น่าทึ่งมากๆ!! สูตร สมุนไพรล้างไต ช่วย ขับของเสีย ออกมาทางปัสสาวะ บอกเลยโคตรเจ๋ง

สูตรสมุนไพรล้างไต ขับปัสสาวะ ไตเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่กรองของเสียออกจากเลือดและขับออกพร้อมกับน้ำในรูปของปัสสาวะเนื่องจากไตและกระเพาะปัสสาวะทำงานสัมพันธ์กัน เมื่อไตเกิดผิดปกติจึงส่งผลให้กระเพาะปัสสาวะผิดปกติไปด้วย และจะเกิดอาการผิดปกติ อาธิเช่น ปัสสาวะลำบาก เจ็บ ปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ ปัสสาวะเป็นฟองมาก หรือบางรายอาจจะปัสสาวะออกมาเป็นเลือดก็ว่าได้ ซึ่งอาการเหล่านี้เกิดจากการกินอาหารรสจัด หรือผู้ที่ชอบรับประทานอาหารมันๆเป็นประจำ

เพราะฉะนั้นจึงต้องมีการดูแลและรักษาสุขภาพไตของเราให้ดีอยู่เสมอโดยสมุนไพรพื้นบ้านที่เราหาและทำเองได้ง่ายๆ จากหมอสมุนไพรชาวบ้าน ซึ่งคุณบุญมี ผิงทอง หมอสมุนไพรชาวบ้านประจำตำบลประชาสุขสันต์ อำเภอลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับสูตรสมุนไพรบำรุงไต ขับปัสสาวะผ่านทางทีมงานไว้ดังนี้

สูตรสมุนไพรล้างไต ขับปัสสาวะ

กระชาย 1 ขีด

หอมแดง 1 ขีด

ข่า 1 ขีด

ตะไคร้ 1 ขีด

ใบมะกรูด 1 ขีด

ใบมะนาว 1 ขีด

ใบสาระแหน่ 1 ขีด

วิธีการทำ

นำสมุนไพรทั้ง 7 ชนิดมาล้างให้สะอาด ใส่ลงไปในหม้อ เติมน้ำให้ท่วม ต้มให้เดือด จากนั้นนำมาดื่มให้หมดใน 1 มื้อ  อัตราการใช้ 1 หม้อต่อ 1 วัน

ไม่ควรนำกลับมาต้มซ้ำควรเปลี่ยนใหม่ทุกครั้ง ดื่มติดต่อกัน 1 สัปดาห์จะเห็นผลจากปัสสาวะดีมาก

แหล่งที่มา : https://www.siamnews.com

คนชอบดื่ม “ชาเย็น-ชานมเย็น” อ่านก่อนจะสายไป รู้แล้วจะเลิก ร้ายแรงถึงชีวิต

การดื่มชาเย็นจะมีพิษมีภัย และให้โทษได้ถึงขนาดนี้ หมอได้พบผู้ป่วยที่มีอาการแขนขาอ่อนแรง หรือที่เรียกกันว่า โรคอัมพฤกษ์ ซึ่งสืบค้นต้นตอไปๆมาๆ ก็พบว่า สาเหตุมาจากพฤติกรรมการดื่มชาเย็น หรือ น้ำแข็งเป็นประจำนั่นเอง ผู้ป่วยเล่าให้ฟังว่า ไม่กินผักมาตั้งแต่เล็กๆ รับประทานแต่เนื้อสัตว์ ที่สำคัญคือชอบดื่มน้ำเย็นเป็นประจำมาตั้งแต่เด็ก และต้องเป็นน้ำเย็นจากตู้เย็นเท่านั้น

พิษจากดื่มชาเย็น

จะปวดหลัง ข้อเข่า ไตอ่อนแอ

ใครจะไปเชื่อว่า..การดื่มชาเย็นจะมีพิษ มีภัย และให้โทษได้ถึงขนาดนี้

หมอได้พบผู้ป่วย ที่มีอาการแขนขาอ่อนแรง หรือที่เรียกกันว่า โรคอัมพฤกษ์ ซึ่งสืบค้นต้นตอไปๆมาๆ ก็พบว่า สาเหตุมาจากพฤติกรรมการดื่มชาเย็น หรือ น้ำแข็งเป็นประจำนั่นเอง ผู้ป่วยเล่าให้ฟังว่า ไม่กินผักมาตั้งแต่เล็กๆ รับประทานแต่เนื้อสัตว์ ที่สำคัญคือชอบดื่มน้ำเย็นเป็นประจำมาตั้งแต่เด็ก และต้องเป็นน้ำเย็นจากตู้เย็นเท่านั้น

ก่อนที่จะมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงนั้น ร่างกายผู้ป่วยได้ส่งสัญญาณเตือนมาหลายครั้ง เช่น มึนเวียนศีรษะง่าย เห็นเหมือนแสงไฟแวบๆขณะกระพริบตา การพูดเริ่มติดๆขัดๆ สุดท้ายเกิดอาการวูบกะทันหัน ต้องนำส่งโรงพยาบาล เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้งผู้ป่วยก็ไม่สามารถขยับร่างกายซีกซ้ายได้แล้ว นี่คืออาการของโรคเส้นเลือดตีบที่สมองในวัยเพียง 40 ปี ที่ชอบทานแต่น้ำเย็นมาตลอดเวลา

การดื่มน้ำชาเย็น สำหรับคนไทยนั้น ทำให้ “ไต ต้องรับกำจัดความเย็นออกจากร่างกาย

อย่างรวดเร็ว” ขับน้ำเย็นมากักเก็บไว้ที่กระเพาะปัสสาวะ เตรียมขับออกเป็นน้ำปัสสาวะทำให้ผู้ที่ชอบทานน้ำเย็นก็ยิ่งขาดน้ำจนเลือดข้น

หนืดไปหมด ประกอบกับหลอดเลือดที่เริ่มแข็งกระด้างไม่ยืดหยุ่น ทำให้มีคราบไขมัน และของเสียไปยึดเกาะตามผนังหลอดเลือดจนเกิดการพอกพูนกลายเป็นโรคหลอดเลือดตีบ ก็เพราะน้ำเย็นที่ชอบทานเป็นประจำนั่นเอง

ไตของเราเปรียบ เสมือนเครื่องกรองน้ำอันน่าอัศจรรย์ ทำหน้าที่ช่วยกรองของเสียออกจากเลือด แล้วขับออกทางปัสสาวะการทำหน้าที่ตลอด 24 ชม. ไม่มีวันหยุดของไตนั้น ถ้าเราไปซ้ำเติมด้วยการรับประทานสิ่งที่เป็นพิษต่อร่างกายรวมทั้ง

น้ำเย็นด้วยก็จะทำให้เกิดภาวะไตอ่อนแอและจะส่งสัญญาณร้องให้เราทราบดังนี้

1.ปัสสาวะบ่อยขึ้น อั้นปัสสาวะไม่ได้นาน ดื่มน้ำเข้าไปแล้วต้องวิ่งเข้าห้องน้ำบ่อยๆ กลางคืนก็ต้องลุกขึ้นเข้าห้องน้ำหลายเที่ยว

2.มีอาการปวดหลัง ปวดเอวบ่อยๆ โดยเฉพาะเวลานั่งนานๆ

3.ปวดเมื่อยตามข้อ และ ร่างกายง่าย เช่น ปวดข้อเข่า ปวดต้นคอ

4.หลอดเลือดตีบตัน หรือ หลอดเลือดแข็งได้ง่าย

หากใครยังทาน…….

น้ำเย็น นมเย็น  กาแฟเย็น น้ำอัดลม  น้ำหวานเย็น ชาเย็น อยู่เป็นประจำ  มีอาการปวดหลังแน่ๆก็ต้องดูแลตนเองง่ายๆ ดังนี้

1.ปรับเลือดที่หนืดข้นให้หายข้นด้วยการเพิ่มน้ำเข้ากระแสเลือด โดยทานน้ำอุ่นให้ได้ 8-10 แก้ว ทุกวัน

2.ทำให้เลือดไหล เวียนสะดวกอย่างต่อเนื่องด้วยการ…..

ออกกำลังเป็นประจำที่สามารถทำได้ หรือ อาจใช้การจัดกระดูก ช่วยให้เลือดไหลเวียนสม่ำเสมอ

3.ไม่กินอาหาร…..

เนื้อสัตว์  ของทอด  ของหวานจัดเพราะ ทำให้เกิดอนุมูลอิสระปริมาณมากจนทำให้ หลอดเลือดแข็ง หรือ ตีบตันได้ง่าย

4.งดการทานน้ำเย็น เด็ดขาดรู้แล้วอยู่เฉยเมยนะควรปฏิบัติด้วยและรู้แล้วอย่าเก็บไว้คนเดียวโปรดแบ่งปันให้คนรอบข้างของตัวเรา

ขอขอบคุณที่มาจาก : doosod.com

อย่าคาดหวังอะไรจากลูกๆ แม้จะชุบเลี้ยงเขามา….อายุ 50 ควรอ่านอย่างยิ่ง

อย่าคาดหวังอะไรมาก จากลูกๆ ต่อให้คุณชุบเลี้ยงใครไว้ดูแลคุณยามแก่เฒ่า เขาก็ต้องวุ่นวายกับการงานและภาระผูกพันต่างๆ เกินกว่าจะเวลามาช่วยเหลือดูแลอะไรคุณได้มากนัก

คนอายุเกิน 50 อย่างคุณต้องเลิกเอาสุขภาพไปแลกกับความร่ำรวยได้แล้วมีเงินเท่าไรก็ซื้อสุขภาพคืนมาไม่ได้

ดังนั้น..

ตราบใดที่คุณยังมีข้าวปลาอาหารกินอย่างเพียงพอ มีเงินพอใช้สอยได้ทุกวัน เพียงเท่านี้ก็ดีเหลือหลายแล้ว อายุเท่านี้แล้ว คุณควรอยู่อย่างเป็นสุข ทุกบ้านต่างก็มีปัญหาของตนเอง อย่ามัวไปคิดเปรียบเทียบ แก่งแย่งแข่งดีกัน ไม่ว่าชื่อเสียง ฐานะในสังคม หรือความก้าวหน้าของเด็กๆ ฯลฯ

สิ่งที่ควรจะแข่งกันจริงๆนั้น คือแข่งกันมีความสุข, มีสุขภาพดี และอายุยืนนาน ส่วนอะไรที่เราเปลี่ยนมันไม่ได้ ก็อย่าไปฝังอกฝังใจให้ป่วยการและทำลายสุขภาพตัวเองเลย อายุป่านนี้แล้วก็ยังเปลี่ยนมันไม่ได้เลย

หลัง 50 แล้วอย่างนี้..

คุณต้องค้นหาหนทางของคุณเองที่จะสร้างชีวิตที่เป็นอยู่ดีๆ และสุขสดใสขึ้นมาให้ได้ ตราบใดที่มันทำให้คุณอารมณ์ดี

คิดถึงแต่สิ่งที่ทำให้ ทำอะไรก็สุขสนุกกับมันอยู่ทุกวัน นั่นก็หมายความว่าคุณได้ผ่านวันเวลาอย่างเป็นสุขแล้ว

ทุกวันที่ผ่านไป คุณจะสูญเสียไป ๑ วัน แต่ถ้ามันผ่านไปอย่างเป็นสุข วันนั้นคือกำไรชัดๆเลย จิตใจที่ดี จะช่วยรักษาโรคภัยได้ ถ้าจิตใจเป็นสุขโรคก็จะหายเร็วขึ้น แต่ถ้าจิตใจทั้งดีทั้งเป็นสุขด้วยแล้วล่ะก็ ความเจ็บป่วยจะไม่มีทางมาแผ้วพานได้เลย

ด้วยอารมณ์ที่ดีแจ่มใสอยู่เป็นนิจ ออกกำลังกายให้เพียงพอ อยู่กลางแจ้งบ่อยๆ กินอาหารให้ครบหมู่ ได้วิตามินและแร่ธาตุอย่างเพียงพอ เพียงเท่านี้ก็เชื่อได้แน่นอนว่า ชีวิตที่เป็นสุข อีก 30 หรือ 40 ปี จะเป็นของคุณแน่นอน

เหนือสิ่งอื่นใด…คุณต้องรู้จักบ่มเพาะและเก็บเกี่ยวความสุขดีๆจากการได้อยู่ ได้เที่ยว ได้คุยกับเพื่อนๆ เพราะเขาเหล่านี้จะช่วยให้คุณรู้สึกเยาว์วัยและมีความหมายอยู่เสมอ ขาดพวกเขาเมื่อใด..คุณจะต้องรู้สึกสูญเสียอย่างแน่นอน

ขอบรรดาสิ่งดีที่สุดจงบังเกิดแก่คุณ

โปรดเผยแพร่จดหมายน้อยนี้ให้เพื่อนๆที่เกิน 50 ไปแล้ว

และคนอื่นๆที่จะต้องเกิน 50 ในวันใดวันหนึ่งข้างหน้าด้วย…^^”

ขอบคุณแหล่งที่มา : Jelly Walker

จงได้สติ!! หากคุณทำตัวแบบนี้อยู่…ขืนทำ…จะช้ำใจ

อย่าทำงานจนป่วยดาย

อย่าหลงเสน่ห์อบายมุข

อย่ามีความสุขที่ผิดศีลธรรม

อย่าจำแต่เรื่องเลวร้าย

อย่าสบายจนเคยตัว

อย่ากลัวที่จะก้าวไปข้างหน้า

อย่าบ้าฟังคนสอพลอ

อย่ารอให้พระเจ้ามาช่วย

อย่ารวยบนความฉ้อฉล

อย่าเป็นคนเห็นแก่ได้

อย่าใช้คนไม่เหมาะกับงาน

อย่าปากหวานจนเสียระบบ

อย่าคบคนมองโลกในแง่ร้าย

อย่าขายศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์

อย่าเป็นชาวพุทธแต่พึ่งไสย

อย่าสนใจแต่เรื่องของตนเอง

อย่าเก่งอยู่คนเดียว

อย่าเที่ยวเกินขอบเขต

อย่าใช้พระเดชจนลืมพระคุณ

อย่าพึ่งใบบุญคนอื่นตลอดกาล

อย่าชำนาญในเรื่องชั่วชั่ว

อย่าเมามัว กิน กาม เกียรติ

อย่าเกลียดคนที่คิดแตกต่าง

อย่าปลูกต้นกร่างต้นไทร

อย่าลืมใครผู้เคยทำคุณ

อย่าสนับสนุนคนพาล

อย่าให้ทานกับคนไม่เห็นคุณค่า

อย่ายกเงินตราขึ้นเป็นพระเจ้า

ขอบคุณเรื่องราวดีๆ โดย พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี 

อยากให้ได้อ่าน “พ่อสบายดีไหมคะ” อย่ารอให้ถึงวันนั้น วันที่ต้องกระซิบผ่านฝาโลง

พ่อคะ วันนี้หลานของพ่ออายุครบเดือนค่ะ หลายวันก่อนที่แม่ซื้อเสื้อใหม่ให้พ่อ พ่อยังบอกกว่าจะใส่วันที่หลานอายุครบเดือน ทำไมพ่อไม่รักษาสัญญาคะ พ่อใจดำมากที่ทิ้งพวกเราไป….

วันนี้ตอนนำร่างของพ่อขึ้นเมรุ แม่และอาเป็นลมไปทั้งคู่ พ่อคะ หนูรู้ว่าพ่อหวังว่าหนูจะเป็นลูกที่เข้มแข็ง ไม่ต้องร้องไห้ พ่อเกลียดน้ำตาหนู พ่อมักบอกว่าหนูไม่เอาไหน แล้วจะเป็นลูกสาวพ่อได้ยังไง? พ่อคะ หนูเฝ้าบอกกับตัวเอง หนูต้องเข้มแข็ง!

พ่อคะ วันที่เราไปรับศพของพ่อที่โรงพยาบาล น้องชายยื่นสมุดโทรศัพท์เล่มเล็กๆของพ่อให้หนู น้องบอกกับหนูว่า “สมุดเล่มนี้อยู่ในกระเป๋ากางเกงของพ่อ พี่ลองเปิดดูสิ!” พ่อรู้ไหม ตอนที่หนูเปิดหน้าแรกของสมุดโทรศัพท์ หนูก็ปล่อยโฮออกมา หนูลืมไปว่าหนูต้องเข้มแข็ง หนูต้องเป็นหลักให้แม่ที่นั่งอยู่ข้างๆหนู แต่หนูควบคุมตัวเองไม่ได้คะพ่อ

หน้าแรกของสมุด มีรูปตอนที่หนูยังเล็กๆอยู่รูปหนึ่ง และหน้าสุดท้าย ก็มีรูปหนูตอนรับปริญญาติดอยู่ พ่อคะ พ่อไปไหนพ่อก็พกรูปหนูไปด้วยทุกทีใช่ไหมคะ พ่อรักหนูขนาดนี้ แต่หนูกลับโกรธพ่อว่าพ่อรักน้องมากกว่าหนู ตั้งแต่หนูโตมา พ่อไม่เคยบอกรักหนู พ่อไม่เคยกอดหนูเลย แต่วันนี้หนูรู้แล้วว่า พ่อรักหนูมากแค่ไหน

พ่อคะ วันที่หนูคลอดลูก แม่บอกหนูว่าพ่อเฝ้าอยู่หน้าห้อคลอด ไม่ยอมไปกินข้าว ไม่ยอมกลับไปพัก และเมื่อหนูถูกเข็นออกมาจากห้องคลอด หนูเห็นสีหน้าของพ่อที่เป็นห่วงหนูและเห็นแววตาปีติเมื่อเห็นหน้าหลาน พ่อได้เลื่อนขั้นเป็นคุณตาแล้วนะคะ พ่อหลงหลานมาก อุ้มแล้วก็อุ้มอีก หอมแล้วก็หอมอีก พ่อไม่ยอมให้หลานอยู่ห่างมือเลย ทำไมพ่อไม่รอให้หลานครบเดือนก่อนละคะ? ทำไมพ่อรอไม่ได้คะ…..

แม่พูดกับหนูว่า หากการรับเหมาครั้งนี้เสร็จสิ้นลง แม่จะพาพ่อไปเที่ยวยังที่ต่างๆ พ่อเหนื่อยเพราะพวกเรามามากแล้ว พ่อควรได้พักผ่อน ทำไมพ่อไม่ฟังคำของแม่คะ? พ่อจากพวกเราไปเร็วเกินไป ในเมื่อพ่อรักพวกเรามาก ทำไมพ่อถึงใจดำทำให้พวกเราต้องร้องให้เสียใจคะ? รู้ไหมคะ หนูเกลียดพ่อ หนูเกลียดพ่อ แล้ววันหน้าหนูจะเกลียดพ่อได้ยังไง พ่อไม่อยู่ให้หนูเกลียดแล้ว !

พ่อคะ พ่อยกโทษให้หนูนะคะ ที่ผ่านมา หนูดื้อกับพ่อ หนูเถียงพ่อ หนูขัดคำสั่งพ่อ ที่หนูตัดสินใจแต่งงานเร็ว มีลูกเร็ว ก็เพราะหนูอยากหนีไปอยู่กับครอบครัวใหม่ หลายครั้ง ที่หนูพูดอย่างถือดีกับพ่อว่า หนูต้องการความมั่นคง หนูต้องการชีวิตที่มีความสุข หนูจะไม่ทำให้ลูกของหนูลำบาก!

หนูเป็นลูกที่เลวจริงๆ หนูทำให้พ่อเสียใจได้ยังไง?

ที่พ่อดายตอนอายุ 47 ก็ไม่ใช่เพราะต้องการให้พวกเราอยู่กันอย่างสุขสบายหรือ? พ่อทำงานหามรุ่งหามค่ำแทบไม่มีเวลาพักผ่อน พ่อเหนื่อยที่สุดในบ้าน แต่พ่อก็ไม่ยอมพัก เพราะน้องชายยังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ พ่อยังต้องซื้อบ้าน ซื้อรถให้น้อง แต่พ่อคะ ที่พ่อเตรียมไว้ให้น้องก็เพียงพอแล้วนะคะ ที่เหลือให้น้องเป็นคนหาเองบ้างได้ไหมคะ? พ่อทำเพื่อพวกหนูตลอด พ่อเคยคิดถึงตัวเองบ้างไหมคะ?

พ่อคะ เมื่อวานหนูเปิดกระเป๋าสมบัติของพ่อ ในกระเปาของพ่อ มีแต่ของที่หนูซื้อให้ เสื้อเชิ้ต เสื้อยืด ผ้าเช็ดหน้า นาฬิกา ทำไมพ่อไม่ใช้มันละคะ? อากอดหนูและร้องไห้ฟูมฟายบอกกับหนูว่า
“พ่อของหนูอาภัพจริงๆ เอาแต่ประหยัดกินประหยัดใช้ จนตอนนี้มีหลานสาวตัวเล็กๆให้ได้ชื่นชม ก็ต้องมาด่วนจากไป อาทำใจไม่ได้ อาทำใจไม่ได้!” พ่อคะ ไม่มีใครทำใจได้คะ พวกเราทำใจรับกับเรื่องนี้ไม่ได้คะ!

พ่อคะ วันนี้หลานสาวของพ่ออายุครบเดือน พ่อสัญญาว่าพ่อจะมาฉลอง แม่บอกว่าพ่อเตรียมซองไว้ให้หลาน หนูรอจนถึงตอนนี้ ทำไมพ่อยังไม่มาอีกละคะ? พ่อยังโกรธหนูใช่ไหมคะ? พ่อไม่สนใจหนูแล้วใช่ไมคะ? พ่อคะ หนูขอโทษ พ่อกลับมาได้ไหมคะ?

พ่อไม่ต้องห่วงนะคะ หลานสาวของพ่อจะเป็นเด็กดีคะ เมื่อหลานโตขึ้น หนูจะบอกแกว่า แก้มทั้ง2ข้างของหนู คุณตาเคยหอม ต่อนี้ไป หนูจะเป็นคนหอมแก้มหลานแทนพ่อนะคะ หนูจะรักแกเหมือนที่พ่อเคยรักหนูคะ

หากชาติหน้ามีจริง หากพ่อได้มาเกิดใหม่ พ่อไม่ต้องเกิดมาเป็นพ่อหนูแล้วนะคะ เป็นพ่อหนูมันลำบาก มันเหนื่อยเราสลับกันนะคะพ่อ พ่อมาเกิดเป็นลูกชายของหนูได้ไหมคะ? หนูจะทดแทนสิ่งที่พ่อเคยให้กับหนู หนูรับรองว่าหนูจะดูแลพ่ออย่างดี เหมือนที่พ่อเคยรักและดูแลหนูมาคะ! พ่อคะ พ่ออยู่บนสวรรค์สบายดีไหมคะ? หนูคิดถึงพ่อเหลือเกิน…………….

ขอบพระคุณที่มา: นุสนธิ์บุคส์

รอยยิ้มเท่านั้นที่จะทำให้ชีวิตของเราเดินต่อไปได้ !! “จงยิ้มเข้าไว้…แม้จะเจ็บปวด”

ในขณะที่เราคิดถึงคน ๆ นึงตลอดเวลา
เค้าคนนั้นก็อาจคิดถึงคนอื่นอยู่ก็เป็นได้
และบางครั้ง ก็อาจมีคนที่คิดถึงเรา โดยที่เราไม่สนใจเลยเช่นกัน

บางครั้ง การได้ฝันไปคนเดียว มันก็ดีกว่าการได้รู้ความจริงที่ว่า
สิ่งที่เราคิดทั้งหมด มันคือความฝันของเราเองเพียงคนเดียว
ฉะนั้น ไม่แปลกที่คนส่วนใหญ่เลือกที่จะจมกับความฝัน
มากกว่าการได้รับรู้ความจริง

การไม่ได้เป็นที่ 1 ในใจเค้า ไม่ใช่เรื่องน่าเศร้า…
เราอาจเป็นที่ 2 ซึ่งมันก็ยังดีกว่าเป็นที่ 3 ที่ 4…
และหากเราเป็นที่ 10 ในใจเค้า…
ก็ขอให้คิดไว้ว่า ดีกว่าเราไม่มีความสำคัญอะไรในใจเค้าเลย

แต่โปรดจำไว้เถอะว่า…

หากหัวใจของคุณยังไม่ร้องไห้ออกมาดัง ๆ
พร้อมกับพูดกับตัวเองว่า…ฉันเหนื่อยเหลือเกินแล้ว
โปรดห้ามใจเถอะ ก่อนที่ฉันจะอ่อนล้าไปกว่านี้…

ก็จงชอบต่อไปเถอะ…

 

การรักใครซักคน ไม่ต้องการความพยายาม
“การตัดใจ”ต่างหาก ที่ต้องใช้ความพยายามอย่างมากมาย
ลองชั่งน้ำหนักในใจเราดูสิว่า ความสุขยามที่คุณได้สบตาเค้า
กับความทุกข์ยามที่คุณต้องคอยหลบตาเค้า
อันไหนมันหนักหนากว่ากัน

อย่าโทษตัวเอง ที่มาเจอเค้าสายเกินไป…
อย่าโทษเค้าที่ไม่มีใจให้…
อย่าโทษโชคชะตาที่ทำให้เราพบกัน แต่ไม่ได้ทำให้เราใจตรงกัน

แต่จงยิ้มให้กับตัวเอง

ที่อย่างน้อย ถึงจะพบกับเค้าคนนั้นสายเกินไป
แต่ก็ยังได้พบ…

ยิ้มให้เค้า ที่ถึงจะไม่ได้ให้ใจเรามา
แต่ก็ยังได้รับหัวใจของเราไป…

ยิ้มให้กับโชคชะตา
ที่ยังทำให้เรา…ได้รู้จักกัน

 

คุณควรจะดีใจด้วยซ้ำที่ครั้งหนึ่ง
คุณได้เจอคนที่คุณอยากเก็บรอยยิ้มของเค้าไว้คนเดียว

คนที่คุณใส่ใจกว่าตัวคุณเอง…
คนที่ทำให้คุณหัวเราะ…และร้องไห้ได้มากมาย…

คนที่เพียงแค่ยิ้มของเค้า
ก็สามารถเปลี่ยนวันที่หมองหม่น…ให้กลายเป็นวันที่สดใส
เท่านี้มันก็เพียงพอแล้ว ไม่ใช่หรือ?

แค่การได้เห็นคนที่เรารัก
ได้หัวเราะอยู่กับใครสักคนที่เค้ารักมากที่สุด
…นั่นแหละคือความสุขของการได้รัก…อย่างจริงใจ

ขอบคุณเรื่องราวดีๆ จาก ผู้หญิงนะคะ

แชร์เก็บไว้เลย ทำอย่างไรให้มีความสุขในทุกขณะ อย่าปล่อยให้สิ่งลบๆเข้ามาในชีวิตของเราได้

จงเป็นสุขทุกขณะจิต..

เวลากินข้าว เราไม่เพียงตักอาหารบำรุงเลี้ยงร่างกายเท่านั้น หากยังเป็นโอกาสที่เราจะได้บำรุงเลี้ยงจิตใจด้วย โดยเฉพาะเมื่อเรากินอย่างมีสติ รู้จักประมาณในการกิน กินอย่างรู้คุณค่าที่แท้จริงของอาหาร และด้วยสำนึกในบุญคุณของทุกชีวิตที่นำอาหารมาให้เรา สติและสำนึกดังกล่าวจะช่วยบ่มเพาะจิตใจของเราให้งดงามและเป็นกุศล นำไปสู่ชีวิตที่สงบเย็นและมีเมตตา

เวลาหายใจ เราไม่เพียงดูดออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ในร่างกายเท่านั้น หากยังเป็นโอกาสที่เราจะนำเอาความสงบเย็นไปหล่อเลี้ยงจิตใจด้วย ในยามเครียดหรือเกิดโทสะ ลองหายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ สัก ๕-๑๐ ครั้ง จิตจดจ่ออยู่ที่ลมหายใจ จะพบว่าความเครียดบรรเทาลง และจิตใจหายรุ่มร้อน ยิ่งในยามปกติด้วยแล้ว การหายใจอย่างมีสติจะช่วยให้จิตสงบนิ่ง มั่นคงแต่อ่อนโยน เต็มไปด้วยความรู้ตัวทั่วพร้อม

เวลาเดิน เราไม่เพียงพาตัวเองไปให้ถึงจุดหมายเท่านั้น หากยังเป็นโอกาสที่เราจะพาใจให้เข้าถึงความผ่อนคลาย เป็นสมาธิ เมื่อเดินอย่างมีสติรู้ตัวในทุกย่างก้าว ไม่กังวลกับจุดหมาย ไม่สนใจว่าต้องเดินอีกไกลเท่าใด ไม่เร่งเร้าว่าเมื่อไหร่จะถึง เมื่อนั้นเราจะเป็นอิสระจากระยะทางและเวลา การเดินจึงกลายเป็นการพักใจในทุกก้าว แม้กายเหนื่อย แต่ใจหาเหนื่อยไม่

ทุกอิริยาบถ ทุกกิจกรรมในชีวิตประจำวัน แม้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องของร่างกายล้วนๆ แต่แท้ที่จริงแล้วมีมิติด้านจิตใจมาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ เป็นมิติที่มากไปกว่าการใช้สมองหรือความคิด หากเป็นมิติที่สัมพันธ์กับความปกติสุข (หรือความทุกข์) ในระดับจิตวิญญาณ ทุกขณะและทุกการกระทำของเราล้วนแยกไม่ออกจากมิติทางจิตใจ กล่าวคือล้วนส่งผลต่อจิตใจ ไม่ว่าในทางบ่มเพาะหรือบั่นทอน หล่อเลี้ยงหรือตัดรอนความสงบเย็นของชีวิตด้านใน

 

ชีวิตที่สนใจแต่มิติด้านกายภาพ มุ่งตักตวงความสุขทางกาย หรือความพรั่งพร้อมทางวัตถุ โดยไม่คำนึงถึงมิติด้านจิตใจ เอาแต่ปรนเปรอร่างกาย โดยละเลยการบำรุงเลี้ยงจิตใจ ชีวิตดังกล่าวย่อมเป็นชีวิตที่ยากจะพบกับความสงบสุข มีแต่จะรุ่มร้อนเพราะความอยากที่ไม่รู้จักพอ ขณะเดียวกันจิตใจก็แส่ส่ายทุรนทุรายเนื่องจากขาดความสุขที่แท้ จึงต้องดิ้นรนแสวงหาโดยนึกว่าทรัพย์สมบัติจะนำความสุขที่แท้มาให้ แต่สุดท้ายก็ต้องผิดหวัง จึงต้องดิ้นรนแสวงหาต่อไปไม่รู้จบ ชีวิตเช่นนี้เป็นชีวิตที่ติดลบ แม้จะมีทรัพย์สมบัติท่วมหัวก็ตาม

มนุษย์ทุกคนย่อมปรารถนาความสงบเย็นภายใน ความสงบเย็นแบบนี้หาซื้อไม่ได้ จะได้มาก็จากชีวิตด้านในที่เจริญงอกงาม หรือจากจิตใจที่ได้รับการบำรุงเลี้ยงอย่างสม่ำเสมอเท่านั้น ผู้ที่เห็นคุณค่าของชีวิตด้านในย่อมแสวงหาสิ่งดีงามมาบำรุงเลี้ยงจิตใจอยู่เป็นนิจ สิ่งดีงามนั้นได้แก่ความปรารถนาดี (เมตตา) การเผื่อแผ่และเสียสละ (จาคะ) ความตั้งมั่นและความสงบใจ (สมาธิ) ความรู้ตัวและไม่หลงลืม (สติ) ความรู้ความเข้าใจในเรื่องชีวิตจิตใจ (ปัญญา) เป็นต้น

เพียงแค่หยุดคิดแล้วหันมามองดูตน เราย่อมเห็นได้ไม่ยากว่าอะไรคือสิ่งที่ชีวิตจิตใจของเราปรารถนาอย่างแท้จริง แต่ในยุคนี้ดูเหมือนว่าทำเพียงเท่านี้ก็นับว่ายากแล้ว เพราะนอกจากชีวิตจะเร่งรีบจนแทบไม่มีเวลาว่างแล้ว แม้ในยามที่มีเวลาว่าง อะไรต่ออะไรก็พากันแย่งเวลาเราไปจนหมด ไม่ว่าโทรทัศน์ วีดีโอ โทรศัพท์มือถือ อินเตอร์เน็ต หรือสถานบันเทิง

ยิ่งกว่านั้นก็คือกระแสเงินตราที่ไหลบ่ามาแรง โดยเฉพาะสังคมไทยใน พ.ศ.นี้ และพ.ศ.หน้า ไม่เพียงสินทรัพย์จะถูกแปรเป็นทุนเท่านั้น หากแต่สรรพสิ่งก็กำลังถูกแปรเป็นเงินตรา ขณะที่วัฒนธรรมของชาติกำลังถูกแปรเป็นวัฒนธรรมเชิงท่องเที่ยว เพื่อสร้างรายได้ให้ประเทศ คาสิโนและโต๊ะพนันบอลก็ทำท่าจะเดินตามหวย คือถูกขุดขึ้นมาจากใต้ดินเพื่อเป็นขุมเงินขุมทองให้รัฐ เงินกำลังกลายเป็นเป้าหมายสูงสุดของคนในชาติ และกลายเป็นเกณฑ์วัดความสำเร็จและความเจริญของทุกสิ่งตั้งแต่บุคคล องค์กร ชุมชน ไปจนถึงประเทศชาติ ใช่แต่เท่านั้นเงินยังทำท่าแพร่สะพัดสุดแต่ว่าใครจะไขว่คว้าได้แค่ไหน ไม่ว่าเงินกู้ในรูปเครดิตการ์ดที่ธนาคารแข่งกันออก เงินล้านที่หลั่งไหลสู่ชุมชนเพื่อเอาชนะความยากจน และเงินลงทุนอีกหลายแสนล้านของรัฐบาลในโครงการนับไม่ถ้วน

ในยุคที่เงินตราเป็นตัวกำหนดทุกสิ่ง รวมทั้งความถูกต้อง จนแฟชั่น “นมหก” กลายเป็นเรื่องธรรมดาเพราะจำเป็นสำหรับการสร้างเมืองไทยให้เป็นตลาดแฟชั่นชั้นนำของโลก การที่ผู้คนจะแลเห็นอะไรที่ลึกซึ้งไปกว่าวัตถุเงินตรา ย่อมเป็นเรื่องยาก อย่าว่าแต่เรื่องจิตวิญญาณเลย แม้กระทั่งศักดิ์ศรี สิทธิมนุษยชน หรือสิทธิเสรีภาพ ซึ่งเป็นเรื่องโลกีย์ๆ ก็แทบไม่มีความหมายเสียแล้วเมื่อเทียบกับความมั่งคั่งหรือการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ในยามที่เงินเป็นพระเจ้านี้ สิ่งสำคัญก่อนอื่นใดคือการมีสติยั้งคิด ไม่หลงใหลไปตามกระแสและหรือลุ่มหลงกับมายาภาพ จนลืมไปว่า มีเงินมากเท่าไหร่ ก็ไม่มีความหมายหากชีวิตติดลบ ติดลบเพราะหิวโหยความสงบเย็นภายใน ชีวิตเช่นนี้ว่างเปล่าเพราะหาสาระที่แท้ของชีวิตไม่เจอ ใช่หรือไม่ว่าในที่สุดชีวิตเช่นนี้ย่อมกลายเป็นชีวิตที่กัดเจ้าของ

ปีใหม่นี้ถึงแม้เงินจะปลิวว่อนในอากาศมากกว่าเดิม ก็อย่าหลงเพลินกับการไขว่คว้าเงินจนลืมชีวิตด้านในของตนเอง พึงตระหนักว่าทุกขณะและทุกอิริยาบถล้วนมีความสำคัญต่อชีวิตด้านใน ลึกลงไปในทุกกิจกรรมคือโอกาสแห่งการบ่มเพาะจิตใจและการนำความสงบเย็นมาสู่จิตวิญญาณ พยายามใช้ทุกกิจกรรมเพื่อการสร้างความไพบูลย์งดงามแก่จิตใจ แทนที่จะทุ่มเททุกหยาดเหงื่อให้กับการแสวงหาเงินตราและวัตถุสถานเดียว

ที่ขาดไม่ได้ก็คือการหาเวลาสงบๆ ให้แก่ตนเอง เพื่อไตร่ตรองมองตนและปล่อยวางจากสิ่งข้องขัดที่สะสมมาตลอดทั้งวัน เวลาดังกล่าวสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการเติมความสงบเย็นให้แก่จิตใจ ถ้าทำได้เช่นนี้ ชีวิตย่อมเต็มอิ่มและนำความสุขใจมาให้ทุกขณะจิต

ขอบคุณเรื่องราวดีๆ โดย พระไพศาล วิสาโล

การพัฒนาระดับสติปัญญาให้ลูกของคุณ ทำได้ด้วยวิธีเหล่านี้..

ไอคิว (Intellectual Quotient: IQ) หรือระดับสติปัญญา คือความสามารถในการเรียนรู้ การคิด การตัดสินใจ และการแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผล ไอคิวจึงเป็นเครื่องชี้วัดความฉลาดอย่างหนึ่ง วัยเด็กเป็นช่วงอายุที่เหมาะต่อการพัฒนาสติปัญญาให้สมบูรณ์ เพราะนอกจากพันธุกรรมที่ส่งผลต่อระดับไอคิวของเด็กแล้ว การเลี้ยงดูเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริมให้ลูกน้อยพัฒนาไอคิวได้เต็มศักยภาพ

วัดไอคิวได้อย่างไร

ไอคิววัดได้โดยใช้แบบทดสอบไอคิวที่มีหลายรูปแบบให้เลือกตามความเหมาะสมต่อผู้เข้ารับการทดสอบ ซึ่งจะแสดงผลลัพธ์ออกมาในรูปของตัวเลขที่บ่งบอกว่าผู้ทดสอบมีสติปัญญาในระดับใดเมื่อเปรียบเทียบกับคนในช่วงอายุเดียวกัน ระดับไอคิวขั้นกลางตามมาตรฐานสากลคือ 100 ผู้ที่มีไอคิวต่ำกว่า 70-75 อาจบ่งบอกได้ว่ามีความผิดปกติทางการเรียนรู้ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยบางอย่างอาจส่งผลให้ค่าระดับไอคิวที่วัดได้คลาดเคลื่อน เช่น ความเครียด ความเจ็บป่วยทางกายและจิตใจ เป็นต้น

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อไอคิว

ระดับไอคิวที่แตกต่างกันของแต่ละคนเป็นผลจากปัจจัยหลายอย่างประกอบกัน ทั้งพันธุกรรม สิ่งแวดล้อมรอบตัว และอาหารที่รับประทาน ดังนี้

พันธุกรรม นักวิทยาศาสตร์คาดว่าระดับไอคิวของคนเราเป็นผลมาจากยีนส์ที่ได้รับจากพ่อแม่ประมาณ 60-70 เปอร์เซ็นต์ แต่เชื่อว่ามียีนหลายตัวที่ส่งผลให้ระดับสติปัญญาแตกต่างกัน การตรวจหายีนเฉพาะที่เป็นตัวกำหนดความฉลาดของแต่ละคนยัังเป็นเรื่องยาก

สิ่งแวดล้อม การเลี้ยงดูของพ่อแม่ สภาพสังคมรอบตัว หรือการศึกษา เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อพัฒนาการด้านสติปัญญา

อาหารที่รับประทาน สมองของคนเรามีพัฒนาการมากที่สุดในช่วง 3 ปีแรก การได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วนในวัยเด็กจึงจำเป็นอย่างยิ่ง โดยมีงานวิจัยอ้างว่าการมีภาวะทุพโภชนาการในช่วงอายุ 1-5 ปี ไม่เพียงส่งผลให้เด็กมีการเจริญเติบโตทางด้านร่างกายผิดปกติ แต่ยังเกิดความบกพร่องทางพัฒนาการด้านสติปัญญา และมีระดับไอคิวลดน้อยลงด้วย

วิธีกระตุ้นการพัฒนาไอคิว

โดยปกติ สมองของเด็กเล็กจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วจนมีขนาดเทียบเท่า 90 เปอร์เซ็นต์ของขนาดสมองเมื่อโตเต็มที่ตั้งแต่มีอายุเพียง 4 ปี ส่วนพัฒนาการด้านสติปัญญานั้นเจริญถึงขั้นสูงสุดในช่วงอายุ 15-25 ปี จากนั้นจะค่อย ๆ เสื่อมลงตามวัย วัยเด็กจึงเป็นช่วงที่เหมาะสมต่อการเรียนรู้และพัฒนาไอคิวมากที่สุด พ่อแม่หรือคนใกล้ชิดในครอบครัวควรส่งเสริมให้เด็กเกิดการเรียนรู้อย่างเต็มที่ และหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลเสียต่อพัฒนาการด้านสติปัญญา ดังนี้

1. สตรีมีครรภ์และหญิงที่วางแผนมีบุตรควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีน และอาหารที่ปนเปื้อนสารพิษ โดยเฉพาะอาหารทะเลที่ไม่สะอาด เพราะเสี่ยงต่อสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสมองของทารกในครรภ์ตกค้างในปริมาณสูง รวมทั้งเลี่ยงการสูบบุหรี่ การได้รับมลพิษ หรือการสูดดมสารเคมี เช่น สีที่ยังไม่แห้ง เป็นต้น

2. ทารกที่เกิดจากแม่ที่มีภาวะไฮโปไทรอยด์อาจมีไอคิวต่ำกว่ามาตรฐาน สตรีที่วางแผนมีบุตรหรือกำลังตั้งครรภ์ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาให้อาการดีขึ้นเสียก่อน

3. สตรีมีครรภ์ควรหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีเสียงดังหรือการฟังเสียงดังเป็นเวลานาน เพราะอาจส่งผลให้ทารกในครรภ์สูญเสียการได้ยินอย่างถาวรได้

4. พูดคุยกับลูกน้อยอย่างสม่ำเสมอ พยายามใช้คำที่แสดงรายละเอียดของสิ่งต่าง ๆ เช่น รถสีเขียว บ้านสีแดง พร้อมชี้สิ่งที่กำลังพูดถึงให้ลูกน้อยเห็นภาพชัดเจน เวลาพูดควรใส่น้ำเสียงเสียงสูงต่ำ เนื่องจากสมองของเด็กเล็กจะแยกแยะคำต่าง ๆ ออกเป็นหมวดหมู่จากน้ำเสียง

5. ให้ลูกน้อยเดินหรือเคลื่อนไหวด้วยตนเองและเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัวแทนการนั่งรถเข็นเด็กตลอดเวลา

6. ควรส่งเสริมให้เด็กรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ อุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และโอเมก้า 3 เพื่อช่วยุ6. ส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญา เช่น น้ำมันตับปลา เมล็ดฟักทอง เมล็ดแฟลกซ์ เมล็ดดอกทานตะวัน หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป อาหารที่มีน้ำตาลสูง ควรหันมารับประทานอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ได้แก่ ธัญพืชไม่ขัดสี ข้าวกล้อง ผัก และพืชตระกูลถั่ว

7. รับฟังความคิดเห็นของเด็กอยู่เสมอ ชื่นชมในความพยายามทำสิ่งต่าง ๆ ให้สำเร็จ และส่งเสริมให้เด็กเห็นคุณค่าในตนเอง

 

อย่างไรก็ตาม ระดับไอคิวไม่ใช่สิ่งเดียวที่ใช้วัดความฉลาดของแต่ละคน ยังมีตัวชี้วัดความฉลาดหลายรูปแบบ ได้แก่ ความฉลาดด้านมิติสัมพันธ์ ความฉลาดทางอารมณ์ หรือความฉลาดทางด้านดนตรี เป็นต้น ซึ่งสามารถส่งเสริมและพัฒนาได้เช่นเดียวกับการพัฒนาไอคิว

ถ้าไฟมันไหม้ ก็อย่าให้มันไหม้หัวใจเรา ถ้าน้ำมันท่วม ก็อย่าให้มันท่วมหัวใจเรา

หลวงพ่อชา สุภัทโท (พระโพธิญาณเถร) เป็นพระวิปัสสนาจารย์ ที่มีลูกศิษย์ลูกหามากมายทั้งชาวไทยและต่างชาติ นั่นเป็นเพราะคำสอนของท่านตรงใจคนและท่านยังนำธรรมอันลึกซึ้งมาเปรียบเปรยให้เข้าใจได้ง่าย โดยเฉพาะเรื่องการปล่อยวางทุกข์และสุข

เราจึงคัดเลือก คำสอนหลวงพ่อชา ที่สามารถนำมาปรับใช้กับชีวิตประจำวันได้มา 10 ข้อเพื่อให้คุณผู้อ่านได้น้อมนำมาปฏิบัติ

1. เมื่อเราทำบุญ แต่ยังไม่ละบาป

ก็เหมือนกับเราเอากะละมังไปคว่ำไว้กลางแจ้ง ฝนตกลงมาถูก้นกะละมังเหมือนกัน แต่มันถูกข้างนอก ไม่ถูกข้างใน น้ำก็ไม่มีโอกาสที่จะเต็มกะละมังได้

2. โยม ไม้อันที่อาตมาถืออยู่นี่นะ มันสั้น หรือว่ามันยาว

โยม ไม้อันนี้ธรรมชาติแท้ๆ ของมันมีแค่นี้ เท่านี้…มันไม่สั้น และก็ไม่ยาว โยม ความต้องการที่จะให้ไม้นี้มันสั้นเข้า หรือยาวออก นั่นแหละ “ทุกข์”  ทุกสิ่งทุกอย่างถ้าเรายอมตามธรรมชาติที่มันเป็นอยู่ ยอมที่ไหน ทุกข์ก็ไม่เกิดที่นั่น

3. สุขและทุกข์นี้ ก็เปรียบเสมือนงูตัวหนึ่ง

ทางหัวมันเป็นทุกข์ ทางหางมันเป็นสุข เพราะถ้าลูบทางหัวมันมีพิษ ทางปากมันมีพิษไปใกล้ทางหัวมัน มันก็กัดเอา ไปจับหางมันก็ดูเหมือนเป็นสุข แต่ถ้าจับไม่วาง มันก็หันกลับมากัดได้เหมือนกัน เพราะทั้งหัวงูและหางงู มันก็อยู่ในงูตัวเดียวกันคือ ตัณหา ความลุ่มหลงนั่นเอง

4. หน้าที่ของเรานั้นทำเหตุให้ดีที่สุดเท่านั้น 

ส่วนผลที่จะได้รับเป็นเรื่องของเขาถ้าเราดำเนินชีวิต โดยมีการปล่อยวางเช่นนี้แล้วทุกข์ก็ไม่รุมล้อมเรา

5. ถ้าไฟมันไหม้ ก็อย่าให้มันไหม้หัวใจเรา

ถ้าน้ำมันท่วม ก็อย่าให้มันท่วมหัวใจเรา ให้มันท่วมแต่บ้าน ให้มันไหม้แต่บ้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่นอกกายของเรา ส่วนจิตใจของเรานั้น ให้มันปล่อยวาง

 

6. โลกนี้เป็นของพอดี แต่เรามีความโลภทะเยอทะยานไปเอง

ไม่รู้จักโลก ไม่รู้จักภาษาของโลก ไม่รู้จักความหมายของโลกว่า มันเปลี่ยนแปลงอยู่ตามธรรมชาติของมันอยู่ทุกวินาที ว่าเมื่อมันเกิดแล้วมันก็แก่ แก่แล้วก็เจ็บ เมื่อเจ็บแล้วมันก็ดาย

7. ถ้าหากเป็นคนที่ฉลาดแล้ว จะปล่อยหมด 

สิ่งที่ดีก็ปล่อยมันไป สิ่งที่ชั่วก็ปล่อยมันไป สิ่งที่ชอบใจก็ปล่อยมันไป เหมือนอย่างเราปล่อยงูเห่าตัวที่มีพิษร้ายนั้น ปล่อยให้มันเลื้อยของมันไป มันก็เลื้อยไปทั้งที่มี “พิษ” อยู่ในตัวมันนั่นเอง

8. เราอยากได้กระโถนใบนี้ เรายกมันขึ้นมา

มีความรู้สึกว่ามันหนักเพิ่มขึ้นมา มันมีเหตุ หนักมันจะเกิดเพราะอะไร ถ้าไม่ใช่เพราะเราไปยกมัน ถ้าเราไม่ยกมัน มันก็ไม่มีอะไร ถ้าไม่ยก มันก็เบา อะไรเป็นเหตุผล ดูเท่านี้ก็รู้แล้ว ไม่ต้องไปเรียนที่ไหน ถ้าเราไปยึดอะไร อันนั้นแหละเป็นเหตุให้ทุกข์เกิด ถ้าเรา “ปล่อย” มันก็ไม่มีทุกข์

9. เราเห็นแล้วว่า ถ้วยใบนี้ เอาไว้ที่ไหน มันก็ต้องแตก

จานนี่ เอาไว้ที่ไหน ก็ต้องแตก แต่เราก็ต้องสอนเด็กว่า ล้างให้มันสะอาด เก็บไว้ให้ดี เราก็ต้องสอนเด็กอย่างนี้ ตามสมมุติอย่างนี้ เพื่อเราจะใช้ถ้วยนี้นานๆ อันนี้เรา รู้จักธรรมะ เอาธรรมะมาปฏิบัติ

ถ้าเห็นว่า อันนี้มันจะแตกอยู่แล้ว เราบอก เออ ช่างมันเถอะลูก กินแล้วก็ไม่ต้องล้างมันหรอก จะตกก็ช่างมันเถอะ ไม่ใช่ของเราหรอก เอาทิ้งไว้ที่ไหนก็ได้ มันจะแตกอยู่แล้ว อย่างนี้ก็เป็นคนโง่ไป

ถ้าเราเป็น “ผู้รู้สมมุติ” อันนี้ เมื่อมันเจ็บไข้ ก็หาหยูกยาให้มันกิน เมื่อมันร้อน ก็อาบน้ำให้มัน เมื่อมันเย็น ก็หาความอบอุ่นให้มัน เมื่อมันหิว ก็หาข้าวให้มันกินแต่ให้เรารู้ว่า ให้ข้าวมันกิน มันก็จะดายอยู่ แต่ในเวลานี้ ยังไม่ถึงคราวจะดาย เหมือนถ้วยใบนี้ ยังไม่แตก ก็รักษาถ้วยใบนี้ให้มัน “เกิดประโยชน์” เสียก่อน

10. สมมุติว่าวันนี้ โยมหาเงินได้ 100 บาท

ธรรมชาติของมันแค่ 100 บาท จะอยากให้ได้มากกว่านั้น ก็ไม่ได้จะอยากให้ได้น้อยกว่านั้น ก็ไม่ได้หาได้ 50 บาท ธรรมชาติของเขาก็แค่นั้น หาไม่ได้เลยธรรมชาติของมันก็เท่ากับหาไม่ได้เลย ยอมตามธรรมชาติที่มันเป็นทุกอย่าง ทุกแห่ง ทุกข์ก็ไม่เกิด ธรรมะอย่างนี้ปฏิบัติที่ไหนก็ได้ เวลาใดก็ได้ ใคร ๆ ก็ปฏิบัติได้ ปฏิบัติเมื่อไร ที่ไหน ทุกข์ก็ไม่เกิดเมื่อนั้น ที่นั่น

ขอบคุณเรื่องราวดีๆ จาก หนังสือ “กุญแจภาวนาและตามดูจิต” , goodlifeupdate

ขณะนี้ท่านโชคดีหรือโชคร้าย ท่านมองเห็นชีวิตท่านเป็นอย่างไร…โดย ท่านปิยโสภณ(พระราชญาณกวี)

เกิดมาสมองไม่พิการ มีแขนขา ตาหู อวัยวะทุกส่วนครบบริบูรณ์ ถือเป็นบุญยิ่งใหญ่ของชีวิต  โชคร้าย มนุษย์ส่วนใหญ่ชอบพูดว่าตนโชคร้ายและคิดตลอดเวลาว่า ตนเกิดมาไม่สมบูรณ์เหมือนคนอื่น แม้คนในครอบครัวเดียวกันเป็นญาติพี่น้องกันแท้ๆ ก็ยังคิดว่าตนด้อยกว่าคนอื่น พ่อแม่รักไม่เท่ากัน แล้วก็ประชดประชัน ทำให้พ่อแม่เสียใจบ่อยๆ ความคิดเรื่องตนมีปมด้อยกลายเป็นปัญหาใหญ่ของมนุษย์

ท่านผู้อ่านของข้าพเจ้าลองคิดดูให้ดีคิดให้ละเอียดถี่ถ้วนเถิดว่า ขณะนี้ท่านโชคดีหรือโชคร้าย ท่านมองเห็นชีวิตท่านเป็นอย่างไร ที่ว่าโชคร้ายนั้นท่านคิดไปเองหรือเปล่า คิดดูให้ดีว่าจะไม่มีอะไรน่าภูมิใจบ้างหรือกับคนรอบข้าง จะไม่มีอะไรน่ายกย่องเลยหรือกับการเกิดมามีชีวิต ทำจิตให้นิ่งแล้วถามตัวเองให้ได้คำตอบ

ทุกครั้งที่คิดว่าตนโชคร้าย โปรดมองไปรอบๆ ตัวเราดูบ้างว่า ยังมีใครอีกไหมที่ย่ำแย่ยิ่งกว่าเรา ยังมีใครบ้างไหมที่น่าสงสารยิ่งกว่าเรา ความคิดสงสารคนอื่น คือมองคนอื่นว่ามีทุกข์กว่าเรา เป็นการเพิ่มความมีโชคให้ชีวิต

 

ชีวิตเรา เราลิขิตได้ส่วนหนึ่ง อีกส่วนขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อม เราไม่ได้เกิดมาเองทุกคนมีพ่อแม่ พี่น้อง ญาติมิตร เพื่อนร่วมงาน เราไม่อาจอยู่บนโลกใบนี้ด้วยตัวคนเดียว เรายังมีเพื่อนที่ต้องพึ่งพาอาศัยกัน วันนี้ยังไม่ได้พึ่ง พรุ่งนี้ก็อาจมีความหมาย อย่าด่วนตัดมิตรไมตรีกับใครง่ายๆ ต้องรักษามิตรภาพเอาไว้ด้วยการสำรวมระวังวาจา

อย่าคิดว่าเราพูดอะไรก็ได้ ใครจะทำไม คงไม่มีใครทำอะไร แต่เสน่ห์ชีวิตจะหายไป เมื่อวาจาเป็นพิษ

คนชอบบ่นปนทุกข์เป็นคนขาดเสน่ห์เสน่ห์ แต่ละอย่างจึงควรทำให้เป็นนิสัยติดตัว ให้เป็นบุคลิกเฉพาะตัว ใครที่คิดถึงเรา ก็ให้รู้ว่าเรามีบุคลิกที่ดีเช่นนี้มิใช่คิดถึงเราทีไร ทุกคนเบือนหน้าหนีไม่อยากเข้าใกล้

ภัยร้ายของชีวิตคือการเอาแต่จับผิดคนอื่น วิพากษ์วิจารณ์คนอื่นในทางเสียหาย สุดท้ายสิ่งไม่ดีเหล่านั้นก็วิ่งกลับมาอยู่ในตัวเรา การมองคนอื่นในทางเลวร้ายตลอดเวลาเป็นการทำลายพลังจิตของเราเอง จริงอยู่บางอย่างเราต้องการแก้ไขเขา ต้องการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างให้ดีขึ้น เพราะคิดว่าเขามีศักยภาพ แต่ก็ต้องค่อยๆ พูดคุยกัน

บางคนคิดว่าตนมีอำนาจ จะพูดรุนแรงอย่างไรก็ได้ ลูกน้องเป็นเพียงลูกไก่ในกำมือ ลงท้ายก็ทำลายน้ำใจ ทำลายมิตรภาพในองค์กร

การคิดดี ทำดีพูดดีต่อตนและคนอื่นคือการขับเคลื่อนชีวิตด้วยพลังบวก ซึ่งเป็นพลานุภาพอันแท้จริงของชีวิต แล้วทุกคนจะไม่คิดว่าตนเป็นคนโชคร้ายอีกต่อไป 

ขอบคุณเรื่องราวดีๆ โดย : ท่านปิยโสภณ (พระราชญาณกวี)