3 วิธี เลิกเครียด เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับคุณ

3 วิธี เลิกเครียด เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับคุณ คนเรามีความเครียดกันได้ทุกคนครับ ไม่เว้นแม้แต่ตัวผมเอง แต่เราจะให้มันอยู่นานหรืออยู่แค่แป๊ปเดียวมันขึ้นอยู่กับคุณ

ช่วงนี้มีเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับเทคโนโลยีค่อนข้างบ่อย ผมเริ่มจะชอบเขียนเรื่องแบบนี้บ้างซะแล้วสิ เพราะว่าได้เห็นหลายๆ คนที่ยังมีปัญหากับเรื่องเหล่านี้ และดูเหมือนว่า มันจะเป็นเรื่องใหญ่สำหรับใครหลายๆ คนซะด้วย จึงขอหยิบยกเรื่องราวเหล่านี้ มาเขียนเพื่อเป็นข้อคิดให้ได้ลองทบทวนดู เพื่อให้ปัญหาต่างๆ ได้คลี่คลายลงโดยเร็วครับ

ความเครียด มารู้จักมันก่อนแล้วค่อยแก้ดีไหม จะได้แก้ตรงจุด

ความเครียดเกิดขึ้นมาจากหลายอย่างด้วยกัน ไม่ว่าจะเครียดเรื่องเงิน เครียดเรื่องเพื่อนร่วมงาน เครียดทำงานไม่ทัน เครียดมีคนนินทา เครียดเพราะมีคนไม่ชอบเรา เครียดเพราะความรักไม่สมหวัง สารพัดจะสรรหามาเครียดล่ะครับ

แล้วทำไมมันถึงต้องเครียดล่ะ ก็เพราะว่าคนเรานั้นเมื่อมีอะไรที่ไม่เป็นไปอย่างที่ต้องการก็มักจะเก็บเอามาคิด เมื่อคิดมากขึ้นๆ มันก็ยิ่งตันเพราะขาดสติ เมื่อมากขึ้น มันก็เลยเรียกว่า “ความเครียด” ไงครับ

ทำยังไงไม่ให้เครียด อย่างที่เคยบอกไปในบทความก่อนนี้ ชีวิต จะต้องการอะไรไปมากกว่าความสุข ว่าทุกปัญหามันมีทางออกเสมอ มันอยู่ที่ว่าเราจะแก้ไขมันหรือมัวแต่นั่งเครียดต่อไป

ผมเข้าใจว่า เมื่อมีปัญหามาถึงตัว คนเรามักจะคิดและเครียด ดูทุกอย่างมันตันไปเสียหมด ทำไมมันถึงไม่มีทางออกเลย ผมอยากให้ลองคิดใหม่ครับว่า ปัญหาที่มีขึ้นมาน่ะ มันเป็นเพียงเรื่องธรรมดาที่ทุกคนต้องเจออยู่แล้ว เราก็แค่ค่อยๆ หาวิธีแก้ไขมันก็เท่านั้น

ลองทำตามผมนะครับ

1. ออกไปข้างนอก ออกไปไหนล่ะ? ออกไปไหนก็ได้ จะไปนั่งจิบกาแฟ จะไปนั่งริมน้ำ หรืออะไรก็ได้ ไปคนเดียวนั่งผ่อนคลาย ลองคิดทบทวนสิ่งที่เกิดอย่างเป็นกลาง ไม่ต้องไปสนใจว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร

ไม่ต้องคาดการณ์ต่อว่าต่อไปถ้าแก้ไขปัญหาไม่ได้มันจะเป็นอย่างไร ให้คิดเพียงแค่ว่าเราจะแก้มันได้อย่างไรก็พอ

ถ้าคิดไม่ออกก็หยุดคิดครับ ลองนั่งสบายๆ ดูบ้าง เหมือนคนหาของไม่เจออ่ะครับ พอเราหา ตั้งใจหาแทบดายกลับไม่เจอ พอเราเลิกหา และมาคิดทบทวนว่าเราไปไหนมาบ้าง แปปเดียวก็หาเจอ เคยเป็นเหมือนกันใช่ไหม

2. ฟังเพลงสบายๆ ที่ฟังแล้วไม่รู้เรื่อง อย่าเพิ่งงงครับ ฟังไม่รู้เรื่องคือ เพลงภาษาอื่นครับ

ไม่ว่าจะสากล หรือเพลงเกาหลีญี่ปุ่น อะไรก็แล้วแต่ที่ฟังไม่รู้เรื่องแต่ทำนองสบายๆ และเพราะ ฟังพวกนี้จะทำให้เราไม่มีอะไรในหัวมากวนใจครับ เพราะเราแปลไม่ออกไง

แต่เราจะรับรู้ได้ถึงอารมณ์ของเพลง เน้นเพลงที่สนุกสนานหรือฟังแล้วทำนองไม่เศร้าเป็นพอครับ อันนี้ผมใช้ประจำ ได้ผลดีทีเดียว

นั่งฟังไปสักพักก็จะเจอทางออกเองครับ

3. หาวิธีระบายออกบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการระบายผ่านการปาตี้ หรือเล่าเรื่องให้ใครสักคนที่เราไว้ใจรับฟัง

หรือที่ผมใช้ประจำคือการเขียนครับ

วิธีอื่นๆ ยังมีอีกมากที่จะช่วยแก้เครียดได้ แต่หลักๆ มักมาจากสิ่งที่เราชอบทำ และที่ผมเอามาบอกในวันนี้เพราะ มันช่วยให้ผมดีขึ้นเรื่อยๆ จริงๆ ครับ แล้ววันนึงคุณจะเก่ง และไม่เครียดอีกต่อไป

เรื่องแบบนี้มันต้องฝึกครับ เหมือนคุณขี่จักรยาน ถ้าคุณเลิกก่อนขี่เป็น คุณก็ขี่ไม่เป็น เช่นกัน ถ้าคุณคิดว่ามันไม่ได้ผล มันก็จะไม่ได้ผล และคุณก็จะยังคงเครียดต่อไป ลองฝึกดูครับ ไม่ยากเกินที่คุณจะทำได้

การไม่เครียดเป็นลาภก้อนใหญ่ที่ใครๆ หลายคนฝันหา และแท้จริงแล้ว มันไม่ได้ยากเลย มีเพียงคุณเท่านั้นแหล่ะที่คิดว่ามันยาก

หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้คุณมีชีวิตที่ดีขึ้นนะครับ ลาไปก่อนครับ

ขอบคุณข้อมูล http://techdlife.com/3-way-stop-stress/

 

มหัศจรรย์ขนาดนี้เลย!! แค่ดื่มกาแฟดำวันละแก้ว

สำหรับใครที่ออกกำลังกายเป็นประจำแล้วล่ะก็ การลดน้ำหนักด้วยกาแฟดำจะช่วยให้คุณเผาผลาญพลังงานได้มากกว่าเดิม

เพราะมีงานวิจัยออกมาบอกว่า ดื่มกาแฟก่อนออกกำลังกายสักครึ่งชั่วโมง คาเฟอีนที่เราได้รับจะทำให้เลือดลมสูบฉีด ร่างกายมีอัตราเผาผลาญไขมันเพิ่มขึ้น มิหนำซ้ำยังเพิ่มประสิทธิภาพการออกกำลังกายเพิ่มขึ้น 12 % โน่นแน่ะ

ประโยชน์ดีๆของกาแฟดำ

มีรายงานว่าการดื่มกาแฟวันละ 3 แก้ว ช่วยลดอาการหอบหืดมากกว่าดื่ม 6 แก้ว กาแฟก็เหมือนพืชอื่นๆ ที่มีสารฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ เมื่อเราดื่มกาแฟก็จะไม่ง่วงนอน ช่วยลดอุบัติเหตุขณะขับขี่ได้เป็นอย่างดี แถมกาแฟยังช่วยลดอาการซึมเศร้าอีกด้วย รู้มั้ยว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำช่วยลดการเกิดนิ่วในทางเดินปัสสาวะและนิ่วในถุงน้ำดี มีหลักฐานพอที่จะยืนยันผลการวิจัยว่า ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่เมื่อดื่มไม่เกินวันละ 4 แก้ว

กาแฟดำกับการลดน้ำหนัก

รู้ๆ กันอยู่ว่าคาเฟอีนช่วยเพิ่มความกระชุ่มกระชวยให้สมอง และช่วยขจัดความอ่อนล้า ทางวิทยาศาสตร์พบว่า มีคุณสมบัติเป็น “เทอร์โมเจนีซีส” ซึ่งมันก็คือสารเร่งการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย มีผลทำให้ไขมันที่สะสมในส่วนต่างๆ ถูกสลายลงเป็นพลังงานความร้อน จุดนี้นี่แหละที่ทำให้อุตสาหกรรมอาหารทั้งหลายแหล่เอามาโฆษณาว่า กาแฟช่วยลดความอ้วนได้ นอกจากนี้สารคาเฟอีนยังมีฤทธิ์ขับปัสสาวะในร่างกาย ก็เลยทำให้น้ำหนักลดไงล่ะ แต่มันลดแบบชั่วคราวนะจ๊ะ อย่าเพิ่งเข้าใจผิด

เทคนิคการลดน้ำหนักด้วยกาแฟดำ

เทคนิคการลดน้ำหนักแบบเร่งด่วนนี้ สามารถทำได้ด้วยการดื่มกาแฟดำ ที่จะไปช่วยเพิ่มพลังงานการเผาผลาญ แต่เราต้องไม่เติมน้ำตาล ไม่ใส่นม ไม่สนใจครีมเทียมใดๆ ทั้งสิ้น ดำๆ เพียวๆ เพราะคุณจะอ้วนจากเจ้าพวกนี้นี่แหละ แรกๆ อาจยังไม่ชิน ก็ลองเติมน้ำตาลเล็กน้อย ลดจากเดิมครึ่งต่อครึ่ง หรือกินแบบอเมริกาโน่ก็ได้ ปรับร่างกายให้เคยชินกับความขมของกาแฟก่อนแล้วจะดีขึ้นเอง แนะนำว่าควรดื่มก่อนออกกำลังกาย 30 นาที

ปริมาณที่เหมาะสมกับการดื่มกาแฟดำเพื่อช่วยลดน้ำหนักคือ ห้ามดื่มเกินวันละ 1-2 แก้ว ต่อวัน ถ้าจะออกกำลังกายก็ดื่มไปก่อนอย่างที่แนะนำ แล้วคุณจะรู้สึกถึงความแตกต่าง ว่าหัวใจสูบฉีดมากขึ้น เลือดลมไหลเวียนดี เหงื่ออกมากกว่าปกติ แถมรู้สึกวิ่งได้นานกว่าเดิมอีกด้วย คำเตือนก็คือ ถ้าคุณเป็นโรคหัวใจหรือความดัน รวมถึงคนที่แพ้คาเฟอีนก็ไม่ควรดื่มเนอะ เราต้องเอาความปลอดภัยของร่างกายมาก่อน หรือปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ในขณะเดียวกันผู้เชี่ยวชาญได้ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า การดื่มกาแฟดำลดน้ำหนักก่อนวิ่ง 30 นาที อาจจะมีผลช่วยในเรื่องเลือดลมสูบฉีดบ้าง แต่ถ้าต้องการเอามาลดน้ำหนักโดยตรงยังไม่มีงานวิจัยรองรับ ถ้ามีอาหารเสริมกาแฟยี่ห้อใดโฆษณาเชื่อเถอะว่ามันไม่จริง

สิ่งที่จะช่วยคุณลดน้ำหนักได้อย่างถาวรนั่นคือ การออกกำลังกายและควบคุมน้ำหนัก ถ้าดื่มกาแฟที่มีสวนผสมของยาลดความอ้วนไม่นานก็กลับมาอ้วนอีก หรือมีโยโย่เอฟเฟ็กดีดกลับ บางคนมีความเชื่อแปลกๆ ว่า ดื่มกาแฟคู่กับแซนวิชจะช่วยลดน้ำหนักได้ เอาจริงๆ ถ้าไม่ทานอาหารอื่นเลย น้ำหนักก็ต้องลดลงอย่างแน่นอน เพราะมันไม่มีพลังงาน ไม่มีสารอาหาร นอกจากแป้งและกาแฟ แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับมานี่สิ อาจมีผลเสียต่อร่างกาย ยิ่งถ้าดื่มกาแฟมากกว่า 2 แก้วด้วยแล้ว ยิ่งอันตราย เกรงว่าจะได้รับปริมาณคาเฟอีนมากเกินไป วันนี้อาจยังไม่เป็นอะไร แต่ต่อไประยะยาวอาจมีผลกระทบแน่นอน

ความทุกข์ชนะได้ ด้วยใจที่มีคุณธรรม

ใจที่ดีนั่นแหละจะเป็นตัวฝ่าฟันหาทางออกให้กับตัวเราเอง
จงจำไว้ว่า…

อย่าทุกข์กับเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องของเรา

อย่าทุกข์ในสิ่งที่ไม่มี แล้วยังจะทุกข์กับ รัก โลภ โกรธ หลง อารมณ์พวกนี้จงรู้จักมีให้เป็น แล้วจะไม่ทุกข์มาก

อย่าทุกข์กับการพลัดพราก

ทุกสิ่งย่อมมีเกิดดับ มีตั้งอยู่แล้วก็เปลี่ยนแปลงไปบางครั้งจึงต้องทำใจให้ได้ สำคัญคือจิตใจของเราจงรู้คิดในทางที่ดีแม้จะ เจอความทุกข์ยากลำบาก ใจที่ดีนั่นแหละจะเป็นตัวฝ่าฟันหาทางออกให้กับตัวเราเอง ใจที่ยอมสู้ ยืนหยัดในความดีอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย จะเป็นตัวที่ช่วยให้เรามีทางออก มีทางสู้ สำคัญอย่างเดียวอย่าเกียจคร้าน อย่ารักสบาย บำเพ็ญธรรมเป็นเรื่องที่ไม่สบายเป็นเรื่องที่ต้องฝึกขัดเกลาจิตตัวเอง

คนที่รู้จักควบคุมตัวเองดำรงตัวเองอย่างมีศีลธรรม มีคุณค่า มีคุณงามความดี คนๆ นั้นเกิดมาไม่เสียชาติเกิด

วันนี้แม้ท่านมีเงินมีทองมากมายเท่าใด สิ่งที่เราอยากเรียกร้องให้ท่านทำเพิ่มคือ จงปลุกคุณธรรมภายในจิตใจของตนออกสู่มวลชนและเอาธรรมไปช่วยเขา เงินทองช่วยเขาได้ แต่ไม่สามารถช่วยให้เขามีสำนึกที่ดีได้ มีแต่คุณธรรมความดีในตัวท่านที่ทำให้กับเขา แล้วจะปลุกให้เขารู้ว่าเขาไม่ควรทำชั่ว และจะปลุกให้เขารู้ว่า ทั้งต่อหน้าและลับหลังควรเป็นคนอย่างไร ไม่ใช่หลอกลวงเราแบบนี้ และจะปลุกให้เขารู้ว่าเป็นคนอย่างไร ที่ไม่ทำให้พ่อแม่เขาเป็นทุกข์ ขณะนี้อาศัยธรรมทั้งนั้นเงินทองไม่มีประโยชน์เงินทองซื้อใจเขาได้หรือ ซื้อก็ได้แต่ชั่วขณะ เลี้ยงลูกก็ได้แต่ชั่วครู่ แต่พอเขามีเงินทองเลี้ยงดูตัวเองได้ พ่อแม่เขาก็ไม่สนใจ ก็เพราะว่าเราเลี้ยงเขาด้วยเงินทอง ไม่ใช่เลี้ยงเขาด้วยความถูกหรือไม่ ทำไมลูกน้องบางคนจึงชื่อสัตย์กับเราจนตัวดาย แต่ทำไมบางคนพอถึงเวลา เอาเปรียบเรายังกับอะไรดี หากเราเอาแต่ได้ เขาก็ต้องเอาเปรียบเรา แต่ถ้าเราสอนเขา หรือทำงานร่วมกับเขาใช้คุณธรรมส่งเสริมเขา เขาก็ย่อมใช้คุณธรรมปฏิบัติกับเรา

อ่านแล้วได้ข้อคิดดีๆ ทุกข้อ แชร์เก็บเอาไว้สอนลูกหลาน….

1. ลืมอะไรก็ลืมได้ แต่อย่า “ลืมตัว” เสียอะไรก็เสียได้ แต่อย่า “เสียคน” ผิดอะไรก็ผิดได้ แต่อย่า “ผิดศีลธรรม”

2. ลูกจงจำไว้ว่า “ศัตรูวันนี้ อาจเป็นมิตรในวันหน้า” เพราะฉะนั้น อย่าทำอะไรเขา รุนแรงและเกินเลย

3. ลูกจงสนุกกับการ “ใช้เงิน” และพร้อมกันนั้น ลูกต้องสนุกกับการ “เก็บรักษาเงิน” ด้วย และยิ่งกว่านั้น ต้องสนุกกับการหาเงินอย่างไม่เป็นทุกข์ “คือหาด้วยความถูกต้อง”

4. การกระทำของลูก “บางครั้งยังไม่ถูกใจตนเอง แล้วจะให้คนอื่นทำถูกใจเราเสมอไป ได้อย่างไร” คิดแค่นี้ลูกก็จะไม่โกรธคนอื่น

5. ถ้าลูกกล้าอย่างถูกต้องก็จะเป็น “ผู้ฉลาด” ถ้าลูกกล้าอย่างบ้าบิ่น ก็จะเป็น “คนโง่” ขอให้ลูกจงกล้าหาญ อย่าง “ชาญฉลาด”

6. บาปและบุญทั้งปวง ที่ลูกกำลังทำ ในขณะนี้ “สักวันหนึ่ง จักรวมตัวกัน มาสนองแก่ลูก” สิ่งที่ลูกได้รับอยู่ทุกวันนี้ “เป็นผลจากการกระทำของลูกทั้งสิ้น”

7. ลูกจงจำไว้ว่า “ธรรมชาติไม่เคยให้อภัยใคร ใครทำอย่างใด ต้องได้รับอย่างนั้น” แต่ธรรมชาติก็ให้โอกาสทุกคนเสมอแต่คนเราโดยส่วนมาก “ไม่ค่อยยอมรับ โอกาสนั้น”

8. เมื่อมีปัญหา “แก้ให้ถูกจุด” จักพ้นทุกข์เร็ว

9. ลูกจงจำไว้ว่า คนเห็นแก่เงิน “คบยาก” คนเห็นแก่งาน “คบง่าย” คนเห็นแก่ผู้อื่น “คบสบาย”

10. ถ้าลูกปรารถนาให้ผู้อื่นรัก “ลูกต้องทำตัวให้น่ารัก ลูกจึงจะเป็นที่รักของผู้อื่น”

10 ประโยชน์ที่คาดไม่ถึงเมื่อคุณอยู่คนเดียวได้อย่างมีความสุข

10 ประโยชน์ที่คาดไม่ถึงเมื่อคุณอยู่คนเดียวได้อย่างมีความสุข ธรรมชาติของคนเราหลีกเลี่ยงการอยู่คนเดียวมาโดยตลอดเราถูกแวดล้อมไปด้วยสังคม ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว สถาบันการศึกษา หรือที่ทำงานยิ่งปัจจุบัน เทคโนโลยี Social network ต่างๆ ก็ทำให้เวลาในการอยู่คนเดียวนั้นน้อยลงไปอีกการอยู่คนเดียวได้อย่างมีความสุข คือประสบการณ์ที่ขาดหายไปของคนสมัยนี้

และนี่คือ 10 ประโยชน์ที่คาดไม่ถึงเมื่อคุณเรียนรู้ที่จะอยู่คนเดียวได้อย่างมีความสุขครับ

1. คุณจะได้เติมพลัง

เราใช้พลังงานของเราค่อนข้างมากเวลาเราอยู่กับผู้คน

ทั้งในการรักษามารยาทท่าทาง เพื่อทำให้คนอื่นมีความสุข คิดหาว่าเขาอยู่ในอารมณ์ไหน ฯลฯ

การอยู่คนเดียวช่วยให้สมองคุณได้พักผ่อนจากการต้องทำงานตลอดเวลาเมื่ออยู่กับคนอื่น

2. คุณจะสะท้อนตัวเองได้บ่อยขึ้น

เราแทบไม่มีเวลาในแต่ละวันที่จะมานั่งใช้คิดพิจารณาถึงตัวเอง

การอยู่คนเดียวทำให้คุณไม่ต้องมองออกไปข้างนอก คิดถึงความคิดและความรู้สึกของใคร

เป็นเวลาที่ดีที่สุดที่คุณจะมองย้อนเข้ามาในตัวเอง

3. คุณจะสัมผัสถึงอารมณ์ของตัวเอง

เมื่อคุณอยู่กับผู้คน คุณจะพยายามคิดถึง เข้าใจอารมณ์คนอื่นตลอดเวลา

การอยู่คนเดียวทำให้คุณเห็นอารมณ์ของตัวเอง

คุณจะเข้าใจตัวเองมากขึ้นว่าอะไรทำให้คุณเกิดอารมณ์ต่างๆกัน เช่น มีความสุข เศร้า หรือโกรธ

4. คุณจะได้ทำในสิ่งที่คุณต้องการจริงๆ

เวลาอยู่กันเป็นกลุ่ม เรามักเลือกทางสายกลางที่ทำให้ทุกคนโอเคมากที่สุด

แต่บางทีสิ่งที่คนส่วนใหญ่พอใจ ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการจริงๆ

5. คุณจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ส่วนใหญ่การอยู่กับคนอื่นดึงสมาธิคุณออกจากงานที่คุณกำลังทำ

สังเกตดูครับว่าเวลาที่คุณมีประสิทธิภาพสูงส่วนใหญ่เป็นเวลาที่คุณอยู่คนเดียว

เพราะเพียงแค่คุณมีสิ่งรบกวนคุณจากการทำงานน้อยลง

6. คุณจะมีความสุขในความสัมพันธ์มากขึ้น

เวลาที่คุณอยู่คนเดียวช่วยให้คุณเห็นคุณค่าและชื่นชมตัวเอง

ซึ่งจะทำให้คุณเห็นคุณค่าในความสัมพันธ์กับคนอื่นที่คุณไม่เคยเห็นเลย

7. คุณจะเป็นอิสระมากขึ้น

คุณจะมั่นใจในความสามารถของคุณที่จะอยู่กับตัวเอง

คุณจะไม่รู้สึกกังวลว่าคุณไม่มีใครอยู่ด้วยอีกต่อไป

8. คุณจะไม่ต้องพยายามทำให้คนอื่นมีความสุขตลอดเวลา

เมื่อคุณอยู่คนเดียว คนที่คุณต้องเป็นห่วงก็คือตัวเองคนเดียว

คุณสามารถทำในสิ่งที่คุณมีความสุข แต่คนอื่นไม่ชอบได้

9. คุณไม่ต้องขอโทษกับอะไร

บ่อยครั้งที่เราต้องเอ่ยคำขอโทษ จากการทำร้ายความรู้สึกของคนอื่น

เมื่อคุณอยู่คนเดียว คุณจะไม่ต้องพิจารณาทุกคำที่ออกจากปากคุณ หรือระวังการกระทำเพราะกลัวใครจะรู้สึกยังไง

10. คุณจะหยุดมองหาการยอมรับ

เรามักจะต้องอาศัยการยอมรับ การเห็นด้วยจากคนรอบข้างก่อนที่เราจะเริ่มต้นลงมือทำอะไร

เมื่อคุณอยู่กับตัวเองได้ คุณจะเรียนรู้ที่จะเชื่อสัญชาตญาณของตัวเองและตัดสินใจโดยปราศจากความคิดเห็นของคนอื่น

เริ่มจากวันนี้ ลองปิดมือถือ นั่งอยู่เงียบๆกับตัวเอง สัก 10 นาทีดูนะครับ

สังเกตร่างกาย จิตใจตัวเอง แล้วคุณจะได้ค้นพบอะไรบางอย่างที่สำคัญสำหรับคุณ

ขอบคุณแหล่งข้อมูลจาก http://expandedconsciousness.com/2014/08/20/when-you-start-to-enjoy-being-alone-these-10-things-will-happen/ นะครับ

5 นิสัยของคน “ล้มเหลว”

เราทุกคน “สำเร็จ” ได้
นิสัยบางอย่างที่แย่ๆ ก็แค่ “เลิก”
ทิ้งมันไป เปลี่ยนแปลง ปรับปรุง

1. ความอดทนต่ำ

ทำอะไร “ไม่เอาจริง”
เดี่ยวทำ เดี่ยวเลิก
อยากเห็น “ผลลัพท์” ทันที
รอไม่เป็น อดทนไม่นาน
เหนื่อยง่าย ท้อแท้ง่าย ล้มเลิกง่าย

2. ขี้อิจฉา ริษยา

เห็นใครดีกว่าร้อนรน ทุรนทุราย
เหมือนมีไฟสุมอยู่ในใจ
ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับ “การนินทา” แทนที่จะเอาเวลาไป “พัฒนา” ตัวเอง

3. คดโกง ไม่ซื่อสัตย์

ฉวยโอกาส เอาเปรียบ เห็นแก่ได้
เมื่อมีโอกาสก็จะ “ขี้โกง”
แบบไม่ “ละอาย”
คิดแต่จะได้ ไม่ยอมเสีย
เห็นแก่ “ผลประโยชน์”
ของตัวเองเป็นหลัก

4. เชื่อมั่นแบบผิดๆ 

ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของใคร
กลัวเสียหน้า เสียฟอร์ม
ไม่ยอมรับความผิดพลาด
ไม่เคยคิดแก้ไขปรับปรุง
เห็นแต่ความผิดของคนอื่น
มองข้าม “ความเลว”ของตัวเอง

5. ใช้จ่ายเกินตัว

ชอบสร้างภาพหรู ทั้งๆทีมีแค่ “เปลือก”
ใช้เงินเพื่อ “สร้างภาพ”
อยากให้คนชื่นชมในสิ่ง “จอมปลอม”
ยอมที่จะทำทุกอย่าง ไม่ “ละอาย”
เพื่อลวงโลก หลอกตัวเองไปวันๆ

5 แนวคิดที่จะช่วยเปลี่ยนความล้มเหลวให้เป็นความสำเร็จ

1. ปรับความคิดก่อนว่าความล้มเหลวไม่ใช่เรื่องเลวร้าย ยิ่งลงมือทำยิ่งต้องเจอ คนที่ไม่เคยเจอคือคนที่ไม่เคยทำอะไรเลย ซึ่งมันก็ไม่ต่างจากความล้มเหลวโดยอัตโนมัติ

2. ความล้มเหลวเกิดขึ้นได้เป็นเรื่องธรรมดา สำคัญคือต้องเรียนรู้จากมันและต้องไม่ล้มซ้ำที่เดิมอีก

3. อย่าให้ความล้มเหลวมาทำให้เราเข็ดขยาดจนไม่กล้าทำอะไร

4. ล้มเหลวได้ แต่อย่า ล้มเลิก ไม่ว่าจะล้มกี่ครั้งตราบใดที่คุณไม่ยอมแพ้ ความสำเร็จต้องมาหาเราสักวัน

5. ความล้มเหลวจะช่วยให้เรามีสติ คิดมากขึ้นก่อนที่จะลงมือทำส่ิงใหม่

ล้มเหลวไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาคือไม่เรียนรู้จากมันต่างหาก

ความล้มเหลวเป็นเรื่องที่หลีกหนีไม่พ้น แต่แทนที่จะมาเสียใจ และยอมแพ้ไปเสียดื้อๆ เราควรเอาเวลามาศึกษาว่าอะไรคือสาเหตุของความล้มเหลว สิ่งไหนที่ได้เราได้เรียนรู้จากมัน และสิ่งไหนที่เราต้องไปแสวงหาความรู้เพิ่มเติม

อย่าปล่อยให้ความล้มเหลวมาบ่อนทำลายจิตใจ

ขึ้นชื่อว่าความล้มเหลว อย่างไรมันก็ต้องเจ็บและมีการสูญเสีย แต่เรื่องมันเกิดขึ้นไปแล้วถ้าเรายังปล่อยให้ความผิดหวังมาทำลายสุขภาพจิตก็คงจะไม่เกิดประโยชน์ คนที่ประสบความสำเร็จพวกเขาจะต้องปรับสภาพจิตใจให้นิ่งเมื่อเผชิญกับความล้มเหลว สลัดความเศร้าหมองออกไปให้เร็วที่สุด ตั้งสติให้ได้และเอาเวลาไปคิดอ่านวางแผนต่อไป

ล้มอีกกี่ครั้งก็ได้แต่อย่าล้มซ้ำที่เดิม

ความล้มเหลวอาจเกิดขึ้นได้ในชีวิตเราอีกเป็นร้อยเป็นพันครั้ง แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องไม่ผิดซ้ำที่เดิม เพราะนั่นหมายถึงคุณไม่มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตัวเองเลย

ล้มเหลวไม่ใช่เรื่องเลวร้าย

ถ้าก้าวผ่านข้อนี้ไม่ได้คุณก็คงจะไม่ได้ลองทำสิ่งใหม่ๆ เลย บางคนเห็นโอกาสแล้ว แต่ด้วยความล้มเหลวครั้งก่อนทำให้ยังเข็ดขยาดและกลัวที่จะพลาดอีก กว่าจะรวบรวมความกล้าทำสิ่งหนึ่งได้ คนอื่นก็เอาไอเดียไปทำเสียแล้ว คนที่ประสบความสำเร็จจะมองว่าความล้มเหลวคือบทเรียนสำคัญของชีวิตที่ต้องเรียนรู้ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องหวาดกลัว

ล้มได้แต่ไม่เลิก

บนเส้นทางสู่ความสำเร็จมักจะมีความล้มเหลวเป็นส่วนประกอบ ถ้าคุณวิ่งไปข้างหน้าถึงแม้ล้มบ้างแต่ท้ายสุดก็จะไปถึงเส้นชัยได้ แต่คุณจะไม่มีวันได้ลิ้มรสชาติของชัยชนะเลยถ้าคุณหยุดวิ่งและยอมแพ้ไปเอง

ความล้มเหลวช่วยเพิ่มความสามารถในการคำนวณความเสี่ยง

การล้มนับครั้งไม่ถ้วนจะทำให้พวกเขามีความคิดที่ละเอียดมากขึ้น พวกเขารู้ว่าถึงแม้จะสามารถลุกขึ้นมาจากความล้มเหลวได้แต่การล้มบ่อยๆ ไม่ใช่เรื่องสนุกเลย  เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่ลองทำสิ่งใหม่ ถึงแม้จะเสี่ยงแต่ก็ต้องเป็นความเสี่ยงที่ผ่านการคำนวณมาอย่างถี่ถ้วนแล้ว

 

คุณอาจไม่เคยประสบความล้มเหลวในระดับที่ฉันเคย แต่ความล้มเหลวในชีวิตเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ มันเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะไม่เคยทำผิดพลาด เว้นเสียแต่ว่าคุณจะใช้ชีวิตอย่างระแวดระวังจนเกินไป ซึ่งการใช้ชีวิตแบบนั้นก็ไม่ได้แตกต่างจากการล้มเหลวโดยอัตโนมัติเลย”

J.K. Rowling เจ้าของงานเขียน แฮรี่ พอร์ตเตอร์ ได้กล่าวถึงความล้มเหลวไว้ใน  สุนทรพจน์วันจบการศึกษา  ของมหาวิทยาลัย ฮาร์วาร์ด

 

ไม่ใช่เพื่อใคร
เพื่อ “ตัวคุณเอง”!

ค่อยๆอ่าน อ่านให้จบนะ แล้วคุณจะรักตัวเองขึ้นอีกเยอะ…!! เรื่องราวดีๆ ที่ผู้หญิงควรอ่าน (และแชร์) อย่างมาก

การที่หญิงสาวจะได้พบกับผู้ชายดีๆ คนหนึ่ง

ไม่จำเป็นที่เธอจะต้องมีความเป็นผู้ใหญ่เพียงพอ

เพราะเมื่อใดที่ผู้หญิงมีความเป็นผู้ใหญ่ พอที่จะพึ่งพาตัวเองได้ เมื่อนั้นก็แปลว่า…

“เธอไม่เคยพบเจอกับผู้ชายดีๆเลยแม้แต่คนเดียว”

++++++++++++++++++++++++

เธอจงจดจำไว้

การเลือกชีวิตคู่นั้นไม่มีเงื่อนไขอื่นใด

นอกเสียจากเลือก “คนที่เขารักเธอ”

ไม่ว่าเขาจะมีเงินมากมายเท่าใด ?

ชอบช่วยเหลือคนอื่นสักแค่ไหน?

จะมีความสามารถเพียงใด ?

จะฉลาดสักเท่าใด ?

จะกตัญญูอย่างไร ?

จะหล่อปานไหน ?

จะพูดเก่งยังไง ?

เขาไม่รักเธอ จะมีประโยชน์อันใด!!!
++++++++++++++++++++++++

จิตแพทย์ได้กล่าวไว้ว่า…

“ต่อให้เธอรักผู้ชายคนนั้นสักแค่ไหน

จุดเริ่มต้นของความรักเริ่มจากผู้ชาย

หากชายคนนั้นไม่ได้รักเธอ

เสียเขาไป คือ ความคุ้มค่ากว่าเสียอีก”

++++++++++++++++++++++++

ไม่มีคู่อาจเงียบเหงาบ้าง แต่สามารถมีความสุขได้

เธอสามารถเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วโลกได้เพียงลำพัง

เธอสามารถพูดคุยกับผู้ชายได้ทุกเพศวัยอย่างสบายใจ

เธอสามารถเลือกกลับบ้านหรือไปเดินห้าง หลังจากเลิกงานได้ด้วยตัวเธอเอง

ความเหงาตอนโสดไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เธอคิด ที่น่ากลัวที่สุดก็คือ…

เมื่อมีคู่ชีวิตแต่เธอกลับรู้สึกเหงาต่างหาก!

++++++++++++++++++++++++

คุณพ่อท่านหนึ่งได้เตือนสติลูกสาวของเขาว่า…

“คนบางคนเหมาะสมกับลูก แต่เขาไม่รักลูก

คนบางคนรักลูกแต่เขาไม่เหมาะสม หากอยากจะรู้ว่าเขารักลูกหรือเปล่า?

อย่าใช้หูฟังแต่จงใช้ตามอง ดูว่าเขาทุมเทต่อลูกสักเพียงใด ?

หากอยากรู้ว่าเหมาะสมกันหรือเปล่า ? อย่าตัดสินว่าเพราะเขามีอะไร?

แต่จงตัดสินจากรอยยิ้มของลูกและน้ำตาที่ต้องหลั่งไปเพราะเขา

คนที่ทำให้ลูกร้องไห้อยู่เสมอ ต่อให้เพียบพร้อมสักแค่ไหนก็อย่าเลือกฝากชีวิตไว้

คนที่ทำให้ลูกยิ้มได้ ต่อให้ฐานะยากจนเพียงใด ก็คุ้มค่าที่จะฝากชีวิตไว้

จงเลือกเหนื่อยเพราะหัวเราะ อย่าเลือกสบายแต่ต้องร้องไห้ทุกวัน”

เลือกคนที่กล้าเก็บรูปของเธอไว้ในกระเป๋าสตางค์ เลือกคนที่กล้าลงรูปเธอไว้หน้าไทม์ไลน์ของเขา

เลือกคนที่กล้าให้เธอรู้ความเคลื่อนไหวของเขา เลือกคนที่เขากล้าทุ่มเทความรักให้กับเธอ

++++++++++++++++++++++++

หากการคบหากัน เขาคนนั้นไม่ได้ทำให้เธอดูดีขึ้นในสายตาคนอื่น

ขอแสดงความเสียใจด้วย “เธอเลือกคนผิดเสียแล้ว!”

เพราะหากเขารักเธอจริง

เขาจะไม่ทำให้ผู้หญิงของเขาดูแย่ในสายตาของใครๆ

ผู้ชายบางคนที่รักเธอ เขาต้องการใช้ชีวิตกับเธอทั้งชีวิต

ผู้ชายบางคนที่รักเธอเขาต้องการใช้ชีวิตกับเธอเพียงชั่วครู่

คนที่ต้องการใช้ชีวิตกับเธอทั้งชีวิต เขาอาจไม่ได้ซื้อข้าวของ หรือบอกรักเธอทุกๆวัน

เพราะเขาพยายามสร้างตัวเพื่อเธอและครอบครัว

คนที่ต้องการใช้ชีวิตกับเธอเพียงชั่วครู่ เขาจะประเคนทุกสิ่งอย่างให้กับเธอ

เสมือนว่า “ขาดเธอแล้วเขาจะขาดใจ”

(ซึ่งจริงๆไม่มีใครดายเพราะความรัก มีแต่ดายเพราะความหลงและโง่งมงาย)

ดังนั้น “ผู้ชายดีๆจะคิดถึงการร่วมชีวิต”
“ผู้ชายเลวๆจะคิดถึงการร่วมหลับนอน”
หญิงสาวเอ๋ย
เธอรักตัวเองมากเท่าไหร่
เธอก็มีค่าต่อตนเองและผู้อื่นมากเท่านั้น
อย่าเอาอกเอาใจใครๆ จนลืมห่วงใยตัวเอง
ชีพหนึ่งไม่ยาวนาน…
เธอจงจำไว้ “รักตัวเองให้มากหน่อย!!!”

ระวัง!! ข้อเสียของการเป็นคนที่อดทนมากจนเกินไป

ข้อเสีย ของ ” ความอดทน ” ที่มีมากจนเกินไป คนบางคน เลือกจะใช้ “ ความอดทน ” ที่มี ไปกับเรื่องราวอันไม่สมควร จนไม่รู้เลยว่า ต้องเผชิญหน้ากับข้อเสียที่เกิดขึ้นอย่างไม่จำเป็น

1. ไม่รู้ขีดจำกัดของตัวเอง
ทุกอย่างบนโลกใบนี้ มักมีขีดจำกัดในตัวของมันเองเสมอ โดยเฉพาะ “ความอดทน” ของมนุษย์ทุกๆ คน ซึ่งถ้าหากมัวแต่ตามใจ ในสิ่งที่คนอื่นต้องการ ทั้งๆ ที่ตัวเอง ก็ไม่ได้เห็นดีเห็นงามด้วย แต่จำเป็นต้องก้มหน้ายอมรับไป

เพราะหลีกเลี่ยงปัญหาต่างๆ อาจทำให้ต้องกลายเป็นคนอดทนกับเรื่องที่ไม่สมควร จนไม่รู้จักขีดจำกัดเกี่ยวกับความอดทนของตัวเอง ว่าสามารถอดทนกับเรื่องราวต่างๆ ได้มากน้อยเพียงใด

2. ไม่ได้แสดงออกถึงความรู้สึกที่แท้จริง
คนที่ยอมอดทนกับอะไรมากๆ มักจะเป็นพวกที่ไม่ได้แสดงออกถึงความรู้สึก และความต้องการที่แท้จริงของตัวเองเลยแม้แต่นิดเดียว

เพราะมัวแต่ห่วงใยในความรู้สึกของคนอื่น จนเกรงกลัวว่า หากแสดงอะไรออกไป อาจจะทำให้ผู้อื่นรู้สึกไม่พอใจ จึงเลือกที่จะเก็บงำความรู้สึกของตัวเองไว้ แล้วกลายเป็นว่า สุดท้ายก็ไม่ได้บอกกล่าวในสิ่งที่ตัวเองต้องการ

3. มักถูกมองข้าม เพราะไม่ค่อยมีใครเกรงใจ
คนประเภทนี้ จะชอบหลีกเลี่ยงการมีปากเสียงกับคนอื่น โดยการใช้ความอดทนเข้าช่วย เพื่อลดความขัดแย้งต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น จนทำให้ใครต่อใครเข้าใจไปเองว่า “เป็นบุคคลประเภทอะไรก็ได้”

ซึ่งข้อเสียก็คือ มักถูกมองข้ามในเรื่องของความรู้สึก และไม่ค่อยมีใครสนใจ ที่จะถามถึงความต้องการลึกๆ ภายในมากเท่าที่ควร

4. เป็นที่รองรับอารมณ์
การเป็นบุคคลแบบนี้ ก็เหมือนกลายเป็นพวกที่ต้องรองรับอารมณ์ของผู้อื่นไปโดยปริยาย เพราะด้วยความอดทนที่มีสูงกว่าคนอื่นมากๆ จึงมักจะกักเก็บอารมณ์ และความรู้สึกทุกอย่างไว้ได้ดีกว่า จนสุดท้ายแล้ว ทุกคนต่างก็เข้ามาโดยทิ้งอารมณ์แย่ๆ ไว้ให้แบกรับแค่เพียงคนเดียว

5. รู้สึกแย่ แต่ต้องหายเอง
บ่อยครั้งที่การใช้ความอดทนไปกับเรื่องที่ไม่ถูกไม่ควร จะเป็นตัวการสร้างความรู้สึกแย่ให้เกิดขึ้นภายในจิตใจได้มาก

ซึ่งสุดท้ายแล้ว คนเหล่านี้ ก็มักจะต้องเยียวยา และก้าวผ่านความรู้สึกร้ายๆ พวกนี้ไปด้วยตัวเอง เพราะเหตุผลที่ว่า เป็นคนที่มีความอดทนมากเพียงพอ

6. ทำร้ายจิตใจตัวเอง
อย่ามัวแต่คอยจ้องจะทำร้ายจิตใจตัวเอง ด้วยการอดทนไปกับเรื่องที่มองเห็นแล้วว่าไม่สมควร หรือการให้คนอื่นมามีอิทธิพลเหนือความรู้สึกของตัวเองมากจนเกินไป

ความอดทนของคนเรามีขีดจำกัดเสมอ ควรแสดงออกให้พูดอื่นได้เห็นว่า เราเองก็ไม่ใช่คนที่จะสามารถอดทนกับอะไรได้นานเช่นกัน

7. รู้สึกว่าไม่มีความสุข
ปฏิเสธไม่ได้ว่า การเป็นคนที่ใช้ความอดทนที่มากจนเกินขอบเขตุ สามารถส่งผลให้ชีวิต แตะต้องกับคำว่า “ความสุข” ได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น

เนื่องมาจาก การนำทุกอย่างมาแบกรับไว้เพียงคนเดียว จนกลายเป็นบุคคลที่ไม่รู้ซึ้งถึงคุณค่าภายในตัวเอง เพราะภายในใจมีแต่เรื่องราวแย่ๆ และอารมณ์ร้ายๆ จากคนอื่น

8. กลายเป็นคนเก็บกด
สิ่งแย่ๆ ที่อาจเกิดขึ้น และเป็นการทำร้ายตัวเองได้มากที่สุด อันเนื่องมาจาก การอดทนกับอะไรต่างๆ มากจนเกินไป อาจส่งผลให้กลายเป็น “คนเก็บกด” และกลายเป็นคนสวนทางกับความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง

ซึ่งบุคคลเหล่านี้ จะมีความน่ากลัวก็ตรงที่สิ่งต่างๆ ที่ได้เก็บสะสมอยู่ภายในใจ อาจเกิดการปะทุ จนสามารถทำร้ายคนรอบข้างได้ตลอดเวลา

ขอบคุณ : sineenow , goodlifeupdate.com

21 ข้อคิดสั้นๆ “สำหรับคนที่ต้องการเริ่มต้นชีวิตใหม่ ในวันพรุ่งนี้”

ข้อคิดสำหรับวันนี้

1. เมื่อวาน ไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรได้ จึงมีวันพรุ่งนี้ ให้เราได้ทำสิ่งดีๆ ต่อไป

2. คนเดียวเท่านั้นที่จะช่วยให้คุณผ่านทุกปัญหาได้ คือ “ตัวคุณ”

3. เรื่องวุ่นวายบนโลก มีอยู่ 2 อย่างเท่านั้นคือ “ไปหลงรัก” และ “ไปหลงเกลียด”

4. ความสบายใจไม่ได้เกิดจากทำทุกสิ่งให้ได้ดังใจ แต่เกิดจากใจที่ยอมรับว่า ไม่มีอะไรที่จะได้ดังใจเราไปทั้งหมด

5. ต่างคนต่างความคิด ต่างจิตต่างใจ อย่าดูถูกความคิดใคร ถ้าความคิดต่าง

6. อ่านหนังสือออก สำคัญ อ่านเหตุการณ์ออก สำคัญกว่า อ่านคนอื่นออก สำคัญยิ่ง อ่านตนเองออก สำคัญที่สุด

7. ถ้าคิดได้ ให้ช่วยคิด ถ้าคิดไม่ได้ ให้ช่วยทำ ถ้าทำไม่ได้ ให้ความร่วมมือ ถ้าร่วมมือไม่ได้ ให้กำลังใจ แม้ให้กำลังใจไม่ได้ ให้สงบนิ่ง

8. ละได้ ใจก็สะอาด วางได้ ใจก็โล่ง ปลงได้ ใจก็เย็น อภัยได้ ใจก็สงบ

9. เงาจันทร์ เกิดจากความนิ่งของน้ำ ฉันใด ปัญญา เกิดจาก ความนิ่งของใจ ฉันนั้น

10. ไม่ใช่ความทุกข์ ที่ทำให้เราคิดมาก แต่เป็นเพราะเราคิดมาก ทำให้เกิดความทุกข์

11. รู้จักให้ รู้จักรับ รู้จักปรับ รู้จักให้อภัย รู้จักแบ่ง รู้จักได้ รู้จักแข็ง รู้จักคลาย ชีวิตจะเบาสบาย และมีความสุข

12. หาที่สงบร้อยที่ ยังไม่ดีเท่าสงบที่ใจตน รู้จักคนร้อยคน ไม่ดีเท่ารู้จักตน เพียงคนเดียว

13. เมื่อมี จงรู้จักให้ เมื่อได้ จงรู้จักพอ เมื่อขอ จงรู้คุณค่า คนเราเกิดมา ถึงเวลา ก็ต้องจากไป

14. สิ่งที่ย้อนไม่ได้ คือเวลา สิ่งที่หนีไม่ได้ คือ ความดาย สิ่งที่ชื้อไม่ได้ คือ สุขภาพ & ชีวิต สิ่งที่มองไม่เห็น คือใจคน สิ่งที่ต้องอดทน คือใจตัวเอง

15. ไฟไม่ได้ร้อน ถ้าเราไม่เอาตัวเข้าไปใกล้ทุกข์ใดๆ ก็ไม่ทำให้เราหนัก ถ้าเราไม่เอาใจเข้าไปแบก

16. กำลังใจอาจหาได้จากคนรอบข้าง แต่ความเข้มแข็ง เราต้องสร้างมันขึ้นเอง

17. บางครั้งกำลังใจ นอกจากจะมีไว้ให้ใครๆ ก็ต้องเก็บไว้ให้ตัวเองด้วย

18. เมื่อตัดสินใจที่จะเดินไปข้างหน้า ก็อย่าหวั่นไหวกับปัญหา ที่จะต้องพบเจอ

19. คนมีปัญญา มักมองเห็นโอกาส ในทุกๆ ปัญหาคนขาดปัญญา มักมองเห็นปัญหา ในทุกๆ โอกาส

20. ทุกครั้งที่เรา ไม่เข้าใจกัน ไม่ผิดที่จะโกรธแต่ผิดที่เราไม่ขอโทษกัน

21. จงเป็นคนดี คนเก่ง และมีความสุขแค่นี้ก็เป็นคนโดยสมบูรณ์แล้วค่ะ

ขอบพระคุณที่มา : นะโม นะโม

อยากให้ชีวิตง่ายขึ้น อย่ายุ่งกับเรื่องของคนอื่น อยากให้สละเวลาอ่าน 1 นาที คุ้มค่ามากๆ

ภาวนามาก ๆ ดูตัวเองมาก ๆ

หลวงพ่อชา สุภัทโท (พระโพธิญาณเถร) บอกว่า

“ธรรมดาเราดูแต่คนอื่น 90 % ดูตัวเองแค่ 10 %”

คือคอยดูแต่ความผิดของคนอื่น เพ่งโทษคนอื่น

คิดแต่จะแก้ไขคนอื่น

 

กลับเสียใหม่นะ

ดูคนอื่นเหลือไว้ 10 %

ดูเพื่อศึกษาว่า เมื่อเขาทำอย่างนั้น

คนอื่นจะรู้สึกอย่างไร

เพื่อเอามาสอนตัวเองนั่นแหละ

ดูตัวเอง พิจารณาตัวเอง 90 %
จึงเรียกว่าปฏิบัติธรรมอยู่

ธรรมชาติของจิตใจมันเข้าข้างตัวเอง

โบราณพูดว่า เรามักจะเห็น

ความผิดของคนอื่นเท่าภูเขา

ความผิดของตนเองเท่ารูเข็ม

มันเป็นความจริงอย่างนั้นด้วย

เราจึงต้องระวังความรู้สึกนึกคิดของตัวเองให้มาก ๆ

เห็นความผิดของคนอื่น ให้หารด้วย 10

เห็นความผิดตัวเอง ให้คูณด้วย 10

จึงจะใกล้เคียงกับความจริงและยุติธรรม

เพราะเหตุนี้เราจะต้องพยายามมองแง่ดีของคนอื่นมาก ๆ

และตำหนิติเตียนตัวเองมาก ๆ

แต่ถึงอย่างไร ๆ เราก็ยังเข้าข้างตัวเองนั่นแหละ

พยายามอย่าสนใจการกระทำ การปฏิบัติของคนอื่น

ดูตัวเอง สนใจแก้ไขตัวเองนั่นแหละมาก ๆ

เช่น เข้าครัวเห็นเด็กทำอะไรไม่ถูกใจ

แล้วก็เกิดอารมณ์ร้อนใจ

ยังไม่ต้องบอกให้เขาแก้ไขอะไรหรอก

รีบแก้ไข ระงับอารมณ์ร้อนใจของตัวเองเสียก่อน

เห็นอะไร คิดอะไร รู้สึกอย่างไร ก็สักแต่ว่า ใจเย็น ๆ ไว้ก่อน

ความเห็น ความคิด ความรู้สึกก็ไม่แน่….. ไม่แน่

อาจจะถูกก็ได้ อาจจะผิดก็ได้

เราอาจจะเปลี่ยนความเห็นก็ได้

สักแต่ว่า….. สักแต่ว่า….. ใจเย็น ๆ ไว้ก่อน ยังไม่ต้องพูด

ดูใจเราก่อน สอนใจเราก่อน หัดปล่อยวางก่อน

เมื่อจิตสงบแล้ว เมื่อจิตปกติแล้ว

จึงค่อยพูด จึงค่อยออกความเห็น

พูดด้วยเหตุ ด้วยผล ประกอบด้วยจิตเมตตากรุณา

ขณะมีอารมณ์อย่าเพิ่งพูด

ทำให้เสียความรู้สึกของผู้อื่น

ทำให้เสียความรู้สึกของตัวเอง

ไม่เกิดประโยชน์เท่าที่ควร
มักจะเสียประโยชน์ซ้ำไป

เพราะฉะนั้น อยู่ที่ไหน อยู่ที่วัด อยู่ที่บ้าน

ก็สงบ ๆ ๆ ไม่ต้องดูคนอื่นว่าเขาทำผิด ๆ ๆ

ดูแต่ตัวเรา ระวังความรู้สึก ระวังอารมณ์ของเราเองให้มาก ๆ

พยายามแก้ไข พัฒนาตัวเรา….. นั่นแหละ

เห็นอะไรชอบ ไม่ชอบ ปล่อยไว้ก่อน

เรื่องของคนอื่น พยายามอย่าให้เข้ามาที่จิตใจเรา

ถ้าไม่ระวัง ก็จะยุ่งกับเรื่องของคนอื่นไปเรื่อย ๆ

หาเรื่องอยู่อย่างนั้น เอาเรื่องโน้นเรื่องนี้มาเป็นเรื่องของเราหมด

มีแต่ยินดี ยินร้าย พอใจ ไม่พอใจ ทั้งวัน

อารมณ์มาก จิตไม่ปกติ ไม่สบาย ทั้งวัน ๆ ก็หมดแรง

ระวังนะ

พยายามตามดูจิตของเรา รักษาจิตของเราให้เป็นปกติให้มาก

ใครจะเป็นอะไร ใครจะทำอะไร ดีหรือไม่ดี เรื่องของเขา

แม้เขาจะทำกับเรา ว่าเรา….. ก็เรื่องของเขา

อย่าเอามาเป็นอารมณ์

อย่าเอามาเป็นเรื่องของเรา

ดูใจเรานั่นแหละ

พัฒนาตัวเองนั่นแหละ

ทำใจเราให้ปกติ สบาย ๆ มาก ๆ

หัด-ฝึก ปล่อยวาง นั่นเอง

ไม่มีอะไรหรอก

ไม่มีอะไรสำคัญกว่าการตามรักษาจิตของเรา

คิดดี พูดดี ทำดี มีความสุข

คำสอนของหลวงปู่ชา สุภัทโท

ขอบคุณข้อมูล www.guitarthai.com