วิบากกรรม เก็บเงินเท่าไหร่ “ก็ไม่อยู่” เงินไม่พอใช้ “ติดๆขัดๆ” ลองดูวิธีเเก้ง่ายๆ

วิบากกรรม เก็บเงินเท่าไหร่ “ก็ไม่อยู่” เงินไม่พอใช้ “ติดๆขัดๆ” ลองดูวิธีเเก้ง่ายๆ

การเอาเปรียบใครมา เป็นวิบากกรรม หาได้มาก็มีเรื่องต้องจ่าย ทำอะไรติดขัดไม่ราบรื่น พบกับอุปสรรคต่างๆ ทำอะไรก็ไม่ขึ้น หยิบจับอะไรเป็นเสียหาย ไร้คนช่วยเหลือมองไปทางไหนก็มืดมน วันนี้เราได้นำวิธีแก้กรรมมาให้ได้ดูกัน สำหรับหลายๆคนที่ยังไม่รู้

1.บาตรพระในบาตร ให้ใส่ข้าวสาร ชนิดที่ดีที่สุด

ใส่เต็ม ให้ใช้ถุงพลาสติกห่อ ก่อนใส่ในบาตรด้วย ไม่งั้น เวลาพระเปิดฝาบาตรข้าวสารจะหก เก็บลำบาก อานิสงส์ที่จะได้รับ ได้อานิสงส์ กินไม่หมด ไม่อดอยาก เรื่องทำมาหากินเลย เพราะพระท่านได้ใช้บิณฑบาตร ทุกๆวัน กับข้าวชนิดไหน ที่เขาใส่บาตร เราจะได้ทั้งหมด ข้าวสารในบาตร จะได้ใช้หนี้กรรม ให้นายเวร ที่เขาจองเวรเรา ข้าวสารหนึ่งเม็ด คูณอานิสงส์ ในพระพุทธศาสนา ได้อานิสงส์ คืนมาเป็นล้านๆ เม็ด ต่อ ข้าวสาร 1 เม็ด จึงใช้หนี้กรรมได้ไว การเงินเราจะคล่องตัวไว

หากท่านไหน รู้สึกว่าการเงินไม่คล่องสักที วิบากกรรมทางการเงินเยอะเหลือเกิน ใช้เขาเท่าไหร่ก็ไม่หมดสักที หรือมีปัญหาการเงินตลอด แสดงว่าชาติที่แล้ว ติดหนี้กรรมเขาไว้เยอะ ต้องแก้ด้วยการถวายข้าวสาร หนักกว่าน้ำหนักตัวเรา ณ ปัจจุบัน บวก 1กก. ถวายเป็นสังฆทาน วัดไหนก็ได้ ต้องกล่าวคำถวาย ให้เตรียมสังฆทาน 1 ชุด แล้วถวายข้าวสาร เป็นบริวาร ของสังฆทานไป เช่น หนัก 63 กก. ก็ถวาย 64 กก.

หากทำหมดทีเดียวไม่ได้ ให้ทำทั้งหมดภายในสามเดือน แบ่งทำ ไม่ใช่เอาไปมอบให้นอกเขตพระศาสนา เนื้อนาบุญมันน้อย ได้บุญน้อย ต้องในเขตจึงจะแก้กรรมได้

จากนั้น ตั้งใจกรวดน้ำว่า หากเราเคยติดหนี้ใครไม่ได้ใช้ในอดีตชาติ จนถึงปัจจุบันชาติทั้งหมดนี้ เราขอชดใช้ให้ด้วยอานิสงส์จากการถวายข้าวสาร เหล่านี้ แด่เนื้อนาบุญพระพุทธศาสนาบุญนี้ ขอให้ถึงแก่ทุกรูปรูปนาม ที่เราติดหนี้ท่าน

2.ทำบุญที่หนุนขึ้นที่สูง เช่น แท่นประทับพระพุทธรูป เก้าอี้ อาสนสงฆ์ รองเท้า เสื่อสาด เครื่องลาดปู ถนน สะพาน

3.ทำซุ้มประตู วัด หรือ ป้ายบอกทางไปวัด

4.ชำระหนี้สงฆ์ ที่ให้ทำใน 3 หัวข้อข้างต้น

เพราะ บางท่าน กรรมเก่าหนักมากๆ แก้แบบทั่วๆ ไปไม่ได้ ต้องแก้ด้วยการกระทำเหล่านี้หากไม่แก้ ก็จะหนักไปจนวันดาย จะมีเงินมาช่วงไหน ก็จะพลัดไป จะมีโอกาสดีๆเมื่อไหร่ ก็จะพลาดไปทุกๆ ทีลองทำดู ไม่เสียหาย กรรมหากแก้ถูกจุด มันก็หลุดชีวิตจะดีขึ้น…

หมายเหตุ ข้าวสารถึงแม้ว่า ธัญญาหารดิบ ไม่หมายรวมข้าวสาร แต่มุ่งหมายถึงข้าวเปลือกที่ยังไม่ได้ขัดสี แต่การถวายข้าวสารนั้น ก็ยังไม่ควรถวายแก่สมณะ เพราะลำบากในการรักษาพระวินัย เป็นการผิดจากข้อจุลศีล แล้วก็อ้างศีลข้อหนึ่ง ในจุลศีล ที่ว่า “อามกธญฺญมปฏิคฺคหณา ปฏิวิรโต โหติ -พระภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เว้นขาดจากการรับธัญญาหารดิบ”แม้”คำว่า ธัญญาหารดิบ ไม่ได้หมายถึง ข้าวสาร”เราก็ควรใช้ปัญญาพิจารณาว่า วัดแห่งนั้น มีแม่ชี หรือเด็กวัด ที่สามารถหุงหาอาหาร เพื่อถวายพระสงฆ์ได้หรือไม่จะเป็นการดี

ขอบคุณที่มาจาก : seedaza.com

แพทย์เตือน!! อาหาร 4 ชนิดที่หลายคนยังไม่รู้ว่า ยิ่งกินเข้าไป ยิ่งทำลายกระดูก มีอะไรบ้างไปดู.

ปัญหาความเสื่อมของกระดูกและข้อ มักเพิ่มมากขึ้นตามวัย เนื่องจากร่างกายมีการสลายของกระดูกมากขึ้น ตามอายุที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม สาเหตุส่วนมากนั้นเกิดจากพฤติกรรมการดำเนินชีวิตประจำวันของเรา กระดูก เรียกได้ว่าเป็นอวัยวะที่สำคัญมากต่อร่างกาย ซึ่งหลายคนที่ดูแลสุขภาพมันจะหาอาหารเสริมจำพวกแคลเซียม หรืออาหารที่มีประโยชน์มาบำรุงร่างกาย

แต่รู้หรือไม่ว่าอาหารที่เราทานอยู่ทุกวันนี้ส่วนใหญ่ทำลายกระดูกได้ด้วย เพราะกระดูกเมื่อโดนทำลายจนเปราะบาง มีผลต่อความเจ็บป่วยต่อร่างกายได้หลายโรค โดยเฉพาะผู้หญิงที่อายุ 30 ปีขึ้นไป ความหนาแน่นของกระดูกจะลดลง เพราะฉะนั้นเรามาดูกันซิว่า อาหารอะไรบ้างที่รับประทานเข้าไปแล้วสามารถทำลายกระดูกได้

1. กาแฟ

จากการวิจัยของกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกาเผยว่า การดื่มกาแฟมากกว่าวันละ 2 ถ้วยมีผลทำให้กระดูกเปราะบางได้ เพราะคาเฟอีนในกาแฟจะทำให้ร่างกายขับแคลเซียมออกมาทางปัสสาวะได้

2. น้ำอัดลม

อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าน้ำอัดลมไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แถมมันยังมีผลทำให้กระดูกหักง่าย ซึ่งผู้ที่ดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำจะมีโอกาสเกิดโรคกระดูกพรุนได้มากกว่าผู้ที่ไม่ดื่ม 3-4 เท่า

3. โปรตีนสูงจากเนื้อสัตว์

จากการศึกษาพบว่าคนที่รับประทานอาหารโปรตีนสูงนานๆ จะมีความหนาแน่นของกระดูกบางกว่าคนที่รับประทานอาหารแบบปกติ

4. อาหารเค็ม

การรับประทานอาหารที่มีรสเค็มมากๆ นอกจากจะมีผลเสียต่อไตแล้ว อาจส่งผลให้ร่างกายขับแคลเซียมออกมาทางปัสสาวะมากขึ้นด้วย ทำให้กระดูกอ่อนแอและไม่แข็งแรงเท่าที่ควร

แผนการชะลอความเสื่อมของกระดูกและข้อ

1. บริหารร่างกายให้เหมาะสม

นอกจากการออกกำลังกายจะช่วยชะลอวัยแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แก่ร่างกายด้วย การเพิ่มความแข็งแรงให้กับร่างกาย จะเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับข้อต่อ ปรับโครงสร้างกระดูก สร้างกล้ามเนื้อที่แข็งแรง ช่วยรองรับกระดูก และช่วยลดอาหารปวดได้ด้วย แต่อย่างไรก็ตาม การออกกำลังกายหนักเกินไป อาจกลายเป็นการสร้างภาระให้กับข้อกระดูก จนเกิดปัญหาข้อกระดูกเสื่อมเร็วขึ้นได้

2. เลือกกินอย่างถูกวิธี

การรับประทานสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อโครงสร้างและการเคลื่อนไหวของกระดูกและข้อ นับว่าเป็นการให้รางวัลชีวิตแก่ตัวเองทางหนึ่ง

แคลเซียม เปรียบเสมือนพระเอกของระบบกระดูกและข้อเลยก็ว่าได้ เพราะบทบาทอันโดดเด่น คือ การเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง เมื่อร่างกายมีปริมาณแคลเซียมที่เหมาะสม จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดข้ออักเสบ ช่วยให้กล้ามเนื้อยืดหดได้ดี แต่ร่างกายจะต้องใช้แคลเซียมที่สะสมไว้ในการดูแลสุขภาพกระดูก ดังนั้น การเสริมแคลเซียมให้เพียงพอ จึงเป็นสิ่งจำเป็น

วิตามินดีและแมกนีเซียม วิตามินดีช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียม และส่งแคลเซียมไปบำรุงกระดูกให้แข็งแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนแมกนีเซียม จะช่วยปรับสมดุลให้แคลเซียมออกฤทธิ์ในการทำงานได้อย่างเหมาะสม

กลูโคซามีน และคอนโดรอิทีน ช่วยเสริมสร้างของเหลวหล่อลื่นกระดูกอ่อน เส้นเอ็น และข้อต่อ อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาไม่ได้ยืนยันว่าสารเหล่านี้ได้ประโยชน์มากเท่าใดนัก

3. ปรับเปลี่ยนอิริยาบถ

การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ อาจส่งผลอย่างใหญ่หลวงต่อสุขภาพของเรา เช่น ยืนให้ตรง ไม่ทิ้งน้ำหนักไปข้างใดข้างหนึ่ง ไม่นั่งยองๆ ไม่นั่งอยู่กับที่เป็นเวลานาน สวมรองเท้าที่กันกระแทกได้ดี เลิกบุหรี่ เป็นต้น

4. ควบคุมน้ำหนัก

น้ำหนักเกิน เป็นหนึ่งในสาเหตุของอาการข้อเสื่อม เพราะกระดูกและข้อต้องรับน้ำหนักของน้ำหนักตัวที่มากเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริเวณเข่า สะโพก เท้า และหลัง ที่เป็นจุดหลักในการรับน้ำหนักของร่างกาย การออกกำลังกาย เพื่อเพิ่มการเผาผลาญพลังงาน และไขมันส่วนเกิน รวมถึงการควบคุมอาหาร โดยการหลีกเลี่ยงไขมันอิ่มตัว ลดปริมาณคาร์โบไฮเดรต จะช่วยให้คุณผอมลง และยังชะลอความเสื่อมของกระดูกและข้อด้วย

เห็นกันแล้วนะคะ ว่าอาหารแบบไหนที่สามารถทำลายกระดูกเราได้ 

หลีกเลี่ยงการรับประทาน หรือลดปริมาณให้ลดน้อยลงนะคะ

เพื่อสุขภาพกระดูกที่ดีของเรา

ขอขอบคุณข้อมูลดีดี : samunpraibann

ทำไมคนมีรัก มักนอกใจกันนะ

ความรัก ไม่เคยเข้าใครออกใคร มันมักเกิดขึ้นแบบไม่ทันรู้ตัว ผิดที่ผิดเวลาเสียด้วยซ้ำไป

ลองมาวิเคราะห์กันว่าสิ่งที่เรียกว่า ความรัก ที่มักจะเกิดขึ้นนอกหัวใจทุกวันนี้ มีอะไรที่จะมาสนับสนุนหรือคัดค้านความรู้สึกให้เกิดการนอกใจอีกบ้าง

เหตุผลยอดนิยม ทำไมเขาหรือเธอถึงนอกใจ

1 สิ่งแวดล้อมที่คนคนนั้นเติบโตมา

2 มีแรงจูงใจจากเพื่อนฝูงคนรอบข้างที่มักจะมีกิ๊กกันง่ายดาย ไม่แคร์ต่อหัวใจใครๆ

3 รู้สึกไม่ดีกับตัวเอง ทำให้ต้องประชดเรียกร้องความสนใจจากเพศตรงข้าม

4 ประสบการณ์จากรักครั้งก่อน สอนให้เขาหรือเธอไม่อาจเผชิญกับความจริงได้ จนต้องหลอกตัวเองด้วยการมีรักนอกหัวใจไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นความเคยชิน

5 มั่นใจในตัวเองจนไร้สติ คิดว่าตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางของโลก

6 เลือกไม่ได้ เพราะใจมันพลาด มันเกิดขึ้นไปแล้วนี่นา

รักคนมีเจ้าของผิดตรงไหน

หลายคนที่แอบรักคนมีเจ้าของ รู้ทั้งรู้ว่าตัวเองไม่ได้เป็นปลื้มเหมือนรักธรรมดาทั่วไป เพราะมันหมายถึงรักต้องห้าม การแอบรักคนมีเจ้าของมักมีความรู้สึกผิด ภายใต้จิตสำนึกของคนเราที่ไม่อยากครอบครองอะไรก็ตามที่มีเจ้าของอยู่แล้ว (ยกเว้นแต่คุณกำลังแสดงเป็นตัวร้ายในละครน้ำเน่าค่ะ) เพราะนอกจากไม่สนุกแล้ว คุณยังต้องหมกมุ่นอยู่กับความรู้สึกที่ชอบพิพากษาตัวเองอยู่ตลอดเวลาและมักจะหาเหตุผลให้ความรักของคุณอยู่เสมอ ซึ่งหาอย่างไรก็หาไม่เจอ เพราะความรักมักไม่มีเหตุผลนั่นเอง

ฉะนั้นหากสิ่งที่เกิดขึ้น มันคือความรักจริงๆ แล้วล่ะก็ เลิกหาคำตอบและเหตุผลเข้าข้างตัวเองเถิด รักก็คือรัก ไม่มีถูกหรือผิดเหมือนในตำรา เลิกพิพากษาและจำนนกับความรู้สึกผิดนั้น เพียงแค่ต้องจัดการกับความรู้สึกของตัวคุณเองให้…(ขอเสนอว่าอย่าบังเอิญไปรักคนมีเจ้าของจะดีกว่า)

กิ๊กหรือชู้ คืออะไร ดีหรือไม่ดี

นักจิตวิทยาท่านหนึ่งเคยยกตัวอย่างความสัมพันธ์ฉันชู้ แบบเป็นรูปธรรมขึ้นมาว่า “ขึ้นชื่อว่าเป็นชู้ ไม่ต้องถึงกับมีเซ็กซ์กัน เพียงแค่เล่นหูเล่นตา หรือว่าจูบ ก็ถือว่าเป็นชู้ทางใจได้แล้ว” แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ผิดกฎหมาย หากแต่เป็นการลืมโฟกัสเรื่องจริยธรรมไปชั่วขณะ อารมณ์พลุ่งพล่านนั้นเกิดขึ้นได้ในเสี้ยววินาที แต่นั่นไม่ใช่ความรัก เป็นเพียงแค่ความพึงพอใจเท่านั้น

คำว่า ชู้ จึงต้องมีอารมณ์พิศวาสหลงไหลใส่ลงไปด้วย ทว่า กิ๊ก นั้นเป็นเพียงที่พึ่งทางใจ พึ่งพาอาศัยความรู้สึกดีๆ ต่อกัน รักกันน่ะรักอยู่ แต่ไม่มีเป้าหมายร่วมกันโดยที่ไม่ต้องยอมรับเงื่อนไขใดๆ ของฝ่ายตรงข้ามเลยแม้แต่น้อย ฉะนั้นสองคำนี้ต่างกันตรงความสัมพันธ์ที่มีเพียงเส้นบางๆ กั้นอยู่เท่านั้นเอง

ทำไมใครต่อใครก็ว่าผู้ชายมักเป็นฝ่ายนอกใจ (ก่อน) เสมอ

ไม่รู้ว่าทำไมผู้หญิงทั้งโลกจึงคิดเหมือนกัน มีผลสำรวจออกมาแล้วว่า…“ไม่เสมอไป” มีบ้างเหมือนกันที่ผู้หญิงเป็นฝ่ายนอกใจก่อน ส่วนหนึ่งมาจากรูปลักษณ์และทางเลือกที่มีเข้ามาในชีวิตของเธอมากมาย แต่สำหรับผู้ชายนั้นชอบใช้สัญชาตญาณความเป็นชายอวดอ้างเสมอ

“สัญญาณนอกใจ” ดูได้จากอะไร

1 ใส่ใจตัวเอง พิถีพิถันมากขึ้นจนผิดสังเกต (แม้จะใช้ไม่ได้กับทุกกรณี แต่ก็เป็นส่วนหนึ่ง)

2 เขาหรือเธอจะใส่ใจกับคำพูดลอยๆ ของคุณมากเกินเหตุ ชนิดที่เรียกว่าจับผิดเลยนะจะบอกให้

3 ผิดเวลาเกินกว่าปกติบ่อยๆ ทำลับๆ ล่อๆ (อาการแบบนี้ไว้ใจยาก)

4 ถ้าเป็นคุณเองที่เป็นฝ่ายนอกใจ เมื่อรู้ว่าอะไรๆ มันเปลี่ยนไปแล้วอย่าอยู่ด้วยความไม่หวาดระแวง

5 โอ๊ย…อื่นๆ อีกมากมาย

แหมเรื่องราวของความรักมันช่างเข้าใจยากซะจริงๆ สำหรับคนที่มีครอบครัวก็ไม่อยากจะสนับสนุนให้เกิดการนอกใจกันค่ะ เพราะมันมีเรื่องปัญหาที่จะตามมาอีกเยอะโดยเฉพาะถ้าคุณมีลูกให้ต้องดูแลอีกหนึ่งชีวิตค่ะ แต่ถ้ามันเกิดขึ้นแล้วก็ควรจะจัดการให้เข้าที่เข้าทาง อยู่ในที่ที่ควรอยู่ ไม่ให้ไปเกะกะหัวใจใครต่อใครค่ะ

ขอบคุณเรื่องราวดีๆ โดย familydirect 😀

ด่าไม่เจ็บ! แชร์เก็บไว้อ่านกับวิธีคิดให้ใจสงบเมื่อถูกคนนินทาว่าร้าย

อย่า ‘ดูถูก’ คนอื่นให้ดูต่ำ

เพราะมันไม่ได้ทำให้เรา ‘สูง’ ขึ้น

อย่า ‘วิจารณ์’ ผลงานคนอื่นให้ดูแย่

เพราะมันไม่ได้ ‘ยกระดับ’ ผลงานเราขึ้น

อย่า ‘นินทา’ คนอื่น

เพราะมันไม่ได้ทำให้ชีวิตเรา ‘ดี’ ขึ้น

อย่า ‘วุ่นวาย’ เรื่องคนอื่น

เพราะมันไม่ได้ ‘พัฒนา’ เราให้ดีขึ้น

อย่า ‘อิจฉา’ คนอื่น

เพราะมันไม่ได้ทำให้เรา ‘มีความสุข’ ขึ้น

 

…..

พระท่านได้เทศน์ไว้เพื่อเตือนสติเรา

อยู่ใต้ฟ้าอย่ากลัวฝน เกิดเป็นคน อย่ากลัวคนนินทา

หมากัดช้าง ช้างไม่จำเป็นต้องไร้กัดหมา

หมาฉี่รดภูเขาทอง ภูเขาทองไม่มีวันถลอก

คิด ก่อน คิด แล้วค่อย คิด ก่อน พูด

ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าโดนต่อว่า

ท่านได้แต่นิ่งไม่แสดงกิริยาใด ๆ

แล้วถามกับไปว่า

เวลาท่านมีแขกมาที่บ้าน

ท่านยกสำหรับกับข้าวมาต้อนรับ

ถ้าแขกไม่กิน

สำรับกับข้าวนั้นจะเป็นของใคร?

พราหมณ์ตอบว่า…

ก็ต้องเป็นของเจ้าบ้านซิ

”นั้นก็เหมือนคำด่าของท่าน

ถ้าเราไม่รับมันก็ยังเป็นของท่าน”

Cr. Chermarn Ratanapongtrakoon

สาธุ!! คำสอนหลวงพ่อจรัญ แนะนำวิธีใส่บาตรให้ถูกวิธี ทำดีชีวิตจะไม่มีตกอับ

สาธุ!คำสอนหลวงพ่อจรัญ…แนะนำวิธีใส่บาตรให้ถูกวิธี ทำดีชีวิตไม่มีตกอับ
“ท่านพระธรรมสิงหบุราจารย์ ( หลวงพ่อจรัญ ) ท่านแนะนำว่า

1.ก่อนใส่บาตร… ให้จุดธูป 3 ดอกกลางแจ้ง ขอขมากรรม โดย ตั้ง นะโม 3 จบ แล้วกล่าวว่า ข้าพเจ้าขอขมากรรม ต่อเจ้ากรรมนายเวร ศัตรู หมู่มาร หมู่พาล ทุกภพทุกชาติ ขอให้อโหสิกรรม ให้ขาดจากกัน

2.หลังใส่บาตรเสร็จ… ทุกครั้ง ให้ ตั้ง นะโม 3 จบ แล้วกล่าวว่า กุศลที่ลูกได้ทำแล้ว ขอถวายแด่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า 5 พระองค์ ขอให้ทุกพระองค์ นำส่งบุญให้ข้าพเจ้า มีเดช ปัญญา โภคะ ขอให้สมหวัง สมปรารถนาทุกเรื่อง ขอให้มีบุญบารมีเต็มขั้น เกิดสภาวะธรรม ตามบุญวาสนาที่ได้ทำมา จากทุกภพทุกชาติโดยเร็วเทอญ และ ขออุทิศให้ เจ้ากรรมนายเวร ทุกภพทุกชาติ (วิญญาณ) ศัตรูหมู่มารหมู่พาล (เช่น มนุษย์,หุ้นส่วน,เพื่อน,ในครอบครัว) ทุกภพทุกชาติ (เอ่ยชื่อได้ยิ่งดี) ขอให้อโหสิกรรม ขอให้ขาดจากกัน ณ.เดี๋ยวนี้ เทอญ ขอให้อุปถัมภ์ค้ำจุนข้าพเจ้า

3.ถ้าทำบุญด้วยข้าวสารเป็นกระสอบ หรือ ถมทราย ดิน ก็ตั้งจิตอธิษฐานว่า … ผลบุญนี้ขอให้ข้าพเจ้าร่ำรวย เหมือนเมล็ดข้าวสาร เม็ดทราย ดิน เจ้ากรรมนายเวร ตามเมล็ดข้าวสาร ตามเม็ดทรายดิน ขอให้ได้รับ และขอให้อโหสิกรรม หลุดขาดจากกัน ณ บัดนี้เดี๋ยวนี้เทอญ ขอให้ข้าพเจ้า มีแต่ความเจริญรุ่งเรือง พบแต่ ผู้อุปถัมภ์ค้ำชู

4. กรณีที่ดวงตกมาก ขอให้แผ่บุญให้ตนเอง ให้มาก ๆ บางท่านก็แผ่ให้ผู้อื่น จนลืมให้ตัวเอง ตัวเราเอง ต้องมีบุญบารมี แก่กล้า จริง ๆ จึงจะช่วย และให้ผู้อื่นได้ ควรสวด อิติปิโส ฯ เลยอายุ 1 จบมีเวลาขอให้ไป ปฏิบัติธรรม ฝึกวิปัสสนาด้วย จะเกิดผลเร็ว โทสะจะน้อยลง ควรแผ่เมตตาให้มากๆ วันละ 10 – 30 ครั้ง การแผ่เมตตาที่ได้ผลนั้น ทานพระธรรมสิงหบุราจารย์แนะนำว่า ถ้าจะกรวดน้ำ ต้องกรวดน้ำลงดิน ทุกครั้ง วันละ 100 ครั้ง เจ้ากรรมนายเวรจะหาย 100 เท่า 100 วิญญาณ

หรือ ใช้สมาธิกำหนดอธิษฐานจิต ด้วยความตั้งใจ ประกอบด้วยความมีสติ และสัมปชัญญะ แผ่เมตตาออกจาก ลิ้นปี่ แล้วอุทิศส่วนกุศล จากจักระ 6 หรือบริเวณตาที่สาม ที่กลางหน้าผาก ต่ำลงเล็กน้อย จะได้ผลมากขึ้น อุทิศบุญ ใช้กับผู้ดาย นำส่งบุญ ใช้กับผู้ยังมีชีวิตอยู่ ถวายบุญกุศล ใช้กับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแก้กรรมให้ตนเองได้ผลดีเร็วขึ้น

วิบากกรรมของแต่ละคน ล้วนแตกต่างกันไป บางคนป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุ บางคนตกงานบ่อย บางคนลำบากมาก หากินไม่คล่อง บางคนลูกเกเร วิบากกรรมนี้ ตามมาหลายภพหลายชาติ ซึ่งมีส่วนทำให้เรา เกิดมาแตกต่างกัน แต่ อย่าเพิ่งสิ้นหวัง หนทางในการบรรเทาวิบากกรรมนั้นมี ซึ่งอาจทำได้หลายวิธี ดังนี้

5. เวลาที่เราทำบุญ หรือทำความดีทุกครั้ง นอกจากบุญที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา เช่น การใส่บาตร การถือศึล ฯลฯ แล้วการพูดคุยที่ช่วยให้ผู้อื่นสบายใจ การสนทนาธรรม การให้ธรรมทาน การร่วมบริจาค หนังสือธรรมะ ชี้แนะแนวทาง แก้ไขปัญหาชีวิต ให้กับผู้สิ้นหวัง การทำความสะอาดห้องพระ การถวายน้ำเปล่าเพียง 1 แก้ว ให้กับหิ้งพระพุทธฯ การร่วมอนุโมทนา การทำความดีของผู้อื่น โดยการใช้ จิตน้อมไปทางบุญกุศล การกวาดใบไม้ ทำสวน ทำความสะอาด ห้องน้ำ หรือของส่วนรวม การดูแลคนแก่ เด็ก การที่เรามีจิตใจดี หรือตั้งใจดี ฯลฯ ทั้งหมดทั้งมวลนี้ล้วนเป็นกุศล และเป็นบุญทั้งสิ้น

ให้ ตั้ง นะโม 3 จบ … ข้าพเจ้า (บอกชื่อตัว) นามสกุล เกิดวันที่ วันนี้ ข้าพเจ้าขอตั้งจิต ถึงบารมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วสากลโลก รวมถึง องค์เทพ องค์พรหม ที่ปกปักรักษากายสังขารวิญญาณลูกอยู่ วันนี้ลูกตั้งจิตถวาย (บุญที่ทำ เช่นใส่บาตร ถือศีล สวดมนต์ ให้ทาน ฯลฯ) ลูกขอถวายบุญกุศลนี้ แด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกๆ พระองค์ นำส่งบุญให้ลูกเจริญขึ้น ทั้งการงานการเงิน และความรัก ให้ลูกมีเดช ปัญญาโภคะ (ความสมบูรณ์) ทุกภพทุกชาติ และขออุทิศบุญกุศลนี้ ให้กับเจ้ากรรมนายเวรทุกภพทุกชาติ รวมถึงวิญญาณที่ตามมา ทุกผู้ทุกคน ศัตรูหมู่มารหรือหมู่พาล คือมนุษย์ เช่น บริวาร ญาติมิตร คนรับใช้ สามี บุตร ธิดา ทุกภพทุกชาติ ขอให้ได้รับมหากุศลนี้ รับแล้วขอให้อโหสิกรรม ซึ่งกันและกัน ให้ขาดจากกัน ณ.เดี๋ยวนี้บัดนี้ ขอให้ข้าพเจ้า มีบุญบารมีสูงขึ้นๆ เต็มขึ้น เพื่อช่วยสังคมให้สูงขึ้น และสร้างคนให้เป็นพระต่อไป และให้เกิด ปัญญาทางธรรม สมบูรณ์พูนผลทุกอย่าง ด้วยบุญที่ทำนี้เทอญ สาธุ..


หมายเหตุ

• การตั้ง นะโม 3 จบ เพื่อขอให้พระพุทธเจ้า ทรงเป็นพระประธาน เพราะพระบารมี ของพระพุทธองค์ สามารถเปิด 3 ภพ (โลก) สวรรค์ มนุษย์ และนรก ไม่ว่าเจ้ากรรมนายเวรจะอยู่ภพภูมิใด แม้แต่นรกขุมสุดท้าย (ขุมที่ 18) ก็จะสามารถ เปิดทางไปถึงได้ เจ้ากรรมนายเวรจะได้รับอย่างรวดเร็ว และอโหสิกรรมให้เราหมด และควร กรวดน้ำลงดินด้วยทุกครั้ง แม่พระธรณี แม่พระคงคา จะได้เป็นทิพย์พยาน เพราะท่านได้ สำเร็จพระอรหันต์แล้ว

• ปัญญาทางโลกทุกคน มีอยู่แล้ว ได้จากพันธุกรรมพ่อแม่ แต่อย่าให้ขาดปัญญาทางธรรม ซึ่งก็คือ จิตสัมผัสรู้ดีชั่ว และการหยั่งรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า ถ้าได้ปัญญาทางธรรม จะประสบแต่ความสำเร็จ ความสมบูรณ์พูนสุขทุกอย่าง เพราะบุญคือขุมทรัพย์ ลาภยศจะมาเอง และยังช่วยครอบครัวและผู้อื่นได้อีกด้วย

• กรรมเวร แก้ไขได้โดย การขอขมากรรม และส่งวิญญาณด้วยพระสะดุ้งมารขนาด 3 นิ้ว 5 นิ้ว เป็นการต่อชะตา ชีวิต ถ้ากรรมใดได้รับอโหสิกรรม กรรมนั้นจะเบาบาง และชีวิตจะดีขึ้น โดยสังเกตจากตัวเรา ว่ามีสิ่งที่ดีเข้ามามากขึ้น หรือไม่ ที่ป่วยก็จะหาย ที่จนก็จะเริ่มมี แสดงว่าเราเริ่มจะมีบุญมาช่วยแล้ว หากกรรม ยังมากก็จะยังลำบากอยู่

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก บทความจาก facebook เอกยุทธ จิระชัย และ saleherethailand

“ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์” เผยสูตร “น้ำผักต้านมะเร็ง” ทำตามทุกข้อหายแน่นอน! (ไม่เป็นมะเร็งก็ดื่มได้)

มีเรื่องมาเล่าให้ฟังค่ะ มีน้องที่ทำงานมีญาติเป็นมะเร็ง 2 คน หมอนัดให้ทำคีโม 1 คน ผ่าตัด 1 คน โดยให้ไปพักผ่อนก่อน 1 – 2 อาทิตย์ ก่อนทำการรักษา ระหว่างนั้นเองน้องที่ทำงานได้สูตรน้ำผักผลไม้ของฟ้าหญิงฯ มาก็เลยลองให้ญาติทานดู แทนน้ำเลยวันละ 1 ลิตร เป็นเวลา 2 สัปดาห์เท่านั้น ไปตรวจอีกครั้งก้อนเนื้อที่เป็นมะเร็ง เล็กลงจนเกือบไม่มีเลย 1 คน/ส่วนอีกคนมะเร็ง หายไปเลย.. ไม่น่าเชื่อ เค้าตื่นเต้นกันมากหมอรพ.จุฬา ขอสูตรกันยกใหญ่

ตอนนี้น้องๆ ที่แผนกเลยสั่งกินกันทุกวัน เพื่อเป็นภูมิต้านทาน ส่วนใครที่มีญาติเป็นมะเร็ง นำสูตรนี้ไป ทำให้กินได้เลย หรือบอกต่อๆ กันไป เพื่อเป็นอานิสงฆ์นะ

น้ำผักผลไม้สูตรในวังช่วยให้ร่างกายแข็งแรง มีผิวพรรณสดใส โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เป็นโรคมะเร็งจะดีมากมีคนแถวบ้านเป็นมะเร็งอายุประมาณ 80 กว่าแล้ว ต้องให้คีโมแต่ปรากฏว่าพอรับประทานน้ำผลไม้สูตรนี้ไปเป็นเวลาประมาณไม่ถึง 1 เดือนปรากฏว่ามีผมงอกขึ้น และแข็งแรงขึ้นมาก จนหมอตกใจลองนำไปปั่นทานกันดู

น่าจะดีต่อสุขภาพไม่มากก็น้อยส่วนประกอบก็ราคาไม่แพงมากด้วย

1. แอปเปิ้ล 1 ผล

2. แครอท 1 ลูก

3. ผักสลัด (ผักกาดแก้ว) 3 ใบ

4. ตั้งโอ๋ 2 ก้าน

5. มะนาว 1 ลูก

6. น้ำเสาวรส 1/2 แก้ว (ถ้าไม่มีสดให้ซื้อน้ำเสาวรสกระป๋องก็ได้ค่ะ)

7. น้ำผึ้งแท้ 1/2 แก้ว

8. น้ำเปล่า 1-2 แก้ว แล้วแต่ความชอบ

9. ฝรั่ง 1 ผล

10. มะเขือเทศสีดา (ลูกเล็กๆ) 5 ลูก

11. น้ำตาลทรายแดง 3 ช้อนโต๊ะ

นำทุกอย่างมาปั่นรวมกัน สูตรนี้จะทำได้ประมาณ 1 ลิตร ในกรณีที่เป็นคนป่วยให้รับประทานวันละ 1 ลิตร แต่ถ้าดื่มเพื่อสุขภาพเฉยๆ สามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้ประมาณ 2-3 วัน

ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

แหล่งที่มา : sharesod

สมาธิ แก้ความปวดร้าวในใจ ได้จริงหรือ?

อกหักทำให้เกิดผลร้ายมากถึงเพียงใด

อกหัก อย่างน้อยที่สุดก็เจ็บช้ำน้ำใจ เจ็บปวดในใจ มองฟ้าสีสดใสกลับกลายเป็นสีหม่นหมองมัวได้อย่างน่าอัศจรรย์ ส่วนผลร้ายอย่างกลาง ก็ทำให้เกิดการทะเลาะวิวาท เกิดโรคภัยไข้เจ็บ งานการ การเรียนก็เสียหาย ส่วนผลร้ายอย่างสูงสุดก็คือ ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนไปด้วย และหนักถึงขั้นทำให้ทั้งตนเองและผู้อื่นดายได้ ถ้าเราได้อ่านข่าวหนังสือพิมพ์ หรือดูข่าวทางโทรทัศน์ หรือทางอินเตอร์เน็ตเป็นประจำ จะพบว่า มีเหตุม่ากันดาย หรือม่าตัวดายอยู่เป็นประจำ บางรายก็ม่ายกครัว ทำให้ลูกหลาน พ่อแม่ พี่น้อง และคนอื่นๆ ดายไปด้วย บางคนก็ดีหน่อย คือตัดช่องน้อยแต่พอตัว ดายไปคนเดียว หรือทำให้ทั้งตนเองและคู่รักดายตามกันไปด้วย

ซึ่งจากการอกหักที่ก่อให้เกิดผลร้ายแรงถึงเพียงนี้ เราจึงต้องมาหาวิธีแก้อกหักอย่างเฉียบพลัน รวดเร็วที่สุดที่สุด นั่นคือ “การทำสมาธิ” การทำสมาธินี้ ท่านผู้อ่านอาจคิดว่า ให้นั่งหลับตาแล้วบริกรรมคาถาอะไรสักอย่าง แล้วใจจะสงบขึ้นได้ แก้ความเจ็บปวดจากอาการอกหักได้ เปล่าเลยครับ หากท่านผู้อ่านเคยอกหักมาก่อน จะรู้ทันทีเลยว่า นั่งหลับตาเฉยๆ แก้อาการอกหักไม่ได้หรอก ยิ่งถ้าอกหักแรงๆ เจ็บปวดเป็นอย่างมาก ขืนมานั่งหลับตาเฉยๆ ก็ยิ่งมีอาการหนักเข้าไปอีก ดังนั้นมันต้องมีวิธีการที่เหมาะสมในแต่ละคน

แต่ก่อนอื่นที่จะมาทำสมาธิ ซึ่งแต่ละคนก็ต้องทำในรูปแบบที่แตกต่างกันตามความเหมาะสม เราจะมาดูความหมายของสมาธิเสียก่อน

สมาธิ ในความหมายของพจนานุกรม แปลว่า ที่ตั้งมั่นแห่งจิต การที่จิตตั้งมั่นแน่วแน่ในสิ่งเดียว หมายถึงสมาธิแล้ว และสมาธิในความหมายของการลงมือทำ คือการทำใจให้นิ่งโดยใช้วิธีการต่างๆ ซึ่งหากจะเทียบกับการออกกำลังกาย ที่ยิ่งเคลื่อนไหวร่างกายยิ่งแข็งแรง แต่จิตใจนั้นตรงกันข้าม คือต้องทำให้จิตใจหยุดนิ่งให้ได้ คิดง่ายๆ ว่า จิตใจยิ่งเคลื่อนไหว หรือยิ่งหวั่นไหวยิ่งอ่อนแอ จิตใจต้องหยุดนิ่งถึงแข็งแรง เหมือนการรวมโฟกัสของแสงให้เป็นจุดเดียวกัน เมื่อแสงแดดที่กระจายมารวมเข้าที่จุดเดียว ก็จะมีพลังพอที่จะจุดไฟให้ติดได้ ดังนั้นแม้ร่างกายเราจะเคลื่อนไหวมากเพียงใด จิตใจเราต้องหยุดนิ่งให้ได้ และเราจะมีความสุข ทำให้จิตใจแข็งแรง แก้ปัญหาอกหักได้ และจะมีผลทำให้เรียนเก่งและทำงานได้ดีอีกด้วย

โดยปกติ คนทั่วไปอาจทำสมาธิด้วยวิธีที่พระท่านนิยมทำกัน คือนั่งหลับตาแล้วภาวนา “พุทโธ” แต่อย่าลืมว่า คนที่กำลังอกหัก จะมีสภาวะจิตใจไม่ปกติ คือ จิตใจอ่อนแอ หวั่นไหว ฟุ้งซ่าน มีจิตใจที่เจ็บปวด เศร้าซึม บางรายอาจแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธ อาละวาด หรือทำร้ายตนเองได้ทุกเมื่อ

หลายคนมักใช้ “การใช้หนามยอกเอาหนามบ่ง” วิธีนี้ก็ไม่สนับสนุน เพราะหลายๆ คนลองทำแล้ว แทนที่หนามเก่าจะถูกบ่งออกไป กลับถูกหนามอันใหม่ทิ่มจนบาดเจ็บอีก นั่นคือ หาแฟนใหม่ หรือหาคู่รักคนใหม่มาดามอกอย่างทันทีทันใด เพื่อให้ลืมคนเก่าที่เพิ่งเจ็บปวดใจหมาดๆ วิธีนี้ อาจจะดีตรงที่ถ้าได้คนดีที่หาได้ยากมาดามหัวใจ ก็เหมือนเจอหมอเทวดามารักษาอาการไข้ให้หาย แต่หากเกิดเหตุผิดพลาดก็เหมือนขี่รถแหกโค้ง ยิ่งบาดเจ็บเลือดโทรมกายทีเดียวเพราะฉะนั้นอย่าลองดีกว่า เพราะโดยธรรมชาติของคนเรานั้น ถ้าเราแข็งแรงดีแล้ว เราจะทำอะไรก็ได้ แต่ถ้าเจ็บป่วยอยู่ก็ควรรอให้หายก่อนจะดีกว่า การมีคนรักใหม่ก็เช่นกัน ถ้าเราหายอกหักดีแล้ว ไม่รู้สึกเจ็บปวดแล้ว เราก็สามารถลองเสี่ยงหารักใหม่ได้อย่างง่ายดาย

ดังนั้น การทำจิตใจให้นิ่งด้วยสมาธิคงเป็นวิธีที่ดีกว่า  ซึ่งมี 3 ขั้นตอนที่สามารถรักษา หรือขจัดวิธีอกหักให้หมดไป มีหลักปฏิบัติ ได้แก่

1. ทำให้ใจไม่ว่างด้วยงาน หรือกิจกรรม

วิธีนี้ เป็นวิธีง่ายที่สุดที่คนอกหักนึกจะทำได้ บางคนตื่นมาตั้งแต่ดึกดื่น มาขัดรถ ล้างรถ ทำความสะอาดห้องนอน หรือทำความสะอาดบ้าน บางคนก็กวาดบ้านวนไปวนมาเป็นสิบๆ รอบ บางคนก็รดน้ำพรวนดิน เอาอะไรสักอย่างมาซ่อม บางคนก็นั่งต่อจิ๊กซอว์ ฯลฯ เพราะว่าหาอะไรทำไม่ให้ใจคิดฟุ้งซ่าน ซึ่งกิจกรรม หรืองานที่ควรทำตอนอกหักนั้น หากเราคิดว่ามันเหมาะกับเราและไม่ช่วยให้คิดมาก เป็นการทำสมาธิขั้นต้นอย่างหนึ่ง เพราะจิตใจของเรามุ่งมั่นไปในทางเดียว คือเรื่องงานที่เราทำ ขอให้มีหลักการลงมือทำ ดังนี้

กิจกรรมที่ไม่ใช้กำลังกาย แต่มุ่งเน้นใช้สมอง ควรแน่ใจเสียก่อนว่าจะสามารถทำได้ เพราะกิจกรรมบางอย่าง เวลาว้าวุ่นจริงๆ มักทำไม่ได้ เช่น อ่านหนังสือเรียน หรือทำงานที่ใช้ความละเอียด ประณีตสูง ถ้าจะทำจริงๆ ควรรอให้ใจนิ่งๆ ก่อนดีกว่า หรือหลีกเลี่ยงไปทำอะไรที่ง่ายกว่า เช่น อ่านหนังสือนิยาย หรือดูภาพยนตร์ หรือเล่นอินเตอร์เน็ต เป็นต้น

ควรทำงานอย่างที่ก่อให้เกิดผลจริงๆ เช่น อกหักแล้วมาทำอาหารแก้เครียด แก้คิดมาก ก็ควรทำให้กินได้จริงๆ ไม่ใช่ทำไปอย่างมั่วซั่ว ถ้าเช่นนั้นอย่าทำเสียเลย เพราะเสียดายของ และถ้าทำเสร็จแล้วก็ควรแบ่งให้คนอื่นกินด้วย คนอื่นจะได้มีความสุข ตัวเราก็จะได้สุขด้วย ดังนั้นงานที่ไม่เกิดประโยชน์ เราไม่ควรทำ เช่น กวาดบ้านเป็นสิบๆ รอบ หรือรดน้ำ พรวนดิน ทั้งๆ ที่ต้นไม้ก็แข็งแรงอยู่แล้ว ฯลฯ เราควรทำแต่พอเป็นประโยชน์และมุ่งเกิดผลจะดีกว่า

หากิจกรรมที่เป็นประโยชน์ทำ กิจกรรมที่เป็นประโยชน์บางอย่าง อาจทำให้เราลืมอารมณ์อกหักไปเลยก็ได้ อย่างกิจกรรมการกุศลต่างๆ เช่น เข้าค่ายอาสา เป็นอาสาสอนหนังสือเด็ก หรือเป็นอาสาพัฒนาชนบท หรือเข้าวัดหาหลักสูตรกรรมฐานเข้าร่วม ซึ่งจะไม่เหมือนการนั่งทำสมาธิกรรมฐานคนเดียว เพราะถ้าไปวัดจะออกแนวอบรม เป็นกิจกรรมซะมากกว่า เป็นต้น แต่หากเราคิดว่าจะทำกิจกรรมอะไรไม่ออก ขอแนะนำให้เปิดเว็บไซต์ดู สมัยนี้เราสามารถดูรายละเอียดจากเว็บไซต์ได้ ซึ่งจะทำให้เรารู้ว่ายังมีกิจกรรมอีกมากมายที่เราสามารถเข้าร่วมได้โดยที่เราไม่รู้มาก่อน

2. ทำให้ใจไม่ว่างด้วยการออกกำลังกาย

การออกกำลังกายเป็นวิธีที่ดีมากวิธีหนึ่งในการทำให้จิตไม่ว่างและเป็นการทำให้จิตใจสงบ ไม่ต้องคิดฟุ้งซ่าน การออกกำลังกายยังเป็นการปรับเคมีในร่างกายที่จะทำให้ร่างกายสมดุล เวลาที่ออกกำลังกาย อวัยวะทั้งภายในและภายนอกร่างกาย จะเคลื่อนไหว ทำให้เลือดภายในร่างกายสูบฉีดและจะผลักดันของเสียออกจากร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นทางเหงื่อและลมหายใจ อีกทั้งสมองสองซีก คือซีกซ้ายและซีกขวาจะเกิดการกระชับ ทำให้สมองได้ออกกำลัง โดยเฉพาะถ้าออกกำลังเหนื่อยๆ จิตใจจะรวมศูนย์ หรือจิตใจจะเป็นสมาธิโดยอัตโนมัติ ไม่คิดฟุ้งซ่าน ทำให้เป็นการทำสมาธิอีกวิธีด้วย ดังนั้นจึงเรียกได้ว่า การออกกำลังกายช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและยังทำให้ร่างกายแข็งแรงแก้โรคอกหักได้อีกด้วย การออกกำลังกายแก้อกหักที่ดี ควรมีหลักการ ดังนี้

ออกกำลังตามเกมกีฬา เพราะเกมกีฬาจะทำให้เรารู้สึกสนุกสนานเพลิดเพลิน ลืมความรู้สึกเศร้าๆ ที่มี การมีเกมกีฬาที่ชัดเจนจะทำให้เรามีจุดมุ่งหมายในการเล่น ดีกว่าเล่นไปงั้นๆ ไม่มีเป้าหมาย

ออกกำลังกายที่เหนื่อยจริง หนักจริง เพราะร่างกายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ ถ้าเราไม่เอาจริง มันอาจไม่ตอบสนองดีเท่าที่ควร แต่ถ้าเราเอาจริง ร่างกายจะตอบสนองได้อย่างดีเยี่ยม รูปร่างบุคลิกภาพของเราอาจเปลี่ยนไปจนดูดีกว่าเดิมมาก และจะทำให้เรารู้สึกถึงความแข็งแกร่งของร่างกายของเราหลังออกกำลังกายได้

3. ทำให้ใจไม่ว่างด้วยการควบคุมจิตตรงๆ เลย

การทำสมาธิขั้นนี้ เป็นการทำสมาธิขั้นมุ่งตรงเพื่อควบคุมจิตล้วนๆ นั่นเอง โดยไม่เอาการเคลื่อนไหวทางด้านร่างกายมาปนมากนัก ซึ่งการทำสมาธิเช่นนี้ มีหลายวิธี ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของการทำสมาธิแบบที่พระ หรือนักบวชนิยมทำกันนั่นเอง ซึ่งผู้เขียนขอกล่าวไว้ เพราะยังไงซะเราก็ควรฝึกทำซะบ้าง จะเป็นประโยชน์มากต่อตัวเราเอง ปัจจุบันนี้ การทำสมาธิได้รับการทดลองมาแล้วว่า สามารถเปลี่ยนแปลงนิสัยและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสมองได้ ดังนั้นจากคนไม่เรียนเก่ง หรือทำงานไม่เก่งก็สามารถกลายเป็นคนเก่งได้ และยังแก้ความเจ็บปวดจากการอกหักได้ชะงักชะงันด้วย แต่ทว่าเราต้องเลือกเอาวิธีที่เหมาะกับตัวเองนะ

การทำสมาธิแบบควบคุมจิตตรงๆ มีหลายวิธี ดังนี้

การควบคุมลมหายใจ (อาณาปานสติ)

อาณาปานาสติ เป็นสมาธิของพระพุทธเจ้า ที่มีประวัติบันทึกไว้อย่างชัดเจน ท่านได้ทำตั้งแต่ท่านยังทรงพระเยาว์ ขณะที่พระบิดาของท่านกำลังทำพิธีจรดแรกนาขวัญ ท่านได้ใช้อาณาปานสติจนกระทั่ง ก่อให้เกิดความอัศจรรย์ขึ้นคือ ต้นไม้ที่ท่านทรงประทับอยู่ พ้นเหนือกาลเวลาไป ซึ่งต่อมาอาณาปานสตินี้ ก็เป็นพื้นฐานของการฝึกสมาธิลมปราณแบบอื่นๆ ด้วย ซึ่งจริงๆ แล้วอาณาปานสติมีความซับซ้อนพอสมควร แต่ผู้เขียนขอกล่าวเพียงย่อๆ และขอให้ท่านผู้อ่านทราบว่า อาณาปานสติ เป็นการมีสติอยู่กับลมหายใจเข้าออก เป็นวิธีที่พิเศษมากวิธีหนึ่ง มีตำนานกล่าวขานไว้ว่า ผู้ที่ฝึกอาณาปานสติจะควบคุมร่างกายได้

ซึ่งหลักปฏิบัติโดยย่อ มีดังนี้

– นั่งขัดสมาธิ ขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย หรือวางมือตามสะดวก หรือจะนั่งบนเก้าอี้ หรือโซฟาก็ได้ ท่านอาจนั่งพิงได้ แต่ต้องให้แน่ใจว่าจะไม่หลับเสียก่อน

– แรกๆ อาจไม่หลับตาก็ได้ หรืออาจหรี่เปลือกตา ทำพอใจนิ่งสักพัก ถึงหลับตา

– เริ่มจากหายใจเข้ายาวๆ ให้รู้ว่าหายใจเข้า หายใจออกก็ให้รู้ว่าหายใจออก

– แรกๆ ให้เอาจิตใจวิ่งตามลมหายใจ ลมหายใจวิ่งจากข้างนอกวิ่งเข้ามาในท้อง ไปสิ้นสุดในท้อง แล้ววิ่งออกมากระทบที่จะงอยจมูก ก็เอาความคิดตามการวิ่งของลมหายใจนั้น

– ขั้นต่อมา เมื่อวิ่งตามลมหายใจจนชำนาญแล้ว จึงเฝ้าดู คือไม่ต้องเอาความคิดตามลมหายใจเข้าออก แต่ให้ตั้งสติไว้ที่จุดตรงจะงอยจมูกพอลมหายใจออกมาก็รู้ว่าออก และเอาสติไปตั้งไว้ในท้องตรงจุดลมไปสิ้นสุด ถ้าลมไปสิ้นสุดตรงนั้นก็รู้เช่นกัน

– การทำอาณาปานสติ หลายท่านมักเอาคำว่า “พุทโธ” หรือนับเลขมาใช้ ซึ่งแล้วแต่ความสะดวกของท่าน

– การทำอาณาปานสติ ให้ท่านวัดผลเมื่อแรกฝึกโดยจับเวลาไว้สัก 1 ชั่วโมง ถ้าเราสามารถนั่งควบคุมลมหายใจ หรือมีสติกับลมหายใจที่วิ่งเข้าวิ่งออกได้นาน 1 ชั่วโมง แสดงว่าเราควบคุมจิตได้พอสมควรแล้ว แต่โดยส่วนมาก อาณาปานสติมักไม่ง่าย ส่วนใหญ่มักควบคุมลมหายใจได้ไม่ถึง 1 ชั่วโมง เราจึงต้องอดทนและฝึกทำบ่อยๆ อย่าคิดว่าเสียเวลาเพราะมีประโยชน์ต่อจิตใจและสมองโดยตรง

การควบคุมจิตใจโดยการเพ่งกสิณ

การเพ่งกสิณต้องอาศัยเครื่องมือเข้ามาช่วย ซึ่งโดยปกติสมาธิแบบเพ่งกสิณนั้นมี 10 ประการ โดยอาศัยเครื่องมือช่วยทั้ง 10 อย่าง ได้แก่ แสงสว่าง ไฟ ดิน น้ำ ลม ช่องว่างของอากาศ สีแดง สีเหลือง สีเขียว สีขาว ซึ่งเครื่องมือจากที่กล่าวมานั้น มีวิธีการหลักก็คือ เอามาเพ่งดูจนจำติดตา แล้วหลับตา สร้างภาพในความคิดถึงเครื่องมือทั้ง 10 อย่าง จนจำติดแน่นในใจ ถ้ายังจำไม่ได้ก็ลืมตาดูอีก ซึ่งกสิณทั้ง 10 อย่างนี้ ส่วนใหญ่ผู้ฝึกจะไม่ฝึกทีละหลายอย่างในคราวเดียว แต่จะฝึกเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

เช่นเพ่งน้ำก็จะเพ่งน้ำอย่างเดียว จนเกิดภาพในใจ เวลาหลับตาก็จะเห็นดวงนิมิตจากน้ำติดอยู่ในใจ หรือหากเลือกเพ่งไฟก็เช่นกัน จะไม่เพ่งจนแสบตา หรือเจ็บปวดดวงตา แต่แค่มองพอให้เห็นภาพขึ้นในใจเท่านั้น พอหลับตาต่อก็จะเห็นภาพในใจอย่างชัดเจน การฝึกกสิณนั้น มีข้อดีตรงที่หลายท่านที่ฝึกมีความเห็นว่า ทำให้จิตใจเป็นสมาธิเร็วดี คือใจแนบแน่นเร็ว บงท่านอาจใช้คำบริกรรมไปด้วย แต่ส่วนใหญ่ก็มักทิ้งคำบริกรรมหลังจากเห็นภาพติดตาในใจดีแล้ว ซึ่งหากท่านผู้อ่านอยากลองฝึกเพ่งกสิณ ผุ้เขียนก็ขอแนะนำกสิณหลักๆ ให้สามารถลองฝึกได้ ตามวิธีการดังนี้

– กสิณไฟ : มักมีผู้เข้าใจว่าต้องก่อกองไฟกองใหญ่ๆ แล้วฝึก หรือต้องใช้ฉากกั้นมาครอบกองไฟให้ดูยุ่งยาก จริงๆ แล้วหลักของกสิณไฟก็คือ การนำภาพดวงไฟมาไว้ในใจให้ได้ คือต้องให้ไฟแดงๆ ที่ลุกไหม้อะไรก็แล้วแต่ กลายมาเป็นดวงในใจเราให้ได้ ซึ่งตั้งแต่โบราณมาครูบาอาจารย์ที่จะฝึกกสิณไฟอย่างถูกต้อง มักใช้ไม้ชนิดหนึ่ง ที่พอเผาไฟแล้วจะเป็นสีเหลือง ไม่แดงจนแสบตาเกินไป และมีฉากกั้นกองไฟกับตัวเราไว้ แล้วเวลาเรามอง เราจะเห็นไฟเป็นดวงๆ แล้วนั่งเพ่งไฟดังกล่าว พร้อมกับบริกรรมว่า “เตโชๆ ๆ ๆ” จนใจสงบ

 ซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว ผู้ฝึกสามารถจุดเพียงเทียนก็ได้ แล้วให้จดจำเปลวเทียนนั้นให้ดี แล้วน้อมนำมาวางไว้ในความคิดของเรา แล้วขณะที่นั่งเพ่งกสิณก็ไม่จำเป็นต้องจุดเทียนทิ้งไว้ เดี๋ยวมันจะไหม้ห้องนอน หรือไหม้บ้านได้ แค่เพียงจุดแล้วจำลักษณะของดวงไฟให้ได้ อย่าไปคิดฟุ้งซ่านตามความไหวของเปลวไฟก็พอ ซึ่งเมื่อจำดวงไฟไว้ในใจของเราได้ ก็เป็นอันว่าสามารถทำให้ใจของเราเพ่งในดวงไฟในใจของเราได้

 – กสิณน้ำ : นำน้ำใส่ขัน ขันควรเป็นสีขาว หรือเป็นขันเงิน จะได้เห็นน้ำชัดเจน เพ่งน้ำไปจนกระทั่งเห็นภาพน้ำติดตา ตั้งแต่โบราณมาครูบาอาจารย์มักบริกรรมว่า “อาโปๆๆๆ”

 – กสิณแสงสว่าง มักใช้การเพ่งดูหลอดไฟที่แสงไม่แสบตาก็ได้ หรือเพ่งแสงจากท้องฟ้า พระอาทิตย์ตอนเย็น หรือพระจันทร์ หรือเพ่งลูกแก้วก็ได้ทั้งนั้น

 – กสิณลม : ให้ดูลมที่พัดยอดไม้ หรือใบไม้ปลิว หากฝึกในห้อง ให้หากระดาษมากรีดเป็นริ้วๆ แล้ววางกระดาษไว้ให้พัดลมพัด หรือสังเกตผ้าที่โดนพัดลมพัดก็ได้ กสิณลมนี้ต้องจ้องดีๆ เพราะเราจะมองไม่เห็นลม แต่จะมองเห็นสิ่งที่ลมพัดแทน เวลาฝึกบริกรรมว่า “วาโยๆๆๆ” จนกว่าภาพลมจะติดตา ซึ่งกสิณลมฝึกได้ยากกว่ากสิณชนิดอื่นมาก

 – กสิณสี : ใช้วงกลมสีอะไรก็ได้จากที่กล่าวไปแล้วมาเพ่ง ซึ่งสามารถซื้อได้ตามร้านหนังสือ หรือร้านเครื่องเขียนทั่วไป แต่อย่าเพ่งจนแสบตา ควรเพ่งพอจับภาพได้แล้วหลับตาเพ่งต่อในใจก็พอ

การพิจารณากาย

การพิจารณากายสามารถแก้เรื่องความรักที่ไม่สมหวังได้ดีมากวิธีหนึ่ง ทำให้รู้ว่าทั้งเราทั้งเขามีความไม่เที่ยง ล้วนต้องแก่เจ็บดายไปด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น จะมัวมาหลงยึดติดกันไปให้เจ็บปวดยาวนานทำไม ความรักนั้นไม่ยั่งยืน ไม่แท้จริง ไม่เร็วก็ช้าที่ต้องจากกัน ถึงไม่จากกันวันนี้ วันหน้าก็ต้องจากกันอยู่ดี การที่เรายึดติดเพราะความฉาบฉวยของผิวกาย หากเราไม่ยึดติดกายแล้ว ความเจ็บปวดในความรักก็จะหายไปได้เช่นกัน

ดังนั้นเราจึงควรฝึกการพิจารณากายไว้ให้มากๆ ซึ่งหลักการพิจารณากายคือ การใช้จินตนาการมองเข้าไปหาความจริงในร่างกายของเรา นั้นก็คืออวัยวะน้อยใหญ่ ทั้งตับไต ไส้พุง ปอด ตับ ม้าม หัวใจ ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ กระเพาะปัสสาวะ ฯลฯ และมีหนังหุ้มกายอยู่ ซึ่งการพิจารณากายไม่ใช่ของง่ายๆ เลย หลวงปู่มั่นท่านเคยเทศน์สอนว่า การพิจารณากายต้องอาศัยความวิริยะ อุตสาหะเป็นอย่างมาก อย่าเกลียดคร้าน ซึ่งหากทำสำเร็จก็จะพ้นจากความยึดมั่นถือมั่นความเป็นตัวเราของเราได้

ซึ่งในกรณีที่เราอยากหายเจ็บปวดเรื่องความรักที่ไม่สมหวัง อาจจะไม่ถึงกับต้องพิจารณาอย่างกับท่านที่ต้องกรบรรลุนิพพานก็ได้ เพียงแต่พิจารณาพอให้คลายความปักใจในร่างกาย ในรูปร่าง แค่นั้นก็พอแล้วครับ เพื่อจะได้ตระหนักรู้ความจริงว่า ถึงเสียใจไปก็ไม่ได้อะไรเลย สิ่งที่เรายึดมั่นไว้ ไม่มีใครไปจับมันไว้ได้อยู่แล้ว ล้วนแต่สลายตามกาลเวลาไป การพิจารณากาย ขอให้เริ่มดังนี้

– ควรนั่งขัดสมาธิมากกว่ายืนหรือนอน เพราะอาจใช้เวลานานสักหน่อย หากยืนอาจจะปวดเมื่อยขา และหากนอนก็อาจม่อยหลับไป ควรนั่งดีกว่า นั่งขัดสมาธิ วางเท้า วางมือให้สบาย หลังตรง หากไม่มีอาการปวดหลังจริงๆ ก็ไม่ควรนั่งพิง เพราะจะทำให้หลับได้ง่าย

– เริ่มจาก นึกถึงสิ่งที่มองเห็นได้ชัดในร่างกาย เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ลองคิดดูว่าสิ่งเหล่านี้ ไม่เที่ยง ต้องทำความสะอาดอยู่เสมอ เพราะเป็นของไม่สะอาด หากหลุดจากร่างกายตกใส่อาหาร ก็ต้องเทอาหารทิ้งไป ทั้งๆ ที่มาจากร่างกายเราแท้ๆ ร่างกายเราจึงเป็นของไม่สะอาด แม้แต่เสื้อผ้า เวลาวางไว้เฉยๆ ก็สะอาดดี แต่ถ้าเราเอามาสวมใส่ร่างกาย กลับเหม็น ต้องซักต้องล้าง แม้แต่ร่างกายก็ต้องอาบน้ำทุกวัน จึงเป็นการเน้นย้ำว่าร่างกายเป็นของไม่สะอาด พร้อมที่จะสกปรก เหม็น และเน่าได้ทุกเมื่อ

– ต่อมานึกถึงอวัยวะที่เกาะติดกับร่างกายที่เห็นได้ง่าย เช่น หู ดวงตา นิ้ว จมูก ลิ้น แขน ขา สิ่งเหล่านี้ หากไม่ประกอบกับร่างกาย ถ้าหลุดออกมาเป็นชิ้นๆ พร้อมกับ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ที่พิจารณาไปก่อนหน้านี้ ก็เท่ากับร่างกายไม่มีอะไรเลย มีเพียงก้อนเนื้อ และของเหล่านี้ก็พร้อมจะแตก จะดับ จะหลุด จะกระจายได้ทุกเมื่อ หากเราไม่มีชีวิตอยู่

– นึกถึงอวัยวะภายในบริเวณลำตัวเป็นสำคัญ เป็นอวัยวะที่สำคัญมาก แต่เราไม่อยากคิดถึงมันมากที่สุด เพราะมันน่าเกลียด มีหัวใจ ตับ ไต ไส้ ม้าม ปอด กระเพาะปัสสาวะ มีน้ำเลือด มีน้ำหนอง มีน้ำเหลืองในร่างกาย ในหัวก็มีก้อนมันสมอง มีน้ำลาย มีน้ำมูก นี่คือตัวตนของเรา นี่คือตัวตนของคนที่เรารัก เวลาเรารักกัน ไม่มีใครนึกถึงของพวกนี้เลย ทั้งๆ ที่คนเรากอดกัน ก็เท่ากับกอดของเหล่านี้ด้วย กอดอุจจาระ ปัสสาวะในร่างกายคนด้วย

– นึกโครงกระดูกในร่างกายคน โครงกระดูกเป็นอวัยวะหลักในร่างกายคน เป็นแกนเคลื่อนไหวในร่างกาย ทุกครั้งที่เราเคลื่อนไหว เราเคลื่อนไหวกระดูกด้วยทั้งนั้น

– นึกแยกอวัยวะในร่างกายของเรา นึกแยกเท่าที่จะแยกได้ ให้นึกอย่างตั้งใจ เห็นภาพไม่ชัดเจนไม่เป็นไร ค่อยๆ นึกแยกไปทีละส่วน นึกกระจายไปให้ได้มากที่สุดเท่าที่เราจะนึกออก อย่าคิดว่าเราคิดไปเอง แม้เป็นจินตนาการ แต่อวัยวะภายใน รวมถึงสิ่งที่เรากำลังนึกอยู่มีจริงทั้งนั้นในร่างกายของเรา

– นึกกระจัดกระจายอวัยวะภายในของเราให้มากๆ นึกให้ละเอียดเท่าที่เราจะสามารถทำได้ พอแยกกระจัดกระจายแล้ว ก็นึกให้อวัยวะเหล่านั้นประกอบเข้ามาเป็นเราอีกครั้ง ทำหลายๆ ครั้ง ซ้ำๆ ซากๆ จนนึกแยกให้ละเอียดชัดเจนที่สุด

– ระหว่างที่ฝึก หากเมื่อยล้า หรือนึกไม่ออก ก็นอนพักเสียก่อน และเราสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ เราอาจไปหาซื้อสมุดภาพเกี่ยวกับอวัยวะภายในมาดู จะได้ทำให้รู้ว่าภายในร่างกายของเรามีอะไรบ้าง หรืออาจจะหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตก็ได้ อย่ากลัว มันคือความจริงที่อยู่ในร่างกายของเรา

การฝึกเช่นนี้ ไม่มีจุดสิ้นสุด เราควรฝึกบ่อยๆ จะทำให้จิตใจสงบสุขเพราะยอมรับความจริงที่มีอยู่ ที่เป็นอยู่ได้ หากเราเห็นภาพความจริงในร่างกายเราชัดเจนมากแล้ว เราจะคลายความยึดมั่นในตัวตน เป็นวิธีหนึ่งที่จะทำให้เราไม่หลงรูป เวลาที่เราคบหาดูใจกับใครก็ตาม เราจะไม่หลงเพียงแค่รูปร่างหน้าตาของเขา และมองทะลุว่านิสัยของเขาเป็นคนเช่นไร ทำให้ไม่เจ็บปวดจากรักที่สมหวังอีกต่อไป

การฝึกสมาธิแบบเดินเคลื่อนไหว

ผู้เขียนไม่อยากใช้คำว่าเดินจงกรม เพราะผู้เขียนก็ไม่เคยฝึกการเดินจงกรมถูกต้องเช่นกัน แต่เคยฝึกการเดินอย่างมีสมาธิ หรือเคลื่อนไหวโดยจิตที่มีสมาธิ ซึ่งอาจเพิ่มเติมการเดินแกว่งมือไปด้วย เป็นการทำให้กระฉับกระเฉงมากขึ้น การเดินอย่างมีสมาธิ การฝึกเดินอย่างมีสมาธิ มีหลักง่ายๆ ดังนี้

– เดินอย่าเร็ว ไม่ใช่เฉพาะแต่การเดิน แต่การฝึกอะไรก็แล้วแต่ตั้งแต่เริ่มต้น ไม่ควรรีบเร่ง การรีบเดินอาจทำให้สะดุดล้มได้ และไม่รู้จะรีบไปทำไม อย่าลืมว่านี่คือการฝึกจิต โดยใช้ร่างกายเป็นเครื่องมือเท่านั้น เพราะร่างกายผูกติดกับจิตใจแยกกันไม่ติด จึงจำต้องฝึกกายไปด้วย แต่จำไว้ว่า เราเจ็บปวดที่จิตใจ โดยเฉพาะการไม่สมหวังในรัก เป็นการเจ็บปวดมากกว่าโดนมีดกรีด เพราะใจถูกทำร้ายโดยตรง ดังนั้นต้องแก้ที่ใจถึงจะหายขาด

– ก้าวเท้าอย่างมีสติ เอาสติไปจับเวลาก้าวเท้า หากแกว่งมือไปด้วย ก็เอาสติไปจับที่มือเวลาแกว่ง ค่อยๆ รู้เวลาเดิน เวลายกเท้า เวลาเท้าแตะพื้น เวลาร่างกายขยับ ลองเดินช้าๆ กลับไปกลับมาสัก 10 รอบ ระยะทางก็แล้วแต่สะดวก หากเดินในห้องก็ไม่เกิน 4 เมตร ส่วนหากเดินที่สวนสาธารณะ จะเดินเป็นระยะทางยาวๆ สัก 10 – 15 เมตรก็ได้

– ควรจะเดินกลับไปกลับมาจะดีกว่าเดินยาวๆ เป็นระยะหลายกิโลเมตร เพราะว่า เรากำลังฝึกสติ การเดินยาวๆ จะคล้ายกับการออกกำลังทางกายมากกว่าการฝึกจิตหรือฝึกสติ

– เวลาฝึกหายใจยาวๆ ไปด้วยก็ได้ อย่าเครียด บางท่านที่เคยฝึกสมาธิมาก่อน อาจเอาจิตไปจับไว้ที่ฐานใดๆ ฐานหนึ่งในร่างกาย หรือรักษาการนึกคิดแบบกสิณ หรือหายใจแบบอาณาปานสติไปด้วย ซึ่งอาจทำควบคู่ไปด้วยก็ได้ แต่การเคลื่อนไหว จะทำให้รักษาสมาธิเหล่านี้ หรือฝึกสมาธิเหล่านี้ยากมาก ทางที่ดีควรมาฝึกท่านั่งดีกว่า

– การเดินควรเน้นการรู้ตัวขณะเคลื่อนไหวของร่างกายจะดีที่สุด จะทำให้เรารู้และสัมผัสร่างกายได้ และระหว่างนั้นความคิดของเราจะผุดขึ้นมาเป็นระยะๆ ให้ปล่อยมันทิ้งซะ จินตนาการว่า ความคิดโผล่ขึ้นมา ให้สลัดมันตกทิ้งข้างทางทันที อย่าเก็บไว้

การฝึกสมาธิแบบเดินเคลื่อนไหว มีไว้สำหรับผ่อนคลายและสนับสนุนสมาธิแบบอื่นๆ ไม่ควรทำแต่สมาธิแบบการเดินเคลื่อนไหวแต่อย่างเดียว

สมาธิทางลัด

ผู้เขียนไม่รู้จะตั้งชื่อสมาธิแบบนี้อย่างไรดี สมาธิแบบนี้ บรรดาผู้ที่มีประสบการณ์ในการทำสมาธิจะรู้จักดี เป็นคล้ายๆ กับการจับอารมณ์ตอนเป็นสมาธิเลย คือไม่ต้องเริ่มต้นที่จุดเริ่มต้น ซึ่งครูบาอาจารย์ด้านสมาธิท่านจะทราบดีและจะทำได้จนชำนาญ ผู้เขียนเห็นว่าน่าสนใจ จึงเอามานำเสนอไว้ แต่ผู้เขียนจะเริ่มจากการเอาความง่วงนอนมาเป็นอารมณ์ เพราะหากคนเราง่วงนอนประสาทสัมผัสของคนเราจะช้าลง เพราะร่างกายจะเตรียมตัวปิดประตูแห่งการรับรู้เรื่องราวภายนอกอยู่แล้ว ซึ่งตรงนี้เป็นโอกาสที่ดีมาก

หากเราฉวยโอกาสนี้ได้ ทำให้จะหลับแต่ก็ไม่หลับ เป็นการกึ่งหลับกึ่งไม่หลับ จะเท่ากับเราพาจิตของเราตกอยู่ในภวังค์ครึ่งหนึ่งเลย ถ้าพูดเป็นภาษาวิทยาศาสตร์ก็คือสมองของเราจะอยู่ใน คลื่นอัลฟ่า (Alpha brainwave) สมองจะส่งสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหมุนรอบประมาณ 7 – 14 รอบต่อวินาที (Hz) จากเดิมในภาวะปกติที่เราตื่นตัวเต็มที่ สมองของเราเป็น คลื่นเบต้า (Beta brainwave) ซึ่งสมองจะส่งสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหมุนรอบสมอง ราวๆ 14 – 21 รอบต่อวินาที (Hz) ซึ่งคลื่นเบต้านี้เป็นคลื่นที่สมองวุ่นวาย ส่วนคลื่นอัลฟ่าเป็นคลื่นสมองยามสงบ

ส่วนถ้าเป็นทางพุทธศาสนา ผู้เขียนไม่มั่นใจว่าเปรียบเทียบถูกหรือไม่ แต่น่าจะเป็นการที่สมาธิตั้งต้นที่ อุปจารสมาธิ เลยทีเดียว ซึ่งหากควบคุมจิตใจได้ ก็จะทำให้เข้าสู่สภาวะที่สมองปล่อย คลื่นเธต้า(Theta brainwaves) คลื่นความถี่ของสมองจะเหลือเพียง 4 – 11 รอบต่อวินาที (Hz) หรือเป็น อัปปนาสมาธิ พร้อมที่จะเข้าสู่สภาวะ “ฌาน” ได้ไม่ยาก ซึ่งตามหลักวิทยาศาสตร์นั้น ช่วงนี้คลื่นสมองจะทำงานช้าลงมาก เรียกได้ว่า ไม่ใช่สภาวะปกติของคนที่จะประกอบกิจการงานตามปกติ ทำให้มีความสุขสบาย ลืมความทุกข์ ความกังวลจนหมดสิ้น ซึ่งผู้เขียนคิดว่าน่าจะเป็นภาวะ “ฌาน” ในพุทธศาสนานั่นเอง

การฝึกสมาธิทางลัดมีดังนี้

– ควรอาศัยตอนที่ร่างกายอยากหลับนอนมาช่วย ควรเตรียมตัวนอนหลับเหมือนปกติ คือ อาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาด กินอาหารให้เรียบร้อย ฯลฯ คือทำยังไงก็ได้ก่อนที่เราจะนอนหลับอย่างสบายใจ ซึ่งแต่ละคนไม่เหมือนกัน

– ควรตั้งใจให้ดีว่าเราจะนั่งสมาธิ ไม่ใช่หลับจริงๆ เพราะหากไม่ตั้งใจให้ดี เราอาจหลับได้ทุกเมื่อ วิธีนี้เสี่ยงต่อการนอนหลับไปเลยมากถึงมากที่สุด บางท่านพยายาม 10 ครั้ง อาจสำเร็จเพียงครั้งเดียวก็ได้ และคนที่เป็นโรคนอนไม่หลับ ควรฝึกสมาธิวิธีอื่นๆ หรืออกกำลังกายให้นอนหลับได้ตามปกติเสียก่อน เพราะวิธีนี้เป็นวิธีลัด จะเอาอารมณ์ก่อนหลับนิดเดียวมาส่งให้จิตอยู่ในสมาธิ

– อีกประการหนึ่งที่สามารถเลือกทำได้คือ หากไม่ต้องการทำก่อนนอน เราจะสามารถทำหลังตื่นนอนใหม่ๆ ก็ได้ เพราะหลังตื่นนอนใหม่ๆ เรามักจะงัวเงีย บางคนหากยังนอนไม่เต็มอิ่มก็ยังอยากจะนอนอีกแต่นอนไม่ได้แล้ว หรือบางคนยังมีอาการกึ่งหลับกึ่งตื่นอยู่ ซึ่งเราอาจใช้ช่วงเวลานี้มาฝึกก็ได้เหมือนกัน ซึ่งช่วงเวลาทั้งก่อนนอนและหลังนอน นับเป็นช่วงเวลาดีที่สุดในการนั่งสมาธิวิธีนี้ก็ว่าได้ ส่วนช่วงเวลาอื่นๆ ที่มีอาการเหนื่อยล้า หรือง่วงนอนก็สามารถนั่งสมาธิเช่นนี้ได้เช่นกัน

– เมื่อเตรียมพร้อมแล้ว รู้สึกง่วง หรือรู้สึกล้าเต็มที่แล้ว ให้นั่งขัดสมาธิ เมื่อฝึกใหม่ๆ อย่านั่งพิงอะไรทั้งนั้น เพราะจะเป็นการนั่งหลับไปเสีย หากมีอาการกังวลจะปวดเมื่อยตามร่างกาย ไม่ต้องห่วง วิธีนี้สมองเราจะเฉื่อยลงมากจนไม่รู้สึกเจ็บปวด เราจะนั่งได้นานหลายชั่วโมง และจิตเราจะนิ่งสงบลงจากปกติมาก

– นั่งหลับตาทั้งๆ ที่มีความรู้สึกง่วงนอนอยู่ ให้ตั้งสติดีๆ อย่าให้หลับลงอย่างเด็ดขาด นั่งหลังตรง คอตรง แรกๆ อาจหายใจยาวๆ ลึกๆ เป็นการเรียกสติตัวเอง แต่เมื่อจิตสงบนิ่งดีแล้ว เราจะรู้ตัวดีว่าเกิดอะไรขึ้นกับเรา คือเราจะมีสติทุกอย่าง แต่จิตเราจะนิ่งมาก อาจมีภาพความสับสนในความคิดโผล่ขึ้นมา แต่จะไม่มากมายเท่ากับเวลาปกติ

– เมื่อเกิดสภาวะนี้ขึ้นมา เราจะรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วมาก เราอาจนั่งหลายชั่วโมง แต่รู้สึกว่านั่งไม่นาน จิตเราจะนิ่งมากด้วย เหมือนเรากำลังหลับอยู่ แต่เรามีสติทุกอย่าง ได้ยินทุกเสียงที่เกิดขึ้น และเราสามารถขยับตัวได้ด้วย เป็นการขยับตัวในสภาวะที่คล้ายๆ จะหลับนั่นเอง ซึ่งถ้าหลับไปจริงๆ ก็จะขยับตัวไม่ได้

– สมาธิทางลัดเช่นนี้ จิตเราจะนิ่งขึ้นหรือไม่ หรือไม่คิดอะไรเลยหรือไม่ หรือจะเกิดภาพนิมิตต่อเช่นไร ขึ้นอยู่กับการฝึกฝนของเราแล้ว ช่วงแรกๆ เราอาจรำคาญที่จะหลับไปเลยก็ไม่หลับ และรู้สึกเหนื่อยล้า ซึ่งจริงแล้วๆ หากจิตเรานิ่งสงบ แม้มีสติรู้ตัวอยู่ แต่เราจะไม่รู้สึกเหนื่อย และเราจะไม่รำคาญต่อสิ่งภายนอกที่เรารู้สึกได้ด้วย หากเราเข้าสมาธิได้แล้ว ส่วนเรื่องอกหัก รับรองลืมไปเลยชั่วคราวอย่างแน่นอน

หลังจากที่ได้ฝึกสมาธิไปแล้ว เรามาดูประโยชน์ของการฝึกสมาธิแบบรวมๆ รวบยอดกันดีกว่า มีดังนี้

1. ทำให้มีบุคลิกหนักแน่น เข้มแข็ง ใจแข็ง

2. ได้ความสามารถพิเศษเหนือสามัญชน (ลองไปศึกษาเพิ่มเติมดูนะครับ พระท่านเรียกว่า “อภิญญา”)

3. จิตใจหายฟุ้งซ่าน

4. ข่มความเศร้าหมองได้ชั่วคราว (แก้อกหักได้นั่นเอง)

5. ข่มความเจ็บปวดทางกายได้ เห็นพวกทรงเจ้าเอาเหล็กแหลมทิ่มร่างกายตัวเองไหมครับ นั่นเป็นผลจากจิตมีสมาธิในระดับหนึ่ง

6. ใจเย็น มีความสงบ ไม่ฉุนเฉียวเกรี้ยวโกรธง่าย

7. มีความสุภาพ อ่อนโยน นิ่มนวล ท่าทีมีความเมตตากรุณา เห็นพระที่ท่านปฏิบัติสมาธิ หรือนักบวชที่จิตมีสมาธิแน่วแน่ไหมครับ ท่านจะดูเป็นคนใจดี น่าเพิ่งได้

8. จิตใจสดใส สดชื่น เบิกบาน

9. ดูมีสง่า องอาจ น่าเกรงขาม

10. มีความมั่นคงทางอารมณ์ หรือที่เรียกว่ามีอีคิวสูงนั่นเองครับ ข้อนี้สำคัญมากในการแก้ปัญหาอะไรก็ตาม ที่เกิดขึ้นในชีวิต

11. กระฉับกระเฉง ไม่เซื่องซึม คนที่ดูอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ไม่กระตือรือร้น มักเป็นพวกสมาธิสั้นครับ คนที่มีสมาธิดีๆ จะมีจิตใจที่พร้อมเผชิญเหตุการณ์ต่างๆ ได้

12. สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ฉับไว

13. มีจิตใจสบาย ไม่เครียด มีความสุข ผ่องใส

14. เป็นคนไม่ขี้กลัว หรือหายหวาดกลัวได้ง่าย หายกระวนกระวายโดยไม่จำเป็นได้

15. นอนหลับง่าย ไม่ฝันร้าย มักเป็นคนคุมตัวเองได้ สั่งตัวเองได้

16. กระฉับกระเฉง ว่องไว รู้จักเลือกและตัดสินใจเหมาะแก่สถานการณ์

17. ดูอ่อนวัย ไม่ดูแก่เกินวัย

18. มีความแน่วแน่ในจุดหมาย มีความตั้งใจ มีความใฝ่ฝันที่จะประสบความสำเร็จสูง

19. มีสติสัมปชัญญะดี รู้เท่าทันเรื่องราว เหตุการณ์ต่างๆ และสามารถยับยั้งชั่งใจได้ดีเยี่ยม

20. ทำงานได้ดี ไม่พลาดง่าย หรือ ทำกิจกรรมอื่นๆ สำเร็จด้วยดี

21. เรียนหนังสือเก่ง สมองดี มีความจำดีเยี่ยม มีความเข้าใจ คิดวิเคราะห์ดี

22. มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงดี การฝึกสมาธิบางประเภท เช่นการควบคุมลมหายใจ จะช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรงดี เป็นการออกกำลังกายภายในอีกวิธีหนึ่ง

23. รักษาโรคบางอย่าง เช่น โรคเครียด โรคท้องผูก โรคความดันโลหิต โรคหืด หรือโรคจิตบางประเภท

24. ช่วยควบคุมความอยากได้ ตามความต้องการ ไม่ว่าจะอยากอะไรก็แล้วแต่

25. ช่วยควบคุมน้ำหนักที่มากเกิน จนทำให้เป็นโรคอ้วน หรือโรคร้ายอื่นๆ เช่น เบาหวาน มะเร็ง หัวใจ

และประโยชน์อื่นๆ อีกมากมาย

สมาธิดังที่ได้แนะนำไปแล้วนั้น แม้จะแก้ปัญหาการอกหักได้ แต่เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หรือเป็นการแก้ปัญหาชั่วอย่างไม่ถาวร เป็นการแก้ความปวดร้าวเป็นครั้งคราวเฉยๆ เปรียบเหมือนการกินยารักษาอาการป่วยของโรค แต่ตราบใดที่ร่างกายยังอ่อนแออยู่ โรคร้ายก็พร้อมที่จะกลับมาคุกคามได้ทุกเมื่อ ดังนั้นผู้เขียนขอให้ท่านฝึกสมาธิเพื่อให้ใจสงบ เพื่อให้ใจแข็งแกร่งเสียก่อน

 

ขอบคุณเรื่องราวดีๆ โดย ธ. ธรรมรักษ์ 😀

10 นิสัย “ตอนเช้า” ที่ทำให้คนที่ประสบความสำเร็จ ต่างจาก คนอื่น

คุณรู้หรือไม่ว่า อะไรที่ทำให้คนที่ประสบความสำเร็จนั้น มีความเครียดน้อย มีความสุข และทำงานได้มีประสิทธิภาพมากกว่าคนอื่นๆ? สาเหตุก็คือ พวกเขารู้ว่า อะไรบ้างคือเรื่องที่สำคัญสำหรับเขา โดยเฉพาะในเวลา “ตอนเช้า” ที่เขาตื่น สิ่งที่เขาทำสิ่งแรกไม่ใช่เช็คอีเมล์แต่เป็น “เวลา” ที่เขาให้กับตัวของเขาเอง และทำธุระส่วนตัวของเขาที่สำคัญก่อนอันอื่น วันนี้เราเลยเอา 10 นิสัย ตอนเช้า ที่ทำให้คนที่ประสบความสำเร็จ ต่างจากคนอื่น มาฝากกัน มีอะไรบ้างไปดูกันครับ

1. ตื่นเช้ามาก..
แน่นอนว่าทุกคนรู้ว่า “เวลา” มีค่ามากแค่ไหน เพราะฉะนั้น คนที่ประสบความสำเร็จ เขาจะเลือกตื่นเช้าสุดๆ บางคนตี5 บางคน ตี 4 ครึ่ง หรือจะตี 4 เลยก็มี เพราะนอกจากเขาจะมีเวลามากกว่าคนอื่นๆแล้ว เขายังมีโอกาสใช้เวลาตอนเช้าทำเรื่องของตัวเองก่อนที่จะทำงานอีกด้วย เพราะฉะนั้น ลองเริ่มตื่นเช้าขึ้นกว่าเดิมวันละ 15 นาทีไปเรื่อยๆ สิรับรอง คุณจะได้ใช้วันเวลาคุ้มแน่ๆ

2. ออกกำลังกายเผาผลาญแคลอรี่..
และนี่ไม่จำเป็นว่า จะต้องเป็นการออกกำลังกายหักโหม หรือเผาผลาญมากๆเท่านั้น เพียงการเล่นโยคะยืดเส้นสายก็ทำได้เช่นกัน และนี่คือสิ่งที่ Christies ซึ่งเป็น CEO ของ Steve Murphy ทำมาโดยตลอด เพราะการออกกำลังกายไม่ใช่แค่ทำให้สมองปลอดโปร่งสุขภาพดีเท่านั้น แต่มันยังให้คุณจัดการกับความเครียดได้ง่ายกว่าด้วย เพราะฉะนั้น หาเวลาออกกำลังกายเริ่มต้นจากวันละ 10-15 นาทีในตอนเช้า อาจจะเต้นแอโรบิค หรือวิ่งจอกกิ้งในบริเวณบ้านของคุณ แค่นี้ก็เป็นการเริ่มต้นที่ดีแล้ว

3. ชั่วโมงแห่งพลัง!..
แรงบันดาลใจและแรงกระตุ้นทำงานไปเรื่อยๆก็อาจจะหมดได้ เพราะฉะนั้นคุณจะต้องเติมมันอยู่เรื่อยๆ และนี่คือสิ่งที่คนที่ประสบความสำเร็จทำ ในตอนเช้าเขาจะอ่านหรือฟังบทความ หรือวิดีโอที่เสริมสร้างแรงบันดาลใจ หรือแรงกระตุ้นในการทำงานของเขานั่นเอง ลองใช้เวลาประมาณ 30 นาทีตอนเช้า อ่านหรือฟังเรื่องราวดีๆที่ให้กำลังใจคุณสิ ทั้งวันของคุณก็จะเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังเลยล่ะ!

4. จดบันทึกความรู้สึก “ขอบคุณ” ต่อสิ่งที่คุณได้รับ..
หลายๆ คนอาจจะรู้สึกว่าดูแปลกๆแต่ลองคิดใหม่! ความสุขไม่ได้มาจากการโหยหาสิ่งที่คุณยังไม่มี แต่มันคือการซาบซึ้งกับสิ่งที่คุณมีแล้วได้รับแล้วต่างหากล่ะ และนี่คือสิ่งที่คนที่สำเร็จเขาทำกัน เพื่อสร้างโลกในแง่บวก ให้ทั้งวันในการทำงานของเขานั้นมี “ความสุข” ในทุกๆ วันจด 1 สิ่งที่คุณรู้สึกขอบคุณเพราะคุณได้มันมา หรือสำเร็จแล้ว แม้เป็นเรื่องเล็กๆ ก็ตาม

5. ถามคำถามกับ “ตัวเอง”..
“ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิตคุณ คุณยังจะทำสิ่งที่คุณกำลังจะทำในวันนี้หรือไม่” คำถามนี้เป็นคำถามที่ยาก และถ้าคุณพบว่าคุณตอบว่า “ไม่” หลายครั้งเกินไปในหนึ่งสัปดาห์ คุณต้องเปลี่ยน แปลงอะไรซักอย่างแล้วล่ะ

6. ทำเรื่องที่ยากที่สุดก่อน..
ในตอนเช้าที่คุณมีพลังงานเต็มถัง มีสมองที่สดชื่น คุณนอนอิ่ม เพราะฉะนั้น การทำงานที่ยากที่สุดก่อน คุณจะมีโอกาสที่จะทำมันสำเร็จลุล่วงได้ง่ายกว่า ในทุกวัน เลือกงานที่ยากที่สุดเพียง 1 อย่าง แล้วทำมันให้เสร็จก่อนที่คุณจะทานข้าวเช้าเสียด้วยซ้ำ

7. พูดคุยกับคนที่คุณรัก..
ไม่ว่างานของคุณจะยุ่งแค่ไหน อย่าลืมใส่ใจคนที่คุณรัก ในตอนเช้าคือเวลาที่ดีในการพูดคุยถามไถ่กับคนที่คุณรัก อาจจะคุยถึงแผนการวันนี้ของแฟนคุณ หรือลูกคุณว่าจะทำอะไรบ้าง บางทีคุณอาจจะตั้งไว้ 1 วันต่ออาทิตย์ที่คุณจะ ออกไปทานข้าวเช้าในร้านใกล้บ้าน และนี่จะทำให้ความสัมพันธ์ของคุณกับคนรักอยู่ยืดแน่นอน

8. วางแผนงานและกลยุทธ์..
ถ้าคุณไม่ใช้เวลาเพียงเล็กน้อย วางแผนในหัวว่า วันนี้คุณจะทำอะไรบ้าง คุณจะไม่รู้เลยว่า คุณจะเดินไปถูกทางหรือไม่ คุณจะสำเร็จเป้าหมายระยะสั้นที่คุณตั้งไว้หรือไม่ เพราะฉะนั้น ลองใช้เวลาราว 10 นาทีวางแผนดู มันจะทำให้คุณควบคุมเวลาในหนึ่งวันของคุณได้ดีขึ้น เชื่อสิ!

9. นั่งสมาธิ เคลียร์หัวให้โล่ง..
ทำใจให้สงบ ให้ความเงียบและสันติจากภายในเกิดขึ้น ใช้เวลาไม่กี่นาทีในการนั่งสมาธิหรือสวดมนต์ วิธีนี้จะช่วยคุณรับมือกับความเครียดที่มีอยู่ หรือกำลังจะมีในแต่ละวันได้ดี จำไว้ว่า 90% ของโรคต่างๆ เกิดจากความเครียด เพราะฉะนั้น หยุดซักนิดแล้วตั้งมั่นที่ลมหายใจของคุณ นั่งสมาธิแล้วทุกอย่างจะดีขึ้น

10. กอดลูกๆ ของคุณ..
นี่คือข้อสำหรับคนที่มีลูก มีครอบครัว อย่าให้คุณต้องกลายเป็นพ่อแม่ที่ทำงานหนักจนจำวันเกิดลูกของตัวเองไม่ได้!ในตอนเช้า ช่วยลูกคุณจัดการตัวเองก่อนไปโรงเรียน เรื่องแต่งตัว อาหารเช้า และกอดเขาก่อนส่งไปโรงเรียน นี่จะเป็นการสร้างสายใยในครอบครัวของคุณได้ดีมากๆ เลยทีเดียว

cr : kiitdoo.com

จงเรียนรู้ที่จะเดินลำพัง เพราะไม่มีใครเดินเคียงคู่คุณไปตลอด

เพราะไม่มีใครเดินเคียงคู่คุณไปตลอด

1. หนทางของชีวิตนั้นยาวไกล จงเรียนรู้ที่จะเดินลำพังบ้าง เผื่อวันใดที่คนอื่นไม่ได้สนใจคุณเหมือนเดิม ก็ไม่ต้องเสียใจ เพราะทุกคนต่างมีเส้นทางของชีวิตที่ต้องเดินเหมือนกัน ไม่มีใครเดินเคียงคู่คุณไปจนถึงหลายทาง อย่าให้ใครคนใดคนหนึ่งหรือเรื่องราวใดเรื่องราวหนึ่งกลายเป็นทั้งหมดในชีวิตคุณ

2. ความซาบซึ้งทดแทนความผูกพันไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นไคร เพื่อนหรือคนแปลกหน้า คุณต้องเรียนรู้ที่จะยิ้มแม้ในใจจะร่ำไห้สะอื้นสักเพียงใด เพราะมนุษย์ทุกคนต่างมีความเห็นแก่ตัว จึงอย่าไปคาดหวังว่าจะมีใครดีต่อคุณโดยปราศจากเงื่อนไข หากใครคนหนึ่งไม่มีค่าเพียงพอให้คุณถนอม ก็ต้องฝึกปล่อย ฝึกวาง ฝึกทิ้ง

3. กำแน่นเท่าใดก็สูญเสียมากเท่านั้น เหมือนกับการกำทรายนั่นแหละ ยิ่งคุณกำแน่นทรายก็ร่วงออกจากมือมากเท่านั้น ที่ควรถนอมจงรู้ถนอม เพราะเมื่อใดที่คุณสูญเสียไป สิ่งนั้น คนนั้น อาจเป็นสิ่งที่มีค่าที่ทำให้คุณเจ็บปวดและเสียใจที่สุดก็เป็นได้ เมื่อใดที่รู้สึกสิ้นหวัง หากอยากร้องไห้ก็ร้องออกมาเถอะ แต่เมื่อร้องจนหนำใจแล้วก็ต้องลุกขึ้นยืนหยัดอีกครั้งให้ได้

4. อย่าเลือกคบคนที่รูปร่างหน้าตา จงเรียนรู้ที่จะชื่นชมคนที่ความสามารถ และหากคุณคิดว่าตัวเองสู้คนอื่นเขาไม่ได้ อย่าได้น้อยเนื้อต่ำใจ เพราะคุณก็เป็นคนธรรมดาเหมือนคนอื่นทั่วๆไป

5. พ่อแม่คือคนที่รักและปรารถนาดีต่อคุณมากที่สุด อย่าคิดถึงท่านเฉพาะตอนไม่มีเงิน อย่าคิดว่าในสายตาพ่อแม่คุณยังเป็นเด็กอยู่ตลอดเวลา อันนี้ก็ถูก(ถูกในมุมของพ่อแม่) แต่ไม่สงสารพ่อแม่เหรอ ที่มีลูกไม่รู้จักโตสักที..

6. ไม่มีอะไรเหมือนเดิม เพราะทุกสิ่งเปลี่ยนไปทุกเวลานาที..อย่าเอาวิธีการเก่าๆมาแก้ไขปัญหา..คนสองคนรักกัน อาจไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอดเวลา อย่าเอาแต่พร่ำเพ้อ อย่าเอาแต่เรียกร้อง เพราะสิ่งนี้อาจเป็นชนวนที่ทำให้คนสองคนยิ่งมากยิ่งห่าง ยิ่งมายิ่งกลายเป็นคนแปลกหน้า

 

ขอบคุณเรื่องราวดีๆ โดย นุสนธิ์บุคส์ 😀

เผย 6 ราศี รวยผิดหูผิดตา จากคนไม่เคยมี ชะตาพลิก กลับมีมากกว่าคนอื่น แม่นจนขนลุก

รวยจนเพื่อนฝูงจำไม่ได้!! เปิดชัด “6 ราศี” รวยผิดหูผิดตา จากคนไม่เคยมี ชะตาพลิก กลับมีมากกว่าคนอื่น แม่นจนขนลุก รีบเช็กด่วน

อันดับ 6 ราศีมังกร (เกิดระหว่างวันที่ 16 มกราคม -15 กุมภาพันธ์)

ในช่วงต้นปีที่ผ่านมานั้น ดูเหมือนว่าคุณมีหนี้มีสินเต็มไปหมด หลายสิ่งหลายอย่างเกิดจากการกระทำของคุณเองทั้งนั้น ทั้งในเรื่องอยากได้อยากมีเหมือนคนอื่น จนกลายเป็นหนี้สินตามตัวจนในที่สุด แต่บอกเลยว่า ฟ้าเปลี่ยน ดวงเปลี่ยนหมดแล้ว นับจากวันนี้ไป บุญวาสนาที่เคยได้ทำไว จะส่งผลให้ชีวิตคุณดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หนี้สินจะคลาย จากคนที่มีศัตรู ก็จะกลายเป็นมิตรในที่สุด อ่านแล้วดี แนะนำให้แชร์เก็บไว้ ขอให้สงหวังดั่งคำทำนานด้วยเทอญ สาธุ

 

อันดับ 5 ราศีกุมภ์ (เกิดระหว่างวันที่ 16 กุมภาพันธ์ -15 มีนาคม)

สำหรับผู้ที่เกิดราศีกุมภ์นี้ ขอบอกไว้ก่อนเลยว่า ช่วงครึ่งปีที่ผ่านมานั้น ดูเหมือนว่าการงาน การเงินดูไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไหร่ มีน้อยใช้มาก เป็นแบบนี้เรื่อยไปทั้งครึ่งปีแรก ทำให้เป็นหนี้เป็นสินตลอดอยู่เรื่อยมา บอกไว้เลยนะ กรรมที่เกิดขึ้น เป็นกรรมเก่าที่ได้ร่วมทำกันมากับคู่ของคุณ ตั้งแต่ชาติปางก่อน หลังผ่าน 7 วันนี้ไป ชีวิตจะเปลี่ยนไปตลอดกาล จะมีโชคมีลาภจากสลาก จากตัวเลข มีเกณฑ์ถูกรางวัลใหญ่ก็เป็นได้ ใครมีหนี้มีสิน จะได้ปลดหนี้ในเร็ววันนี้แน่นอน ใครที่มีศัตรูที่คิดร้ายอยู่ตลอด เขาคนนั้นก็จะกลับเข้ามาเป็นมิตรที่ดีในชีวิตคุณตลอดกาล อ่านแล้วดี แนะนำให้แชร์เก็บไว้ ขอให้สงหวังดั่งคำทำนานด้วยเทอญ สาธุ

อันดับ 4 ราศีเมษ (เกิดระหว่างวันที่ 16 เมษายน-15 พฤษภาคม)

สำหรับผู้ที่เกิดราศีเมษนั้น ช่วงที่ผ่านครึ่งมีแรกเป็นช่วงเวลาที่ดีพอสมควรเลยนะ แต่อาจมีปัญหาเรื่องเพื่อนบ้างเป็นบางครั้ง การเงินไม่ลงตัวสักเท่าไหร่ เพื่อนที่เคยรู้จักเริ่มเปลี่ยนไปเพราะคำว่าเงินคำเดียวเท่านั้น จนในที่สุดก็จะเสียเพื่อนคนนั้นไป ที่กล่าวมาเป็นดวงของครึ่งปีแรก ซึ่งมันผ่านพ้นไปเรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้ อีกครึ่งปีหลัง ขอบอกเลยว่า เป็นช่วงนาทีทองของคุณเลยก็ว่าได้ หยิบจับอะไรดีไปหมด การเงิน การงานรุ่งพุ่งแรงจริงๆ ปีหน้ามีเกณฑ์ได้บ้านหลังใหญ่อย่างแน่นอน อ่านแล้วดี แนะนำให้แชร์เก็บไว้ ขอให้สงหวังดั่งคำทำนานด้วยเทอญ สาธุ

อันดับ 3 ราศีกรกฎ (เกิดระหว่างวันที่ 16 กรกฎาคม -15 สิงหาคม)

สำหรับผู้ที่เกิดในวันดังกล่าวนี้ ในช่วงครึ่งปีแรกนั้น ช่วงชีวิตคุณดูเหมือนว่าจะติดปัญหาเรื่องเงิน การกู้หนี้ยืมสินอยู่เรื่อยมา หยิบจับอะไรไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จสักเท่าไหร่ แต่ไม่ต้องกลัว หลังจากนี้ไปอีก 7 วัน ดวงจะเปลี่ยนไปอย่างน่าประหลาดใจ ดวงที่จะกล่าวนี้เป็นกรรมดี ที่จะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ดวงมีเกณฑ์ถูกสลากรางวัลใหญ่ๆ ที่สามารถปลดหนี้สินไปตลอดกาลได้เลย สำหรับเรื่องความรักนั้น จะไปได้สวยในช่วงต้นเดือนหน้า คุณต้องให้เวลา ให้ความสำคัญกับคู่รักคุณให้มากขึ้นกว่านี้ เพรานี่คือชีวิตคู่ของคุณ ถ้าขาดคนๆนี้ไป บุญวาสนาที่ทำร่วมกันมา บอกเลยว่า ไม่เกื้อหนุนคุณ แนะนำให้ว่า ต้องแบ่งเวลาให้คู่รักของคุณมากกว่านี้ แล้วชีวิตจะเจริญรุ่งเรื่องทั้งคู่ อ่านแล้วดี แนะนำให้แชร์เก็บไว้ ขอให้สงหวังดั่งคำทำนานด้วยเทอญ สาธุ

อันดับ 2 ราศีสิงห์ (เกิดระหว่างวันที่ 16 สิงหาคม -15 กันยายน)

สำหรับผู้ที่เกิดในราศีสิงห์นี้ ช่วงครึ่งปีที่ผ่านมานั้น คุณมักจะติดปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายในบ้านอยู่เรื่อยไป เงินชนเดือนตลอดที่ผ่านมา ดูเหมือนว่ามีมาก ใช้มาก เป็นคนที่ไม่ค่อยคิดเรื่องการวางแผนทางการเงินสักเท่าไหร่ หลังจากนี้ไป 7 วันคุณจะได้โชคจากตัวเลข จะมีเพื่อนร่วมงานนำมาให้เป็นรางวัลใหญ่ จะกล่าวต่อไปนี้ เป็นโชคชะตาของช่วงครึ่งปีหลัง ชีวิตจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากคนไม่เคยมี จะมีแบบไม่น่าเชื่อ ชีิวิตดีขึ้น มีคนนับน่าถือตา น่าอิจฉาคนที่เกิดวันนี้จริงๆ บอกเลยว่า ดวงการเงินในปีหน้านี้ หากคุณได้ทำธุรกิจเป็นของตัวเอง คุณจะรวยเร็วมาก เพราะเป็นช่วงโชคชะตาของคนรวยมาเกิด อ่านแล้วดี แนะนำให้แชร์เก็บไว้ ขอให้สงหวังดั่งคำทำนานด้วยเทอญ สาธุ

 

อันดับ 1 ราศีธนู (เกิดระหว่างวันที่ 16 ธันวาคม -15 มกราคม)

สำหรับผู้ที่เกิดในราศีธนูนี้ กล่าวถึงช่วงเวลาครึ่งปีแรกที่ผ่านมานั้น ดวงตกอย่างเห็นได้ชัด หลายสิ่งหลายอย่างไม่ได้ดั่งที่คิดสักเท่าไหร่ การเงินในช่วงเดือนที่ผ่านมาก็แย่ เดือนชนเดือนเลย สำหรับดวงชะตาที่จะกล่าวต่อไปนี้นั้น เป็นช่วงดวงชะตาที่จะเกิดขึ้นในครึ่งปีหลัง หลังดาวเคราะห์ย้ายออกไปแล้ว จะไม่หวนหลับมาอีกแล้ว ต่อจากนี้ ชีวิตจะดีขึ้นเป็นไหนๆ หลายสิ่งจะดีขึ้นแบบไม่น่าเชื่อจริงๆ มีเกณฑ์ที่จะถูกสลากรางวัลใหญๆ ในปีนี้อย่างแน่นอน แนะนำว่าก่อนสิ้นเดือนก็ซื้อๆเก็บไว้ใต้หมอนนะ ดวงกำลังมา อ่านแล้วดี แนะนำให้แชร์เก็บไว้ ขอให้สงหวังดั่งคำทำนานด้วยเทอญ สาธุ

ขอบคุณข้อมูล : postsod

ขอบคุณภาพ : sabsabonline,Vecteezy