ข้อคิดดีๆ 6 ข้อ คนเราต่างกันแค่เพียงนิดเดียว แต่ความสำเร็จเลยต่างกันเยอะเลย…!!

ข้อคิดดีๆ 6 ข้อ คนเราต่างกันแค่เพียงนิดเดียว แต่ความสำเร็จเลยต่างกันเยอะเลย…!!

“อย่ารอให้เก่งแล้วค่อยลงมือทำ เพราะคนเราลงมือทำแล้วจึงเก่ง อะไรก็ยากหากไม่ลงมือทำ”

มีคนกล่าวไว้ว่า “แท้จริงแล้วคนเราต่างกันแค่เพียงนิดเดียว”

1. คุณนอนอู้อยู่บนเตียง เขากำลังออกกำลังกายอยู่
ดังนั้นเขามีสุขภาพดีกว่าคุณ

2. คุณทำงานไปวันๆ เขาตั้งใจทำงาน
ดังนั้นเขากลายเป็นหัวหน้าของคุณ

3. คุณกำลังทำโครงการวันนี้ให้เสร็จ เขากำลังวางแผนโครงการของปีหน้า
ดังนั้นเขาจึงสามารถครอบครองโอกาสมากกว่าคุณ

4. คุณกำลังหาข้ออ้าง เขากำลังแก้ไขปัญหา
ดังนั้นธุรกิจการงานของเขาประสบความสำเร็จมากกว่าคุณ

5. คุณเพลินกับการใช้จ่าย เขากำลังบริหารทรัพย์สิน
ดังนั้นเขาสมบูรณ์มั่งคั่งมากกว่าคุณ

6. คุณกำลังคิดถึงผลประโยชน์ของตัวเอง เขากำลังคิดและพิจารณาถึงผลประโยชน์ของอีกฝ่ายหนึ่ง
ดังนั้นเขาจึงมีความสัมพันที่ดีกับผู้คนมากกว่าคุณ

ความสำเร็จไม่มีปาฏิหาริย์ มีเพียงแค่ลู่ทาง และ การลงมือทำอย่างต่อเนื่องแบบไม่หยุดเท่านั้น

————

การเอาชนะใครสักคน…!!!

ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว คนรัก เพื่อนฝูง เพื่อนร่วมงาน

ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆทั้งสิ้น

ชนะได้ก็จริง แต่ยิ่งจะสร้างรอยร้าวให้กับคนที่เรารักมากกว่า

– ชนะใครก็ไม่สู้ชนะใจตนเอง –

เถียงชนะลูกค้า ชนะแล้ว ลูกค้าก็น้อยลง

เถียงชนะเพื่อน เพื่อนน้อยลงสามัคคีก็หดหาย

เถียงชนะเจ้านาย ก็ไม่ก้าวหน้าในหน้าที่การงาน

เถียงชนะญาติ ความเป็นญาติพี่น้องก็จางหาย

เถียงชนะคนรัก ความรักก็จืดจาง

เถียงชนะใคร ชนะคือแพ้ สู้ชนะตัวเองไม่ได้

ชนะตัวเองถึงจะเป็นผู้ชนะที่แท้จริง

” ตื่ น เ สี ย ที เ ถ อ ะ ” อ่านจบชีวิตเปลี่ยน (เพื่อชีวิตที่ดีกว่าเดิม)

○ ตื่ น เ สี ย ที เ ถ อ ะ ○
.

คนที่สวยไม่แน่เสมอไปว่า

ครอบครัวจะมีความสุข

คนที่ครอบครัวมีความสุขไม่เสมอไปว่า

กิจการงานจะใหญ่โต

คนที่กิจการงานใหญ่โตไม่เสมอไปว่า

จะมีความสุขและมีอิสระในชีวิต

การดำเนินชีวิตของคนเรามีทั้งด้านทุกข์และด้านสุข

อย่ามัวแต่เปรียบเทียบหรืออิจฉาใครๆ

หัวใจเราดวงนิดเดียว เปรียบเทียบมากไป จะเหนื่อยเปล่า


.

ที่คุณเป็นทุกข์ก็เพราะคุณใส่ใจมากเกินไป

อันนั้นก็จะคุม อันนี้ก็จะกัก

ชีวิตคนเราไม่มีใครสมหวังในทุกสิ่ง

มีได้ก็ต้องมีเสีย มีพบก็ต้องมีจาก มีรักก็ต้องมีเลิก ฯลฯ

ไม่มีใครราบรื่นไปตลอดชาติ
.

เราจะได้พบเจอกันผู้คนมากมายในชีวิต

บางคน .. ก้าวเข้ามาเป็นเพื่อน

บางคน .. ก้าวเข้ามาเป็นแฟน

บางคน .. ก้าวเข้ามาเป็นคู่ชีวิต

บางคน .. ก้าวเข้ามาเป็นคู่แข่ง

บางคน .. ก้าวเข้ามาเป็นศัตรู

บางคน .. ก้าวเข้ามาแล้วก็ผ่านไปดั่งคนแปลกหน้า

คนบนโลกมีตั้งมากมายมหาศาล

เจอคนที่ทำให้ผิดหวังแค่สองสามคน

จะไปสนจะไปแคร์ทำไม

เพราะยังมีคนดีๆ รอให้เราพบรอให้เราเจออีกตั้งมากมาย

.
เรามักหลงเชื่อว่า .. ยังมีเวลาอีกมาก

แต่บางเวลา แค่คลาดก็พลาดไปทั้งชีวิต

เรามักจะกังวลว่า .. ครั้งต่อไปจะทำยังไง

วันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

แต่เราคิดบ้างหรือไม่ว่า ..

ครั้งต่อไปและวันข้างหน้าจะยังมีลมหายใจอยู่

ฉะนั้น วันนี้ เวลานี้ ตอนนี้คุณกำลังทำอะไร

จงทุ่มเทใจทำให้เต็มที่

เรามักจะให้ความสำคัญกับสิ่งที่ไม่มีในครอบครอง

เพราะอยากได้แต่ไม่อาจได้ จึงคิดว่าสิ่งนั้นต้องล้ำค่า

แต่พอได้ครอบครองจริงๆ อาจไม่รู้สึกถึงความล้ำค่านั้น

และมันก็ไม่ได้ดีไปกว่าในสิ่งที่มีอยู่ในขณะนี้เลย

มนุษย์หนอมนุษย์ แค่รู้พอใจ .. ก็ได้ความสุข
.

เรามักจะปากไวชอบพูดอะไรที่มันจะเจ็บทะลุหัวใจฝ่ายตรงข้าม

พอวันหนึ่งได้คิดก็ละอายใจ คิดเอาเองว่า ..

คำขอโทษจะช่วยสมานให้เขาเหล่านั้นกลับคืนมาดีกันดังเดิม

ซึ่งมันไม่ง่ายอย่างที่คิด

คำพูดของคนเราเหมือนดาบแหลมคม

ที่คอยเสียดแทงให้ผู้คนกระอักเลือดแบบไม่เห็นแผล

แต่ขอให้จำไว้ ยามใดที่คุณจะชักดาบเล่มนี้ออกมาใช้เมื่อไหร่

แผลที่บาดลึกลงกลางใจ มันยากแก่การเยียวยา

Cr. นุสนธิ์บุคส์

www.facebook.com/NusonBooks

18 สิ่งที่ควรทำ เมื่อคุณรักใครสักคน

เมื่อคุณรักใครสักคน สิ่งที่ควรทำ 18 ข้อนี้

ความรักเป็นบทเรียนดีๆ ที่ไม่อาจเข้าใจได้ถ่องแท้ ถ้าไม่ได้สัมผัสด้วยตนเอง ความรักทำให้เราเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ทำให้เราเข้าใจอะไรๆ มากขึ้น ความรักทำให้เราเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ นี่คือสิ่งที่เราได้เรียนรู้…จากการที่เราได้ รัก ใครสักคน คุณเคยรักใครสักคนหรือยัง ?

1. การที่เราจะรักใครสักคน
ไม่จำเป็นต้องหาเหตุผลว่าทำไมเราจึงไปรักเขาได้ แต่ให้รู้ไว้ว่าทุกวันนี้เรารักเขาและต้องรักให้ดีที่สุดก็พอ

2. การที่เราจะรักใครสักคน
ไม่ต้องสนว่าหนทางข้างหน้าจะมีอุปสรรคมากมายแค่ไหน แต่ควรนึกขอบคุณโชคชะตาที่สร้างให้มีอุปสรรค เพื่อให้เราทั้งสองได้ร่วมฟันฝ่าไปด้วยกัน

3. การที่เราจะรักใครสักคน
ไม่ต้องไปเสียเวลาคิดว่าเขาทำอะไรเพื่อเราบ้าง แต่ให้มานั่งถามตัวเองดูว่า วันนี้เราทำอะไร เพื่อคนที่เรารักแล้วหรือยัง

4. การที่เราจะรักใครสักคน
ไม่ต้องไปมัวระแวงว่าเขาจะไปมีใครนอกเหนือจากเรา แต่ควรระวังใจของตัวเองให้เข้มแข็งพอ ที่จะไม่รับใครเข้ามาในใจอีก

5. การที่เราจะรักใครสักคน
ไม่ต้องไปขุดคุ้ยเรื่องราวในอดีตของเขาว่าเขาเคยมีใครยังไง แต่ให้คิดไว้ว่าทุกวันนี้มีเขาและเราอยู่ด้วยกันอดีต…ถึงอย่างไรก็คืออดีต

6. การที่เราจะรักใครสักคน
ไม่ควรพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเขา แต่ควรพยายามปรับตัวเองให้เข้ากับเขาจะดีกว่า

7. การที่เราจะรักใครสักคน
เมื่อทะเลาะกัน คำว่าแพ้หรือชนะก็ไม่สำคัญ เราจึงยอมให้เขาเป็นฝ่ายชนะเสมอ ถ้าทำให้เขาสบายใจ

8. การที่เราจะรักใครสักคน
ไม่ควรหูเบา เพราะอาจทำลายความสัมพันธ์ ระหว่างเรากับคนที่เรารักได้

9. การที่เราจะรักใครสักคน
ไม่ใช่การสัมผัสกันด้วยร่างกาย แต่เป็นการสัมผัสกันด้วยหัวใจต่างหาก

10. การที่เราจะรักใครสักคน
ไม่จำเป็นต้องบอกรักกันทุกวัน เพราะการที่เราคอยห่วงใย กันอยู่เสมอๆ ก็สามารถทดแทนคำว่ารักได้ดี แม้สักล้านคำ

11. การที่เราจะรักใครสักคน
ไม่เกี่ยวกับสิ่งของนอกกายใดๆ เลย เพราะความรัก ไม่สามารถซื้อได้ด้วยเงิน หรือแลกมาด้วยทรัพย์สิน

12. การที่เราจะรักใครสักคน
ไม่ต้องคอยนับว่าเขามีข้อเสียมากมายสักกี่ข้อ เพราะข้อดีของเขาก็มีมากพอที่จะทำให้เราลืม ข้อเสียทั้งหมดของเขาได้

13. การที่เราจะรักใครสักคน
ไม่จำเป็นต้องตัวติดกันตลอดเวลา แค่เรามีเขาอยู่ในใจทุกนาทีก็พอ

14. การที่เราจะรักใครสักคน
เมื่อเห็นเขาเสียใจ ไม่ต้องรอจนกระทั่งเขาเสียน้ำตา แล้วค่อยเข้าไปปลอบใจ แต่ควรรีบเข้าไปแบ่งเบาความทุกข์ ของเขาเสียตั้งแต่เมื่อเราเห็นเขาเงียบๆ ซึมๆ ไป เพราะหากเราปล่อยเขาไว้จนสายเกิน ผลสุดท้ายแล้ว คนที่เสียใจที่สุดเมื่อรู้ตัวก็คือเราเอง

15. การที่เราจะรักใครสักคน
อย่ารอที่จะบอกรัก ให้รีบบอกคนที่เรารักซะก่อนที่จะไม่มีเขาคนนั้นให้บอกอีก

16. การที่เราจะรักใครสักคน
แม้ว่าอาจทำให้เราตาบอด แต่ก็ทำให้เราได้รับรู้และเข้าใจว่า ความสุขจากการที่เราได้รักใครสักคน มันมีมากมายแค่ไหน

17. การที่เราจะรักใครสักคน
จงเชื่อมั่นในตัวเขาให้มากๆ

18. การที่เราจะรักใครสักคน
ง่ายยิ่งกว่าการพยายามลบเขาออกไปจากหัวใจ

Cr. whatthats

ขอบคุณเรื่องราวดีๆ โดย sineenow 😀

5 คำสอนของคนจีน เอาไว้สอนตัวเรากับลูกหลานว่า “ไม่ควรพูด”…. ยิ่งพูด ชีวิตยิ่งถดถอย!!!

5 คำสอนของคนจีน เอาไว้สอนตัวเรากับลูกหลานว่า “ไม่ควรพูด”…. ยิ่งพูด ชีวิตยิ่งถดถอย!!!

1. “ยาก”

พอพูดคำว่ายาก

จะเป็นการบล็อคความสามารถทันที

2. ”ทำไม่ได้”

จะเป็นการขับไล่ตัวจากสิ่งที่ทำ

หรือปิดกั้นการเรียนรู้

3. ”ท้อ”

เพราะเพียงคำนี้ผุดขึ้น

พลังทั้งมวลทั้งร่างกายและจิตใจจะถดถอยสูญสิ้น

4. ”ขี้เกียจ”

ไม่ควรแม้แต่พูดเล่น

เพราะจะทำให้สร้างความไม่รับผิดชอบ

5. ”เหนื่อย”

พอพูดคำนี้ออกมา

ร่างกายก็จะตอบสนองด้วยการอ่อนแอลงทันทััน

…………………………..

5 “คำพูดติดปาก”

พูดบ่อยๆ รับรอง…ชีวิตดี

คำว่า “ขอบคุณ”

คำแรกนี้เป็นคำสั้นๆ แต่กลับมีพลังมหาศาลที่สุด

เพราะคำนี้จะช่วยดึงดูดสิ่งดีๆ ให้เข้ามาในชีวิตของคุณได้อย่างไม่รู้จบ

เพียงแค่คุณซาบซึ้งในสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นและกล่าวขอบคุณสิ่งนั้นอยู่เสมอ

ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้าย การกล่าวขอบคุณให้กับเรื่องดีๆ

จะยิ่งทำให้คุณรู้ถึงคุณค่าของสิ่งนั้นอย่างลึกซึ้ง และสิ่งดีๆ เหล่านั้นจะเกิดขึ้นตามมาอีกเรื่อยๆ

คำว่า “ขอโทษ”

เป็นคำที่คุณควรพกติดตัวไว้เสมอข้างๆ กับคำว่า “ขอบคุณ” และควรเอามันออกมาใช้อยู่เสมอโดยไม่ต้องเคอะเขิน

ไม่ว่าคุณจะเป็นฝ่ายผิดหรือถูก การกล่าวคำว่า “ขอโทษ” (จากใจจริง) ก่อนไม่ใช่เรื่องที่น่าอับอาย หรือเสียศักดิ์ศรี

เพราะถ้าหากต่างฝ่ายต่างถือทิฐิไม่มีใครกล้าพอจะเริ่มกล่าวคำว่า “ขอโทษ”

โลกนี้ก็คงจะมีแต่ปัญหาตามมา บานปลายใหญ่โต เป็นชนวนของความแตกหัก

และทำลายความรู้สึกดีๆและมิตรภาพต่างๆที่เมื่อมันเสียไปแล้ว

ก็ยากที่จะรื้อฟื้นกลับมาให้เป็นเหมือนเดิม

จำเอาไว้ว่าการ “ขอโทษ” ก่อนไม่ใช่คุณที่ “แพ้” คุณคือคนที่ “ชนะ” ต่างหาก

“ฉันทำได้”

คำนี้คุณควรพูดกับตัวเอง หรือ ป่าวประกาศออกมาให้คนใกล้ตัวคุณฟังอยู่เสมอ

มันจะเป็นเหมือนกุญแจที่ช่วยไขพาคุณไปถึงจุดหมายที่ตั้งไว้ได้ เพราะการพูดว่า “ฉันทำได้”

จะช่วยสร้างแรงผลักดันที่กระตุ้นให้คุณเชื่อมั่นว่า คุณจะทำสิ่งต่างๆ เหล่านั้นให้สำเร็จ

ไม่ว่ามันจะยากแค่ไหนก็ตาม เพราะหากคุณเริ่มต้นทำสิ่งใดด้วยความคิดที่ว่า “ฉันทำไม่ได้” มันยากกันไป

ดังนั้นจะดีกว่ามั้ยล่ะ ? ถ้าคุณเริ่มต้นทุกสิ่งด้วยคำว่า “ฉันทำได้”

“ฉันโชคดี”

พูดบ่อยๆ ให้เป็น “คำพูดติดปาก” ยิ่งพูดยิ่งโชคดีนะบอกเลย

เพราะการพูดว่า “ฉันโชคดีที่……” ในเรื่องนั้นเรื่องนี้

เช่น ฉันโชคดีที่มีแฟนดี ฉันโชคดีที่ได้ทำงานนี้ ฉันโชคดีที่มีแฟนซื่อสัตย์ ฯลฯ

มันจะยิ่งทำให้ความ “โชคดี” วิ่งเข้ามาหาคุณบ่อยขึ้น เหมือนกับกฎของแรงดึงดูด

จิตใต้สำนึกของคุณจะพยายามมองหาแต่เรื่องที่ทำให้เกิด “โชคดี” อยู่เสมอ

โดยที่คุณไม่รู้ตัว พอรู้แบบนี้แล้ว เลยไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคนที่โชคดี ก็โชคดีอยู่เรื่อยๆ จนน่าอิจฉา

ส่วนคนที่บอกว่าตัวเอง “โชคไม่ดี” ก็มักจะวิ่งวนอยู่กับความอับโชคแบบนั้นเสมอ จริงมั้ยละ ลองนึกดูสิ

“ฉันไม่เป็นไร”

คนเราทุกคนเคยทำผิดพลาดกันทั้งนั้นแหละ ไม่ใช่คุณแค่คนเดียวหรอก

แต่เมื่อความผิดพลาดมันเกิดขึ้นแล้ว คุณก็ต้องกล้าที่จะให้โอกาสตัวเองพูดว่า “ฉันไม่เป็นไร” ออกมาด้วยเช่นกัน

เพราะถ้าคุณยังคงยึดติดกับข้อผิดพลาดที่มันเกิดขึ้นไปแล้ว

มัวแต่โทษตัวเอง และจมอยู่ในความผิดพลาดแบบนั้นเรื่อยๆ

มันก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมาหรอก สู้ปล่อยวาง และเอาเวลาไปแก้ไขปัญหานั้นไม่ดีกว่าเหรอ ???

ขอบคุณที่มา คิดเป็น.com

เพราะรักเดียวที่เรากำหนดได้ คือรักเดียวในใจเรา

ใครกำลังผิดหวังเรื่องความรักอยู่ อยากให้อ่านสักนิด
ความรักของใครอาจจะกำลังเป็นแบบนี้ หากคุณกำลังผิดหวัง อยากให้ลองอ่าน.. ในขณะที่เราคิดถึงคน ๆ นึงตลอดเวลา เค้าคนนั้นก็อาจคิดถึงคนอื่นอยู่ก็เป็นได้ และบางครั้ง ก็อาจมีคนที่คิดถึงเรา โดยที่เราไม่สนใจเลยเช่นกัน

ใครกำลังผิดหวังเรื่องความรักอยู่…
บางครั้ง การได้ฝันไปคนเดียว มันก็ดีกว่าการได้รู้ความจริงที่ว่า

สิ่งที่เราคิดทั้งหมด มันคือความฝันของเราเองเพียงคนเดียว
ฉะนั้น ไม่แปลกที่คนส่วนใหญ่เลือกที่จะจมกับความฝัน
มากกว่าการได้รับรู้ความจริง

การไม่ได้เป็นที่ 1 ในใจเค้า ไม่ใช่เรื่องน่าเศร้า…

เราอาจเป็นที่ 2 ซึ่งมันก็ยังดีกว่าเป็นที่ 3 ที่ 4…
และหากเราเป็นที่ 10 ในใจเค้า…
ก็ขอให้คิดไว้ว่า..ดีกว่าเราไม่มีความสำคัญอะไรในใจเค้าเลย

แต่โปรดจำไว้เถอะว่า

หากหัวใจของคุณยังไม่ร้องไห้ออกมาดัง ๆ
พร้อมกับพูดกับตัวเองว่า…ชั้นเหนื่อยเหลือเกินแล้ว
โปรดห้ามใจเถอะ ก่อนที่ชั้นจะอ่อนล้าไปกว่านี้…ก็จงชอบต่อไปเถอะ

การรักใครซักคน ไม่ต้องการความพยายาม
“การตัดใจ” ต่างหาก ที่ต้องใช้ความพยายามอย่างมากมาย
ลองชั่งน้ำหนักในใจเราดูสิว่า ความสุขยาม ที่คุณได้สบตาเค้า
กับความทุกข์ยามที่คุณต้องคอยหลบตาเค้า
อันไหนมันหนักหนากว่ากัน..

อย่าโทษตัวเอง ที่มาเจอเค้าสายเกินไป…
อย่าโทษเค้าที่ไม่มีใจให้…
อย่าโทษโชคชะตาที่ทำให้เราพบกัน แต่ไม่ได้ทำให้เราใจตรงกัน

แต่จงยิ้มให้กับตัวเอง
ที่อย่างน้อย ถึงจะพบกับเค้าคนนั้นสายเกินไป
แต่ก็ยังได้พบ…

ยิ้มให้เค้า ที่ถึงจะไม่ได้ให้ใจเรามา แต่ก็ยังได้รับหัวใจของเราไป…

ยิ้มให้กับโชคชะตา
ที่ยังทำให้เรา…ได้รู้จักกัน

คุณควรจะดีใจด้วยซ้ำที่ครั้งหนึ่ง
คุณได้เจอคนที่คุณอยากเก็บรอยยิ้มของเค้าไว้คนเดียว

คนที่คุณใส่ใจกว่าตัวคุณเอง…
คนที่ทำให้คุณหัวเราะ…และร้องไห้ได้มากมาย…

คนที่เพียงแค่ยิ้มของเค้า
ก็สามารถเปลี่ยนวันที่หมองหม่น…ให้กลายเป็นวันที่สดใส
เท่านี้มันก็เพียงพอแล้ว ไม่ใช่หรือ?

แค่การได้เห็นคนที่เรารัก
ได้หัวเราะอยู่กับใครสักคนที่เค้ารักมากที่สุด
นั่นแหละคือความสุขของการได้รัก…อย่างจริงใจ

 

ขอบคุณเรื่องราวดีๆ โดย flowerlove 😀

ระวัง..เพื่อนหมั่นไส้!!! “5 ราศี” มีเกณฑ์รวยไม่รู้เรื่อง ได้โชคลาภไม่คาดฝัน ดวงการเงินพุ่งกระฉูด เงินทองไหลมาเทมา ปี 61 รีบเช็คด่วนๆ!!!

ใครอยากรวย อยากเป็นเศรษฐี อยากมีชีวิตที่ดีกว่าเดิม แค่ตั้งใจทำงาน บริหารการเงิน ขยันเก็บออม และรอจังหวะดีๆ วันที่ดวงชะตาจะเข้าข้างคุณ แต่ 5 ราศีต่อไปนี้ไม่ต้องรอแล้ว เพราะปักษ์นี้มีเกณฑ์จะเงินฟู รวยไม่รู้เรื่อง หนึ่งในนั้นจะเป็นคุณหรือไม่ เราไปเช็คกันเลย!

 

ราศีกุมภ์ (เกิดระหว่างวันที่ 16 กุมภาพันธ์ -15 มีนาคม)

เตรียมเปิดกระเป๋าสตางค์กว้างๆ รอรับเงินก้อนโตที่กำลังจะเข้ามา ใครยื่นขอสินเชื่อ ขอความช่วยเหลือเรื่องเงินเอาไว้ จะได้รับการตอบกลับที่น่ายินดี จะได้มีเงินทุนเอาไว้ตั้งตัว

 

ราศีมีน (เกิดระหว่างวันที่ 16 มีนาคม-15 เมษายน)

เงินเข้าเงินฟูจากหลายช่องทาง ทั้งงานหลัก งานรอง งานพิเศษ การติดต่อขอกู้ยืมต่างๆผ่านไปได้ดี มีโอกาสได้จับเงินก้อน

 

ราศีเมษ (เกิดระหว่างวันที่ 16 เมษายน-15 พฤษภาคม)

หลักจากทนลำบากมานาน ปักษ์นี้ชาวราศีเมษจะได้ลืมตาอ้าปาก ที่เคยลำบากยากจน จะมีชีวิตมีฐานะที่ดีกว่าเดิม มองเห็นช่องทางทำกินเพิ่มขึ้น

 

ราศีกรกฎ (เกิดระหว่างวันที่ 16 กรกฎาคม -15 สิงหาคม)

ดวงการเงินน่าจับตาไม่แพ้ใคร จะเสี่ยงดวงเสี่ยงโชคพอจะได้ลุ้น เงินที่เคยเป็นหรือควรจะเป็นของคุณ ในที่สุดก็ได้มาเป็นของคุณเสียที มีรายได้พิเศษเพิ่มขึ้น

ราศีพิจิก (เกิดระหว่างวันที่ 16 พฤศจิกายน -15 ธันวาคม)

มีโชคทางการเงินแบบฟลุ๊คๆ ได้เงินก้อนแบบไม่ตั้งตัว รายจ่ายยังมีมาก แต่รายรับก็มาก ไม่ขัดสน บริหารการเงินให้ดีแล้วชีวิตจะดี

ขอบคุณข้อมูล : gangbeauty

‘คนที่ดีที่สุด’ 5 แบบที่คุณควร ‘คบ’

‘คนที่ดีที่สุด’ 5 แบบที่คุณควร ‘คบ’


1.คนที่ ‘เคารพ’ คุณ

แม้เวลาที่ไม่ได้อยู่ต่อหน้าคุณ

[ไม่ใช่ลับหลังก็นินทาเข้าพวก

กับคนที่ไม่ชอบหน้าคุณไปได้เรื่อยๆ]

 

2.คนที่ ‘หวังดี’ กับคุณ

และ ‘ยินดี’ แม้คุณจะ ‘ได้ดี’ กว่าเขา

[ไม่ใช่ทำตัวเป็นมิตรแต่อิจฉาและเกลียดคุณอยู่ลึกๆ]

 

3.คนที่ไม่สนใจ ‘เรื่องของใคร’

โฟกัสที่ ‘เรื่องสำคัญ’ ในชีวิตตัวเอง

[ไม่ใช่วันๆ ยุ่งแต่เรื่องชาวบ้าน

ไม่เคยพัฒนาชีวิตตัวเอง]

4.คนที่มีไอเดีย ริเริ่ม สร้างสรรค์

‘ทำอะไรใหม่ๆ’ ตลอดเวลา

[ไม่ใช่อยู่ไปวันๆ ขี้เกียจ เฉื่อยชา

ย่ำอยู่กับที่ ไร้พลัง ไร้อนาคต]

 

5.คนที่เป็น ‘คนจริง’ ตรงไปตรงมา

จริงใจ ไม่จอมปลอม เสแสร้ง สร้างภาพ

[ไม่ใช่ชอบเฟค ขี้อวด ดีแต่เปลือก

ไม่จริงใจ กลับกลอก ตลบแตลง]
………………….

กฎ 5 ข้อที่ทำให้ชีวิต ‘ดี’ มาก !

1.ถ้ายังไม่ ‘เก่ง’ พอ

อย่า ‘วิจารณ์’ คนอื่น !

 

2.ถ้ายังไม่ ‘ฉลาด’ พอ

อย่า ‘อวดรู้’ กับคนอื่น !

 

3.ถ้ายังไม่ ‘สำเร็จ’ พอ

อย่า ‘ดูถูก’ คนอื่น !

 

4.ถ้ายังไม่ ‘รวย’ พอ

อย่า ‘โอ้อวด’ คนอื่น !

 

5.ถ้ายังไม่ ‘ดี’ พอ

อย่า ‘ยุ่ง’ เรื่องคนอื่น !

cr.Chermarn Ratanapongtrakoon

ที่มา คิดเป็น

เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์ นางฟ้าของร่างที่ไร้วิญญาณ

เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์ นางฟ้าของร่างที่ไร้วิญญาณ

อดีต…เธอคือนางเอกหมายเลขหนึ่ง

ปัจจุบัน…เธอคือนักแสดงวัยห้าสิบห้า ที่บ่อยครั้งรับบทตลกเรียกเสียงฮาจากผู้ชมได้เสมอ

 

     หน้ากล้อง…เธอจัดเต็มทั้งเสื้อผ้าหน้าผมไม่เคยพร่อง

หลังกล้อง…เธอทำงานจิตอาสารับแต่งหน้าให้ศพ

 

สื่อหลายแขนงต่างพากันลงภาพเธอในชุดสุดเซ็กซี่ แต่ภาพที่เธอล้างถ้วยชามอยู่ในวัดอย่างขะมักเขม้นกลับไม่เคยมีสื่อเล่มไหนลงภาพให้ใครเห็น

 

แม้จะแตกต่างและดูขัดแย้งกันอยู่ในที แต่ทั้งหมดคือบางฉากบางตอนที่เกิดขึ้นในชีวิตของ เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์ หรือ พี่จิ๊ก ของน้อง ๆ ในวงการบันเทิงและผู้ชมทั่วประเทศ ชีวิตหน้าม่านและหลังม่านของเธอมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายทั้งร้ายและดี ล่าสุดก่อนที่ Secret จะพบกับเธอ ก็เพิ่งมีภาพขณะเธอกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าหลุดออกมาตามสื่อต่าง ๆ แถมยังมีการส่งต่อกันในโลกออนไลน์ให้คนดูกันอย่างสนุกสนาน แต่เธอก็ยังคงยิ้มรับข่าวร้อนนี้ด้วยความเข้าใจ

 

ประสบการณ์ 30 ปีในวงการบันเทิงสอนเธอเอาไว้เช่นนั้น

 

เวลามีข่าวไม่ค่อยดีหรือมีข่าวลบ ๆ ออกมา ดูเหมือนคุณจิ๊กจะตั้งรับปัญหาได้ดีมากทุกครั้งเลยนะครับ

 

ดิฉันไม่ได้สะทกสะท้านกับเรื่องพวกนี้เลยค่ะ เพราะตราบใดที่เรายังอยู่ในแสงสีเสียง เรื่องแบบนี้ก็อาจเกิดขึ้นได้ ฉะนั้นต้องทำใจ โดยส่วนตัว ดิฉันก็มองเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องไร้สาระอยู่แล้ว และตอนนั้นภาพที่หลุดออกมาก็ไม่ได้อนาจารอะไร ถ้ากำลังแก้ผ้าอาบน้ำจะน่าตกใจมากกว่า

 

อีกอย่างคือ ประสบการณ์หลายสิบปีในวงการสอนเอาไว้ค่ะ ไม่งั้นดิฉันก็คงไม่อยู่มาได้จนถึงตรงนี้ เราต้องแข็งแรง อะไรก็ตามที่เข้ามาในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ดีหรือเลวร้าย ทุกข์หรือสุข เราต้องเรียนรู้ให้ได้ เราต้องอยู่ในโลกใบนี้ให้เป็นแล้วเราจะมีความสุขอย่างล้นเหลือ กว่าจะถึงวันนี้ ดิฉันผ่านอะไรต่ออะไรมาเยอะ ใครเข้ามาด้วยจุดประสงค์อะไร เรามองออกหมด ประสบการณ์ทำให้เราเดินไปข้างหน้าด้วยความมั่นคง ไม่ล้มลุกคลุกคลานอีกต่อไป ดิฉันมองว่าทุกเรื่องที่เข้ามาใน ชีวิตเป็นสิ่งที่ดีทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหรือแม้แต่ความดายก็ตาม

 

ความดายก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีในชีวิตหรือครับ

การได้เรียนรู้เรื่องความดายทำให้เราเข้าใจชีวิตมากขึ้นนะคะ คนเราถ้าจะต้องดายไม่ว่าใครก็ช่วยอะไรไม่ได้ เราต้องช่วยตัวเอง ทำยังไงก็ได้ให้ตัวเองสบายใจกับสภาวะที่กำลังเกิดขึ้น แม้บางคนจะมีเจตนาดีมาบอกให้หายใจลึก ๆ ให้คิดถึงพระไว้นะ แต่บางทีเรากลับรู้สึกรกหูวุ่นวายใจ ที่กล้าพูดแบบนี้ก็เพราะครั้งหนึ่งดิฉันเองก็เคยอยู่ในสภาวะใกล้ดาย

 

ตอนนั้นรู้สึกอยากอยู่นิ่ง ๆ เงียบ ๆ อยากปรับตัวปรับใจเอง พอรู้ตัวว่าเริ่มอึดอัด เราจะหายใจยังไงถึงจะสบาย เรารู้ว่านอนท่าไหนเมื่อย นอนท่าไหนสบาย ในวินาทีนั้นไม่มีใครจะมารู้สภาพจิตและสภาพกายเรานอกจากตัวของเราเอง ถูกไหมคะ

ตอนนั้นคุณจิ๊กป่วยหรือเป็นอะไรครับ

 

ดิฉันป่วยเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบขั้นรุนแรง ต้องเข้ารักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลนานเป็นเดือน และตลอด 2 – 3 เดือนนั้นดิฉันได้เรียนรู้ถึงความดาย ความเจ็บปวด ความทุกข์ทรมาน ถ้าไม่เข้าไปเห็น ไปสัมผัสเอง ก็จะไม่มีวันรู้เลยว่า สวรรค์ นรก หรือผลกรรมที่เราทำมานั้นล้วนมีจริงทั้งหมด

 

ทรมานจนถึงขั้นต้องพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์เลยใช่ไหมครับ

ถูกต้องค่ะ ช่วงสองสามทุ่มของคืนก่อนที่จะผ่าตัด ดิฉันนั่งรถเข็นแล้วขอให้รปภ.ช่วยพาไปไหว้ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ปกติตอนกลางวันโรงพยาบาลรามาธิบดีจะมีคนเดินกันขวักไขว่ แต่พอกลางคืนไม่มีใครสักคน เงียบมาก เหมือนเรากำลังอยู่อีกโลกหนึ่งเลย

 

ดิฉันไหว้กรมหลวงชุมพรฯแล้วอธิษฐานปรับทุกข์กับท่านว่า “ไม่รู้ลูกทำกรรมเวรอะไรไว้ ถึงได้ต้องทรมานอย่างนี้ ขอให้ความทุกข์นี้จบสิ้นไปหลังจากที่เข้ารับการผ่าตัดตอนหกโมงเช้าของวันพรุ่งนี้ ซึ่งลูกก็ไม่รู้ว่าผลจะออกมาเป็นยังไง จะดีขึ้นหรือจะดาย ขอให้ท่านคุ้มครองลูกด้วย ขอให้ลูกได้เกิดมาเป็นคนใหม่ แล้วจากนั้นลูกจะถวายตัวรับใช้ท่าน จะทำงานช่วยเหลือโรงพยาบาลไปจนกว่าลูกจะทำต่อไปไม่ไหว”

 

หลังจากที่หายแล้ว คุณจิ๊กเข้ามาช่วยเหลืองานในโรงพยาบาลอย่างไรบ้างครับ

 

ด้วยความที่เคยป่วยมาก่อน ดิฉันจึงรู้ดีว่าคนไข้ต้องการอะไรจากหมอและพยาบาลบ้าง ฉะนั้น พอดิฉันหายและเข้ามาช่วยงานในโรงพยาบาล ดิฉันเลยมีโอกาสได้ให้ในสิ่งที่คนไข้ต้องการ ความจริงแล้วคนไข้ไม่ต้องการอะไรมากหรอกค่ะ แค่เรายิ้มให้เขา ปลอบขวัญ ให้กำลังใจเขาให้ลุกขึ้นมาสู้กับโรคจนหายและกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมก็พอแล้ว แม้บางทีเราจะรู้อยู่แก่ใจว่ามัน

 

ดิฉันคิดว่า โรคภัยไข้เจ็บเป็นเหมือนเงาที่จะติดตามตัวเราไปตลอดชีวิต ไม่อาจแยกจากเราได้ ดังนั้นแทนที่จะกลัว เราจึงควรหันมาดูแลสุขภาพให้ดี ไม่ให้เงานั้นมาเบียดบังเรามากจะดีกว่า บางคนพอรู้ตัวว่าเป็นโรคร้ายก็หงายตึง กลัวดาย ดิฉันอยากบอกว่า อย่าไปกลัวเลย คนเราเกิดมาต้องดายทุกคน แต่จะทำยังไงให้ร่างกายได้รับผลกระทบน้อยที่สุดดีกว่า บางคนเป็นโรคเบาหวาน แต่ถ้ากินยาตามหมอสั่งก็อยู่ได้นานถึงยี่สิบปี บางคนเป็นมะเร็ง หมอวินิจฉัยว่าจะอยู่ได้อีกสามเดือนเท่านั้น แต่ถ้าเขาดูแลตัวเองดีและมีกำลังใจดีก็สามารถอยู่ได้อีกเป็นสิบปีก็มี ดังนั้นจำไว้นะคะ หมอไม่ใช่ผู้ลิขิตชีวิตเรา คนที่กำหนดชีวิตเราได้คือตัวของเราเอง ในเมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ ก็ต้องอยู่ให้มีความสุขค่ะ

 

ทุกวันนี้ต่อให้เป็นโรคอะไร ดิฉันก็ไม่กลัวทั้งนั้น แต่จะมุ่งมั่นรักษาและดูแลตัวเองให้ดี สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ว่าดีหรือร้าย ทุกอย่างเป็นอาจารย์เราได้ทั้งนั้น เพราะทำให้เราได้เรียนรู้อะไรมากมาย ศพทุกศพที่ดิฉันแต่งหน้าให้ก็ถือเป็นอาจารย์ เพราะเขาสอนให้เรารู้ว่า ชีวิตคนก็เท่านี้เอง

หลายคนแปลกใจว่า อยู่ดี ๆ เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์ คิดอะไรถึงไปแต่งหน้าศพ

เริ่มจากมาช่วยคุณหมอดูแลคนไข้นี่ละค่ะ จากช่วยวัดความดัน พาผู้ป่วยไปเข้าห้องน้ำ ช่วยตรงนี้อยู่ 5 – 6 ปีก็เลื่อนขั้นขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่ง 2 – 3 ปีหลังเริ่มคลุกคลีอยู่กับหมอและพยาบาลมากขึ้น ก็ได้ไปเห็นการทำงานของอาจารย์หมอที่ทำการผ่าชันสูตร ซึ่งต้องแต่งหน้าให้ศพด้วย พอดีหมอเป็นผู้ชายก็จะแต่งหน้าศพไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ ดิฉันเลยอยากช่วย บวกกับที่ ดิฉันไม่ได้แต่งหน้าให้ป้าจุ๊ (จุรี โอศิริ) ตอนที่แกจากไปทั้งที่เราสนิทกันมาก เรื่องนี้ติดอยู่ในใจมาตลอด พอมีโอกาสดิฉันเลยอาสาเข้าไปแต่งหน้าศพให้ ทั้ง ๆ ที่เป็นคนกลัวผีมากนะคะ สมัยก่อนนี่อยู่คนเดียวแทบไม่ได้เลย เวลาปิดไฟนอนมืด ๆ ก็มักจะจินตนาการไปว่าเห็นคนมาแอบมอง แต่ในเมื่ออาสาแล้วก็ต้องเต็มที่ แม้บางทีจะยังกลัวอยู่บ้าง แต่ก็ต้องทำใจแข็ง ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด

ก่อนจะแต่งหน้าศพดิฉันจะขออนุญาตทุกครั้ง แล้วก็คุยกับเขาไปพลางแต่งหน้าไปพลาง พอเสร็จเรียบร้อยก็ขอขมาลาโทษเรียบร้อย แม้ศพจะบอกไม่ได้ว่าเขาชอบหรือไม่ชอบเรา แต่ดิฉันเชื่อมั่นอยู่ลึก ๆ ว่า ทุกศพที่ผ่านมือเราไปไม่มีศพไหนที่ไม่ชอบเรา อย่างศพแรกนี่หลังจากดิฉันแต่งหน้าให้เขาเสร็จ ปรากฏว่าหน้าของเขาอมยิ้ม พอญาติเขาเห็นก็บอกเลยว่า ไม่เคยเห็นพี่ชายยิ้มอย่างนี้มาก่อน ปกติจะเป็นไอ้เสือยิ้มยาก ทำงานเครียดตลอด เราได้ยินแค่นี้ก็รู้สึกดีใจมากแล้ว

ถึงวันนี้ดิฉันคงแต่งหน้าให้ศพมาเป็นร้อยศพแล้ว อย่างหนึ่งที่รู้สึกภูมิใจมากคือ การได้พูดคุยกับศพระหว่างที่แต่งหน้าให้เขาสื่อสารให้เขารู้ว่า ไม่มีใครทิ้งเขาไปนะ แม้ในห้องเย็นจะให้ความรู้สึกที่เปลี่ยวเหงามาก ๆ แต่คนดายก็ไม่ได้นอนแน่นิ่งคลุมผ้าอยู่ตามลำพัง เขายังมีเนาวรัตน์ ยุกตะนันท์อยู่เป็นเพื่อน

อย่างที่พูดในตอนต้นว่า คุณจิ๊กได้เรียนรู้จากความดายมามาก อยากถามว่า ได้มีการเตรียมตัวกับเรื่องนี้อย่างไรบ้างครับ

ดิฉันเตรียมตัวดายมาตลอด นับตั้งแต่ได้เข้ามาสัมผัสกับร่างของคนที่ไร้วิญญาณ ดิฉันรู้ดีว่าวันหนึ่งเราต้องเป็นเหมือนเขาแน่นอน ดังนั้น ถ้ารู้ตัวว่าจะต้องดายก็อย่าตกใจ ต้องพยายามคิดให้ได้ว่าคนเราเกิดมาต้องดายทุกคน แต่ใครจะไปก่อนเท่านั้น ฉะนั้น อย่ากลัว สำหรับตัวดิฉัน ตอนนี้ก็ได้เรียนรู้แล้วว่า การที่ชีวิตดับไปนั้นไม่ทรมาน จะมีก็แต่ช่วงก่อนดายเท่านั้นที่อาจจะเจ็บปวด แต่เราก็ต้องเรียนรู้และยอมรับความเจ็บปวดนั้นให้ได้

 

ถ้าคนที่จะจากไปเป็นคนที่เรารัก ดิฉันก็จะสวดมนต์ให้เขา เพื่อให้เขาไปสู่ภพภูมิที่ดี ตอนที่สูญเสียคุณแม่ ดิฉันเสียใจมาก แต่ก็เสียใจแบบมีขอบเขตและตั้งสติได้ในเวลาไม่นาน ทุกวันนี้เวลาไปไหน ดิฉันจะเอากระเป๋าที่ใส่รองเท้าของคุณแม่ไปด้วยตลอด รองเท้าคู่นี้ดิฉันให้แม่ไว้ เป็นลายเสือที่ท่านชอบ ซึ่งแม่ก็ใส่จนกระทั่งเสียชีวิต พอท่านจากไปดิฉันก็ถอดมาเก็บไว้เป็นอนุสรณ์ให้ระลึกถึงท่าน ด้วยวิธีนี้ทำให้ดิฉันรู้สึกว่าแม่ยังอยู่กับเราเสมอ

 

ดิฉันอยากบอกว่า เวลาสูญเสียสิ่งที่รัก หรือคนที่เรารักดายจากไป เราต้องทำใจและยืนหยัดให้ได้ อย่าดายตามเขาไปด้วย เขาแค่ไปถึงตรงนั้นก่อน เดี๋ยววันหนึ่งเราก็ต้องตามเขาไป แทนที่จะจมอยู่กับความเศร้า คนที่ยังอยู่ต้องพยายามสร้างรอยยิ้มให้ตัวเอง อะไรที่เกิดไปแล้วไม่มีวันแก้ไขได้ แต่เราต้องแก้ไขตัวกับใจของเราเองและก้าวต่อไปให้ได้

 

ถ้าถามว่าตอนนี้ดิฉันพร้อมดายหรือยัง ตอบได้เลยว่าพร้อมและไม่รู้สึกเสียดายอะไรเลย เพราะเราได้ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าแล้ว สิ่งที่ดิฉันได้รับมาทั้งหมดจนถึงวันนี้ล้วนแต่เป็นประสบการณ์ที่ดีที่สุดทั้งนั้น แม้ว่าอาจจะมีช่วงชีวิตที่แย่ หรือแม้กระทั่งมีเพื่อนเลว ๆ เข้ามาในชีวิต ดิฉันก็มองเป็นเรื่องดี เพราะถ้าไม่มีประสบการณ์เหล่านั้นดิฉันก็คงไม่อาจยืนหยัดอยู่อย่างนี้ได้

 

ดิฉันไม่ได้เกิดมาเป็นผู้หญิงเก่ง แต่เป็นผู้หญิงที่ต้องลองผิดลองถูกเอง สร้างตัวขึ้นมาเอง อาจจะไม่เพอร์เฟ็กต์เหมือนคนอื่น ไม่ใช่เศรษฐีมีเงินเป็นพันล้านหรือหมื่นล้าน ดิฉันแค่พยายามทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้ดีที่สุด

 

แค่นี้ผู้หญิงคนนี้ก็แฮ็ปปี้กับชีวิตมาก ๆ แล้วค่ะ (ยิ้ม)

ส่วนหนึ่งจากคอลัมน์ Secret of Life :::

เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์ “นางฟ้าของร่างที่ไร้วิญญาณ”

นิตยสาร Secret ฉบับวันที่ 26 กรกฎาคม 2556

เรื่อง พีรภัทร โพธิสารัตนะ www.facebook.com/peerapat.secret

ภาพ วรวุฒิ วิชาธร

10 อย่างที่ ควรทิ้ง เพื่อชีวิตที่มีความสุข

นี่คือ 10 อย่างในชีวิตที่ถ้าคุณยังมีอยู่…คุณ “ควรทิ้ง” มันซะ เพื่อชีวิตที่จะมีความสุขมากขึ้น!

“ความสุข” ไม่ใช่เป้าหมาย แต่มันคือความรู้สึกของเรา ที่เราสามารถเลือกได้ ควบคุมได้ แต่หลายๆ คนมักจะลืม หลายๆ คนไขว่คว้าหาความสุขมาทั้งชีวิต แต่หารู้ไม่ว่ามันอยู่ที่การปรับมุมมองของเราในชีวิตเท่านั้นเอง…

1. ทิ้ง “ความอิจฉา”

เมื่อคุณเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นๆ มันจะดีก็ต่อเมื่อ มันเป็นแรงบันดาลใจให้คุณในการแข่งขัน และพัฒนาตัวเอง แต่มันจะเริ่มไม่ดี ถ้าความสำเร็จของคนอื่นทำให้คุณรู้สึกริษยา และไม่สามารถยินดีกับคนนั้นได้ นี่จะทำให้คุณทุกข์เอง

2. ทิ้ง “ความกลัวที่จะเปลี่ยน”

หลายๆ ครั้ง แม้สถานการณ์ปัจจุบันมันจะแย่แค่ไหน คนเราก็ไม่อยากที่จะเปลี่ยน กลัวที่จะเปลี่ยน เพราะกลัวสิ่งใหม่ มากกว่า แต่คุณหารู้ไม่ว่า บางที่สิ่งใหม่มันอาจจะดีกว่าสิ่งที่คุณเจออยู่มากมายก็เป็นได้ เพราะฉะนั้น กล้าที่จะเปลี่ยนเถอะ

3. ทิ้ง “ความคิดที่ว่า ทุกอย่างต้องอยู่ในความควบคุม”

คนจำนวนไม่น้อย ชอบความเป๊ะ ชอบให้ทุกอย่างอยู่ในความควบคุม เป็นไปตามแผน แต่พอมันไม่เป็นไปตามนั้น ก็จะทุกข์ เพราะฉะนั้น ปล่อยวาง ทำให้เต็มที่ ผลจะออกมาเป็นอย่างไรก็รับมันซะ ไม่มีอะไรที่เราควบคุมได้หมดจริงๆ หรอก

 

4. ทิ้ง “การทำงานที่มากเกินไป โดยเฉพาะ OT”

เพื่อความสำเร็จ เพื่อหน้าที่การงาน หรือเพื่อเงิน ทำให้หลายๆ คนทำงานหนัก หนักเกินกว่าที่ควรจะเป็น เพิกเฉยความสำคัญของสมดุลระหว่างการทำงานกับชีวิต นี่ไม่ควรเลย เพราะสุดท้าย เมื่อคุณสำเร็จจริงๆ คุณจะเสียดายในหลายๆ อย่างที่คุณเสียไป และเอากลับคืนมาไม่ได้ อย่างเช่น เวลา หรือครอบครัว

5. ทิ้ง “การโทษคนอื่น หรือสิ่งอื่น”

หลายๆ คน เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น จะต้องหาสิ่งของ หรือ คนมารับผิดชอบให้ได้ ต้องโทษนู่น โทษนี่ตลอดเวลา เปลี่ยนจากแบบนั้น มาเป็นการนั่งมองที่ปัญหา และช่วยกันแก้ไขดีกว่านั้น

6. ทิ้ง “การบ่น หรือตำหนิตลอดเวลา”

แทนที่จะบ่น ตำหนิ เรื่องไม่ดี ที่ไม่ได้ดั่งใจเราตลอดเวลา เปลี่ยนมุมมองใหม่ เป็นการตั้งสติ มองว่าปัญหานี้เกิดจากอะไร และแก้ไขอย่างไร แบบนี้คุณจะมีความสุขขึ้นเยอะเลย

7. ทิ้ง “ความคิดที่ว่าจะต้องถูกเสมอไป”

สี่ตีนยังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง ไม่มีใครเก่งไปทุกเรื่อง การที่ต้องมานั่งเครียด กลัวว่าเราจะไม่ “สมบูรณ์แบบ” นั้น มันทำให้คุณไม่มีทางมีความสุขได้เลย ปล่อยวาง และยอมรับในธรรมชาติของมนุษย์เสียเถอะ

 

8. ทิ้ง “ความเชื่อที่จำกัดความสามารถคุณ”

บางคนมักมีความเชื่อที่ว่า เราทำนู่นไม่ได้ ทำนี่ไม่ได้ เราทำได้แค่นี้แหละ พอแล้ว ความคิดเหล่านี้ เป็นอุปสรรคที่สำคัญที่สุดในชีวิต ที่จะทำให้เราไม่ได้ทำในสิ่งที่เรารัก หรือท้าทายไปสู่ความสำเร็จจริงๆ

9. ทิ้ง “เพื่อนแย่ๆ”

มนุษย์เป็นสัตว์สังคม และได้รับอิทธิพลจากคนรอบข้างค่อนข้างสูง เพราะฉะนั้น อยากเป็นคนแบบไหน การคบเพื่อนคือเรื่องสำคัญ ถ้าเพื่อนดี คุณก็ดีไปด้วย ถ้าเพื่อนไม่ดี คุณก็พลอยแย่ไปด้วยนั่นเอง

10. ทิ้ง “อดีต”

อดีต คือประสบการณ์ที่มีทั้งดี และไม่ดี มันคือสิ่งที่สร้างตัวตนของเราขึ้นมา แต่มันไม่ควรเป็นสิ่งที่รวบรวมความเสียใจในอดีต และทำให้คุณก้าวไปไหนไม่ได้ เพราะฉะนั้น ถ้ามันเป็นแบบนั้น ปล่อยวาง และทิ้งมันไปบ้างก็ได้

 

ขอบคุณเรื่องราวดีๆ โดย kiitdoo 😀

Cr. อะไรนั่น : whatthats 

ความรัก คือ การประคับประคองกัน ไม่ใช่การครอบครองกัน เพราะไม่มีใครเป็นเจ้าของใคร

เมื่อไหร่ที่คุณรักคุณอยากครอบครอง แต่เป็นไปไม่ได้…

เรื่องที่ทุกคนอยากจะได้คำตอบดายตัว เพียงแต่ว่าไม่เคยมีใครหาคำตอบที่ชัดเจนได้เลยสักคน เพราะความรักมีหลายรูปแบบ ที่ของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ความรักที่เจ็บปวด คือ ความรักที่ไม่ได้เป็นเจ้าของเมื่อเรารักใครสักคนแล้วย่อมอยากจะเป็นเจ้าของความรักนั่นกันทุกคน

แต่จะมีสักกี่คนละ ที่จะได้ครอบครองมันไว้ได้ เพราะความรักเหมือนกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปได้เสมอ ไม่มีอะไรแน่นอนกับมัน เอาอะไรจากมันไม่ได้เลย แต่มันจะให้เราเอง คือความเจ็บปวดปนความหวาน

ที่ยิ่งคุณอยากจะลิ้มลองความหอมหวานของมันเท่าไหร่คุณก็จะยิ่งถลำลึกไปกับความเจ็บปวดนั่น จนอาจจะยากที่จะถอนตัวออกมา

รักคือการลาจาก?

จากสติ จากความถูกต้อง จากความสงบ เพราะรักคือความเร้าร้อน ที่พร้อมจะแผดเผา เพราะรักคือความหนาวเหน้บที่เย็นเยือกเข้าไปถึงขั้วหัวใจ แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่พร้อมจะลองดู บางคนแสวงหาความรักมากมาย ใช้หัวใจฟุ่มเฟือย เพื่อตามหารักแท้ แต่ยากที่จะครอบครอง เพราะบางครั้งอาจจะเป็นรักต้องห้าม ระหว่างพี่น้อง ระหว่างคำว่าเพื่อนสนิท ระหว่างคำว่าคนที่มีเจ้าของแล้ว หรือ ระหว่างคำว่า ไม่เหมาะสม มันยากที่คุณจะดูแลมันตลอดเวลา

เมื่อไหร่ที่คุณรักคุณอยากครอบครองแต่เป็นไปไม่ได้ก็็คิดเสียเถิดว่า
ยังดีกว่าไม่ได้รัก ความรักต้องการให้คนที่เรารักมีความสุขมากที่สุดเท่านั้น ก็เพียงพอสำหรับคำว่ารักแท้ที่มาพร้อมกับการรอคอยที่ไม่รู้ว่าขอบเขตความสิ้นสุดของการรอรอที่จะเป็นเจ้าของนั่นคือเมื่อไหร่

บางคนที่ต้องพรากจากคนรักด้วยสังขารความดาย ก็หวังลมๆแล้งๆ ว่าเค้าจะกลับมาในสักวัน เค้ายังอยู่กับเราเสมอ บางคนพรากด้วยคำว่าหน้าที่ ก็รอไปจนกว่าหน้าที่จะหมดลง บางคนพรากด้วยความไม่เหมาะสม ก็พยายามที่จะถีบตัวเองขึ้นไปให้เหมาะสมกัน

แต่บางคนพรากด้วยความไม่เข้าใจ ทั้งที่ยังรักมากมาย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ด้วยความไม่เข้าใจว่า เขายังรักเรารึป่าว หรือรักคนที่มีเจ้าของแล้วรักกันมากมายแต่อีกฝ่ายมีห่วง(ลูก) คุณจะเห็นแก่ใครระหว่างความรักของคุณเอง หรือว่าเด็กน้อยผู้บริสุทธิ์ที่ต้องมารับรู้

เมื่อคุณรอคอยความรักที่ไม่อาจจะเป็นเจ้าของได้ คุณอาจจะต้องพลาดความรักแท้จากใครคนอื่นๆไป คุณปิดใจตนเองเพราะอยากเป็นเจ้าของคุณทำแบบนั่นแล้วจะมีอะไรเกิดขึ้น.

ขอบพระคุณแหล่งที่มา : baanmaha