน ฉันจึงถามเตี่ยว่า ทำไมเตี่ยไม่แต่งตัวดีดีเหมือนคนอื่นเขา เตี่ยตอบว่า

เราเป็นคนจีนเนี่ย ปากท้องต้องมาก่อน อยู่เมืองจีน เราลำบากมาก แย่งกันกินแย่งกันใช้ พื้นดินสีแดง แห้งแล้ง อดอยาก ยากจน ไม่มีใครจะมาใส่ใจสนใจเรื่องเสื้อผ้า เรื่องแต่งตัว ขอแค่ได้กินอิ่ม กินดีดี มีชีวิตอยู่รอดก็ดีใจมากแล้ว จำไว้นะลูก ใส่กางเกงตูดขาดไม่เป็นไร แต่ปากท้องเราต้องอิ่ม คนในครอบครัวเราต้องกินอิ่ม

พูดเรื่องนี้ปุ๊บ ฉันนึกภาพเด็กไทย อดข้าว กินข้าวกับน้ำปลา เพื่อหาตังค์ซื้อกระเป๋าหลุยส์วิคตอง ใบละห้าหมื่น ลอยขึ้นมาทันที …

2. เมื่อเริ่มมีเงิน อย่าเอาเงินไปซื้อของปรนเปรอตนเองทั้งหมด ต้องเก็บเงินไว้ลงทุน ขยายธุรกิจต่อไปด้วย

3. ขายอาหารจานเดียวนะ อย่าขายอาหารตามสั่ง อาหารจานเดียว ทำให้อร่อย อร่อยจริงๆ แค่อย่างเดียวพอ ก็รวยได้ อาหารตามสั่ง ทำไม่ทัน ทำเยอะก็ไม่ได้ ไม่ทันรวยเหนื่อยดายก่อน

4. ต้องหัดฟังเพลงเก่าๆ มั่ง เพลงเก่าๆ มันไพเราะน่าฟัง เพลงสมัยพวกแก มันไม่มีอะไรเลย ตะโกนกันโหวกเหวก มันเป็นเพลงตรงไหน

5. อย่าไปดองกับคนไม่ดี ลูกหลานไปมีครอบครัว ถ้าไปแต่งงานกับคนไม่ดี ตระกูลไม่ดี เป็นนักเลง ติดยา ติดการพนัน ขี้โกง เห็นแก่ตัว ขี้เหนียว ไม่รักญาติพี่น้องไม่เอาใคร ดองกันไป ก็เดือดร้อนทั้งตระกูล เพราะคนจีนเราผูกพันกัน เกี่ยวพันกันเป็นครอบครัวใหญ่

6. ถ้าหาแฟนดีดีไม่ได้ ไม่มีใครรัก ไม่มีใครดีกับลูก ไม่ต้องห่วงนะ ไม่ต้องไปฟูมฟายเสียใจหาใครเค้า ลูกสาวคนเดียวเตี่ยเลี้ยงได้

7. เป็นพี่น้อง ต้องรักกันมากๆ อย่าทะเลาะกัน อย่าตีกัน พ่อแม่จะนอนดายตาไม่หลับ

8. เตี่ยตื่นตีสี่ ตีห้าทุกวัน เตี่ยบอกว่า เราตื่นก่อนเขาก็ทำงานก่อนเขา มีเวลามากกว่าเขาวันละ 1 ชม. ชีวิตเราก็ล้ำหน้าคนอื่นไปแล้ว วันละ 1 ชม. ทำให้นึกถึงคำคนจีนว่า “อย่านอนตื่นสาย อย่าอายทำกิน อย่าหมิ่นเงินน้อย อย่าคอยวาสนา”

9. มีวัดอยู่ใกล้บ้าน ใกล้ชุมชนต้องดูแล ไม่ใช่เอาแต่หอบเงินขึ้นเหนือล่องใต้ ไปทำบุญวัดโน้น วัดนี้ แต่วัดในชุมชนตนเองหมู่บ้านตนเองไม่ดูแลเลย เราเกิดที่นี่โตที่นี่เราต้องดูแลบ้านของเรา

ขอบคุณที่มา รักยิ้ม

มาดู 11 ประโยชน์ด้านดีของกาแฟดำ ที่คุณคาดไม่ถึง

ประโยชน์ 11 ประการของการ “ดื่มกาแฟ” ที่ไม่ใส่น้ำตาลและไม่ใส่คอฟฟี่เมท หมายถึงดื่มแต่กาแฟล้วนๆ อย่างเดียว

(1) การดื่มกาแฟเป็นประจำ ช่วยป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ B มีผู้วิจัยพิสูจน์แล้วว่า กาแฟมี
ประโยชน์ ในการป้องกันได้

(2) การดื่มกาแฟเป็นประจำ ช่วยป้องกันโรคหอบ โรคนี้คือ อาการภูมิแพ้ ชนิดหนึ่ง โดยทั่วไป เมื่อมีประสาทสำรองไม่ถูกกระตุ้นจะไม่มีอาการหอบเกิดขึ้นง่ายๆ แต่ถ้าหากประสาทสัมผัสสำรองถูก
กระตุ้น จะเกิดอาการหอบทันที คาเฟอีนในกาแฟจะระงับการตึงเครียดของ ประสาทสัมผัสสำรอง ลดการเกิดโรคหอบ

(3) การดื่มกาแฟเป็นประจำ ช่วยลดการเกิดโรคตับจากสุรา ตามที่นักวิชาการสำรวจแล้วพบว่า กาแฟช่วยลดผลร้ายที่จะมีต่อตับได้อย่างมีนัยสำคัญ

(4) การดื่มกาแฟเป็นประจำ ช่วยป้องกันมะเร็งตับ มะเร็งลำไส้ และมะเร็งในช่องปาก จากผลการทดลองจริง พบว่ากาแฟมีประสิทธิ ภาพป้องกันโรคขั้นต้น โดยเฉพาะ ในคาเฟอีนมีกรดอะซิติก ที่ช่วย ป้องกันโรคต่างๆดังกล่าวได้

(5) การดื่มกาแฟเป็นประจำ ช่วยขับไล่ความชรา อ็อกซิเจน เป็นสารที่ร่างกายต้องการมากก็จริง แต่ถ้ามีออกซิเจนมากไป ทำให้มี โอกาสเป็นมะเร็งสูงและแก่เร็ว โดยเฉพาะกาแฟที่เข้มข้น จะทำให้ออกไซด์แตกตัว ลดการเกิดมะเร็งได้ กระตุ้นการเผาผลาญอาหารในร่างกายได้ดี

(6) การดื่มกาแฟเป็นประจำ ช่วยลดอัตราคอเลสเตอรอล ป้องกันโรคหัวใจ ในกาแฟมีนิโคติน แต่ไม่ใช่ชนิดเดียวกับในบุหรี่ แต่เป็นวิตามิน B รวมชนิดหนึ่ง ที่ร่างกายต้องการ ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด จึงป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดแข็งตัวได้

(7) การดื่มกาแฟเป็นประจำ ช่วยละลายไขมัน กาแฟที่ดื่มหลังอิ่มอาหาร ช่วยให้ไขมันแตกตัว และให้พลังงานทดแทน จึงลดความอ้วนได้ด้วย

(8) กาแฟเพิ่มไขมันชนิดดีให้ร่างกาย ป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว ตามผลการวิจัยพบว่าคนที่ดื่มกาแฟ
บ่อยๆ จะมีไขมันชนิด HDLเพิ่มขึ้น ซึ่งไขมันชนิดนี้จะขับไล่คอเลสเตอรอลออกไป ป้องกันหลอดเลือด
แข็งตัวได้

(9) การดื่มกาแฟเป็นประจำ ช่วยแก้ปวดศีรษะ กาแฟมีส่วนผสมของคาเฟอีน ที่ขยายหลอดเลือด ระงับอาการปวดได้เช่นเดียวกับยาแก้ปวด และยังช่วยขับปัสสาวะ ละลายไขมันในเส้นเลือด และช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะ เนื่องจากเมาสุราได้

(10) การดื่มกาแฟเป็นประจำ ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในสมองและสมรรถภาพสมอง มีผู้ชี่ยวชาญสรุปผลการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ออกมาว่า ความหอมของกาแฟ ช่วยกระตุ้นสมองให้ทำงานได้เร็วขึ้น และมีสมาธิ ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น นั้นเป็นเพราะกลิ่นกาแฟ ทำให้เลือดไหลเวียนในสมองเพิ่มขึ้น

(11) ดื่มกาแฟเล็กน้อยทำให้น้ำย่อย ในกระเพาะหลั่งดีขึ้น ไขมันแตกตัว หากได้ดื่มกาแฟเล็กน้อยหลังทานอาหารเสร็จ คาเฟอีนในกาแฟจะมี ประโยชน์ต่อกระเพาะโดยตรง น้ำย่อยที่กระเพาะและตับอ่อนจะเพิ่มขึ้น ไขมันถูกเผาผลาญได้ดีมากขึ้น

ขอบคุณที่มา  wittyhealthy

จริงไหม? ผู้หญิงที่เลือกเป็นโสดขึ้นทุกปีเพราะว่า….

ถ้ามีแฟนแล้วแย่ลง ขออยู่เป็นโสดดีกว่า หาดีไม่ได้… ก็ไม่เอา !!

ผลวิจัยพบว่าผู้หญิงไทยเลือกอยู่คนเดียวเพิ่มขึ้นทุกปี สาเหตุส่วนใหญ่มาจาก ความไม่ซื่อสัตย์ ความรุนแรง และ การไม่รับผิดชอบในหน้าที่

สถาบันวิจัยประชากรและสังคมเผยผลสำรวจพบว่า ผู้หญิงจำนวนหนึ่งเลือกที่จะอยู่คนเดียว ( แต่งงานช้าลง ครองโสดเพิ่ม หย่ามากขึ้น และ เลือกไม่มีบุตร ) โดยสาเหตุส่วนหนึ่งที่อาจจะมาจาก ความเป็นผู้นำของผู้ชายลดน้อยลง ทำตัวอ่อนแอมากขึ้น และ ไร้ความรับผิดชอบต่อครอบครัว

มีนิทานเรื่องหนึ่ง เล่าว่า

มีคนตั้งโจทย์ขึ้นมาว่า มีสะพานไม้เล็กๆ อยู่ ให้เดินไปจนถึงโดยที่หลับตา

ถ้าใครสามารถเดินไปถึงได้โดยไม่ตกลงมา คุณและคู่รักของคุณจะเป็นเนื้อคู่กันตลอดไป…

ทุกคนจึงพยายามเดินแล้วหลายรอบ แต่ก็ตกลงมาทุกที บางคนถึงกับคิดว่า ฉันคงไม่มีเนื้อคู่แล้วล่ะสิ

แต่แล้วก้อได้มีคน ๆ นึงเดินไปถึง จุดหมายโดยไม่ตกลงมา

ทุกคนต่างแปลกใจแล้วก็ถามว่า เดินยังไงถึงไม่ตกลงมา…?

คำตอบที่ได้ยิน ทำให้ทุกคนก็เงียบไปเลย

เค้าบอกว่า… “ก้อชั้นแอบลืมตาเดินไง”

——————————————————–

ลองคิดดูสิ…? เพื่อความรัก ทุกคนยอมเสี่ยงดายหลับตาเดินข้ามสะพาน

ยอมปิดตา และ ปฏิเสธที่จะมองเห็นความจริงต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามา

เค้าสั่งให้หลับตาเดินก็ยอม เค้าบอกว่ารักก็เชื่อ โดยไม่ดูที่หลักความเป็นจริง

มันจะไปถึงปลายทาง ในเมื่อตาเรามองไม่ เห็นทาง… เราจะได้รับความรักที่ดีดีได้อย่างไร…?

เมื่อเราหลับหูหลับตารัก มันเป็นความรักที่ไม่ฉลาด และ ขาดสติ

เวลามีความรักลองเปิดตามองให้ไกล… อย่าปล่อยให้ความ รักทำให้ตาบอด…

ถึงแม้ว่าลืมตาเดินแล้วยังตกลงมาอีก แต่ก็คงไม่ตกลงมา เจ็บเท่ากับหลับตาเดิน

…..เพราะเราจะรู้ว่าต้องตกท่า ไหนจึงจะเจ็บน้อยที่สุด…..

เพราะการไม่รักใครเลย ไม่ใช่การแก้ปัญหา

แต่การที่มีความรักอย่างฉลาด และ มีสติ คือการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง

ขอบคุณที่มา bitcoretech

อย่าล้อเล่นกับ…ความผูกพัน

เพราะความผูกพัน…ไม่เคยล้อเล่นกับหัวใจใคร

ความรัก จะเติบโตในแนวราบ
ความผูกพัน จะเติบโตในแนวลึก
ความรักจึงเกิดขึ้นและดับไปแบบง่ายๆ

แต่ความผูกพันจะถูกสะสมไว้
ในลิ้นชักของความทรงจำ
และทำให้เรา…เจ็บปวดได้เสมอ

หลายคนใช้ชีวิตแบบรักเธอกอดคนอื่น
เพราะบางครั้งคนที่เรารัก ก็ไม่อยากให้เรากอด
เราจึงต้องกอดคนอื่นไปพลางๆก่อน
ซึ่งเขาเองก็อาจไม่อยากกอดเราเช่นกัน

แต่เพราะความเหงา ทำให้หัวใจหันมากอดกัน

คนมากมาย เริ่มต้นความรัก
เพราะตั้งใจแค่จะล้อเล่น
แต่วันเวลาผ่านไป…
ความผูกพันแอบเติบโตขึ้นตรงกลางอย่างเงียบๆ

กว่าจะรู้ตัว มันหยั่งรากลึกจนถอนตัวไม่ขึ้นแล้ว
เราจึงไม่อาจขยับตัวไปไหนได้ทั้งสองฝ่าย
ต้องเก็บกอดกันและกันไว้ด้วยความเห็นใจ
แต่ไร้ความสุข และความรัก

สุดท้าย คู่รักหลายคู่ แอบนอกใจกัน
พร้อมส่งต่อความทุกข์ของตัวเองไปให้คนรักใหม่
ที่ทั้งคู่แอบไปก่อความสัมพันธ์

ถ้าเราล้อเล่นกับความรัก
แม้ต้องเจ็บกับผลลัพธ์ที่เป็นทุกข์
แต่เวลาและเรื่องราวใหม่ๆ ที่หมุนเข้าออกชีวิต
จะทำให้เราเข้าใจ และไม่รู้สึกเศร้ากับมันอีกต่อไป

แต่การล้อเล่นกับความผูกพัน
เราอาจต้องอยู่กับทุกข์ไปตลอดชีวิต

เพราะความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น
จะเป็นไปแบบเดินหน้าก็ไม่ได้ ถอยหลังก็ไม่ไหว
ทำให้ต้องลากต้องจูงกันไปอย่างนั้น
ทั้งที่ต่างคนต่างก็หนักและเหนื่อย

การรักใครบางคน…
ที่บังเอิญเดินผ่านมาในนาทีที่เหงาใจ
เราอาจคิดว่าไม่เป็นไร วันนี้แค่ล้อเล่น

โดยไม่รู้ว่า…
ต้องจ่ายค่าเล่นด้วยราคาที่แสนแพง
เพราะความผูกพัน…
ไม่เคยล้อเล่นกับหัวใจใคร

 

ขอบคุณที่มา  อะไรนั่น : whatthats 

ชาวพุทธควรรู้ สิ่งจำเป็น 4 อย่าง ถวายช่วงเข้าพรรษา ได้บุญมหาศาล รู้แล้วอย่าเก็บไว้คนเดียว

ชาวพุทธควรรู้ สิ่งจำเป็น 4 อย่าง ถวายช่วงเข้าพรรษา ได้บุญมหาศาล รู้แล้วอย่าเก็บไว้คนเดียว ชีวิตดี

การเข้าพรรษา เป็นพุทธบัญญัติ ซึ่งพระภิกษุทุกรูปจะต้องปฏิบัติตาม หมายถึง การอธิษฐานอยู่ประจำที่ไม่เที่ยวจาริกไปยังสถานที่ต่างๆ เว้นแต่มีกิจจำเป็นจริง ๆช่วงจำพรรษาจะอยู่ในช่วงฤดูฝนคือแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ถึง ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ของทุกปี ดังนั้น วันเข้าพรรษา หมายถึง วันที่พระภิกษุในพระพุทธศาสนาอธิษฐานอยู่ประจำในวัด หรือเสนาสนะที่คุ้มแดดคุ้มฝนได้แห่งหนึ่งไม่ไปค้างแรมในที่อื่น ตลอด ๓ เดือนในฤดูฝน

การทำบุญเข้าพรรษา ให้ถูกหลักพระพุทธศาสนานั้นไม่ใช่เรื่องยากและทำแล้วยังได้บุญมหาศาลโดยผู้ที่จะทำบุญควรจะเน้นไปทำบุญตามวัดต่างจังหวัดเพราะพระสงฆ์ตามต่างจังหวัดนั้นจะขาดแคลนของอุปโภค บริโภคมากกว่าพระที่จำวัดในเมือง โดยผู้ที่ต้องการทำบุญควรจะนำของใช้จำเป็น 4 อย่างไปถวายท่าน ประกอบไปด้วย

1.ไฟฉายอย่างดี พร้อมถ่านสำรองเพราะช่วงเข้าพรรษาเป็นช่วงหน้าฝนท่านจะได้ใช้ไฟฉายสำรวจสภาพวัด สัตว์ร้าย เดินทางไกลหรือแม้กระทั่งภัยธรรมชาติที่อาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

2.ผ้าอาบน้ำฝน รูปละสองผืน และต้องเป็นผ้าฝ้ายขนาดใหญ่ที่สามารถใช้สงฆ์น้ำได้ และเป็นผ้าเช็ดตัวได้ซึ่งปัจจุบันพระสงฆ์ส่วนใหญ่จะใช้ผ้าขนหนูแทนแต่ตามความจริงแล้วการใช้ผ้าขนหนูนั้นไม่ถุกพระวินัยของสงฆ์

3.เทียนบูชาพระ ขนาด 8 นิ้ว พร้อมไฟแช็คแทนการใช้เทียนพรรษาซึ่งมีขนาดใหญ่ เพื่อท่านจะใช้จุดบูชาพระประธานในโบสถ์

4.ยาแก้แพ้อากาศอย่างดีพร้อมยาลดไข้ เพราะช่วงนี้พระสงฆ์จะเกิดการเจ็บป่วยได้ง่ายเพราะเป็นช่วงหน้าฝน

“ทำบุญเข้าพรรษาแค่ 4 ข้อเท่านี้ก็ได้บุญมหาศาลแล้วเพราะท่านได้ใช้ของที่เราถวายได้ตลอดพรรษาส่วนปัจจัยนั้นก็อย่าลืมถวายท่านตามกำลังศรัทธาเพื่อใช้จ่ายเป็นสมณะบริโภค แต่ถ้าเป็นพระธรรมยุตก็ถวายเป็นปาวรณาบัตร ส่วนปัจจัยก็มอบให้ลูกศิษย์ท่านไว้ เท่านี้เราก็ได้เชื่อว่าเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีแล้ว”

ประวัติวันเข้าพรรษาสมัยพุทธกาล

เมื่อครั้งที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทับอยู่ ณ วัด เวฬุวัน เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ มีเหตุการณ์เกิดขึ้นคือ พวกชาวบ้าน กลุ่มหนึ่งพากันกล่าวตำหนิพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาว่า ช่างไม่รู้จักกาลเวลาเสียเลยพากันจาริกไปเรื่อยๆ ไม่หยุดยั้งแม้ในระหว่างฤดูฝนบางครั้งก็ไปเหยียบข้าวกล้าของชาวนาเสียหาย ขณะที่พวกนิครนถ์ นักบวชในศาสนาอื่นและฝูงนกยังหยุดพักผ่อนไม่ท่องเที่ยงไปในฤดูฝนเช่นนี้ เรื่องนี้ทราบถึงพระพุทธเจ้าในกาลต่อมา พระองค์จึงทรงรับสั่งให้พระสงฆ์ประชุมพร้อมกันตรัสถามจนได้ความเป็นจริงแล้วจึงทรงบัญญัติเรื่องการเข้าพรรษาไว้ว่า อนุชานามิ ภิกขะเว อุปะคันตุง แปลว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้พวกเธออยู่จำพรรษา”

การถือปฏิบัติวันเข้าพรรษาในประเทศไทย

สมัยก่อนประชาชนส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม จะเริ่มทำไร่ทำนาปักดำข้าวกล้าก่อนพรรษากาลพอ พระสงฆ์เข้าพรรษาก็จะเสร็จงานในไร่นา ย่อมมีเวลาว่างมาก ประกอบกับการคมนาคมไปมาระหว่างสถานที่ต่าง ๆ ก็ไม่ค่อยสะดวก เนื่องจากฝนตกชุกและน้ำขึ้นเจิ่งนอง เต็มแม่น้ำลำคลองทั่วไปชาวบ้านจึงถือโอกาสเข้าวัดถวายทาน รักษาศีล ฟังธรรมและเจริญภาวนาเพิ่มพูนบุญกุศลกันมากขึ้น

ดังนั้นเมื่อถึงวันเข้าพรรษา พุทธศาสนิกชนก็จะพากันหาอาหารทั้งคาวหวาน ผลไม้ และเครื่องอุปโภคที่จำเป็นแก่สมณะนำไปถวายพระภิกษุสงฆ์ใกล้บ้านตน พระภิกษุสงฆ์แนะนำสั่งสอนให้เกิด ศรัทธาในการปฏิบัติ ตามหลักทานศีลและภาวนา และความไม่ประมาทในการประกอบคุณความดีอื่น ๆ

ตามประวัติศาสตร์ พุทธศาสนิกชนชาวไทย ได้เริ่มบำเพ็ญกุศลเนื่องในเทศกาลเข้าพรรษานี้ ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ดังข้อความในศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชว่า

“พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองสุโขทัยนี้ทั้งชาวแม่ชาวเจ้า ทั้งท่วยปั่วท่วยนาง ลูกเจ้าลูกขันทั้งสิ้นทั้งหลายทั้งหญิงทั้งชายฝูงท่วยมีศรัทธาในพุทธศาสน์ มักทรงศีล เมื่อพรรษาทุกคน”

ขอบคุณแหล่งที่มา share-si