“ผีบังตา” 1 ใน 5 เรื่องผีสุดหลอนปี 2015 รางวัล “อ่านเรื่องนี้ ต้องมีหอน”

“ผีบังตา” 1 ใน 5 เรื่องผีสุดหลอนปี 2015 รางวัล “อ่านเรื่องนี้ ต้องมีหอน”

สวัสดีครับ ตลอดเดือน พ.ย.นี้ รอติดตามคอลัมน์เรื่องลี้ลับในสถาบันให้ดีเลยครับ เพราะทุกสัปดาห์จะมีเรื่องผีที่การันตีความหลอนจากกิจกรรม “ฮาโลวีนปีนี้ ชวนเด็กดีมาเล่าเรื่องผีกัน” มาฝาก เริ่มต้นประเดิมที่สัปดาห์นี้กับเรื่อง “ผีบังตา” จากน้องรัตนาพร เจ้าของรางวัล “อ่านเรื่องนี้ต้องมีหอน”

เรื่องราวเกิดขึ้นในห้องพักของหอในมหาวิทยาลัยชื่อดังที่บังคับปี 1 ต้องอยู่หอใน ห้องพักในหอแห่งนี้จะถูกเล่าขานกันว่า หากใครได้อยู่คนเดียว มักจะมีเรื่องแปลกๆ ชวนให้สงสัยอยู่ตลอด ไม่ว่าจะเสียงเล็บขวนประตูทุกคืน เสียงอาบน้ำในห้องน้ำที่ไม่ได้เปิดไฟ หรือที่สยองสุดการที่อยู่ในห้อง 2 คน แต่ต่างคนกลับมองไม่เห็นกัน ??? ไปอ่านกันเลยครับ

เรื่องต่อไปนี้ที่จะเล่าเกิดขึ้นตอนที่เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย ทุกคนที่เรียนที่นี้ รู้กันอยู่แล้วว่าเด็กปี 1 บางคณะจะต้องนอนหอใน ซึ่งรวมถึงเราด้วย ส่วนตัวเรารู้อยู่แล้วว่าเป็นเด็กมีเซ้นท์แต่ก็ไม่คิดว่าการที่เราต้องจากบ้านมาอยู่กับเพื่อนๆ ที่หอพักจะมีเรื่องแบบนี้

ขออธิบายเรื่องห้องนอนก่อนนะคะ ที่นี่ปกติแล้ว 1 ห้องจะอยู่รวมกัน 5 คน แต่ห้องเราอยู่กันแค่ 4 คน ในห้องมีทั้งเตียงชั้นเดียว และเตียง 2 ชั้น พวกเราในห้องตัดสินใจลากเตียงชั้นเดียวมาติดกัน เวลานอนจะหันหัวไปทางปลายเตียงค่ะ เพราะเพื่อนเราในห้องเค้าบอกว่าปลายเตียงเราคือทิศตะวันออก

เริ่มเข้าเรื่องเลยนะคะ จำได้ว่า ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาเย็นๆ เรากลับมาจากเรียนเหนื่อยมากก็เลยบอกเพื่อนทุกคนว่า ขอไปนอนก่อนนะ ตอนนั้นเรานอนอยู่ในห้องคนเดียว เพราะเมทคนอื่นๆ ยังไม่กลับมา นอนไปเรื่อยๆ จนฟ้าเริ่มมืดคิดว่าตอนนั้นน่าจะประมาณ 6 โมงเย็น ไฟในห้องก็ไม่ได้เปิด สักพักเราได้ยินเสียงคนเปิดประตูห้องเข้ามา ตอนนั้นเรานอนอยู่นะ ด้วยความที่งัวเงียแบบว่ากึ่งหลับกึ่งตื่น เราก็จะลุกไปทักทายเพื่อนที่เข้ามาในห้อง จู่ๆ ก็ขยับตัวไม่ได้

พยายามนานมาก เริ่มหายใจไม่ออก คือเราขยับได้แค่ตาจริงๆ เราเห็นเพื่อนเดินมาที่ปลายเตียงเรา แล้วก็มานั่งข้างๆ แต่ตอนนั้นเราก็ขยับตัวไม่ได้ พยายามเรียกเพื่อนนานมาก จนเพื่อนเดินออกไป และปิดประตูห้อง ตอนนั้นเราตกใจมาก กลัวมากแต่ก็พยายามให้ตัวเองขยับได้ เรานับถือพระเจ้านะคะ ตอนนั้นก็อธิษฐานหนักมาก จนในที่สุดเราก็หลุด แล้วรีบวิ่งออกจากห้องไปเลย

เราวิ่งไปหาเพื่อนคนที่เปิดประตูเข้ามาค่ะ เพื่อนเราก็ทักกลับมาว่า “อ้าว เมื่อกี้ ไปหาที่ห้องมาไม่เจอเลยอ่ะ หายไปไหนมาจะถามว่ากินอะไรมั้ย ?” ตอนนั้นเราช็อคไปเลยค่ะ เราก็ถามเพื่อนว่า “เมื่อกี้เข้าไป ไม่เจอใครในห้องเลยหรอ” เพื่อนเราบอกว่าก็เห็นมีคนอาบน้ำอยู่เสียงน้ำดังมาก ไฟในห้องน้ำก็เปิด ตะโกนเรียกตั้งนานก็ไม่มีใครตอบ เลยคิดว่าคงไม่ได้ยินก็เลยเดินออกจากห้อง เราก็ถามต่อว่าเพื่อนเรานั่งตรงไหน เพื่อนเราบอกว่า “ก็นั่งตรงปลายเตียงแกไง” เพื่อนยังบอกขอโทษเราด้วยว่า ขอโทษนะที่นั่งทับหมอนเรา

ตอนนั้นเราแบบเฮ้ย! เรามองหน้าเพื่อน จะบอกความจริงดีมั้ย สุดท้ายเราตัดสินใจบอก ว่าตอนนั้นเราอยู่ในห้องตลอดเวลา ยังนอนอยู่บนเตียงที่เพื่อนนั่ง และหมอนที่เพื่อนนั่งทับนั่น คือหัวเรา เราเห็นทุกอย่าง แต่เราทำอะไรไม่ได้เลย พยายามเรียกเพื่อนก็ไม่ได้ แล้วในห้องน้ำก็ไม่มีใครอยู่ เพราะเราอยู่คนเดียวไฟก็ไม่ได้เปิดด้วย พอเล่าจบ เพื่อนเราช๊อกกันไปเลยค่ะ

นับจากวันนั้นมา เรื่องที่เรากับเพื่อนเจอ ก็กลายเป็นเรื่องเล่าที่เล่ากันไปในหอ และเราเจออะไรแปลกๆ ในห้องนี้บ่อยมากๆ จนเพื่อนเมทแต่ละคนก็ไม่มีใครกล้าเข้าห้องเราเลย ไม่ยอมที่จะอยู่ในห้องหากต้องอยู่คนเดียว

ด้านห้องอื่นๆ ในหอก็มีเรื่องราวแนวนี้เกิดขึ้นนะ บางคนกลับมาดึกๆ หาห้องตัวเองไม่เจอ เดินหายังไงก็ไม่เจอ หรือแม้แต่บางห้องทุกค่ำคืนจะมีเสียงเล็บขวนประตูในเวลาเดิมซ้ำๆ จนตอนนี้ผ่านมาก็หลายปี เราออกมาแล้ว ไม่รู้ว่าเราก็ไม่รู้ว่าห้องนั้นเป็นยังไงบ้าง ???

ขอบพระคุณแหล่งที่มา : dek-d.com และ รักยิ้ม

เล่าประสบการณ์จริง เข้าถ้ำนี้หากมีวิบาก ทางสว่าง ไม่ต้องใช้ไฟฉาย ก็ไปได้

เล่าถึง ถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน

หวัดดีๆวันนี้ มีคนอินบ๊อกซ์มาหาข้าหลายราย

ส่งไฟล์เกี่ยวกับเด็กหลงหายเข้าไปในถ้ำหลวง แถวๆ ขุนน้ำนางนอน

นักเตะเยาวชน ราว 12 คนหาย และโค้ชนักฟุตบอล 1 คนเข้าไปในถ้ำหลวง

ซึ่งถ้ำหลวงนี้ ข้าเคยพาพวกเราเข้าไปกัน

ครั้งนั้นเข้าไปกันราวสี่สิบคนเศษ

ที่เข้าไป ก็เพราะ มีพลังงานที่เป็นวิญญาณที่ถ้ำขุนน้ำนางนอน เขาขอให้เข้าไป

บริเวณแถวนั้น มันติดๆกัน

มีหลายถ้ำ มากมาย

ยาวติดกันไปเป็นเทือก

ออกไปถึงพม่าได้

สมัยก่อน ใช้เป็นเส้นทางหลบหลีกหนีกองทัพ

หนีภัยยามบ้านเมืองเกิดสงคราม และเป็นที่ทำพิธีตัดไม้ข่มนาม บวงสรวง ให้แผ่นดินปลอดภัย

ตอนแรกนั่น ที่เราทำพิธีถวายองค์พระเพื่อแผ่นดิน

ให้แก่เหล่าเทวาที่นั่น

เพื่อความผาสุขแก่เหล่าอดีตวิญญาน และเทพารักษ์

ซึ่งวันนั้น เราไปกันเยอะ

ที่ไปกันเยอะนี่ ก็แค่อยากจะไปเห็นเหล่าผีเข้าพวกเรานั่นแหละ

มันอยากเห็นคนโดนผีเข้า อยากรู้ว่าผีจะพูดอะไร อยากรู้อะไรที่ไม่เคยเห็นไม่เคยฟัง

พูดง่ายๆว่าอยากเสือกเรื่องของผีเขา เสือกนี่เป็นอาหารว่างรสชาติดี

แต่ทว่าวันนั้น เหล่าผีเทวาชั้นสูงมีบารมี เขาลงมารับบุญกุศลเอง

เหล่าชั้นรองๆลงไป ก็เลยไม่กล้าออกมาแหยม

แต่วันนั้นผีเยอะ เข้ามารับบุญกุศลเยอะ ผีเข้าเหมือนกัน

แต่เข้าแล้วนั่งสงบเสงี่ยมเป็นนางสาวไทย ไม่ร้องให้ฟูมฟายแบบครั้งก่อน

พูดมากไป คนมันก็จะดราม่ากุอีก เคยเล่าให้ฟังไปแล้ว

เมื่อทำพิธีเสร็จ

มีวิญญาณพราหมณ์เจ้าพิธี ดูแลถ้ำ ได้เชิญให้ข้าเข้าไปเยี่ยมเยือนถ้ำใหญ่

ถ้ำใหญ่นี่ก็คือถ้ำหลวงนี่แหละ

เขาอยากให้ข้าไปกัน ที่นั่นเป็นบ้าน เป็นเมืองที่เขาอาศัย

ข้าก็เลยตกลงไป อยู่ตรงไหนก็ยังไม่รู้

ที่ถ้ำหลวงนั้น คนของเรา เคยเป็นหัวหน้าป่าไม้ที่นี่

ที่นั่น มีเจ้าแม่เฝ้าถ้ำ ซึ่งก็เป็นพลังงานที่แรงอยู่เหมือนกัน ข้าขนหัวลุกตั้ง

เมื่อไปถึงวิญญาณเชิญให้เดินทางเข้าไป

ข้าก็เลยนำทางเข้าไป ถ้ำกว้าง มืดและลึกมีอากาศถ่ายเท แสดงว่าต้องมีทางทะลุออกไป

เราเข้าไปลึกจนถึง เส้นทางที่เพดานถ้ำต่ำ ต้องคลานเข้าไป

เมื่อหลุดพ้นจากถ้ำเพดานต่ำ ก็จะเจอถ้ำเป็นโถงใหญ่

มีอีกหลายช่องทางเป็นถ้ำเล็กถ้ำน้อยมากมายหลังจากนั้น

ข้ามาคิดดูแล้ว พวกเรามากันมากมาย

อาจจะหลงพลัดพรากจากกันได้

ข้าก็เลยหันหลังกลับ

พอหันหลังกลับ เมียเจ้านักรบ ที่เป็นพม่า ก็ร้องกรี๊ด.ด.ด! เสียงดัง

ร้องห่มร้องไห้

โกรธเคือง น้อยอกน้อยใจ ว่าทำไม

พ่อหลวงเดินทางมาถึงที่นี่แล้ว ไม่ไปโปรดไม่ไปเยี่ยม

เหล่าลูกหลานที่รอคอยมานานแสนนานเล่า

กลับทำไม

ทำไมไม่ไปต่อให้ถึงจุดที่รอคอย พวกเขาต่างรอคอยอยู่ที่นั่น

แต่ข้าไม่สนใจหรอก ผีทั้งนั้นไม่ไหว

เกิดพูดไม่รู้เรื่องกันขึ้นมา วิ่งกันน้ำบานเลย มืดซะด้วย

ข้าหันหลังกลับ

มันก็ร้องไห้คร่ำครวญคุกเข่าตรงนั่นแหละ

ทุกคนคิดว่า นางสติแตก ร้องห่มร้องให้โวยวายที่ไม่ไปต่อ

นั่นมันผีนะเว๊ยเฮ้ย ผีจะเอาแต่ใจ

ข้าเดินสวนกลับ

แต่มีบางคนยังเดินทื่อจะเข้าไปให้ได้

ทุกคนก็พยายามร้องเรียก ว่าหลวงพ่อกลับแล้ว

แต่เจ้านั่น รู้สึกว่าจะเป็นเจ้านพ เจ้านกฮูกหรือไง ดันไม่ได้ยิน

ที่สำคัญ พวกนี้มันไม่ได้มองเห็นว่ามืดอย่างที่เราเห็นว่ามืด

พวกนี้มองเห็นว่าหนทางมันสว่าง

ข้าเห็นความไม่ชอบมาพากลหลายอย่าง

จึงหวนเดินกลับ เดินไปแผ่เมตตาไป

ซักพักก็ได้ยินว่า พวกที่เดินเข้าไปนั้น วกกลับออกมาแล้ว

ข้าจึงให้ทุกคนมารวมตัวกัน

แล้วปิดไฟทุกดวง

ความมืดสนิทก็เข้ามาครอบงำ

ทุกคนจึงเห็นชัดว่า

ภายในถ้ำนั้น มันมืดสนิท

มองไม่เห็นอะไรเลย

ข้านำขอขมากรรมต่อผืนแผ่นดิน

และนำทุกคนสวดมนต์พุทธัง..

ในความมืดนั่น

ข้าน่ะมองเห็นทุกคน

ข้าจึงเดินไปหาป๋าเอ๋

ที่แกแอบนั่งอยู่บนก้อนหิน

กะไปแกล้งป๋าแก

แกนั่งห่างกันจากกลุ่มราว 50 เมตร

พอดีสวดมนต์กันเสร็จ

จึงพากันแผ่เมตตา

บางคนบอกว่า ขณะสวดพุทธัง

เขามีอาการปิติอยากจะตะโกน

ตัวสั่น คุมไม่อยู่

ข้าเห็นอาการหลายคนเหมือนผีจะเข้า

จึงเดินเลี่ยงออกมาจากกลุ่มในความมืดนั้น

ขืนอยู่

เดี๋ยวเกิดมันแปลงกายกันขึ้นมา

ข้าจะวิ่งน้ำบานเอา

ซักพักใหญ่ก็เจอพวกเจ้าโน๊ตเจ้าฝ้าย และเจ้าหมอพรทิพย์ผมกระเซิงน่ะ

พวกมันเก่งนะ

เดินกันตามเข้ามาหลังสวดมนต์และแผ่เมตตาแล้วโดยไม่ต้องใช้ไฟฉาย

มันเดินกันเข้ามาได้ จากอีกช่องทางนึง ที่เราไม่ได้เดินกันออกมา

แต่พวกมันเดินทะลุกันออกมาจากช่องทางแคบๆนั้นได้

แต่มันบอกว่ากว้าง และไม่เห็นว่าจะมืดอะไรเลย

พวกนี่ ไม่ได้ใช้ไฟฉาย

พวกนี้มีผีสิงเจ้าฝ้ายพากันเดินแบบสบายใจ

นี่ถ้าข้ายังเดินต่อไป

เจ้ากลุ่มพวกนี้ก็จะออกไปอีกทาง

ข้าก็ไปอีกทาง

ไม่รู้จะเจอกันรึเปล่า

ทั้งๆที่ตอนเข้ามา

ทางที่ข้าเห็นมันก็มีเส้นทางเดียว

ไม่มีแยก

แต่ของเจ้าพวกนี้ที่ตามๆมา

มันมีแยก

และที่สำคัญ

พวกนี้เดินได้โดยไม่ต้องใช้ไฟฉายนำ

มันเดินดุ่มๆกันไป เถียงเรื่องเส้นทางกัน

โดยไม่รู้ว่า เถียงกันอยู่กับผี

นี่..เรื่องพวกนี้ นี่

ใครไม่เคยประสบ ย่อมดูเป็นเรื่องเหลวไหล

คราวนี้ก็ย้อนมาถึงวันนี้

วันที่มีคนมาถามข้าเกี่ยวกับเด็กๆทั้ง 13 คน

เด็กๆพวกนั้นก็คงเป็นเช่นเดียวกับพวกเจ้าโน๊ต นกฮูก เจ้าฝ้ายนั่นแหละ

คือเดินเข้าไปโดยไม่ต้องใช้ไฟฉาย

เส้นทางจะสามารถมองเห็นได้ตลอด

เพราะพวกเขา เท่าที่ทราบมา

พวกเขาไปซ้อมกีฬา คือเตะบอลกัน

คงผ่านมาทางขุนน้ำนางนอน แล้วแวะเข้าไปพัก

คงกะเที่ยวถ้ำสนุกๆเพราะผ่านมาเท่านั้น

เพราะเวลานั้น ก็ห้าโมงเย็นแล้ว

ไฟฉายก็คงไม่ได้พกพามาเพื่อมาเที่ยวถ้ำกันหรอก

อาจจะแค่แวะเที่ยว

คราวนี้ แม้จะเป็นเวลาเย็น

แต่ที่นั่น พลังงานวิญญาณเขามี

หากใครมีสัญญาต่อกันทางวิบาก

พวกเขาก็อาจเข้าไปในถ้ำที่มืดสนิทนั้น โดยไม่ต้องใช้ไฟฉาย

และมีความรู้สึก อยากเดินลึกเข้าไปเรื่อย

จะไม่รู้สึกดูน่ากลัว

เหมือนกับพวกเจ้าโน้ตมันเคยเผชิญมา

เส้นทางมันก็เห็นๆกันนี่แหละ

เดินตามๆอยู่ดีๆ เส้นทางก็เป็นทางทึบตันไปซะนี่

ต้องเลี้ยวเข้าช่องนั้นช่องนี้

ให้แตกแยกกลุ่มกันออกไป

นี่ทางพวกเวทย์มนต์คาถา เขาเรียกว่า วิชาบังบด

มีวิชาบังไพร บังรูป บังอร บังเอิญอะไรอีกเยอะแยะ

เด็กๆพวกนี้ หาตามวิสัยโลกจะหายาก ไม่อาจเจอ

พวกหาต้องใช้ไฟส่องหา

แต่พวกเขาเดินสบายไม่ต้องใช้ไฟส่องทางเดิน

เรื่องเช่นนี้ คนไม่เจอ มันก็ผิดธรรมชาติเนอะ

เชื่อยาก

จริงๆเด็กเข้าไปไม่ลึกซักเท่าไหร่หรอก

แต่มองไม่เห็นน่ะ

เด็กก็มองคนหาไม่เห็นเหมือนกัน

ที่นั่น มีอะไรแปลกๆที่คาดไม่ถึง

จู่ๆผีก็ผ่านเข้าคนของข้า ถึงกับต้องหามกันมาก็หลายคน

ของข้านั้น เขาอยากให้ไปเยือน

อยากให้ไปโมทนาบุญ

ซึ่งข้าก็ทำให้แล้ว

เรื่องถ้ำหลวงนี่

ถ้าไม่จำเป็น ก็อย่าเข้าไปเสี่ยงเลย

มันมีกาลที่ซ้อนพิลึกกึกกืออยู่

มีแร่แปลกๆมากมาย

มีสินแร่ที่มีค่ามากมาย

คนดายกันมากมาย

เป็นที่เคารพสักการะต่อพิธีกรรมต่างๆมานาน

ถ้าอยากเข้าไป ก็ศึกษาแผนที่และการวางแผนให้ดีๆ

หน้าฝนนี่อย่าเข้าไป

เพราะอาจต้องเผชิญกับน้ำหลากที่ท่วมขึ้นสูงถึงเพดานถ้ำอย่างรวดเร็ว

ก็เป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆที่ข้ากล่าวถึงให้ฟัง

ขอให้สุขสมหวังกันทุกคน

ขอให้เจอเด็ก รอดออกมาปลอดภัย

หวัดดี

ขอบคุณที่มา รักยิ้ม

ย้อนรอยปี 59..ครูหายตัวใน”ถ้ำหลวง”กู้ภัยค้นหาไม่พบ ผ่านไป 3เดือน อยู่ๆออกมาได้

สืบเนื่องจากกรณี เด็กๆนักฟุตบอลทีมหมูป่า 12คน และโค้ช 1คน รวมทั้งหมด 13ราย ได้หายตัวที่ถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ด้านเจ้าหน้าที่ก็ได้เร่งทำการค้นหาอย่างหนัก แต่ยังไม่พบนั้น

ล่าสุดโลกออนไลน์มีการแชร์คลิป ซึ่งเป็นเคสที่เคยเกิดขึ้นในลักษณะเดียวกัน โดยเป็นคลิปของรายการข่าวดัง เรื่องเล่าเช้านี้ (สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3) ซึ่งออกอากาศเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2559 โดยเป็นการรายงานข่าว กรณีนักท่องเที่ยว หายตัวไปเกือบ 3เดือนในวนอุทยานขุนน้ำนางนอน อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เมื่อ12 สิงหาคม2559 และอยู่ๆก็ออกมาได้ โดยพบตัวในวันที่ 30 ตุลาคม 2559

รายการเรื่องเล่าเช้านี้ ได้ระบุว่า จากเหตุการณ์นักท่องเที่ยว ได้หายตัวไปเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2559 หลังเจ้าตัวได้นำรถจักรยานนำไปฝากไว้ที่ร้านค้าแห่งหนึ่งที่วนอุทยานขุนน้ำนางนอน โดยบอกว่าจะเข้าไปนั่งสมาธิภายในถ้ำทองทรายแล้วหายตัวไป ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้ระดมกำลังค้นหามาตลอด แทบทุกตารางนิ้ว แต่ไม่พบตัว

กระทั่งล่าสุด เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัย สยามรวมใจแม่สาย รับแจ้งจากพนักงานรีสอร์ทแห่งหนึ่งในพื้นที่ ขอตรวจสอบชายลักษณะคล้ายชาวจีน ท่าทางอิดโรย มีรอยข่วน เท้าเป็นแผล จะขอเข้าพักในรีสอร์ท แต่ไม่มีเงิน จึงได้ไปตรวจสอบ เบื้องต้นทราบชื่อคือ นายสุทธิโรจน์ พลยุทธศาสตร์ อายุ 36 ปี เคยเป็นอาจารย์สอนพิเศษภาษาจีน ที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ทางเจ้าหน้าที่จึงประสานตรวจสอบไปยังมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ยืนยันว่าเป็นบุคคลเดียวกัน ที่หายตัวไปเมื่อ 3 เดือนก่อน

ทั้งนี้ พบว่าตามร่างกายยังมีร่องรอยบาดแผล หลายแห่ง มีรอยฟอกช้ำเหมือนถูกทุบตีใหม่ๆอีกด้วย ด้านเจ้าหน้าที่จะทำการสอบสวนเพิ่มเติมอีกครั้ง

ชมคลิป

ขอขอบคุณข้อมูล คลิป และภาพจาก : เรื่องเล่าเช้านี้ บีอีซี-เทโร

ขอบคุณที่มา nationtopic

เจอสัญญาณดีในโพรงใหม่ ฝูงค้างคาวบินสวน ระดมเครื่องเจาะถึงถ้ำ

เจอสัญญาณดีในโพรงใหม่ ฝูงค้างคาวบินสวน ระดมเครื่องเจาะถึง ถ้ำหลวง

จากกรณีเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ (นสร.) หรือ หน่วยซีล กู้ภัย และอื่นๆ ที่ร่วมภารกิจปฏิบัติการช่วยเหลือนักฟุตบอลเยาวชน และผู้ฝึกสอน 13 ชีวิต ที่ติดอยู่ภายใน ถ้ำหลวง วนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย อย่างแข็งขัน ทำงานกันตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งขณะนี้เวลาผ่านไปแล้ว 7 วัน

เมื่อเช้าวันที่ 30 มิ.ย. บริเวณลานจอด ฮ.เฮลิคอปเตอร์ บริเวณข้างถนนใหญ่ สายเชียงราย-แม่สาย ปางทางเข้าถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผบ.ตร เปิดเผยว่า หลังจากทีมสำรวจของพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้เดินทางไปสำรวจโพรงใหม่บริเวณผาหมีเมื่อวันที่ 29 มิ.ย.ที่ผ่านมา พบเป็นโพรงน้ำไหลลงไปในฮุบเขา และธรรมชาติของถ้ำคือทางระบายน้ำของภูเขาลงไปในถ้ำ การเข้าไปทำงานต้องนำเครื่องตรวจจับสัญญาณจีพีเอสสำรวจลงไปแล้วนำออกมาประมวลผล ซึ่งจากการสำรวจเบื้องต้นลึกไปมากกว่า 50 เมตร เพราะธรรมชาติของทางเดินน้ำจะกัดเสาะลงไปที่ต่ำคือ ลงไปในถ้ำ จึงทำให้ปากถ้ำกว้างมากกว่า 1 เมตร และทางไหลของน้ำตรงลงไปในถ้ำเป็นแนวดิ่ง ซึ่งยังพบว่าคณะที่สำรวจพบโพรงแล้วนั้นยังได้พบค้างคาวบินสวนออกมาด้วย ซึ่งเป็นอะไรที่แปลกใหม่ที่ได้พบโพรงนี้ ดังนั้นวันนี้จึงจัดเจ้าหน้าที่ไปสำรวจเพิ่ม และกำชับให้เจ้าหน้าที่เพิ่มอุปกรณ์ต่างๆมากขึ้น เช่นสายต่อพ่วงของวิทยุสื่อสารให้ยาวขึ้น และแบตเตอรี่สำหรับทำงานอุปกรณ์ต่างๆให้มีปริมาณมากขึ้นด้วย

สำหรับการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่หน่วยซีล และตำรวจยังมีเจ้าหน้าที่ตชด.ที่จัดเตรียมอุปกรณ์เดินป่าต่างๆไว้พร้อมแล้ว ยังได้รับการสนับสนุนอุปกรณ์สามขาสำหรับยึดโรยตัวจาก อบจ.เชียงใหม่พร้อมเจ้าหน้าที่ นอกจากนั้นกำลังเดินป่าสำรวจของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ และเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ส่วนหนึ่งเดินท้าวเข้าไปที่ผาหมีแล้ว ซึ่งรวมกำลังผสมครั้งนี้เตรียมทำงานที่ผาหมีวันนี้แล้วจำนวนกว่า 200 นาย และอุปกรณ์หนักทั้งหมดจะลำเลียงด้วยเฮลิคอปเตอร์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อนำอุปกรณ์ลงไปปฏิบัติงาน และเช้าวันนี้ได้นำอุปกรณ์ส่งไปที่ผาหมี ซึ่งอยู่ในยอดเขาเดียวกันกับวนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จะอยู่ทางด้านทิศเหนือของเขาลูกนี้ และวันนี้ถือว่าอากาศเปิดตั้งแต่เช้าฝนยังไม่ตกลงมา

ขอบคุณที่มา khaosod

ฝึกอย่างไร เจออะไรมาบ้าง กว่าจะเป็น มนุษย์กบ ซีล กับภารกิจมุดถ้ำหา 13 ชีวิต

มาทำความรู้จักในอีกหนึ่งเรื่องราวของ หน่วยซีล หรือ มนุษย์กบ หรือ นักทำลายใต้น้ำจู่โจม ก่อนมารับภารกิจค้นหานี้ ร่วมนำค้นหา 13 ชีวิตสูญหายในถ้ำหลวงฯ แข่งกับเวลาความเป็นความดาย…

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ณ เวลานี้ เชื่อว่า คนไทยทั้งประเทศให้ความสนใจ ลุ้นและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยทำงานแข่งกับเวลาในการค้นหาเยาวชนนักฟุตบอลและโค้ช รวม 13 ชีวิต สูญหายภายในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย โดยเฉพาะล่าสุด กับภารกิจของ หน่วยซีล ที่เข้ามานำการค้นหา ด้วยขีดความสามารถสูง

ทั้งนี้ คุณวาสนา เกริ่นว่า กว่าจะเป็น มนุษย์กบหน่วยซีลของกองทัพเรือไทย (ทร.) หลักสูตรนรกสุดโหด ซึ่งได้เป็นผู้ไปร่วมการฝึกหลักสูตรโหด กับหน่วยซีล ของ ทร.ไทย และมีโอกาสได้เขียนหนังสือ “Super Seal นักรบพันธุ์โหด” ย้อนนึกถึงเรื่องราวว่า  ชื่อเสียงของ นักทำลายใต้น้ำจู่โจม หรือมนุษย์กบ (UDT-Underwater Demolition Team) ของกองทัพเรือไทย ที่ถูกเรียกขานว่า เป็นหน่วย ซีล แบบของ US Navy Seal (Sea-Air- Land Team) สหรัฐอเมริกานั้น ได้รับการยอมรับกันในหมู่นักรบพิเศษของ 3 เหล่าทัพ ว่า สุดยอดแล้ว อาจจะเพราะด้วยหลักสูตรการฝึกที่แสนโหด และยาวนานถึง 7 เดือน ที่ทำให้ผู้ที่ผ่านหลักสูตร “ฉลามเงินคู่เกลียวคลื่น” นี้ จะได้รับการยอมรับและเดินไปได้อย่างน่าเกรงขาม เพราะเป็นหลักสูตร ที่พวกเขาต้องเสียทั้งเลือด หรือแม้แต่น้ำตา หลายคน เสียชีวิตในระหว่างการฝึก ที่ต้องมีการฝึกทั้ง 4 มิติ บนบก บนน้ำ ใต้น้ำ และบนอากาศ

อีกทั้งในบรรดา ทหารรบพิเศษ ของ ทบ.และคอมมานโด อากาศโยธินของกองทัพอากาศ หรือ หน่วยพลร่ม ของตำรวจ ต่างก็ใฝ่ฝันที่จะเข้ามาฝึกหลักสูตร ที่เรียกว่า หลักสูตร “นรก” นี้ แล้วผ่านออกไปอย่างภาคภูมิ โดยที่เลืองชื่อที่สุดคือ “สัปดาห์นรก” ที่เริ่มหลังจากการฝึกไปได้ 10 สัปดาห์ เป็นสัปดาห์ที่ฝึกโหดทุกวัน อดข้าวอดน้ำ ทำภารกิจไม่หยุดหย่อน แบบที่มนุษย์ทั่วไปแทบทนไม่ได้

หากยึดตามภารกิจของกองทัพเรือแล้ว หน่วยซีลหรือมนุษย์กบ มีหน้าที่รับผิดชอบ ในทะเล และใต้ทะเล ส่วนนักรบพิเศษ Recon ของนาวิกโยธิน ทร. จะรับผิดชอบ บนพื้นดิน และชายฝั่ง โดยทั้ง 2 หน่วยนี้ต้องทำงานประสานกัน แต่หน่วยซีลจะเน้นที่การทำงานใต้น้ำ ใต้ทะเล เพราะจะมีการฝึกการปฏิบัติการใต้ทะเล ด้วยอุปกรณ์ช่วยหายใจ แบบทั้งวงจรเปิดและวงจรปิด

คุณวาสนา ยังบอกด้วยว่า หน่วยซีล จะรับผิดชอบงานการข่าวลับ ทั้งในด้านความมั่นคงของประเทศ การแฝงตัวเข้าไปในประเทศเพื่อนบ้านหรือในดินแดนของข้าศึก ในยามจำเป็น รวมถึงภารกิจในการปราบปรามยาเสพติด เนื่องจาก ทร.มี หน่วยปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส.ทร. ในการหาข่าวว่ามีการค้ายา หรือเสพยาในหน่วยทหาร หรือไม่ หากเกี่ยวโยงไปถึงบุคคลพลเรือน ก็ต้องประสานกับทางตำรวจและ ป.ป.ส.ให้ดำเนินการต่อ

แต่กว่าที่เราจะมี ทหารเรือหน่วยซีล หรือ ที่เรียกสั้นๆ กันว่า “กบ” นี่ ต้องผ่านหลักสูตรที่ถูกขนานนามว่า โหดที่สุดในประเทศไทย กบทุกคนที่จบออกไป ร่างกายจะเต็มไปด้วยแผล และกลายเป็นแผลเป็น ที่ก้น และแผ่นหลัง อันเกิดจากถูก ลากเรือใบ และรถเจ๊ก ที่ก้น หรือแผ่นหลัง จะถูกขูดกับพื้นดินที่ขรุขระ หรือแม้แต่ท่าโหม่งโลก ที่ต้องเอาหัวปักลงบนพื้นที่เต็มไปด้วยก้อนหินขรุขระ ที่ได้เลือดไหลอาบหน้าทุกราย

“ความโหดจากการฝึกนั้น ครูฝึก ยืนยันว่าไม่ใช่การกลั่นแกล้ง แต่เป็นการสร้างความอดทน ให้ทั้งร่างกายและจิตใจ ที่สำคัญคือการทำให้มีมติ ในการคิด ยิ่งในยามที่ถูกข้าศึกจับเป็นตัวประกัน ความอดทนต่อ ความเหนื่อย ง่วง หิวที่สุด ขาดน้ำ ที่แม้บ่อน้ำปลักควาย เบื้องหน้า พวกเขาก็ต้องโผลงไปกิน หากไม่มีสติ เพราะนั่นคือความดาย เพราะมีเชื้อโรคมากมาย พวกเขาต้องอดทน

ความยากของหลักสูตรการฝึกของหน่วยซีล ซึ่งเป็นของหน่วยสงครามพิเศษทางเรือ (นสร.) เมื่อเทียบกับ หลักสูตร 3 เดือน แบบโหดทุกวัน ของหลักสูตรลาดตระเวนระยะไกล ของนักรบพิเศษ Recon ของ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธินของ ทร. ด้วยกันแล้ว ความยาวนาน ของหลักสูตรมนุษย์กบ ราว 7 เดือน สลับการการฝึกโหด หลักสูตรลาดตระเวน และอดอาหาร ต่อเนื่องหลายวัน และการเรียนความรู้ต่างๆ แทรกแซมด้วยการ “ถูกแดก ถูกซ่อม” จากครูฝึก  ถือว่าเป็นการกดดันอย่างยิ่ง การแบก Log หรือ ซุง เรือยาง ที่กลายเป็น อวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกายของนักเรียนมนุษย์กบ ที่อาจเรียกว่า ในชีวิต คงไม่ได้ทรมานอะไรเช่นนี้ หากไม่ถูกจับเป็นตัวประกัน หรือ ติดอยู่ในดงข้าศึก กลางสนามรบ จึงเป็นการฝึกที่กดดันอย่างมาก”

ทุกวันนี้ภาพของการฝึกหนักที่ “วาสนา” ไม่เคยลืม จนบอกกับเราว่า “เสียงระฆัง มักจะดังขึ้นเสมอๆ เมื่อมีนักเรียน นักทำลายใต้น้ำจู่โจมนี้ ถอดใจ ท้อแท้ ทนไม่ไหว กับทุกความเหนื่อย ง่วง หิว ทรมาน ทั้งกายและใจ จนต้องไปลั่นระฆัง เพื่อขอลาออกจากการฝึก บางครั้งทหารที่มาฝึกด้วยกัน ยังแทบต้องห้ามปราม หรือต่อยหน้ากัน เพื่อห้ามไม่ให้เพื่อนลาออก แต่ให้อดทนสู้ต่อไป เพราะบางคนมาได้ครึ่งทางแล้ว”

เป็นหลักสูตรที่ทำให้เห็นน้ำตาของลูกผู้ชายชาติทหาร ที่ต้องยอมเสียสละทุกอย่างทรมานแสนสาหัส เพื่อมาเป็น หน่วยซีล เพื่อที่วันหนึ่ง เขาจะได้รับภารกิจสำคัญจากกองทัพเรือ อันเป็นภารกิจที่เรียกว่า เป็นภารกิจที่หน่วยอื่นใดทำไม่ได้ แต่ มนุษย์กบ เราต้องทำได้ และสำเร็จ เพราะ “ภารกิจเหนือ สิ่งอื่นใด แม้ชีวิต” ม็อตโต้ ของ มนุษย์กบ ที่พวกเขาท่องกันทุกวัน

ขอบคุณที่มา  thairath.co.th

ประสบการณ์ขนหัวลุก!! หนุ่มเจอดีที่ ‘ถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน’ เมื่อ 8 ปีที่แล้ว อาถรรพ์จริงๆ

จากกรณีที่มีสืบเด็กนักกีฬานักฟุตบอลและโค้ช รวม 13 ชีวิต สูญหายเข้าไปในถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน ในวนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ต.โป่งผา อ.แม่สาย จ.เชียงราย เป็นเวลาเกือบ 2 วัน ยังไม่พบตัว ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งหาทางเข้าช่วยเหลือ เนื่องจากเป็นห่วงในความปลอดภัยของทุกคน

เด็กนักกีฬานักฟุตบอลและโค้ช

ติดอยู่ในถ้ำ 

  กรณีดังกล่าวทำให้หลายคนมีการพูดไปถึงเรื่องของอาถรรพ์ลี้ลับของถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน ที่เล่าลือกันมานานถึงความน่ากลัว ลี้ลับ ด้านผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Eakpan Kampan ก็ได้ออกมาเล่าประสบการณ์หลอน หลังจากเคยไปสำรวจถ้ำดังกล่าวเมื่อ 8 ปีก่อน ว่า …

  “ตอนที่ผมเรียนอยู่ที่เชียงราย ผมเคยสำรวจถ้ำนี้และเคยเขียนบันทึกนี้ไว้เมื่อ 8 ปี ที่แล้ว และผมโชคดีมากๆที่เพื่อนผมไม่ยอมที่จะไปต่อ

พอมีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ผมลองกลับมาอ่านบันทึกของผมตอนนั้น ขนลุกเลยครับ

ขอให้น้องๆทุกคนปลอยภัยนะครับ”

– –

– –

ขนหัวลุก​

    จากสภาพของถ้ำที่ดูลึกลับ และดูเป็นอันตราย ทำให้ถ้ำนี้กลายเป็นถ้ำน่ากลัว ต้องห้ามของใครหลายๆคน แต่ก็ขอให้น้องๆทุกคนออกมาได้อย่างปลอดภันนะคะ

ขอบคุณที่มา tkvariety.com

เปิดประวัติ “ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน” จ.เชียงราย

จากกรณีที่มีเด็กนักเรียนชาย ทีมฟุตบอลหมูป่า จำนวน 12 คน และโค้ชอีก 1 คน ติดอยู่ในถ้ำวนอุทยานถ้ำหลวง – ขุนน้ำนางนอน ต.โป่งผา อ.แม่สาย จ.เชียงราย ตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน 2561

โดยรายงานล่าสุดเมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 25 มิ.ย. 61 ยังไม่พบตัวเด็ก แต่ทุกหน่วยงาน ทุกภาคส่วน ยังเปลี่ยนกันค้นหาอย่างต่อเนื่อง และเตรียมพร้อมทุกด้านสำหรับความปลอดภัยในพื้นที่นั้น (อ่านข่าว: เกาะติดค้นหา “โค้ช-นักฟุตบอล” ติดถ้ำเชียงราย หน่วยซีล-นักดำน้ำลุยช่วย)

“ทีมข่าวเวิร์คพอยท์” จึงได้นำประวัติของ วนอุทยานถ้ำหลวง – ขุนน้ำนางนอน มาให้อ่านกันก่อน โดยถ้ำหลวงแห่งนี้อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดอยนางนอน มีเนื้อที่ประมาณ 5,000 ไร่ กรมป่าไม้ได้ประกาศจัดตั้งเป็นวนอุทยานเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2529 ครอบคลุมหัวดอยนางนอน ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าดอยนางนอน ท้องที่รับผิดชอบของ ต.โป่งผา อ.แม่สาย จ.เชียงราย มีพื้นที่สำหรับบริการนักท่องเที่ยวอยู่ 2 แห่ง คือ

  1. บริเวณวนอุทยานถ้ำหลวง มีเนื้อที่ 12 ไร่ ตั้งอยู่ท้องที่บ้านน้ำจำ ต.โป่งผา อ.แม่สาย จ.เชียงราย เป็นที่ตั้งสำนักงาน
  2. บริเวณขุนน้ำนางนอน มีเนื้อที่ 8 ไร่ ตั้งอยู่ท้องที่บ้านจ้อง ต.โป่งผา อ.แม่สาย จ.เชียงราย

โดยลักษณะภายนอกของ วนอุทยานถ้ำหลวง – ขุนน้ำนางนอน นั้น จะเห็นเป็นทิวเขาคล้ายรูปผู้หญิงสยายผม นอนทอดกายยาวขนานไปกับถนนในเขต อ.แม่จัน และ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ซึ่งเป็นที่ตั้งของพระธาตุดอยตุง โดยจะเห็นคล้ายมือขวา ส่วนหัว หน้าอก และลำตัวอย่างชัดเจน คนในพื้นที่จะเรียกกันว่า “ดอยนางนอน” มีจุดสูงสุดคือ “ผาช้างมูบ” ซึ่งมีความสูงจากน้ำทะเลประมาณ 830 เมตร

ส่วนสภาพถ้ำมีปากถ้ำที่สูง โถงถ้ำแรกที่เปิดกว้าง ระดับพื้นดินต่ำกว่าปากถ้ำเป็นร่องทางน้ำที่ไหลออกจากถ้ำ โดยมีร่องน้ำผ่านระหว่างโถงที่ 1 และทางขวามือของร่องน้ำจะเป็นโนนดินที่สูงขึ้น มีร่องรอยหลุมยุบ และเป็นโถงที่ 2 ต่อจากโถงที่ 1 มีร่องรอยหินถล่มด้านซ้ายมือ สิ้นสุดบันไดจากบริเวณปากถ้ำ เป็นทางเดินดินสั้นๆ ต่อจากนั้นเป็นขั้นบันไดที่เทด้วยปูนซิเมนต์จำนวน 5 – 6 ขั้น ยกระดับขึ้นทอดเข้าสู่ความยาวของตัวถ้ำ

สำหรับภายในถ้ำนั้นถือว่ามีความงดงามที่รอคอยนักท่องเที่ยวให้ไปเที่ยวชมอยู่ เนื่องจากเป็นถ้ำหินปูนขนาดใหญ่ มีความยาวกว่า 7 กิโลเมตร เชื่อกันว่ามีความยาวมากที่สุดในประเทศไทย มีน้ำซับตลอดทั้งปี อีกทั้งภายในถ้ำมีห้องโถงกว้างใหญ่ สลับเส้นทางเดินที่ล้อมรอบไปด้วยหินเกล็ดสะท้อนแสง หินงอก หินย้อย และถ้ำลอดที่สวยงาม รวมทั้งมีค้างคาว ที่นี่จึงถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมและสำคัญแห่งหนึ่งของ อ.แม่สาย ที่นักท่องเที่ยวมักเข้าชมความงามภายในถ้ำต่อเนื่องตลอดแทบทั้งปี แต่ไม่มีบ้านพัก หากนักท่องเที่ยวต้องการพักค้างแรมบริเวณอุทยานฯ สามารถนำเต็นท์เข้ามาพักค้างแรมได้ ทางอุทยานฯ มีห้องน้ำและเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้

ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวจะเป็นชาวต่างชาติมากกว่าคนไทย เนื่องจากภายในถ้ำค่อนข้างเปียกชื้น และทางวนอุทยานฯ ไม่ได้มีการติดตั้งแสงไฟส่องสว่าง นักท่องเที่ยวต้องยืมหรือเช่าไฟฉายจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยว รวมทั้งถ้ำหลวงอาจไม่ใช่ลักษณะถ้ำที่เป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวไทย แต่อาจมีความเหมาะสมในเชิงการศึกษาวิจัย ดังนั้น ป้ายแสดงเส้นทาง หรือบอกรายละเอียดภายในถ้ำจึงมีบ้าง แต่ค่อนข้างชำรุด นอกจากนี้ ทางวนอุทยานฯ ได้รวบรวมสถิตินักท่องเที่ยวเป็นจำนวนรวม ไม่ได้แยกว่านักท่องเที่ยวมาที่ถ้ำหลวง หรือไปที่ขุนน้ำนางนอน จึงคาดการณ์ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะมาที่ถ้ำหลวง จะมาในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเมษายน

แต่ยกเว้นช่วง “ฤดูฝน” ที่เจ้าหน้าที่จะปิดการเข้าเยี่ยมชมในส่วนของ “ถ้ำ” เนื่องจากจะมี “น้ำท่วมภายในถ้ำ” ซึ่งปริมาณน้ำในถ้ำจะเพิ่มระดับขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะเทือกเขานางนอนมีภูเขาสูงสลับซับซ้อนเป็นจำนวนมาก ทำให้ระดับน้ำในถ้ำที่อยู่ต่ำกว่า มีน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว บางจุดท่วมสูงถึง 8 – 10 เมตร ทำให้ทางเดินถูกตัดขาด และน้ำไหลเชี่ยวกราก เจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องปิดการเยี่ยมชม โดยเฉพาะถ้ำหลวงและถ้ำทรายทอง ซึ่งตั้งอยู่ภายในวนอุทยานถ้ำหลวง – ขุนน้ำนางนอน รวม 2 แห่ง โดยทางเจ้าหน้าที่จะรอจนกว่าระดับน้ำภายในถ้ำแห้งสนิท จึงจะเปิดการเยี่ยมชมต่อไป

สำหรับการเดินทางไปเที่ยวที่ วนอุทยานถ้ำหลวง – ขุนน้ำนางนอน จากสนามบินเชียงราย หากเดินทางด้วยรถยนต์จะใช้เวลาเดินทางต่อไปอีกประมาณ 1 ชั่วโมง โดยขับรถจากถนนสายหลัก เส้นทางเข้าก่อนถึงด่านพรมแดนแม่สาย ประมาณ 3 กิโลเมตร ตามถนนพหลโยธินหมายเลข 1 ขาขึ้น จะมีป้ายบอกตามเส้นทางลาดยางไปถึงวนอุทยานฯ

ขอบคุณที่มา workpointnews.com

เจ้าหน้าที่จุดพลุหลัง “พบโพรงเข้าทางใหม่” มีเสียงจากในถ้ำ

บอกเลยว่าทำงานกันอย่างเต็มที่จริงๆ สำหรับเจ้าหน้าที่และหน่วยซีล ที่ได้หาทางเข้าไปในถ้ำเพื่อช่วย

13 ชีวิตที่ติดอยู่ข้างใน ซึ่งจะไม่มีการยุติการค้นหา หากยังไม่พบตัว ซึ่งก็มีอุปสรรคคือฝนตก และน้ำท่วมในถ้ำ ได้มีการเจาะผนังถ้ำเพื่อให้น้ำไหลออกได้มากขึ้น และหาโพรงใหม่เพื่อให้สามารถเข้าไปในถ้ำได้เร็วกว่าเดิม ล่าสุด มีความหวังหลัง “พบโพรงเข้าถ้ำใหม่” มีค้างคาวและได้ยินเสียงน้ำ จึงจุดพลุสัญญาณ

แจ้งหน่วยโรยตัวให้มาบริเวณโพรงใหม่ที่พบ

 

 

 

Cr:daj.upyim

ขอบคุณที่มา thaisodee

ภาพครูบาบุญชุ่มเคยเข้ากัมมัฏฐาน 3 ปี 3 เดือน 3 วันปี53

วันที่ 29  มิ.ย.2561   ตามที่พระครูบาบุญชุ่ม ญาณสํวโร แห่งวัดพระธาตุดอนเรือง เมืองพง รัฐฉาน ประเทศเมียนมา เกจิดังซึ่ง เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวพุทธหลายประเทศ ทั้งไทย ลาว พม่า จีน และภูฏาน ซึ่งเคยจำพรรษาในถ้ำเป็นเวลานานชนิดปิดวาจา ได้เดินทางกลับจากประเทศลาวแล้ว และกำลังเดินทางไปที่ถ้ำหลวงขุนนางนอน จ.เชียงราย เพื่อส่งกระแสจิตกำลังใจไปยังผู้ช่วยโค้ชและทีมฟุตบอลเยาวชนหมูป่าอะคาเดมี่ รวม 13 ชีวิต ที่ติดอยู่ภายในถ้ำ ประกอบกับเด็ก 1 ใน 13 คน ทีมหมูป่านั้น เป็นลูกชายของลูกศิษย์พระครูบาพ่อบุญชุ่มด้วย

ทั้งนี้พระครูบาบุญชุ่มเคยปฏิบัติธรรมเข้ากัมมัฏฐาน 3 ปี 3 เดือน 3 วัน ตั้งแต่ 18 เม.ย.2553 อธิษฐานไม่เปล่งวาจา, ไม่พบบุคคลใดๆ ที่ถ้ำราชคฤห์ อ.งาว จ.ลำปาง หลังจากนั้นช่วงเข้าพรรษาจะจำพรรษาในถ้ำลักษณะปิดวาจาเป็นประจำ ทั้งนี้เพราะการเข้ากัมมัฏฐานสิ่งสำคัญยิ่งที่การปิดวาจา

นับเป็นอีกหนึ่งข่าวดี สำหรับภารกิจช่วยชีวิตนักเตะเยาวชนและโค้ชทีมหมูป่าอะคาเดมี 13 ราย ที่ติดอยู่ในวนอุทยานถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน ต.โป่งผา อ.แม่สาย จ.เชียงราย ตั้งแต่ 23 มิ.ย.ที่ผ่านมา จนวันนี้เข้าสู่วันที่ 7 ของการค้นหา บรรดาชาวบ้านและผู้ติดตามข่าวสารต่างมีกำลังใจขึ้นมามาก หลังจากทราบข่าวว่า “พระครูบาพ่อบุญชุ่ม ญาณสํวโร” แห่งวัดพระธาตุดอนเรือง เมืองพง รัฐฉาน ได้เดินทางมาที่ถ้ำหลวงแห่งนี้ เพื่อให้กำลังใจญาติ และทำพิธีส่งกระแสจิตถึง 13 คน โดย 1 ในทีมหมูป่า ยังเป็นลูกชายของลูกศิษย์พระครูบาฯ อีกด้วย

 

 

 

 

หลังจากเรื่องราวดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ก็สร้างขวัญกำลังใจให้ผู้ที่ตามข่าวเป็นอย่างมาก เพราะบุญบารมีของท่านเป็นที่ประจักษ์ชัดต่อสายตาพุทธศาสนิกชนทั้งหลายนั่นเอง

 

 

 

 

โดยประวัติของ พระครูบาพ่อบุญชุ่ม ญาณสํวโร แห่งวัดพระธาตุดอนเรือง เมืองพง รัฐฉาน เกจิดังล้านนาซึ่งเป็นที่เคารพศรัทธาของชาวพุทธหลายประเทศทั้ง ไทย ลาว เมียนมา จีน และ ประเทศภูฏาน เกิดในหมู่บ้านแม่คำหนองบัว ตำบลแม่คำ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ได้บวชเรียนตามปณิธานที่ตั้งไว้ตั้งแต่วัยเยาว์ เมื่อวันที่ 9 พ.ค. 2519 ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 8 ณ วัดศรีบุญยืน ต.ศรีดอนมูล (ป่าถ่อน) อ.เชียงแสน จ.เชียงราย มีพระครูหิรัญเขตคณารักษ์ วัดศรีบุญเรือง เจ้าคณะอำเภอเชียงแสน เป็นพระอุปัชฌาย์

 

 

 
ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่บวชเป็นสามเณร ได้สร้างธรรมนุสรณ์จากการอนุโมทนาบุญของพุทธศาสนิกชนหลายแห่ง เช่น สร้างพระธาตุดอยเวียงแก้ว ที่วัดพระธาตุดอยวังแก้ว ต.ศรีดอนมูล อ.เชียงแสน, พระธาตุดอยเวียงแก้ว พระธาตุงำ พระธาตุดอยดอกคำ พระธาตุจอมสวรรค์บ้านโปร่ง ต.เมืองพง ประเทศพม่า พระธาตุจอมยอง เมืองยอง ประเทศพม่า ฯลฯ

 

กระทั่ง พ.ศ.2529 ได้เดินทางไปปฏิบัติธรรมที่ประเทศเนปาล ได้รับเมตตาธรรมจาก หลวงปู่โง่น โสรโย จ.พิจิตร ไปส่งที่สนามบิน ได้พบพุทธศาสนิกชนในต่างแดน ที่มีชีวิตความเป็นอยู่ค่อนข้างขัดสน และมีวิถีชีวิตแปลกๆ พระครูบาบุญชุ่มได้แผ่เมตตาและแนะนำให้ปฏิบัติธรรมเพื่อเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวและเสริมสิริมงคลแก่ชีวิตสืบไป

 

 

 

 

ทั้งนี้ เคยมาธุดงค์อยู่ที่ถ้ำผาไทย อ.งาว จ.ลำปาง โดยมีศรัทธาชาวบ้านแวะเวียนมากราบไหว้ และมีชาวบ้านเคยเรียนท่านว่า มีอีกถ้ำหนึ่งมีน้ำไหลผ่าน ท่านจึงเสาะหาจนเจอถ้ำราชคฤห์และได้บำเพ็ญเพียร เปิดโอกาสให้สาธุชนเข้ากราบไหว้อยู่ที่ถ้ำราชคฤห์มาเป็นเวลานานกว่า 10 ปี

 

 

 

 

ซึ่งเมื่อวันที่ 8 ก.ค. 60 ที่ผ่านมา พระครูบาบุญชุ่มได้เดินทางไปที่ เมืองสาด รัฐฉาน เพื่อเข้าปฏิบัติธรรมกรรมฐานตลอดพรรษา ที่ถ้ำเมืองแกส เป็นถ้ำห่างจากเมืองสาด ประมาณ 5 กิโลเมตร บริเวณก่อนเข้าถ้ำจะมีพุทธศาสนิกชนที่ทราบข่าวเดินทางมารอกราบพระครูบาบุญชุ่ม เป็นจำนวนมาก ซึ่งพระครูบุญบาบุญชุ่ม ได้นำสวดมนต์พร้อมทั้งให้พร สร้างความอิ่มเอมใจให้กับพุทธศาสนิกชนอย่างทั่วหน้า โดยตลอดพรรษา 3 เดือน ที่พระครูบาบุญชุ่มปฏิบัติธรรมกรรมฐาน ท่านจะไม่พูดอะไรเลย

 

 

 

 

กระทั่งวันที่ 26 ต.ค. 2560 ที่ผ่านมา พระครูบาบุญชุ่ม พร้อมพระลูกศิษย์อีก 20 รูป ได้เดินทางมาร่วมในพิธีกรรมทางศาสนา ในการสวดพระพุทธมนต์ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และการถวายดอกไม้จันทน์ ที่ซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ ภายในวิหารหลวง สำนักปฏิบัติธรรมพระธาตุดอยเวียงแก้ว ซึ่งได้สร้างความแปลกใจให้กับผู้มาร่วมถวายดอกไม้จันทน์ ที่ได้เห็นพระครูบาบุญชุ่ม ครองผ้าจีวรสีพระราชนิยม (สีเหลือง) สร้างความแปลกใจแก่ทุกคนเป็นอย่างมาก เนื่องจากถือเป็นครั้งแรก ตั้งแต่ท่านบวชเป็นพระมากว่า 30 พรรษา ท่านจะครองผ้าจีวรสีกรักมาตลอด ทั้งนี้เพราะพระครูบาถือว่าสีเหลืองเป็นสีประจำในหลวงรัชกาลที่ 9 และตลอดเวลาพระครูบาบุญชุ่มหลับตานั่งสมาธิไม่เปล่งวาจาใดๆ ทั้งสิ้น

 

 

 

 

นอกจากนี้ พระครูบายังได้อยู่ร่วมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยขณะที่พระครูบาบุญชุ่มปฏิบัติธรรมในถ้ำช่วงเข้าพรรษา 3 เดือน ท่านได้เขียนหนังสือธรรมะ 1 เล่ม เพื่อแสดงความอาลัยถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ตอนนี้ท่านได้ให้มูลนิธิโอ.เค ไลฟ์ พิมพ์หนังสือธรรมะเล่มนี้เผยแพร่ แจกฟรีเป็นธรรมทานอีกด้วย

 

 

 

 

 

ขอบคุณที่มา siampongsnews  และ onbnews

 

ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง 13 ชีวิต ‘ครูบาอริยชาติ’ ทำพิธีหน้าจุดพระนอน ปากถ้ำหลวง

ครูบาอริยชาติ อริยจิตฺโต ได้เดินทางมาทำพิธีบริเวณจุดพระนอน หน้าปากถ้ำหลวง และเข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัดและรองผู้ว่าราชการจังหวัด จากนั้นได้ให้สัมภาษณ์ว่า ได้ทำพิธีให้แล้ว ไล่ฝนให้แล้ว มาแผ่เมตตา ขออำนาจพระรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ปกครองคุ้มครองทั้ง 13 ชีวิต เหมือนความเมตตา ความปรารถนาดี อยากให้เด็กพ้นจากความทุกข์ มาขอเจ้าที่เจ้าทางเจ้าป่าเจ้าเขา แม่นางนอน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ตรงนี้ให้เปิดทางให้

“มาให้กำลังใจกันเมื่อสักครู่นี้ก็ได้ทำพิธีที่น่าทำได้ สวดมนต์กรวดน้ำแผ่เมตตาให้สิ่งต่างๆ นี่ก็ใกล้จะครบ 7 วันแล้ว ขอให้กำลังใจทุกคนให้ทุกอย่างคลี่คลายโดยเร็ว มาช่วยเป็นแรงใจกัน ใครช่วยแรงกายก็ให้แรงกาย อาตมามาช่วยแรงใจ” ครูบาอริยชาติกล่าว

ครูบาอริยชาติบอกว่า “ยังปลอดภัยอยู่ เดี๋ยวได้ข่าวดี”

ครูบาอริยชาติบอกว่า “ยังปลอดภัยอยู่ เดี๋ยวได้ข่าวดี” // สาธุเจ้าค่ะ

โพสต์โดย Thairath เมื่อ วันพฤหัสบดีที่ 28 มิถุนายน 2018

ขอบคุณที่มา จิตเป็นสุข